สส.คิกออฟฉีดวัคซีนวันนี้
สว.ฟันธงรัฐบาลตู่อยู่ยาว

สภาแจ้งส.ส.คิกออฟฉีดวัคซีนโควิดวันนี้ ก้าวไกลยกทีมประเดิมทันที อ้างเป็นแบบอย่างที่ดี พปชร.-ปชป.เลื่อนประชุมใหญ่หนีโควิด ปชป.เปิดร่างแก้รธน. 6 ฉบับ เพื่อไทยยันยื่นแก้ไขรายมาตราก่อนเปิดสภาเดือนพ.ค. เพื่อบรรจุวาระได้ทันสมัยประชุม ‘พิธา’ รณรงค์รื้อระบอบประยุทธ์ให้ถล่มทลาย ‘ส.ว.เสรี’ ฟันธงรัฐบาลอยู่ยาว-ไม่ยุบสภา ‘สามารถ เจนชัยจิตรวนิช’ โชว์เกรดภาษาอังกฤษ ตั้งรางวัลนำจับคนปล่อยข่าวส่งลูกน้องเรียน-สอบปริญญาเอกแทน 2 แสน ‘สิระ’ ลั่นเป็นคนส่งข้อมูลให้สื่อเอง จี้แสดงสปิริตลาออก

พปชร.-ปชป.เลื่อนประชุมใหญ่

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จำเป็นต้องให้เลื่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคพลังประชารัฐออกไปก่อน โดยรอให้สถานการณ์คลี่คลายก่อน ค่อยกำหนดวันประชุมอีกครั้ง

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้แจ้งเลื่อนกำหนด การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2564 ของพรรคพลังประชารัฐ จากเดิมในวันที่ 18 เม.ย. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ออกไปก่อน เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเพื่อตอบสนองมาตรการทางสาธารณสุขของรัฐบาลในการหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมากส่งผลความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เบื้องต้นได้แจ้งให้สมาชิกพรรคทราบ ผ่านเว็บไซต์และช่องทางสื่อสารต่างๆ ของพรรคแล้ว

ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า จากที่พรรคประชาธิปัตย์นัดประชุมใหญ่ในวันที่ 25 เม.ย. แต่จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ห่วงว่าจะเกิดความเสี่ยงและเกิดความยากลำบากในการ เดินทางมาของสมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุม เพราะในหลายจังหวัดมีมาตรการค่อนข้าง เข้มงวดมาก พรรคจึงขอเลื่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีออกไปก่อน และจะทำหนังสือแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป ส่วนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในวันจันทร์ที่ 19 เม.ย. ก็เลื่อนออกไปด้วยเช่นกัน

สภาแจ้งส.ส.ฉีดวัคซีน-ก.ก.โชว์ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ถึงส.ส. ในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า ส.ส.ที่มีความประสงค์ฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถไปรับการฉีดวัคซีนได้ที่สถาบันบำราศนราดูร ห้องประชุมอัจฉรา วันที่ 16-30 เม.ย. ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.ในวันเวลาราชการ สำหรับ ส.ส.คนใดที่อยู่ในระหว่างการกักตัว สามารถรับบริการได้หลังจากครบกำหนดการกักตัวแล้ว

ขณะที่ห้องไลน์ของสื่อพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ระบุว่า วันที่ 16 เม.ย. เวลา 10.00 น. ที่สถาบันบำราศนราดูร ส.ส.พรรคก้าวไกล รวมตัวกันเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และร่วมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนัก และเข้ารับการฉีดวัคซีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป เพื่อเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศ และช่วยแบ่งเบาภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ที่ป่วยหนักจากโควิด-19

‘อนุสรณ์’ซัด‘บิ๊กตู่’แก้โควิดเหลว

ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หายไปตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 หนักหนาสาหัส ประชาชนแทบจะต้องไปประกาศตามหาคนหาย พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีการออกมาสั่งการกำกับติดตามตรวจสอบ ตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์เพิ่มเติม หรือประชาชนต้องรอจนถึงวันเปิดทำการหลังวันหยุดยาว พล.อ. ประยุทธ์ ถึงจะกลับมาตอกบัตรทำงาน หากจะอ้างว่า มีศบค. มีฝ่ายข้าราชการประจำดำเนินการอยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นประเทศจำเป็นต้องมีรัฐบาล มีนายกฯไว้ทำไม ก็ปล่อยให้ข้าราชการประจำทำงานไป หากพล.อ. ประยุทธ์ ไม่อยากมาทำงาน ต้องลาออกไป

“ข้อมูลการประเมินตามหลักวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข ประเมินว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะมีคนติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นถึงวันละ 20,000 คน สถานการณ์สร้างวีรบุรุษได้ฉันใด ก็ทำลายไอโอและกระชากหน้ากากการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลได้เช่นกัน” นายอนุสรณ์กล่าว

‘กนก’ยก 7 โจทย์ใหญ่ฝ่าวิกฤต

นายกนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโจทย์ 7 ข้อ สู้วิกฤต โควิด-19 คลี่คลายวิกฤตการเมือง เริ่มจาก 1.ทำให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้ ควบคู่กับการควบคุมโรค 2.ลดภาระคนจน 3.ปรับมุมคิดข้าราชการ ที่ยังขาดความเข้าใจ ต่อความเดือดร้อนของประชาชนเนื่องจากเคยชินอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณ และต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นอุปสรรค ต่อการช่วยเหลือประชาชนของส.ส.

4.ตัดอำนาจ 250 ส.ว. เลือกนายกฯ ทำได้ยาก เนื่องจากส.ว.ไม่เห็นด้วย 5.ปัญหาอำนาจและเงินทุนที่เข้ามาครอบงำการเลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อนักการเมืองและประชาธิปไตย 6.ปัญหาข่าวในสังคมออนไลน์ปลุกเร้าให้เกิดความขัดแย้ง และ 7.ปัญหาคุณภาพของประชาชนและการศึกษา

“รัฐบาลต้องตอบโจทย์ปัญหาทั้ง 7 ข้อ ให้ได้โดยเร็ว ผมนำเสนอเรื่องนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าเป็นความผิดของใคร และใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องการสื่อว่าปัญหาสำคัญของชาติ เป็นเรื่องที่ทุกคนควรหันหน้าเข้าหากันและช่วยกันแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ 7 ข้อหลักนี้ หากเร่งดำเนินการ ประเทศไทยก็ยังมีความหวัง แต่ถ้ายังล่าช้าออกไป ประเทศไทยจะติดลมยากที่จะฟื้นตัว และความขัดแย้งจะลุกลามไปทั้งแผ่นดิน” นายกนกกล่าว

ปชป.เปิดร่างแก้รธน.6 ฉบับ

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงเนื้อหาของประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ ที่จะนำหารือกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ว่า เนื้อหาเบื้องต้นคือ 1.ประเด็นแก้ไขมาตราว่าด้วยสิทธิของประชาชน 4 มาตรา ว่าด้วยสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิที่ดินทำกิน สิทธิผู้บริโภค และสิทธิชุมชน

2.ประเด็นระบบเลือกตั้ง เนื้อหาจะยึดการเลือกตั้งที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 คือให้มีส.ส.เขต 400 คน, ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เลือกตั้งโดยบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

3.ประเด็นว่าด้วยการเลือกนายกฯ จะเสนอแก้ไข 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 88 ว่าด้วยให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ โดยจะตัดวรรคสอง ที่ระบุว่า พรรคจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าวก็ได้ออก เพื่อให้ทุกพรรคต้องเสนอบัญชีนายกฯ ให้ประชาชนได้พิจารณาในช่วงการแข่งขันเลือกตั้ง

มาตรา 159 ว่าด้วยการพิจารณาแต่งตั้ง นายกฯ จะเพิ่มเนื้อหาให้บุคคลที่เสนอชื่อให้สภาลงมติเลือกเป็นนายกฯต้องเป็น ส.ส. และตัดมาตรา 272 ที่ให้อำนาจส.ว. ร่วมเลือก นายกฯ

4.แก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะใช้เนื้อหาที่รัฐสภาผ่านวาระสอง ที่กำหนดให้ใช้เสียงรับหลักการ ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 และตัดส่วนของเสียงส.ว. จำนวน 1 ใน 3 ออก

ชงลดบทบาทประธานรัฐสภา

5.การตรวจสอบการกระทำที่ผิดจริยธรรมของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเสนอแก้มาตรา 236 และมาตรา 237 ที่กำหนดให้ประธานรัฐสภา เมื่อรับเรื่องจากส.ส., ส.ว. หรือสมาชิกรัฐสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 แล้วต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำตามที่ถูกกล่าวหารือไม่ ก่อนจะเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะ ผู้ไต่สวนอิสระ โดยจะปรับบทบาทของประธานรัฐสภา เป็นเพียงคนกลางที่ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา แทนการพิจารณา

ประเด็นดังกล่าว กังวลว่าอาจเกิดความ ไม่ถ่วงดุลเกิดขึ้น เพราะหากมีนักการเมืองที่ต้องการใช้ประเด็นดังกล่าวต่อรองเรื่องคดีความ อาจยื่นเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาได้ และหากประธานรัฐสภา ไม่ใช่นายชวน หลีกภัย อาจเกิดกรณีต่อรองคดีขึ้นได้

6.มาตราว่าด้วยการกระจายอำนาจ ซึ่งนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ ยกร่างแก้ไข มีเนื้อหาขอให้เพิ่มเติม 2 มาตรา และปรับแก้ไขมาตรา 249-254 สาระสำคัญคือ เพื่อให้ความสำคัญกับท้องถิ่น การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งตรงของประชาชน เพื่อคืนอำนาจให้กับท้องถิ่น

“ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับนั้น จะให้ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล ที่ตกลงจะยื่นญัตติร่วมกันพิจารณาอีกครั้งว่า จะมีประเด็นใดเพิ่มเติมหรือปรับปรุงหรือไม่ โดยพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องขอเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มเติม เพื่อลงลายมือชื่อเสนอญัตติ ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 100 ชื่อ และขณะนี้ของพรรคประชาธิปัตย์มี 51 ชื่อ” นายราเมศกล่าว

พปชร.โต้กลับเพื่อไทย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เป็นรายมาตราของพรรคพลังประชารัฐ ที่พรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด ว่า เป็นความเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาซึ่งแล้วแต่คนมอง แต่สำหรับพรรคถูกกล่าวหาตลอดว่าไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเสนอประเด็นที่คาดว่าจะได้รับความยอมรับ ความเห็นพ้องต้องกันของสมาชิกรัฐสภาที่มีส่วนสำคัญในการออกเสียงทั้งส.ว.และส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ทางพรรคได้เสนอทั้งหมด 5 ประเด็น 13 มาตรา การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐจริงใจและจริงจังต้องการที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น จึงอยากจะให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคพลังประชารัฐเสนอให้เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ที่จะเกิดขึ้น และต่อมาจะมีร่างแก้ไขฉบับที่ 2 หรือ 3 ก็อยู่ที่สมาชิกพรรคต่างๆ จะเสนอเข้าไป

“หากประเด็นไม่มีปัญหา ได้รับการเห็นพ้องกับทุกฝ่าย ผมมั่นใจว่าจะต้องมีฉบับที่ 2 ที่ 3 และ 4 ตามมา จากการสอบถามทางส.ว.จะไม่เห็นด้วยหากญัตติเสนอเข้าไปไปลดอำนาจของเขาหรือไปเกี่ยวข้องกับทางส.ว.โดยตรง เขาก็มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย ซึ่งหากเขาไม่เห็นด้วย รัฐธรรมนูญในญัตติดังกล่าวไม่ผ่านก็เป็นสิทธิของส.ว.” นายไพบูลย์กล่าว

เพื่อไทยยื่นทันบรรจุวาระสภา

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 กับยื่นแก้รายมาตรา จะทำทั้งสองอย่าง คู่ขนานกันไป ซึ่งการยื่นขอแก้รัฐธรรมนูญจะยื่นก่อนเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 22 พ.ค.นี้ เพื่อที่จะบรรจุในระเบียบวาระได้ทันที

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคก้าวไกล เตรียมร่างระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ใช้โมเดลของเยอรมัน ทางพรรคเพื่อไทยเห็นอย่างไร นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่วิธีการคิดอาจจะไม่เหมือนกับพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นจำนวนส.ส.เขตหรือส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของพรรคเพื่อไทยจะใช้ระบบคิดอย่างไรต้องมาหารือกันภายในพรรคอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าจะนัดหารือกันภายในสัปดาห์หน้า เพราะถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วน

เมื่อถามว่าจะเริ่มหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อไหร่ นายประเสริฐกล่าวว่า รอคุยภายในพรรคให้เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นถึงจะคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าอะไรที่สอดคล้องกันไปกันได้ก็เดินด้วยกันอะไรที่มีความเห็นแตกต่างกันก็ต้องนำมาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกันดี เพราะเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันก็มี

ก.ก.รณรงค์รื้อระบอบประยุทธ์

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ท่ามกลางวิกฤตของประเทศในทุกมิติ การจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งหนทางที่จะพาประเทศออกจากวิกฤตไปได้คือ จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงตั้งใจผลักดันให้เกิดการทำประชามติ เพื่อถามประชาชนว่าจะให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่

นอกจากนี้ เมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว ประชาชนเห็นว่าจะให้มีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นธรรมด้วยหรือไม่ ในระหว่างนี้ควรต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราคู่ขนานกันไปด้วย เพื่อเอาระบอบประยุทธ์ ออกจากการเมืองไทยให้ได้ก่อน

ตนและพรรคก้าวไกลจะทำใน 2 แนวทางด้วยกัน คือ 1.ร่วมกับส.ส. เพื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด 2.ร่วมกับกลุ่ม Re-solution ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่ รณรงค์แคมเปญ #ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ เพื่อล่ารายชื่อประชาชนทั่วประเทศเข้าชื่อกันให้ได้มากที่สุดเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราใน 4 ประเด็นใหญ่ได้แก่ ล้ม วุฒิสภา เดินหน้าสภาเดี่ยว, โละ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ปฏิรูปที่มา อำนาจ การตรวจสอบ, เลิก ยุทธศาสตร์ชาติ ปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ, ล้าง มรดกรัฐประหารหยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย

จึงอยากชวนประชาชนทุกคนมาร่วมกันเป็นหนึ่งชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ให้ถล่มทลาย และอยากขอให้ช่วยกันชวนคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร มาร่วมกันลงชื่อเช่นกัน

ส.ว.เสรีฟันธงรัฐบาลอยู่ยาว

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. โพสต์ เฟซบุ๊กถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า มีคนถามความเห็นเยอะว่าจะมีการยุบสภามั้ย ดูสถานการณ์แล้วไม่น่าจะยุบสภา และเชื่อว่า ส.ส.ก็ไม่มีผู้ใดอยากให้ยุบ เพราะเวลายังเหลืออีก 2 ปี หากยุบแล้วไม่รู้ว่าเลือกตั้งใหม่จะได้เลือกกลับเข้ามาอีกหรือเปล่า คนที่พูดอยากให้ยุบก็ปากกล้าขาสั่นไปอย่างนั้นเอง

นอกจากนี้ การจะยุบสภาหรือไม่ มีปัจจัยจะเกิดเมื่อ 1.กฎหมายสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ เช่น กฎหมายงบประมาณ กฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินไม่ผ่านสภา 2.พรรคร่วมรัฐบาลแตกคอ และเชิญพรรคอื่นมาร่วมไม่ได้ 3.พรรคหลักของรัฐบาลเป็นที่นิยมของประชาชน หากประเมินในทางการเมืองแล้วกระแสไม่ดี ส่วนใหญ่ นายกฯ ก็จะไม่ยุบสภา แต่หากกระแสดีอาจมีการยุบสภาเกิดขึ้นก็ได้

สรุปแล้ว ปัจจุบันดูจากผลงานแล้ว มีคนเอานายกฯ เอารัฐบาลมากกว่าไม่เอา แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจ ก็เป็นปัญหาทั้งโลก การยุบสภาเป็นไปได้ยาก เว้นแต่ในปีสุดท้ายที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะเริ่มหาเสียง และจะเริ่มแยกตัวและสร้างผลงานของตัวเอง ช่วงนั้นก็จะวุ่นวาย และจะเกิดเหตุยุบสภาก็ช่วงปีที่ 4 มีโอกาสสูง ส่วนม็อบที่ออกมาไล่นายกฯไล่รัฐบาลทุกวันก็ไม่มีผล เพราะเป็นกลุ่มคนส่วนน้อย และทำผิดกฎหมายทุกวัน จึงไม่ใช่เหตุแห่งการยุบสภาในช่วงนี้ ตามเหตุผลแล้วรัฐบาลอยู่ยาว

‘สามารถ’ยันไม่เคยให้ใครสอบแทน

จากกรณีมีข่าวว่านักการเมืองอักษรย่อ “ส.” สังกัดกระทรวงยุติธรรม ส่งลูกน้องเรียน-สอบหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับปริญญาเอกแทน จนถูกสั่งตัดสิทธิการเรียน

ล่าสุด นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โพสต์ภาพผลการเรียน และข้อความผ่าน เฟซบุ๊กว่า ผมเรียน กฎหมาย อีกใบ กำลังจะจบในเดือนหน้านี้… ไม่เคยมีประวัติ ให้ใครไปเรียนแทน ไปสอบแทน เวลาเรียน ก็ไปเรียนศุกร์ กลางคืน วัน เสาร์ อาทิตย์ ไม่ใช้เวลาราชการไปเรียน และวิชาภาษาอังกฤษ ผมก็ได้ บีบวก นะครับ ข่าวที่ออกมาก่อนหน้า ก็เป็นเรื่องหวังผลทางการเมืองบางอย่าง แน่นอน ซึ่งไม่ใช่การให้ข้อเท็จจริงโดยหลักสุจริต ดังนั้นใครให้ข้อมูล ที่ว่าใครเป็นแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลต่อสื่อ จนนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ผมมอบให้ทันที 2 แสนบาท เพื่อรักษาปกป้องชื่อเสียงของผม และไม่ให้ใช้การเมืองแบบเก่ามาทำลายกัน

ผมจึงขออนุญาตนำเกรดบางส่วนมาโชว์ครับ ไม่เคยมีประวัติให้ใครไปเรียนแทนหรือไปสอบแทนนะครับ ดังนั้น ผมยังมีความ มุ่งมั่นที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และปกป้องรัฐบาล ผมจะไม่ให้เรื่องการใส่ร้ายทางการเมืองมาทำลายปณิธานในการ มุ่งมั่นทำในความดีของผม”

‘สิระ’บี้แสดงสปิริตลาออก

ด้านนายสิระ เจนจาคะ สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ขอให้นายสามารถพูดจริงทำจริง เพราะตนเป็นคนส่งข้อมูลให้ผู้สื่อข่าวเอง นายสามารถจะจ่ายเงินไหม นายสามารถเป็นนักการเมืองควรจะแสดงสปิริตลาออก ไม่ต้องให้พรรคสอบสวน เพราะการให้คนไปสอบแทนเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ตนมีหลักฐานเป็นเอกสารทางราชการจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายสามารถไม่ควรออกมาตะแบง จะทำให้พรรคพลังประชารัฐและกระทรวงยุติธรรมเสียหาย

“ผมขอท้าเลย ผมมีหลักฐาน ขอให้พรรคเรียกผมไปสอบเรื่องนี้ หากจริงพรรคต้องไล่นายสามารถออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้พรรคไม่ได้เสนอชื่อนายสามารถ แต่มี ส.ว.คนหนึ่งฝากมา กลับกลายเป็นว่า ไม่ได้ทำประโยชน์ให้พรรค แต่มาสร้างความมัวหมองให้พรรคอีกต่างหาก ที่สำคัญคือ นายสามารถอย่าอ้างสถาบันมาเกี่ยวข้องเพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ปกป้องสถาบัน” นายสิระกล่าว

การสอบสวนของพรรคก็เป็นขั้นตอนดำเนินการของพรรค แต่ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยังต้องเรียกนายสามารถ คนที่สอบแทน และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง มาชี้แจงเหมือนเดิม และขอฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายตำรวจดังกล่าวที่ไปสอบแทนนายสามารถด้วยว่า มีคนใช้ให้ไปหรือไปสอบเอง และยังจะมีวุฒิภาวะเหมาะสมที่จะเป็นตำรวจต่อไปหรือไม่ เพราะถือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กระทำการทุจริตเสียเอง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวน ข้อเท็จจริงกรณีที่นายสามารถส่งคนไปเรียน-สอบแทน หลักสูตรภาษาอังกฤษ ระดับปริญญาเอกของสถาบันแห่งหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า ในสัปดาห์หน้าหลังเทศกาลสงกรานต์ คณะกรรมการจะเริ่มดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งพรรคพลังประชารัฐมีระบบและมาตรฐานตามข้อบังคับพรรคอยู่แล้ว ขั้นตอนเริ่มจากตรวจสอบข้อมูลต่างๆ จากนั้นจะรวบรวมหลักฐาน และเชิญสมาชิก“ส” มาชี้แจงข้อเท็จจริง คาดว่าจะเป็นช่วงปลายสัปดาห์หน้า ผลการตรวจสอบจะทันตามกรอบเวลา 14 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน