‘ไพบูลย์ ’ออกโรงคุยเอง
สว.ชี้ยาก-ตัดอำนาจวุฒิ
‘บิ๊กตู่’เผยข่าวดีสถาบันจัดอันดับเรตติ้งโลก คงความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ BBB+ ‘จุรินทร์’ ปัดตอบรอยร้าวในรัฐบาล แต่เดินหน้าจับมือภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนาชงแก้รธน.รายมาตรา ปลดล็อกม.256-ตัดอำนาจส.ว.เลือกนายกฯ ก้าวไกลก็เล็งให้เป็นสภาเดียว ‘เสธ.อู้’ มั่นใจผ่านยาก แต่ส.ว.กิตติศักดิ์ลั่นพร้อมยกมือหนุน ระบุสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ‘ไพบูลย์’ ชี้ ‘พปชร.-เพื่อไทย-ส.ว.’ เป็น 3 เสาหลักแก้รธน. เตรียมคุยเพื่อขอเสียงสนับสนุน แต่ไม่แตะม.256 ‘วิษณุ’ เผยรัฐบาลไม่ขัดเปิดสภาสมัยวิสามัญ 7-8 เม.ย.ถกร่างพ.ร.บ.ประชามติ
‘บิ๊กตู่’ปลื้มเรตติ้งไทยพุ่ง
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 20 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวกับประชาชนในรายการ “นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง” ผ่านทางพอดแคสต์ (PODCAST) ว่า เรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งสิ่งที่ตนจะพูดต่อไปนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 4 ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปีหน้า เราได้รับข่าวดีมาแล้วว่า สถาบัน จัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก ทั้ง มูดี้ส์, ฟิทซ์ เรทติ้งส์, สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ BBB+ และมุมมองที่ความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ในขณะที่หลายประเทศถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ส่วนบลูมเบิร์ก ยกให้ไทยเป็นอันดับหนึ่งใน 17 ประเทศของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่น่าลงทุนมากที่สุด ในโลก
ปัจจัยแรกที่อยากพูดคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูต่างๆ ทั้งด้านการบริโภคและการท่องเที่ยว เช่น เพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะโครงการมาตรา 33 เรารักกัน โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และปีนี้จะพยายามทำให้ต่อเนื่อง
หนุนลงทุน 4 อุตสาหกรรมใหม่
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีโครงการลงทุนเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ เช่น การเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน โครงการอีอีซี เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โครงการพื้นฐาน 5G การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และสร้างธุรกิจใหม่ เช่น อีคอมเมิร์ซ การพัฒนา หุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าขยะครบวงจรโซล่ารูฟท็อป ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินการลงทุน ในภาพรวม กว่า 1.2 แสนล้านบาท เราจะเร่งรัดและติดตามให้เป็นไปตามแผนอย่างใกล้ชิด
ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลนี้ จะสนับสนุนการลงทุน ใน 4 อุตสาหกรรมใหม่ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์และการดูแลสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และจะขยายอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมที่ไทยแข็งแกร่งและเป็นแชมป์อยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมี ธุรกิจสายการบินการท่องเที่ยวและการบริการที่ได้รับผล กระทบจากโควิด-19
การดำเนินอุตสาหกรรมจะเน้นโมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เรียกว่าบีซีจี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว สอดคล้องกับการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่มีเป้าหมายเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงอย่างต่อเนื่อง
‘อนุชา’สบายๆ-ถ้าหลุดเลขาฯพปชร.
ที่จ.เชียงใหม่ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกังวล หรือติดตาม เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของนายกฯ และหัวหน้าพรรค ที่จะปรึกษาหารือแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และเมื่อนายกฯ ตัดสินใจแล้ว ทุกคนที่ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีมีความเหมาะสมแน่นอน ส่วนตนไม่ได้รับสัญญาณว่าจะมีการปรับโยกย้าย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าจะมีการปรับโครงสร้างพรรค นายอนุชากล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง เรื่องภายในพรรคจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงซึ่งถือเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในการทำการเมือง ไม่มีอะไรเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากพรรคการเมืองอื่น
เมื่อถามว่าถ้ามีการปรับโครงสร้างพรรค นายอนุชาจะยังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะตัวเองเป็นคนสบายๆ กับเรื่องพวกนี้ คิดว่าอยู่ตรงไหนก็ทำหน้าที่ให้เต็มกำลังความสามารถ ส่วนข่าวลือปัญหาความแตกแยกภายในพรรคนั้นข่าวลือก็คือข่าวลือ
ปชป.จัดแคมเปญกทม.ออนทัวร์
เมื่อเวลา 10.45 น.ที่โรงแรมนิรันดร แกรนด์ กทม. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และคณะส.ส.กทม. ร่วมการประชุมใหญ่สามัญสาขาพรรคประชาธิปัตย์ กทม. เขตเลือกตั้งที่ 21
นายจุรินทร์กล่าวกับสมาชิกว่า กทม.ยังเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญของพรรคประชา ธิปัตย์ และพรรคให้ความสำคัญเสมอไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะยามสุขหรือยามทุกข์ ถัดจากนี้ไปเราต้องจับมือกันเดินหน้าพิสูจน์ให้คน กทม.เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะกลับมารับใช้คนกทม.
ที่ผ่านมา ถ้ามีการเลือกตั้ง พรรคเตรียมพร้อมในเรื่องบุคลากร วันนี้หากมีการเลือกตั้งใหญ่ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทน กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว ไม่ต่ำกว่า 90% ที่เหลือตนได้มอบหมายให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าดูแล กทม.หารือร่วมกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เพื่อหาบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากคน กทม.มากที่สุด เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีผู้สมัครครบทุกเขตในกทม.
ส่วนกิจกรรมใน กทม.ที่พรรคจะทำถัดจากนี้คือจะลงพื้นที่เข้มข้นยิ่งขึ้น และจะจัดทำแผนการลงพื้นที่ ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่า วันไหนจะลงพื้นที่เขตไหน โดยมีการจัดทีม ทั้งว่าที่ผู้สมัคร ทีมกทม. ทีมสาขา ทีมสมาชิกและทีมอื่นๆ ของพรรค ที่จะร่วมลงพื้นที่ โดยจะใช้ชื่อว่า “ประชาธิปัตย์กรุงเทพฯ ออน ทัวร์”
ผนึก‘ภท.-ชทพ.’แก้รธน.รายมาตรา
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังรัฐสภาลงมติคว่ำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่…) พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) ในวาระ 3 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำเพียงลำพังเสียงคงไม่พอ เพราะมีเสียงเพียง 50 ถ้าจะทำคงต้อง 100 เสียงจึงจะเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ แต่ตนได้สั่งการให้ทีมกฎหมายของพรรคยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราแล้ว โดยให้แยกออกเป็นประเด็นๆ เพื่อป้องกันว่าถ้ามีหลายประเด็นในร่างเดียว บางประเด็นมีคนเห็นด้วย และบางประเด็นในร่างเดียวกันมีคนไม่เห็นด้วย จะทำให้ตกไปทั้งร่าง
ส่วนเรื่องการจะขอเสียงเพื่อให้สามารถเสนอญัตติได้จะประสานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ซึ่งได้มีการคุยกันเบื้องต้นแล้วว่าจะร่วมกันผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายมาตราให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยในการประชุมสภาสมัยประชุมในเดือนพ.ค. ก็สามารถที่จะทำได้
ขอย้ำว่าต่อจากนี้ไปประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญในการเดินหน้า 2 เรื่องคือ 1.การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่จะไม่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดแรงกระเพื่อมในทางการเมืองจนทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะมาติดหล่มทางการเมือง และด้วยเราเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญคือทางออกของประเทศ ถ้าการเมืองนิ่ง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนจะพลอยได้รับอานิสงส์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน
ปัดตอบรอยร้าวในรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่มีพรรคพลังประชารัฐร่วมด้วยใช่หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชารัฐว่าจะพิจารณาอย่างไร แต่อย่างน้อยในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งตามจริงแล้วเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้ารวมพรรคพลังประชารัฐได้จะยิ่งดี การที่ไม่ได้รวมพรรคพลังประชารัฐไปตั้งแต่แรกไม่ได้มีเรื่องของการที่จะดัดหลัง เราทำในสิ่งที่คิดว่าจะมีโอกาสทำได้ เพราะประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ต่อข้อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีการเสนอโดยรัฐบาลหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ต้องนับหนึ่งจากนายกฯ ตนไม่ขอตอบไปถึงตอนนั้น แต่ในฐานะพรรคการเมืองเราสามารถทำได้ และเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์จะไม่แตะหมวด 1-2 และมาตรา 112 เมื่อถามว่าทุกวันนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานเหนียวแน่นกันอยู่หรือไม่ นายจุรินทร์ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มปนหัวเราะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอให้ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) 3 ฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และส.ว. ขึ้นมาร่างญัตติ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนเคยเสนอไว้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ พอถึงตอนลงมติ ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ แต่ยังหวังความ ร่วมมือ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายมาตราก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความมือจากทั้ง 3 ฝ่าย ต่อข้อถามว่าแสดงว่าไม่ได้ คาดหวังที่จะแก้ทั้งฉบับแล้วใช่หรือไม่ นาย จุรินทร์กล่าวว่า ไม่ได้ปิดประตูในการแก้ทั้งฉบับ ถ้ามีความชัดเจนใดๆ เกิดขึ้นในอนาคต
ต้องปลดล็อก ม.256- เลือกนายกฯ
นายจุรินทร์กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่จะต้องแก้ไขซึ่งเป็นจุดยืนเดิมที่ตนได้ประกาศไว้ตั้งแต่มาเป็นหัวหน้าพรรควันแรกคือ จะต้องแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยวิธีการแก้ไขและเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้แก้ยากมาก โดยระบุเงื่อนไขต่างๆ ไว้ในมาตรา 256 ตราบใดที่ไม่สามารถแก้มาตรา 256 ได้ ก็ไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ประตูประชาธิปไตยไม่มีทางเปิดออกไปให้คนไทยทั้งประเทศ เดินหน้าต่อไปได้เลย
การแก้มาตรา 256 จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งเหมือนประตูบานแรกที่ต้องช่วยกันเปิดออกไปเพื่อทำให้เงื่อนไขการเมืองที่ไม่นิ่งให้นิ่งและเดินต่อไปได้ในอนาคต เพราะเมื่อการเมืองนิ่งก็สามารถแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนต่อไปได้ ความขัดแย้ง เงื่อนไขก็จะลดลง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการก่อเหตุในทางการเมืองได้อีกต่อไปในอนาคต
นอกจากนั้น คือเรื่องอำนาจในการเลือกนายกฯ ซึ่งบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ระบุว่าให้ผู้ที่มีอำนาจเลือกนายกฯ ในรัฐสภาช่วง 5 ปีแรกคือสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ตรงนี้จึงเป็นเครื่องหมายคำถามว่า จะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญย้อนกลับไปหรือเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชา ธิปไตยปกติได้หรือไม่ โดยให้ประชาชนที่เลือกผู้แทนมาเท่านั้นที่จะเป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกหรือลงมติเลือกนายกฯ แทนประชาชน ไม่รวมส.ว. ซึ่งถือว่าไม่ใช่คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ประเด็นนี้ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปยกร่างเพื่อพาประเทศของเราเดินไปสู่ความเป็นประชา ธิปไตยยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ด้วย โดยให้แยกเป็นประเด็น
ภูมิใจไทยอยากแก้ทั้งฉบับ
นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่าต้องไปทำประชามติก่อนและต้องทำให้เร็วที่สุด เมื่อมีกฎหมายประชามติและสามารถทำประชามติได้ก็ต้องไปเจรจา และส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่าควรจะเร่งทำประชามติ โดยสิทธิที่จะทำประชามติหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับทางรัฐบาล
เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือเฉพาะรายมาตรา นายภราดรกล่าวว่า ยังอยากจะเห็นการแก้ไขทั้งฉบับ รวมทั้งอยากเห็นการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้ส.ส.ร.มาดำเนินการยกร่างใหม่
‘ไพบูลย์’เตรียมถกส.ว.-พท.
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ส่วนตัวได้รวบรวมและเตรียมประเด็นที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรากว่า 10 มาตราแล้ว เป็นสิ่งที่เคยศึกษาและรวบรวมไว้ตอนเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ วิเคราะห์ศึกษาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน แต่ประเด็นที่รวบรวมยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพิ่มเติมอีก จึงยังเปิดเผยไม่ได้ทั้งหมดว่าจะเสนอแก้ไขประเด็นใดบ้าง ในหลักการจะแก้ไขในส่วนที่ไม่ต้องทำประชามติหรือเกิดความขัดแย้ง และยังไม่แก้ไขมาตรา 256 ที่เป็นเรื่องการลงมติวาระ 3 เพราะพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย(พท.) และส.ว. คือ 3 เสาหลักในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ในช่วงปิดสมัยประชุมจะรับฟังความเห็นจาก ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐและนำเสนอต่อพรรค ก่อนจะพูดกับพรรคเพื่อไทย ส.ว. เพราะต้องการเสียงสนับสนุนในการโหวตแก้ไขเพิ่มเติมวาระ 3 และมาตรา 256 ที่ส.ว.และพรรคเพื่อไทย ที่อาจมีความเห็นในมุมมองที่ต่างกัน ดังนั้นต้องหารือสร้างความเข้าใจกัน เพื่อให้การแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตราได้สำเร็จ
ผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา ในการจะทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญร่วมกัน นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคอื่นที่สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับที่พรรคพลังประชารัฐจะเสนอให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา เมื่อถามว่าจะจัดทำและเสนอในนามพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ขอพูดเรื่องนี้ ขอให้ความเห็นในส่วนของพรรคและส่วนของตนที่ดำเนินการอยู่เท่านั้น
เพื่อไทยอัดกลไกรธน. 2 ขยัก
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีกลไก 2 ขยักคือ 1.สร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งมากหากเป็นฝ่ายตน ทั้งกลไกการเลือกตั้ง กลไกส.ว. และกลไกป้องกันการแก้รัฐธรรมนูญที่พิสูจน์แล้วว่าแทบจะทำไม่ได้ ทั้งหมดนี้นำไปสู่รัฐบาลทรงพลังที่สะดวกสบาย อยู่ได้แม้กระทั่งขาดประสิทธิภาพในการบริหาร นำไปสู่รัฐบาลเฉยที่เมินประชาชน เมินคำวิจารณ์ ต่อให้แย่แค่ไหนก็สามารถอยู่ในอำนาจได้ตราบเท่าที่ตนต้องการ สร้างรัฐบาลที่ประชาชนไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง
ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะ 2.สร้างรัฐบาลที่เปราะบาง และล้มลุกคลุกคลาน หากเป็นฝ่ายตรงข้าม หากฝ่ายประชาธิปไตยเกิดชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้จริง กลไกหนึ่งที่สามารถเอารัฐบาลล้มได้ทุกเมื่อ นั่นคือยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นเครื่องมือทำลายล้างที่ทรงพลัง สร้างรัฐบาลที่กระดิกตัวไม่ได้ ต้องเดินตามกรอบ ไม่ทำตามรัฐบาลก็สามารถเอารัฐบาลล้มได้ เพียงแต่ทุกวันนี้เราไม่เห็นพิษของมันเพราะเป็นฝั่งตนเอง จึงไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้าง
“รัฐธรรมนูญแบบนี้หรือที่เราต้องการให้อยู่ยงคงกระพัน สร้างรัฐบาลเฉยที่ประชาชนไม่ปรารถนาแต่อยู่ได้ตามต้องการแต่รัฐบาลที่ประชาชนใฝ่ฝันหา กลับไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และหากเกิดขึ้นจริงก็จะถูกทำลาย” นายเผ่าภูมิกล่าว
ก้าวไกลเล็งตัดอำนาจส.ว.
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชี รายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า แนวทางเบื้องต้นคือยังยืนยันว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ทำประชามติ เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกคว่ำในวาระ 3 ก็ต้องกลับไปที่รัฐบาล เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 166 ระบุไว้ว่าผู้ที่จะทำประชามติคือครม. ดังนั้นครม. จะต้องเร่งทำประชามติให้เร็วที่สุด เราจึงเสนอว่าต้องถามประชาชนด้วยคำถามที่สั้น เข้าใจง่าย และได้ใจความ เป็นคำถามที่สะท้อนว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และอย่านำสถาบัน มาตั้งเป็นคำถามนำให้ประชาชนต้องเลือก เพราะสถาบันอยู่เหนือการเมือง
แนวทางเบื้องต้นให้ถาม ว่า 1.ประชาชนต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเพื่อแทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หรือไม่ 2.เห็นควรให้ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงหรือไม่ 3.ส.ว. ยังมีความจำเป็นหรือไม่ 4.ศาลรัฐธรรมนูญยังมีความจำเป็นหรือไม่ ให้ถามซื่อๆ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวาระ 3 ที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกคว่ำ และมาตรา 9 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. … ยืนยันให้เห็นว่าหากยังมีส.ว. ภายใต้ระบบที่มานี้ ประเทศพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ขณะนี้ภายในพรรคก้าวไกล กำลังหารือกันว่าจะแก้ไข มาตรา 272 เรื่องที่มาและอำนาจของส.ว. ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะตราบใดที่ส.ว. ที่มีทัศนคติแบบนี้ และยึดโยงกับคณะรัฐประหาร ยังคงอยู่ในรัฐธรรมนูญและรัฐสภา ประเทศไทยก็เหมือนถูกมัดตราสัง
ส่วนจะแก้ไขให้เป็นสภาเดียวเลยหรือไม่นั้น หรือแก้ไขที่มาส.ว.นั้น ก็ต้องหารือกันอีกครั้ง แต่เราชัดเจนแล้วว่าส.ว. เป็นคอขวดในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะแฮชแท็กในทวิตเตอร์ขึ้นแล้วว่า ‘ส.ว.มีไว้ทำไม’ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ส.ว.ไปก้าวล่วง อำนาจประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงต้องดำเนินการอย่างประณีตรอบคอบ
‘เสธ.อู้’มั่นใจผ่านยาก
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราให้ตัดอำนาจส.ว.ว่า ต้องดูว่าจะเสนอตัดอำนาจในประเด็นใด ถ้าจะตัด อำนาจส.ว.ในประเด็นที่อยู่ในบทเฉพาะกาล 5 ปี อาทิ เรื่องการยกเลิกอำนาจส.ว.ในการปฏิรูปประเทศ หรือตัดอำนาจการโหวตเลือกนายกฯ คิดว่าคงไม่ง่าย เพราะผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ในช่วง 5 ปี ที่ต้องการแก้ปัญหาบ้านเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน และคงไม่ง่ายที่ส.ส.รัฐบาล กับส.ว.จะเห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านทุกประเด็น ดูแล้วเป็นเรื่องยากที่จะได้รับความเห็นชอบ ยกเว้นการเลือกตั้งสมัยหน้าถ้าประชาชนไม่เอารัฐบาลแล้ว และฝ่ายค้านสามารถจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ว.คงช่วยอะไรไม่ได้ จึงอยู่ที่การรวมเสียงส.ส.ได้เป็นสำคัญกว่าการมาแก้รัฐธรรมนูญ
ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้อง หากจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ตัดอำนาจส.ว.โหวตเลือกนายกฯ เพราะสถานการณ์ขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว จะไปยึดติดกับวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ สังคมอาจเกิดความไม่สงบ ดังนั้นพร้อมยกมือสนับสนุนเรื่องตัดอำนาจส.ว.ในการโหวตนายกฯ แต่ไม่รู้ว่าเสียงส.ว.ส่วนใหญ่คิดอย่างไร ต้องรอดูเสียงส.ว.ส่วนใหญ่จะว่าอย่างไร
รัฐบาลไม่ขัด-เปิดวิสามัญ 7-8 เม.ย.
ที่โรงแรมรามาดา พลาซา กรุงเทพฯ แม่น้ำริเวอร์ไซด์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาระบุเตรียมประสานรัฐบาลขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 7-8 เม.ย.เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติ ว่า รัฐบาลยินดีที่จะดำเนินการ ได้มีการประสานกันแล้วเบื้องต้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มี.ค.หลังการประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา ซึ่งวันที่ 7-8 เม.ย.ก็มีความเป็นไปได้ เพราะถ้าช้ากว่านั้นจะไปติดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ดังนั้นวันอังคารที่ 23 มี.ค. จะหยิบยกประเด็นนี้มาหารือในที่ประชุมครม.อีกครั้ง และถ้าเปิดประชุมสมัยวิสามัญรอบนี้เห็นว่าควรดำเนินการกฎหมายประชามติให้แล้วเสร็จ เพราะที่ผ่านมาได้พิจารณามาตรายากๆ ไปแล้ว เหลือมาตรายากๆ อีก 2-3 มาตรา เมื่อผ่านแล้วจะเป็นการดีที่จะได้พิจารณาพ.ร.บ.ยาเสพติด ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎหมายประชามติเดิมยังสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า น่าจะไม่ได้เพราะมีปัญหา จึงต้องมาออกกฎหมายประชามติใหม่ ถ้าทำได้โดยไม่ต้องรอกฎหมายประชามติใหม่ก็ไม่ต้องเดือดร้อนออกกฎหมายประชามติใหม่ เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นอุปสรรคอยู่
‘ประเสริฐ’ก็ไม่ขัดข้อง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ถือว่าเป็นกรอบเวลาที่โอเค เพราะไม่นานจนเกินไป เพราะถ้าจะต้องรอไปถึงตอนเปิดประชุมปกติในเดือนพ.ค.ก็อีก 2 เดือนเลยนั้น จะนานเกินไป
สำหรับประเด็นการแก้ไขร่างพ.ร.บ. ประชามติที่ต้องดำเนินการคือ เมื่อเราแก้มาตรา 9 เกี่ยวกับให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจจัด และควบคุมดูแลการออกเสียงให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เสรี เสมอภาคและชอบด้วยกฎหมาย ที่มีการลงมติให้แก้ไขตามกรรมาธิการ(กมธ.) เสียงข้างน้อยแล้ว จะทำให้มาตรา 10, 11, 14 และ 15 ต้องถูกแก้ไขด้วย เนื่องจากมีเนื้อหาที่พ่วงกัน เราพยายามผลักดันอำนาจของประชาชนในอยู่ทุกๆ ส่วนของร่างพ.ร.บ.ประชามติ เพราะอยากให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นในการทำประชามติได้อย่างเต็มที่
ที่ตลาดเก่าวัดบางพลัด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกลุ่มสร้างไทย กล่าวว่า ขอให้ทุกคนมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกัน โดยให้เร่งดำเนินการผ่านกฎหมายประชามติ อย่าพยายามทำให้เกิดปัญหาเหมือนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 จึงต้องให้ทุกคนช่วยกันเรียกร้องไปยังนายกฯ ให้แสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยเร่งออกกฎหมายประชามติ เพื่อให้มีการทำประชามติเร็วที่สุด
กลุ่มป้องสถาบันบุกประท้วง‘ปิยบุตร’
ที่จ.ขอนแก่น มีรายงานว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เดินทางไปบรรยายสาธารณะ “แก้รัฐธรรมนูญไทยสู่ประชาธิปไตยหรือเสริมแกร่งเผด็จการ” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย เมื่อกลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบัน ติดป้ายรณรงค์ด้านหน้าคณะต่อต้านการบรรยายของนายปิยบุตร มีการเขียนป้ายผ้าว่าหนักแผ่นดิน และขอให้มหาวิทยาลัยแสดงบทบาทห้ามปรามพฤติกรรมกลุ่มดังกล่าว อ้างว่ามีพฤติกรรมล้มล้างสถาบัน รวมถึงคัดค้านการแก้มาตรา 112
เมื่อนายปิยบุตรมาถึง ได้เกิดเหตุชุลมุนกว่า 15 นาที โดยมีการโต้เถียงระหว่างตัวแทนกลุ่มคนรักขอนแก่นปกป้องสถาบัน กับผู้จัดบรรยายสาธารณะ อย่างดุเดือด กระทั่งนาย ปิยบุตรต้องมาเจรจา มีการโต้เถียงกัน ผู้ชุมนุมบางส่วนประท้วงนายปิยบุตร ซึ่งนายปิยบุตรกล่าวว่า ยินดีให้เข้ารับฟัง แต่ทุกคนต้องขออย่าให้มีพฤติกรรมคุกคาม หรือโวยวาย แต่ยินดีให้มีการโต้เถียง พูดคุยกันอย่างมีเหตุผล ซึ่งตัวแทนขอแสดงความคิดเห็นในเวทีดังกล่าวด้วย

วันเกิดแม่ – ชาวบ้านนับพันร่วมงานทำบุญเลี้ยงพระวันคล้ายวันเกิดนางเตือนใจ จรัสเสถียร มารดานายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่วัดบ้านสะเดาหวาน ต.นาภู อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 20 มี.ค.
‘บิ๊กฉิ่ง’นำทีมอวยพรวันเกิดแม่โจ้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ หรือบิ๊กฉิ่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นายธัญญวัฒน์ ชาญพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม น.ส.ชนก จันทาทอง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆของกระทรวงมหาดไทยของจังหวัดมหา สารคาม นายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย นายอำเภอนาดูน และนายอำเภอยางสีสุราช เป็นประธาน และร่วมในพิธีทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ของคุณแม่เตือนใจ จรัสเสถียร มารดานายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หรือเสี่ยโจ้ ส.ส.มหา สารคาม พรรคเพื่อไทย ที่วัด บ้านสะเดาหวาน ต.นาภู อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม พร้อมจัดเลี้ยงอาหารให้กับ ชาวบ้านที่มาร่วมงานนับพันคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเดินทางมาครั้งนี้ของนายฉัตรชัย เป็นที่จับตามองอย่างมาก เนื่องจากมีกระแสข่าวว่านายฉัตรชัย เตรียมที่ไปจดทะเบียนพรรคการเมือง ชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งจะเป็นพรรคสำรองของพี่น้อง 3 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยมีนายฉัตรชัย เป็นหัวหน้าพรรค
‘บิ๊กตู่’เผยสหรัฐคืนทับหลังพ.ค.นี้
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 20 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวกับประชาชนในรายการ “นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง” ผ่านทางพอดแคสต์ (PODCAST) ว่า การส่งคืนโบราณวัตถุจากต่างประเทศ เป็นเรื่องยินดีที่ประเทศไทยจะได้โบราณวัตถุล้ำค่า 2 รายการกลับคืนมาคือ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว ที่จัดแสดงอยู่ที่อาเซียนอาร์ตมิวเซียม ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา (Asian Art Museum, San Francisco USA.) มาหลาย 10 ปีแล้ว โดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ คาดว่าจะส่งมอบอย่างเป็นทางการในเดือนพ.ค.2564 จากนั้นกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและศึกษาหาความรู้
นอกจากนี้ ยังได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ยังมีความต้องการส่งคืนโบราณวัตถุอีก 13 รายการ มีทั้งพระพุทธรูปและรูปเคารพต่างๆ โดยจะส่งกลับมาพร้อมกับทับหลังทั้ง 2 รายการ ไม่เพียงเท่านั้นเรากำลังประสานขอรับมอบโบราณวัตถุอีก 32 รายการ เช่น ชิ้นส่วนประติมากรรมหิน และประติมากรรมสัมฤทธิ์สมัยลพบุรี หากมีความคืบหน้าจะแจ้งมาให้ทราบอีกครั้ง เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยใน ต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ได้รับทับหลังทั้ง 2 รายการกลับคืนมา ถือเป็นความสำเร็จที่มาจากการทำงานแบบบูรณาการระดับชาติและความสัมพันธ์ที่ดีของไทยและสหรัฐที่มีมาอย่างยาวนาน
สรุปภาพรวมตั้งแต่ปี 2558-2563 ประเทศไทยได้รับมอบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุจาก ต่างประเทศ ทั้งสหรัฐ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และออสเตรเลีย ทั้งหมด 25 ครั้ง รวม 1,090 รายการ ส่วนการส่งคืนในช่วงที่ตนเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯในปี 2557 มี 10 ครั้ง รวม 759 รายการ เกือบทั้งหมดเป็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุก่อนประวัติศาสตร์ ความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือของคนไทยและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ รวมถึงมิตรไมตรีของนานาประเทศที่มีส่วนสนับสนุนการดูแลและอนุรักษ์มรดกทางศิลปะทางวัฒนธรรมเพื่อสืบทอดไปสู่ชนรุ่นหลังกันต่อไป