ผบก.สั่งสอบ-ล่าผู้รู้เห็น
ระดมจิตแพทย์ดูแลศิษย์
เผยพุทธองค์ตำหนิฆ่าตัว
ผู้ว่าฯ-ผู้การ รุดตรวจสำนักสงฆ์ ‘พระกิโยติน’นำทีมจิตแพทย์เข้าดูแลชาวบ้าน-ลูกศิษย์ ป้องกันเหตุลุกลามตร.เร่งสืบสวนทุกแง่มุมทั้งผู้มีส่วนรู้เห็น สร้างเครื่องประหารในตำนาน ซ่อนเร้นอำพรางศพ และทำลายสถานที่เกิดเหตุ ‘พระมหาไพรวัลย์’ หวั่นใจพฤติกรรมเลียนแบบหลังพบชาวบ้านศรัทธาในคำสอนของผู้ตายมาก สำนักพุทธฯ แจงทำอะไรไม่ได้เพราะสึกก่อนจะก่อเหตุ ‘พระครูปลัดกวีวัฒน์’ ยกพระไตรปิฎกเล่มที่ 1 ระบุชัดเจนพระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุผู้ฆ่าตัวตาย
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นางศิวพร ฉั่วสวัสดิ์ ผวจ.หนองบัวลำภู พร้อม พล.ต.ต.นิพนธ์ พานิชเจริญ ผบก.ภ.จว.หนองบัวลำภู พ.ต.อ. ประทีป ปัญโญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองหนองบัวลำภู นายประยูร อรัญรุท นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู พ.อ.พุทธิวัฒน์ สิริพงศ์พล รอง ผอ.กรมน.หนองบัวลำภู เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงภายใน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และทีมจิตแพทย์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หนองบัวลำภู ไปตรวจสอบสำนักสงฆ์ภูหินกอง บ้านนาแค ม.4 ต.ลําภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู กรณีนายธรรมกร วังปรีชา อายุ 68 ปี หรืออดีตพระธรรมกร ฐานธัมโม อดีตเจ้าสำนักสงฆ์ภูหินกอง ฆ่าตัวตายด้วยการตัดคอตัวเองด้วยกิโยตินที่ประดิษฐ์ขึ้นเองภายในสำนักสงฆ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา
สำหรับบรรยากาศในสำนักสงฆ์ดังกล่าว ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันเดินทางนำดอกไม้ ธูปเทียนกราบไหว้จุดที่อดีตพระธรรมกรฆ่าตัวตาย โดยเชื่อว่าเป็นประสงค์ของท่าน เราแค่น้อมรับและรับฟัง และหลักธรรมที่ท่านสอนก็ดีอยู่ให้ปฏิบัติตนเองให้อยู่ในศีลธรรม ขออนุโมทนาด้วย ส่วนบริเวณที่ฌาปนกิจ ที่อยู่บริเวณเนินเขาภายในที่พักสงฆ์ ก็ยังพบมีชาวบ้านนำดอกไม้มาวางไว้บนก้อนหินเพื่อถวายแก่อดีตพระธรรมกร บรรยากาศที่วัดตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างเงียบเหงามีเพียงแม่ชี 1 คน และลูกศิษย์ 1 คนอยู่ที่วัด โดยแม่ชีกล่าวสั้นๆ ว่า หลวงพ่อทำแบบนี้เป็นความประสงค์ของท่าน เราห้ามไม่ได้หรอก
ด้านนางศิวพรเปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาดูสถานที่เกิดเหตุในส่วนเรื่องคดีความขอให้เป็นหน้าที่ของทางตำรวจ เช้านี้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านความมั่นคง พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ที่ประชุมมีประเด็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นจากความเชื่อส่วนบุคคลหรือเปล่า ส่วนนี้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนไป สำหรับทางจังหวัดหนองบัวลำภูจะดูประเด็นการป้องกัน โดยแนวทางต่อไปสำนักพุทธศาสนาจังหวัดหนองบัวลำภู จะร่วมกับนักจิตวิทยาและ เจ้าคณะจังหวัด จัดการหาแนวทางทำความเข้าใจให้ประชาชนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก
ที่แห่งนี้ยังไม่ได้เป็นสำนักสงฆ์ เป็นเพียงที่พักสงฆ์ และยังไม่มีการอนุญาตเป็นสำนักสงฆ์ เนื่องจากอยู่ในเขตหวงห้ามของทางราชการทหาร เท่าที่ทราบมีพระภิกษุสงฆ์อยู่ 1-2 รูป มีแม่ชี 5-6 คน และลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสอยู่อีก 2-3 คน
“สำหรับเหตุที่เกิดขึ้นส่วนตัวตกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ เป็นแหล่งธรรมะ เราคนไทยมีความเชื่อทางศาสนา ไม่คิดว่าผู้มาปฏิบัติธรรมจะมีแนวคิดไปในความคิดส่วนบุคคลแบบนี้” หลังจากเกิดเรื่องแบบนี้แล้วต่อไปห่วงเรื่องจะมีพระภิกษุวัดอื่นหรือลูกศิษย์ทำตาม เพราะยังมีคนเชื่อเรื่องนี้อยู่ คงต้องคุยกับหลายหน่วยงานหาทางแก้ไขต่อไป
พล.ต.ต.นิพนธ์เปิดเผยว่า สำหรับการดำเนินคดีเราได้มีการเรียกประชุมและทราบผลว่า คดีนี้ไม่มีปัญหาแนวทางการสืบสวน สำหรับการรวบรวมพยานหลักฐานเรามีการรวบรวมไว้แล้ว ทั้งพยานในที่เกิดเหตุ ทั้งก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ นอกจากนี้เรายังนำมูลเหตุมาประกอบกับการสืบสวน คือ แนวความคิดแนวความเชื่อของผู้ตาย ตามกฎหมายแล้วเมื่อมีการตายที่ผิดธรรมชาติเกิดขึ้น ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่และรักษาสภาพพื้นที่และสภาพศพไว้
หากใครเคลื่อนย้ายศพหรือทำลายสภาพแวดล้อมก็อาจจะมีความผิดได้ กรณีมีคนไปทำลายหลักฐานทั้งการล้างเลือด เคลื่อนย้ายศพ และเผาศพ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามา คิดได้ว่าเป็นการส่อพิรุธหรืออาจจะคิดไปในเรื่องของความเชื่อก็ได้ ตอนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ หากลูกศิษย์ร่วมกันสร้างกิโยตินหรือเกี่ยวข้องต่างๆ ก็อาจจะถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน เร่งดำเนินการให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะขณะเกิดเหตุหากมีใครร่วมมือด้วย หลังเกิดเหตุมีการซ่อนเร้นอำพรางศพทำลายสถานที่เกิดเหตุให้ดำเนินการตามกฎหมาย
วันเดียวกัน พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ วัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมนายกฤษฎา หรือทนายโนบิตะ โลหิตดี ทนายความ และนายจีรพันธ์ หรือหมอปลา เพชรขาว ไปที่สำนักสงฆ์ดังกล่าว พร้อมสอบถามรายละเอียดเรื่องที่เกิดขึ้นจากชาวบ้านและลูกศิษย์วัด รวมถึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย
พระมหาไพรวัลย์กล่าวยืนยันกับบรรดาลูกศิษย์อดีตพระธรรมกรผู้เสียชีวิตว่า เรื่องการตัดหัวตัวเองเพื่อถวายพระพุทธเจ้า ไม่เคยมีการสั่งสอนให้ทำ แม้แต่พระไตรปิฎกก็ไม่เคยมีบัญญัติ ก็ขอให้เรียนรู้ปฏิบัติธรรมะในทางที่ถูกต้อง นอกจากนั้นยังพบว่า พระ แม่ชี ญาติ และลูกศิษย์ กำลังเตรียมตัวเก็บข้าวของออกไปจากสำนักสงฆ์ เนื่องจากภายหลังเกิดเหตุการณ์สลดดังกล่าว คณะสงฆ์จังหวัดหนองบัวลำภูและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมี คำสั่งห้ามมิให้มีคนอยู่ในสำนักสงฆ์
จากการสอบถามเรื่องราวทั้งหมด บรรดาลูกศิษย์ของอดีตพระธรรมกรส่วนใหญ่ไม่ค่อย ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามเท่าใดนัก ส่วนใหญ่พยายามจะหลีกเลี่ยงไม่พูดคุยด้วย อย่างไรก็ตาม พอจะทราบว่าลูกศิษย์ทั้งหลายมีความเลื่อมใสผู้ตาย และมีความเชื่อใน คำสอนของผู้ตายเป็นอย่างมาก จนน่าประหวั่น ใจว่าจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ตรงนี้คงต้องระมัดระวัง มิฉะนั้น อาจเกิดเหตุการณ์สยองในลักษณะเช่นนี้อีก
ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษกสำนักพุทธฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงไม่มีเจตนาเช่นนั้น ในส่วนของคณะสงฆ์ พศ.โดยมหาเถรสมาคม เคยมีมติแจ้ง เรื่องห้ามการทำไสยศาสตร์ ความเชื่อ เวทมนตร์ คาถาที่ไม่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา รวมถึงกำชับให้พระผู้บังคับบัญชาคอยสอดส่อง ดูและพระลูกวัด รวมถึงให้คำปรึกษาการปฏิบัติ ตามหลักคำสอนที่ถูกต้องอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พศ. จะส่งหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าว เพื่อทบทวนแนวทางการปฏิบัติของพระผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าอาวาสไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศอีกรอบ รวมถึงจะกำชับให้สอดส่องดูแลพระลูกวัดอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทำให้เห็นว่า ที่ผ่านมาอาจมีการละเลยไม่ได้ดูแลพระลูกวัดใกล้ชิดเท่าที่ควร ดังนั้น พศ. จะถือโอกาสกำชับเรื่องดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้นอีก
“พศ.คงไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมาย อะไรได้ เพราะกรณีของพระธรรมกร ทราบว่าได้มีการลาสิกขาก่อนที่จะกระทำการฆ่าตัดคอตัวเอง ดังนั้น จึงถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะขณะกระทำการดังกล่าวได้ขาดจากความเป็นพระแล้ว เพียงแต่นุ่งขาว ห่มขาวและอาศัยอยู่ในสำนักสงฆ์ ที่ต้องได้รับอนุญาตจากพระผู้ปกครอง ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องลงไปดูและทำความเข้าใจ ส่วนเรื่องการดำเนินการทางกฎหมาย ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป” นายสิปป์บวรกล่าว
วันเดียวกัน พระครูปลัดกวีวัฒน์ ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ในฐานะรองเลขาธิการ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปาราชิกสิกขาบทที่ 3 ว่าด้วยการพรากกายมนุษย์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 1 ระบุไว้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุผู้ฆ่าตัวตาย โดยทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุทั้งหลายฆ่าตัวตายเองบ้าง ใช้กันและกันให้ฆ่าบ้าง จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุเหล่านั้น ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช่ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุเหล่านั้น จึงฆ่าตัวตายเองบ้าง ใช้กันและกันให้ฆ่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะพรากกายมนุษย์นั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ พร้อมกันนี้อาตมา ขอให้ชาวพุทธยืนอยู่บนหลักไตรสิกขา คือ ปริยัติสัทธรรม ปฏิบัติสัทธรรม และปฏิเวธสัทธรรม ตามหลักพระไตรปิฎก ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่สมบูรณ์ ตามที่พระบรมศาสดาได้ฝากไว้ว่าแม้พระองค์จะเสด็จดับ ขันธปรินิพพานไปนานแล้ว แต่ขอให้พระธรรม และพระวินัยเป็นสิ่งแทนพระองค์” พระครูปลัดกวีวัฒน์กล่าว