พายุฤดูร้อนซัดถล่มแล้ว 28 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน สลดชาวบ้านเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายที่หนองคาย บ้านเรือนพัง เสียหายมากกว่าพันหลังกรมอุตุฯ เตือน 19 จังหวัดรับมือฝนถล่ม ลมกระโชกแรง เลี่ยงอยู่ในที่โล่งแจ้ง ขณะที่พบพระ-ตาก ศาลาวัดโดนฤทธิ์พายุจนพังครืนลงมาทั้งหลัง ส่วนครบุรี นครราชสีมา เดือดร้อน 2 ตำบล
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กระทรวงมหาดไทย รายงานสถานการณ์ความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. จนถึงปัจจุบัน เกิดวาตภัยในพื้นที่ 28 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา น่าน ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร รวม 17 อำเภอ 25 ตำบล 63 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผล กระทบ 458 หลัง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี เลย ชัยภูมิ สกลนคร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร นครราชสีมา อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และนครพนม รวม 79 อำเภอ 134 ตำบล 238 หมู่บ้าน 2 เขตเทศบาล บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 872 หลัง มีผู้เสียชีวิต 2 ราย แบ่งเป็นที่ จ.นครราชสีมา 1 ราย และจ.หนองคาย 1 ราย
กอปภ.ก.รายงานด้วยว่าแต่ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้วทุกจังหวัด ปภ. ประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความ เสียหาย เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม

พังยับ – พายุฤดูร้อนพัดถล่มศาลาหลังใหม่ของวัดช่องแคบ หมู่ 1 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก พังครืนลงมา เสียหายทั้งหลัง ขณะที่บ้านเรือนของชาวบ้าน 4 หมู่บ้านได้รับความเสียหายหลายหลัง เมื่อ 23 มี.ค.
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์สภาพอากาศใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยระบุว่าบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิลดลง เว้นแต่บริเวณภาคเหนือที่ยังคงมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ทำให้ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบาง พื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง เกษตรกรควรเตรียมการป้องกัน และระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย
สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ จะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 23-24 มี.ค. ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ผ่านมาประเทศไทยตอนบน มีพายุฤดูร้อนกับมีลมแรงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้การระบายของอากาศสูง และการสะสมของฝุ่นละอองหมอกควันลดลง เว้นแต่ในภาคเหนือ ฝุ่นละอองและหมอกควันมีระดับปานกลาง
โดยภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และตาก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเมฆบางส่วนกับมีลมแรง, ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.อุทัยธานี และจ.กาญจนบุรี, ภาคตะวันออกมีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ โดยมีลมกระโชกแรงและฝนตกหนักบางแห่งบริเวณ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
สำหรับสถานการณ์ และความเสียหายจากพายุฤดูร้อนในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ อ.พบพระ จ.ตาก จากการสำรวจพบบ้านเรือนเสียหาย 20 หลังคาเรือน โดยเฉพาะศาลาหลังใหม่ของวัดช่องแคบ ต.ช่องแคบ อ.พบพระ ถูกพายุซัดถล่มลงมาเสียหายทั้งหลัง ส่วนความเสียหายจากต้นไม้ และเสาไฟฟ้าล้มขวางถนนนั้น เจ้าหน้าที่ร่วมกับผู้นำชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่เก็บกวาดตัดกิ่งไม้ และสายไฟฟ้าที่กีดขวางทางออก เพื่อให้ยานพาหนะผ่านไปมาได้
ที่ จ.นครราชสีมา นายวิจิตร กิจวิรัตน์ นายอำเภอครบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลจระเข้หิน และผู้นำชุมชนออกสำรวจความเสียหายบ้านเรือน 2 ตำบล ที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนซัดถล่ม โดยที่ ต.จระเข้หิน บ้านเรือนเสียหายจากลมกระโชกแรง 2 หมู่บ้าน ประมาณ 20 หลังคาเรือน และต.แชะ 3 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหายเกือบ 20 หลังคาเรือน รวมมีบ้านเรือนใน 2 ตำบลเสียหายกว่า 40 หลังคาเรือน ในจำนวนนี้เสียหายหนัก 4 หลังคาเรือน