ฆาตกรต่อเนื่อง
คดีเหยื่อรายที่6
ศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ‘สมคิด พุ่มพวง’ ฆาตกรต่อเนื่อง ฆ่าเหยื่อรายที่ 6หลังพ้นโทษคดีฆ่า 5 ศพ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำได้เพียง 6 เดือน ก็มาก่อเหตุกับผู้หญิงวัย 51 ปี ที่อำเภอกระนวน ขอนแก่น ทรมานเหยื่ออย่างทารุณโหดร้ายจนตาย ศาลชี้ไม่สำนึก ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขาดความเมตตาปรานี สร้างความสูญเสียแก่สุจริตชน เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ศาลจังหวัดขอนแก่นเผยแพร่ข่าวสารที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นเป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิด พุ่มพวง หรือคิด เดอะริปเปอร์ อายุ 57 ปี จำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายลอบฝังซ่อนเร้นย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และฐานกระทำใดๆ ต่อศพ หรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพ หรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป เพื่ออำพรางคดีและลักทรัพย์
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2562 จำเลยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เตรียมอุปกรณ์การทำผิด และวางแผนเพื่อหลบหนี หลังใช้กำลังประทุษร้าย น.ส.รัศมี มุลิจันทร์ อายุ 51 ปี ผู้ตาย ชาว อ.กระนวน จ.ขอนแก่น จนเป็นเหตุให้กระดูกซี่โครงหัก 2 ท่อน แล้วจำเลยใช้เทปใสพันปิดปากไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นนั่งคร่อมร่างผู้ตายใช้มือทั้งสองข้างบีบคอ ใช้สายไฟต่างๆ มัดมือมัดเท้า และทรมานจน น.ส.รัศมีถึงแก่ความตาย ก่อนนำฟูกที่นอนมาทับเพื่ออำพรางศพ ก่อนขโมยรถจักรยานยนต์ของผู้ตายขับหลบหนี โดยจำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วสรุปได้ว่า แม้เหตุในคดีนี้ไม่มีประจักษ์พยาน แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยอยู่กับผู้ตายเพียงสองคน ขณะเกิดเหตุมีเสียงผู้ตายพูดตอบโต้กับพยานตรวจสารพันธุกรรม และรอยลายนิ้วมือแฝงจากวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เปรียบเทียบกับตัวอย่างสารพันธุกรรมและลายพิมพ์นิ้วมือและฝ่ามือของจำเลย ภายหลังที่จับตัวจำเลยได้ผลการตรวจยืนยันว่าเป็นของจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยคือคนร้ายที่ฆ่าผู้ตาย ก่อนลงมือได้นำรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปจอดรอไว้ที่ร.พ.ศูนย์ขอนแก่น
หลังเกิดเหตุจำเลยใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับหลบหนีไปอันเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน และพฤติการณ์ที่จำเลยฆ่าผู้ตายโดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวรัดลำคอตรึงข้อมือข้อเท้าเอาไว้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนก็จะเกิดการรัดแน่นที่คอมากยิ่งขึ้น อันเป็นการทรมานและทารุณโหดร้ายกว่าที่ผู้ตายจะขาดใจตาย จึงเป็นการกระทำโดยทรมานทารุณโหดร้าย การที่จำเลยเอาร่างผู้ตายซุกซ่อนไว้ที่ฟูกที่นอนใช้ผ้าห่มพันคลุมร่างผู้ตายไว้ทำให้มองไม่เห็นร่างผู้ตาย เพื่อให้ยากแก่การค้นหาจึงเป็นการซ่อนเร้นศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตายเพื่ออำพรางคดี นอกจากนี้มีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นภาพจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปทาง จ.มหาสารคาม เอาทรัพย์ของผู้ตายไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์อีกฐานหนึ่ง
พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ลงโทษประหารชีวิต ฐานลักทรัพย์จำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานซ่อนเร้นย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิดการตายหรือสาเหตุแห่งการตาย และฐานเป็นการกระทำใดๆ ต่อศพ หรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพ หรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปเพื่ออำพรางคดี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 ทวิวรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 12 เดือน
ฐานลักทรัพย์เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 เป็นจำคุก 3 ปี ฐานเป็นการกระทำใดๆ ต่อศพ หรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพ หรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปเพื่ออำพรางคดี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 เป็นจำคุก 16 เดือน สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย เนื่องจากศาลลงโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษสูงสุดแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนในครั้งแรก เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน แต่ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
คำรับสารภาพดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเพียงกลวิธีในการต่อสู้คดีของจำเลย เพื่อให้ศาลพิจารณาลดโทษให้เท่านั้น ประกอบกับพฤติการณ์การกระทำ ความผิดของจำเลย ได้กระทำต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันรวมคดีนี้ด้วยถึง 6 คดี หลังจากจำเลยพ้นโทษเวลาเพียง 6 เดือนเศษ จำเลยยังกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ทั้งไม่สำนึกในการกระทำความผิด ขาดความเมตตาปรานี สร้างความสูญเสียแก่สุจริตชน และเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนก่อเหตุนายสมคิดเพิ่งพ้นโทษจำคุกตลอดชีวิตจากคดีฆ่า 5 ศพ และพ้นโทษจากเรือนจำเพียง 6 เดือนเศษ ก็มาก่อเหตุฆาตกรรมหญิงรายที่ 6 ใน จ.ขอนแก่น
นางบุญเรือง อาจศักดิ์ พี่สาว น.ส.รัศมี เหยื่อรายที่ 6 ของนายสมคิดกล่าวหลังทราบข่าวศาลตัดสินประหารชีวิตนายสมคิดว่า รู้สึกโล่งและสบายใจที่ได้รับความยุติธรรม จะจุดธูปบอกกล่าววิญญาณน้องสาว