แจงยิงโดนนักข่าวสาว-แค่ลูกหลง
สื่อนอกแฉคลิป-จนท.ตื้บผู้ชุมนุม
ม็อบปกป้องสถาบันทำร้ายชู3นิ้ว
‘ทะลุฟ้า’คึก-แย้มเซอร์ไพรส์24มีค.
สลายเดือด จับ 20 คน ตร.แถลงม็อบรีเดมรุนแรงก่อน จึงต้องใช้กระสุนยาง ส่งทั้งหมดขังตชด.ภาค 1 ตะลึง 2 ด.ญ. อายุ 14 และ 15 ปี โดนข้อหา 112 ด้วย ระบุนักข่าวถูกยิงแค่โดนลูกหลง ขณะที่โลกออนไลน์เปิดคลิปสะพานวันชาติ ตร.ใช้ไม้กระบองไล่ตื้บม็อบหนีกระเจิง ด้านผู้สื่อข่าวรวมตัวประณามการใช้ความรุนแรง ม็อบนัดรวมตัวที่บีทีเอส ชู 3 นิ้วร้องเพลงชาติ 6 โมงเย็น อวยพรวันเกิดให้พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ม็อบปกป้องสถาบันจัดกิจกรรมหน้าหอศิลป์ เจอคนชู 3 นิ้ว กรูเข้าทำร้ายต่อหน้าต่อตาตำรวจ
ซัดม็อบใช้ความรุนแรงก่อน
วันที่ 21 มี.ค. จากกรณีการนัดชุมนุมของกลุ่มรีเดม เมื่อเย็นวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ท้องสนามหลวง ต่อมามีการรื้อตู้คอนเทนเนอร์ ที่วางกั้นสนามหลวงเอาไว้ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุมโดยใช้การฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุม จนผู้ชุมนุมประกาศยุติและถอยร่น แต่ก็ยังมีปฏิบัติการตามต่อเนื่อง มาจนถึงแยกคอกวัว ถนนข้าวสาร และสะพานวันชาติ โดยเจ้าหน้าที่ยิงกระสุนยางใส่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมี ผู้บาดเจ็บหลายราย และมีผู้สื่อข่าวถูกยิงกระสุนยางใส่ที่ขมับ และที่กลางหลัง และมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีหลายราย
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.20 น. ที่บช.น. พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกตร. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษกบช.น. แถลงข่าวสรุปภาพรวมการชุมนุมของกลุ่มรีเดม เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ว่า มี ผู้ชุมนุมประมาณ 1 พันคน และเกิดปะทะระหว่างประชาชนกับตำรวจ เกิดขึ้นจากการใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ทำร้าย เจ้าหน้าที่โดยใช้ไม้ แผงเหล็ก การใช้วัตถุระเบิด (ระเบิดปิงปอง) ทำลายทรัพย์สินราชการเสียหาย ทุบตีรถตู้ของทางราชการ เผาพระบรมฉายาลักษณ์ พ่นสีและการลากตู้คอนเทนเนอร์ ใช้คีมตัดเหล็กตัดรั้วลวดหนามของเจ้าหน้าที่ ขว้างปาก้อนหิน และของแข็งอื่นๆ ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เผาวัตถุต่างๆ บนพื้นถนนไม่เป็นไปตามเจตนาของการชุมนุมโดยสงบ ทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมในครั้งนี้หลายราย และมีทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมในเวลา 18.00 น. วันที่ 20 มี.ค. ถึง 00.30 น. ของวันที่ 21 มี.ค. ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องเข้าจับกุม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำผิดได้ 20 ราย แจ้งข้อหาหลัก 1.ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งประกาศที่เกี่ยวข้อง 2.ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6) และมาตรา 51 3.ร่วมกันมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 4.เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก ผิดตามมาตรา 216 5.ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ 6.ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก และมีผู้กระทำผิดบางส่วนที่ได้กระทำผิดลักษณะกระทบจิตใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยเป็นจำนวนมากอย่างจงใจ ดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั้งหมดถูกส่งตัวไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาคที่ 1 นอกจากนี้มีตำรวจบาดเจ็บ 50 ราย ยังพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.ตำรวจ 9 ราย และร.พ.วชิระ 2 ราย

สื่อก็โดน – ผู้สื่อข่าวหนุ่มถูกยิงด้วยกระสุนยางเข้าที่ลำตัว ระหว่างทำข่าวชุมนุมประท้วงที่สนามหลวง ขณะที่นักข่าวสาวสถานีโทรทัศน์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ต้องเข้ารักษาตัว ในห้องไอซียู เมื่อวันที่ 21 มี.ค.
ชี้นักข่าวถูกลูกหลงเอง
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากผู้ชุมนุมเป็นหลัก ตำรวจเป็นฝ่ายตั้งรับและรักษากฎหมาย มีหน้าที่รักษาความสงบและรักษาสาธารณสมบัติ และโบราณสถานของชาติ ทั้งนี้ลักษณะการชุมนุมที่อ้างว่าไม่มีแกนนำ แต่การสืบสวนเชิงลึก กลุ่ม ผู้ชุมนุมยังมีแกนนำตามปกติ แต่ไม่ปรากฏตัวเท่านั้น
โดยระหว่างแถลงข่าว พล.ต.ต.ปิยะนำภาพชายสวมเสื้อสกอต ระบุฝากประชาสัมพันธ์ถึงนักสืบโซเชี่ยลให้ช่วยหาตัวบุคคลดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้ขว้างระเบิดใส่ตำรวจจำนวนหลายลูก หากใครพบเห็นให้แจ้ง บช.น. หรือ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.)
พล.ต.ต.ปิยะยังกล่าวถึงกรณีมีสื่อมวลชนหลายรายถูกยิงด้วยกระสุนยาง ระหว่างการเข้ากระชับพื้นที่ของตำรวจ ว่า เรากำชับในการใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนให้เป็นไปตามระเบียบ มีการประกาศเตือนพี่น้องสื่อมวลชน แพทย์อาสา และประชาชนให้ออกจากพื้นที่ แต่ยังมีสื่อมวลชนที่ยังออกไม่หมด ทำให้ถูกลูกหลงช่วงชุลมุน ทางพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. รับทราบแล้ว และจะเดินทางไปเยี่ยมอาการ
ด้านพล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า ขอย้ำว่าการชุมนุมในห้วงเวลานี้ ยังเป็นความผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ทั้งนี้ตำรวจจำเป็นต้องใช้เครื่องกีดขวางในพื้นที่การชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับสถานที่สำคัญของทางราชการ และเราไม่อยากให้ผู้ชุมนุมกระทำความผิดกฎหมายไปมากกว่านี้ การระงับยับยั้งไว้ระดับหนึ่ง ยังดีกว่าเกิดความเสียหายกับผู้ชุมนุม และสถานที่ราชการสำคัญ รวมทั้งการระงับยับยั้งผู้ชุมนุมไม่ให้ไปทำร้ายทำลายสถานที่สำคัญ เรามีมาตรการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ชุมนุม เราพยายามดูแลสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ และไม่เกิดความรุนแรงให้มากที่สุด มีการแจ้งเตือนเป็นระยะๆ เพื่อควบคุมพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำลงไปยืนยันว่าทำไปเพื่อรักษากฎหมาย
ด.ญ.14 ปีถูกแจ้งข้อหา 112
รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมผู้ต้องหา 7 ราย ได้แก่ 1.นายอุทัย 2.นายวัชระคุณ 3.นายบุญล้อม 4.นายเกียรติ 5.นางเกษศิรินทร์ บริเวณรอบสนามหลวง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2564 ระหว่างเวลา 19.30-20.00 น. โดยแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 6 กล่าวหา
1.ร่วมกันฝ่าฝืน ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งประกาศที่เกี่ยวข้อง 2.ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6) และมาตรา 51 3.ร่วมกันมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 4.เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก ผิดตามมาตรา 216 5.ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ 6.ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก
ส่วนอีก 2 ราย กรณีเผาพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณถนนราชดำเนินใน ปากทางเข้าซอยราชินี แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จับกุม 6.ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี 7.น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 15 ปี จับกุมได้ที่ถนนพระราม 6 แยกศรีอยุธยา เขตพญาไท แขวงทุ่งพญาไท จังหวัดกรุงเทพมหานคร
โดยแจ้งกล่าวหาว่า 1.หมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 2.ร่วมกันฝ่าฝืน ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งประกาศที่เกี่ยวข้อง 3.ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6) และมาตรา 51 4.มั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 5.เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก ผิดตามมาตรา 216
จับ 20 ราย-เยาวชน 4 คน
ส่วนเหตุการณ์ปะทะบริเวณสะพานวันชาติ ถนนประชาธิปไตย แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ก่อเหตุความรุนแรง 8 ราย ได้แก่ 1.นายสมบัติ 2.นายปกรณ์ 3.นายจิตรกร 4.นายสิทธิพร 5.นายหัสชัย 6.นายสายัญ 7.นายอนุตตร 8.นายภูมิพัฏฒน์ โดยแจ้ง 6 ข้อหา 1.ร่วมกันฝ่าฝืน ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งประกาศที่เกี่ยวข้อง 2.ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6) และมาตรา 51 3.ร่วมกันมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 4.เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก ผิดตามมาตรา 216 5.ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่ง กระทำการตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ 6.ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก
ส่วนเหตุการณ์ปะทะบริเวณแยกคอกวัว เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 5 ราย ได้แก่ 1.นายวิน 2.นายถนอม 3.นายธีระพงษ์ 4.นายศรีรัตน์ 5.นายธนพัฒน์
โดยแจ้ง 6 ข้อหา 1.ร่วมกันฝ่าฝืน ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งประกาศที่เกี่ยวข้อง 2.ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ศ.2558 มาตรา 34(6) และมาตรา 51 3.ร่วมกันมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 4.เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก ผิดตามมาตรา 216 5.ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซี่งกระทำการตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ 6.ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหารวมจำนวน 20 ราย ผู้ใหญ่ 16 ราย เยาวชน 4 ราย ส่งตชด.ภ.1 จำนวน 19 ราย ส่งร.พ.ตร. จำนวน 1 ราย
องค์กรสื่อให้ดูแลตัวเอง
สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกแถลงการณ์ เรื่องการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม จนทุกฝ่ายได้รับบาดเจ็บทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ชุมนุม และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวระบุว่า
1.การชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ หากเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากการยั่วยุ อาวุธและการใช้ความรุนแรง ย่อมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย
2.การปฏิบัติการสลายการชุมนุมของ เจ้าหน้าที่ตำรวจควรดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนโดยก่อนการปฏิบัติการต่างๆ ต้องแจ้งให้ผู้ชุมนุมรวมทั้งสื่อมวลชนได้รับทราบอย่างชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ
3.ผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ชุมนุมต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรายงานข่าวในสถานการณ์วิกฤตโดยเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียอันอาจเกิดแก่ร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน
4.องค์กรสื่อมวลชนต้นสังกัดต้องร่วมประเมินสถานการณ์เพื่อให้การสั่งการต่อผู้สื่อข่าวและช่างภาพในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนและเน้นย้ำให้บุคลากรในสังกัดได้รับและใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเน้นย้ำว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวและช่างภาพในพื้นที่ชุมนุมควรใส่ปลอกแขนแสดงสัญลักษณ์ที่ทางองค์กรวิชาชีพสื่อออกให้ทุกครั้ง แต่ต้องเข้าใจว่า ปลอกแขนดังกล่าวไม่ได้เป็นเครื่องมือในการป้องกันกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายใด โดยผู้ปฏิบัติงานจะต้องประเมินสถานการณ์และปฏิบัติตามแนวทางการรายงานข่าวในสถานการณ์วิกฤตด้วย
นักข่าวประณามตร.ใช้ความรุนแรง
ขณะที่แถลงการณ์ผู้สื่อข่าว ผู้ประกอบอาชีพสื่อ และนักเรียนสื่อ เรื่อง ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง และสื่อมวลชน
ระบุว่า จากการชุมนุมของกลุ่ม REDEM ที่ท้องสนามหลวงและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร เมื่อค่ำวานนี้ (20 มีนาคม 2564) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ขับไล่ทหารออกจากการเมือง และปฏิรูปให้เกิดระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า
แต่ปรากฏว่า รัฐได้นำตู้คอนเทนเนอร์มาขวางกั้น และได้ฉีดน้ำใส่ฝูงชน เมื่อถึงช่วงค่ำก็ได้ใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนสลายการชุมนุม มีการใช้อาวุธเป็นกระบอง กระสุนยาง และอื่นๆ ทำให้มีประชาชน เยาวชน ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
ในจำนวนนี้มีผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรของสำนักข่าวหลายแห่ง ทั้งไทยและต่างประเทศได้รับบาดเจ็บในการปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าวเพื่อตอบสนองสิทธิที่จะรู้ของประชาชน
ทั้งนี้ การชุมนุมของกลุ่ม REDEM และประชาชน เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นไปตามข้อ 20(1) ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งรับรองเสรีภาพในการชุมนุม และยังได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบไว้ในมาตรา 44
การเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนโดยตำรวจควบคุมฝูงชนจึงไม่สามารถทำได้
แม้จะมีการอ้างว่า ผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดำเนินการไปเฉพาะบุคคลนั้น ไม่สามารถใช้กำลังสลายการชุมนุมของประชาชนทั้งหมดได้
กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีการสลายการชุมนุม ซึ่งการดำเนินการก็มิได้เป็นไป ตามหลักสากลที่ลงนามไว้กับองค์การสหประชาชาติ (UN) อีกด้วย โดยเฉพาะการประกาศเตือนให้ผู้ชุมนุมทราบและเข้าใจขั้นตอนโดยทั่วถึงก่อนการเข้าสลายการชุมนุม และต้องใช้ขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก
ที่สำคัญคือ เมื่อมีการประกาศแล้วก็ไม่ใช่ว่า จะจัดการอย่างไรก็ได้ แต่ต้องใช้มาตรการที่คำนึงถึงเสรีภาพและความปลอดภัยของ ผู้ชุมนุมเป็นสำคัญ โดยดำเนินมาตรการอย่างมีขอบเขตจำกัดที่สุด
การใช้อำนาจของฝ่ายรัฐที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเราดังรายนามแนบท้าย มีความกังวลในสวัสดิภาพของประชาชนผู้ชุมนุม และสื่อมวลชนภาคสนามที่อยู่ในเหตุการณ์ และใกล้พื้นที่การชุมนุมทางการเมือง ที่พยายามรายงานข่าวรับใช้สิทธิที่จะรู้ของสาธารณะ
พวกเรายังเห็นว่า เสรีภาพของประชาชนเป็นที่มาของเสรีภาพสื่อ สื่อจะไม่สามารถมีเสรีภาพได้เลยหากประชาชนไม่มีเสรีภาพ
จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานต้องยึดถือว่า มีหน้าที่รับใช้ประชาชน ต้องส่งเสริมปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มิใช่ใช้ความรุนแรง ละเมิดเสรีภาพของประชาชน ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นหลักพื้นฐานสากล
2. ขอให้กำลังใจสื่อมวลชนทุกแขนงที่ยืนหยัดรายงานข่าวให้สังคมได้ทราบ แม้จะทำให้ได้รับบาดเจ็บและอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงจากฝ่ายรัฐที่เกิดขึ้น
3. เรียกร้องให้องค์กรวิชาชีพ ยืนยันเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และเสรีภาพการรายงานข่าวของสื่อ โดยมีมาตรการคุ้มครอง ดูแล สวัสดิภาพของสื่อมวลชนที่รายงานในพื้นที่ความขัดแย้งและพื้นที่เสี่ยงภัย

ฟ้องโลก – สำนักข่าวรอยเตอร์ สื่อดังระดับโลก เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ตำรวจควบ คุมฝูงชนของไทยใช้กระบองทุบตีประชาชน ระหว่างเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วง ที่สะพานวันชาติ กรุง เทพฯ เมื่อค่ำ 20 มี.ค. มีผู้บาดเจ็บนับสิบราย
เปิดคลิปตำรวจไล่ทุบม็อบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์คลิปเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเป็นภาพกว้างบนอาคารแห่งหนึ่ง พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังตั้งกองร้อยเพื่อขับไล่ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ โดยมีการไล่ผู้ชุมนุมถอยร่นไปตามทาง ก่อนที่จะมีการเข้าจับกุมและใช้กำลัง บริเวณสะพานวันชาติ
โดยคลิประบุว่า “คลิปวิดีโอการใช้กำลังสลายการชุมนุม ‘#ม็อบ20มีนา’ เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนพร้อมใช้กระบองฟาดประชาชน บางรายนอนนิ่งลงกับพื้นแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงเข้ามาฟาด บางรายถูกเจ้าหน้าที่เตะ-ถีบเข้าที่ตัว มีรายงานว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสื่อถูกกันให้ออกนอกพื้นที่”
ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนกลายเป็นเพียงเป้าซ้อมอาวุธของตำรวจไปแล้วหรือ พวกคุณที่รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เบิกเงินจากภาษีประชาชนไปซื้อของพวกนี้มาใช้ทำร้ายประชาชนเป็นว่าเล่นและไม่เลือกหน้า อยากถามสามัญสำนึกขั้นพื้นฐานที่สุดจากตำรวจจริงๆ ว่าถ้ามีคนมาใช้ของพวกนี้กับครอบครัวท่าน เพียงเพราะการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน… ท่านยอมได้หรือ?
คุมตัวตชด.-ฝากขัง 22 มี.ค.
ด้านทนายความเครือข่ายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เดินทางเข้ามาพูดคุยและดูแลในเรื่องคดีให้กับผู้ที่ถูกคุมขัง ระบุว่า ตอนนี้ผู้ที่ยังถูกคุมขังมีทั้งหมด 18 คน ไปโรงพยาบาล 4 คน ยังคงเหลืออยู่ที่ ตชด.ภาค 1 ทั้งหมด 14 คน แบ่งเป็นชาย 13 คน และหญิง 1 คนเป็นผู้มีปัญหาการได้ยิน ส่วนผู้ที่ไปโรงพยาบาลทั้งหมด 4 คน แพทย์ให้ความคิดเห็นว่าต้องเข้าการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะได้รับบาดเจ็บ และนอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 2-3 คน ที่ไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจา เพื่อขอให้ส่งตัวไปรักษา และในวันที่ 22 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะฝากขังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยทางทนายความจะไปยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง ซึ่งก็จะต้องดูก่อนว่าศาลจะรับคำร้องหรือไม่ และถ้าได้ก็ต้องรอดูอีกว่า ถ้าให้ประกันจะใช้วงเงินในการประกันเท่าไหร่

เผยนาทียิงขมับนักข่าวสาว
มีรายงานข่าวว่า ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่ถูกกระสุนยางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณสี่แยกคอกวัว เข้าที่บริเวณขมับขวา ได้เข้ารักษาตัวที่ ร.พ.เกษมราษฎร์ประชาชื่น เบื้องต้นจากการตรวจซีทีสแกนที่ศีรษะพบว่ามีก้อนสีขาวบวมอยู่ภายในใกล้กับจุดที่โดนกระสุนยาง ซึ่งทางแพทย์ยังไม่ระบุว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่
ผู้สื่อข่าวที่โดนกระสุนยางบาดเจ็บยังมีสติสามารถพูดคุยตอบสนองได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์ส่งตัวผู้สื่อข่าวรายนี้ไปรักษาตัวที่ห้องไอซียู เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีผู้สื่อข่าวของประชาไท ถูกยิงด้วยกระสุนยางที่กลางหลัง มีบาดแผลด้วย
ชู 3 นิ้ววันเกิดประยุทธ์
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่บริเวณด้านในหมู่บ้านทะลุฟ้า ข้างทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสะ พานอรทัย กลุ่มศิลปะปลดแอกร่วมกับหมู่บ้านทะลุฟ้าจัดกิจกรรม ‘ราษฎรชนะมาร์เก็ต’ ร้านค้าชาวประชาธิปไตย โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามาจับจองพื้นที่วางจำหน่ายสินค้า อาทิ เสื้อยืด โปสเตอร์ รูปวาดกลุ่มแกนนำคณะราษฎร หนังสือ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม มีกิจกรรมร้องเพลงเล่นดนตรี สร้างความครื้นเครง เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเขียนจดหมายถึงเพื่อน เป็นการเขียนจดหมายถึงกลุ่มแกนนำคณะราษฎรถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ โดยเริ่มมีประชาชนทยอยเข้ามาเยี่ยมชม เขียนจดหมายและจับจ่ายซื้อสินค้า โดยตลาดจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น.
วันเดียวกัน กลุ่มรีเดม โพสต์เฟซบุ๊กชักชวนร่วมกันชูสาวนิ้ว โดยระบุว่า #ถ้าเขาจะรักชูสามนิ้วเค้าก็รัก ร่วมกันชูสามนิ้วเคารพธงชาติพร้อมกันที่ BTS ห้าแยกลาดพร้าว – BTS อนุสาวรีย์ชัย – BTS บางนา พร้อมกันเวลา 18.00 น.และจบกิจกรรมด้วยการเปล่งคำอวยพรถึงประยุทธ์ เนื่องในวันเกิด นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมโดยประชาชนอีกหลายจุด โดยเวลา 18.00-20.00 น. ลานจอดรถโรงยิมข้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ 16.00-22.00 น. เสวนารัฐธรรมนูญ ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กรุงเทพฯ
ม็อบป้องสถาบันตื้บชู 3 นิ้ว
อีกด้านหนึ่งที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ กลุ่มกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน พร้อมภาคีเครือข่ายเช่น นักรบองค์ดำสองคาบสมุทร, กลุ่มนักรบศรีวิชัยสองคาบสมุทร, กลุ่มนักรบอิสระ, กลุ่มกุหลาบพิทักษ์ราชัน, กลุ่ม ศอปส., กลุ่ม ศปปส. จัดกิจกรรมแสดงพลัง โดยมีประชาชนที่สัญจรผ่านไป ชู 3 นิ้วใส่จากสกายวอล์ก ทำให้การ์ดอาชีวะปกป้องสถาบันกรูกันขึ้นมาทำร้าย ขณะที่มีหญิงสาดน้ำใส่หน้าประชาชนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ที่บริเวณดังกล่าว แต่ไม่มีรายงานการจับกุมดำเนินคดีใดๆ

คึกคัก – ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ กลุ่มขอนแก่นพอกันที น.ส.ภัสราวลี ธนกิจ วิบูลย์ผล หรือมายด์ ร่วมเสวนา ‘ก้าวแรกคือชัยชนะ ก้าวอย่างสม่ำเสมอคือการต่อสู้’ ในงานกิจกรรมราษฎรชนะ มาร์เก็ต บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ที่เวทีหมู่บ้านทะลุฟ้า ข้างทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 มี.ค.
เผยมีเซอร์ไพรส์ 24 มี.ค.
เมื่อเวลา 19.15 น. ที่เวทีทะลุฟ้า หมู่บ้านทะลุฟ้า ข้างทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ กลุ่มศิลปะปลดแอกร่วมกับหมู่บ้านทะลุฟ้าจัดเวทีเสวนาเรื่อง ก้าวแรกคือชัยชนะ ก้าวอย่างสม่ำเสมอคือการต่อสู้ โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่, น.ส.เบนจา อะปัญ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย
น.ส.ภัสราวลีกล่าวว่า “ถึงแม้จะมีใครถูกเข้าเรือนจำไปอีกกี่คนต่อกี่คน เราอย่าไปกลัวหรือถอดใจ แต่ให้เอาเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลทำกับเราอย่างไม่ยุติธรรม แล้วออกมาทวงความถูกต้องและความยุติธรรมคืนมา ให้ลูกหลานเรามีการเมืองที่มั่นคงและปลอดภัย สุดท้ายนี้ไม่ว่าวันที่ 25 มี.ค.เราจะถูกคุมขังหรือไม่ พวกเราทุกคนจะมีการสั่นคลอนอำนาจที่สูงส่งอีกครั้ง ขอให้ทุกคนติดตามดูวันที่ 24 มี.ค.นี้” น.ส.ภัสราวลีกล่าว
โดยในตอนท้ายของการเสวนาพิธีกรประจำเวทีให้ผู้มาชุมนุมทุกคนชู 3 นิ้ว แล้วตะโกน “ปล่อยเพื่อนเรา” 3 ครั้ง และตะโกน “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” 3 ครั้ง ก่อนร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้พล.อ.ประยุทธ์