เปิดโพลแก้รธน.
หนุนให้ตั้งสสร.
ลุยรื้อฉบับปี60
‘วีรศักดิ์’แจงแล้ว หนี้หายหมื่นล้าน เป็นหนี้ค้ำประกันทางธุรกิจก่อนมานั่งเป็นรมต. ไม่ใช่หนี้ของตัวเอง ไม่กังวลถูกยื่นสอบ มั่นใจส่งเอกสารป.ป.ช. ครบถ้วน โพลสถาบันพระปกเกล้าเผยผลสำรวจ ประชาชนกว่าร้อยละ 77 หนุนแก้รธน.ฉบับปี 60 โดยเสียงส่วนใหญ่ให้ตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาดำเนินการ ‘พีระศักด์’เห็นด้วยตัดอำนาจส.ว.โหวตเลือกนายกฯ กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก้าวไกลชำแหละงบปี 65 ฉะรัฐปรับลดงบสวัสดิการ หั่นเงินบัตรทอง-กองทุนการศึกษา เพิ่มงบให้ด้านพลังงาน ‘บิ๊กตู่’ ออกคำสั่งแบ่งงานรมต. คุมพื้นที่ ส่อเอื้อ พปชร.ขยายฐาน ‘ธรรมนัส’ คุมภาคใต้
‘ตู่’บำเพ็ญกุศลองค์พระหลักเมือง
เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 21 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนาพุทธ และจัดพิธีบวงสรวงสังเวยตามพิธีพราหมณ์อย่างเรียบง่าย ที่ศาลหลักเมือง ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาองค์พระหลักเมือง ครบรอบ 239 ปี และ 21 เม.ย. คือวันตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 239 ปี โดยกราบนิมนต์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศชาติและคนไทยทุกคน
พปชร.ส่ง‘ธรรมนัส’คุมใต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายกฯ มีคำสั่งที่ 85/2564 เรื่องมอบหมายให้รัฐมนตรี รับผิดชอบ แนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการแบ่งงานให้รัฐมนตรีแต่ละคนแต่ละพรรค รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง ที่เห็นเด่นชัดคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) จากเดิมดูแลพื้นที่หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย แต่เปลี่ยนมาดูแลสงขลา นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ทำให้เห็นว่าอาจจะเตรียมพื้นที่เลือกตั้งในอนาคต ซึ่งก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช และทำให้ พปชร. ชนะเลือกตั้งต่อพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมมาแล้ว อีกทั้งยังมีกระแสข่าวภายในพปชร.ว่าให้ ร.อ.ธรรมนัส ไปเป็นหัวหน้ากลุ่มดูแล 14 ส.ส.ภาคใต้ ซึ่งเดิมยังกระจัดกระจายและไม่มีหัวหน้ากลุ่มดูแลอย่างเป็นทางการ
‘เฮ้ง’ดูแลนนท์ปทุมแทนจว.อีสาน
ในส่วนพื้นที่เดิมที่ร.อ.ธรรมนัส ดูแลคือพะเยา เชียงรายนั้น ในคำสั่งฯ ได้มอบให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เข้าไปดูแลแทน ขณะที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ยังได้รับผิดชอบพื้นที่เดิมคือ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และพิจิตร ส่วนนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ดูแลพื้นที่ขอนแก่น เพิ่มเติมจากเดิมที่ดูแลนครราชสีมา และชัยภูมิ ส่วนนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพปชร. ดูแลพื้นที่สมุทรปราการเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ดูแลชัยนาท ลพบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน จากเดิมดูแล กาฬสินธุ์ มหาสารคาม เปลี่ยนมาดูแลพื้นที่ นนทบุรี ปทุมธานี ระนอง ขณะที่รัฐมนตรีของพปชร.คนอื่นๆ ดูแลพื้นที่จังหวัดเดิมที่รับผิดชอบอยู่
ขณะที่น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ดูแลพื้นที่ สระแก้ว นครสวรรค์ พิษณุโลก นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ดูแลพื้นที่ สิงห์บุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ดูแลพื้นที่สกลนคร มุกดาหาร จากเดิมดูแลพื้นที่อุบลราชธานี และศรีสะเกษ แต่ในคำสั่งมอบให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ดูแลแทน และนายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ ดูแลพื้นที่หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ซึ่งน่าสังเกตว่า นายสินิตย์ เป็นส.ส.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นโควตาภาคใต้ของปชป. แต่ต้องรับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน
วีรศักดิ์แจงปมหนี้หายหมื่นล้าน
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและภรรยาได้ยื่นเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่าหนี้สิน 1.1 หมื่นล้านบาทหายไปเกือบทั้งหมดนั้น ขอชี้แจงว่าหนี้ที่หายไปมี 9 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นหนี้ในส่วนของตนที่ก่อขึ้น แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการเซ็นค้ำประกันการทำงานทางธุรกิจให้กับบุคคลอื่นก่อนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เมื่อเขามีการชดใช้ตกลงเคลียร์กันแล้ว หนี้ในส่วนนี้ก็หายไป ตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นหนี้เอง เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่เคยไปเซ็นค้ำประกันให้ใครอีกเลย ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงเพิ่มเติมต่อป.ป.ช.แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามเอกสาร และเป็นไปตามข้อมูลข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่าเซ็นค้ำประกันมีอะไรบ้าง เหตุใดยอดหนี้จึงสูงเป็นหมื่นล้าน นายวีรศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าคุยรายละเอียดจะยาวมาก ขอให้ไปตรวจสอบเอกสารจากป.ป.ช. เพราะมีเอกสารเป็นจำนวนมาก หากตนพูดไปเกรงว่าอาจจะพูดไม่ครบถ้วน
ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา จะไปยื่นป.ป.ช.ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ตนไม่กังวลใจ เพราะให้ข้อมูลทุกอย่างกับป.ป.ช.ไปหมดแล้ว ยืนยันถูกต้อง และเป็นความจริง เชื่อว่าไม่มีปัญหา
ยื่นปปช.สอบหนี้‘รมต.-เมีย’
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันที่ 22 เม.ย. เวลา 10.00 น. ตนจะไปยื่นต่อป.ป.ช. ให้ตรวจสอบความผิดปกติบัญชีทรัพย์สินของนายวีรศักดิ์และนางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ซึ่งแจ้งบัญชีทรัพย์สินในการเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ในส่วนหนี้สินที่เคยมีรวมกัน 11,138,404,713 บาท เมื่อเทียบกับบัญชีทรัพย์สินของนายวีรศักดิ์ ที่ยื่นไว้เมื่อ 22 ส.ค.2562 ผ่านไปเพียง 2 ปี หลังจากนายวีรศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรมช.พาณิชย์ หนี้สิน 1.1 หมื่นล้านบาทหายไปเกือบทั้งหมด เหลืออยู่เพียง 35.5 ล้านบาท ที่เป็นเงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่นางยลดา มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 150,147,276 บาท นายวีรศักดิ์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 211,469,361 บาท รวมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 361,616,637 บาท เป็นไปได้อย่างไร
ส.ว.เห็นด้วยแก้ม.272-ใช้บัตร 2 ใบ
ที่รัฐสภา นายพีระศักดิ์ พอจิต ส.ว. กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ว.ค่อนข้างเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง จึงไม่มีการหารือกันเป็นกิจจะลักษณะ หรือเป็นมติวิป คงทำไม่ได้ จึงเป็นความเห็นของแต่ละกลุ่ม ตนเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 272 เพราะการโหวตนายกฯ ควรเป็นเรื่องสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านเสนอร่างแก้ไขระบบเลือกตั้ง เปลี่ยนจากบัตรเลือกตั้ง 1 ใบเป็นบัตร 2 ใบ นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่มีข้อยุติ ตรงนี้เป็นรายละเอียด ตนเคยเสนอแก้ไขเปลี่ยนเป็นบัตร 2 ใบเหมือนเดิม เพราะบัตรใบเดียวเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของประชนชน ซึ่งควรใช้สิทธิ์เลือกได้ทั้งพรรคและตัวบุคคล ประเด็นใดที่เปิดโอกาสให้ประชาชนก็ควรจะทำ
เมื่อถามว่าการแก้ไขรายมาตรามีโอกาสจะสำเร็จมากกว่าการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างใหม่ใช่หรือไม่ นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้เดินไปในทางการแก้ไขรายมาตราอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เสียง 1 ใน 3 ของส.ว. ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของส.ว.แต่ละคน ขณะเดียวกันก็มีเสียงเรียกร้องต้องการให้ยกร่างใหม่มากกว่า ซึ่งเป็นความเห็นของแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตาม ต้องหาข้อยุติสุดท้ายในสภาว่าทั้งส.ส.และส.ว.จะเห็นด้วยอย่างไรกับกติการัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
โพลพระปกเกล้าหนุนแก้รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจความคิดเห็นต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 22,830 ตัวอย่าง วันที่ 1-19 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 77.5 ระบุต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ร้อยละ 22.5 ไม่ต้องการแก้ไข ให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เสียเวลาและไม่มีประโยชน์ ขณะที่บางส่วนให้เหตุผลว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง และไม่รู้จัก
ทั้งนี้ คณะบุคคลที่เหมาะสมให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ร้อยละ 39.1 ระบุควรเป็นส.ส.ร. ร้อยละ 30.8 รัฐสภา ร้อยละ 13.6 ระบุคัดเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ร้อยละ 12.7 และ 2.6 เสนอให้เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน ส่วนการไปลงประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 93.2 ระบุจะไปออกเสียงประชามติแน่นอน ร้อยละ 6.8 ตอบว่าไม่ไป ให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา ไม่สนใจและเบื่อการเมือง
ทักษิณเย้ย‘บิ๊กตู่’หาเงินไม่เป็น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 20 เม.ย. นายทักษิณ ชินวัตร หรือ Tony Woodsome หรือพี่โทนี่ มาพูดคุยในคลับเฮาส์ จัดโดยกลุ่ม แคร์ คิด เคลื่อน ไทย โดยตอบคำถามถึงรูปแบบการบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ เป็นข้าราชการทหาร อยู่กับระเบียบวินัย การสั่งการแบบบนลงล่าง และใช้งบประมาณเป็นหลัก ไม่ใช่คนเก่งเศรษฐกิจ ไม่ใช่คนหาเงินเป็น ต้องคนเชี่ยวชาญที่พูดแล้วเขาฟัง ถ้าเอาวัฒนธรรมของพล.อ.ประยุทธ์มาทำเศรษฐกิจ มันทำไม่ได้ ยิ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนี่ แล้วพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ แจกขันนี่เข้ากันเลย อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลจะเปิดเศรษฐกิจเร็วขึ้นกว่านี้ รัฐบาลจะกู้ไปกู้ไป มีแต่พังหมด”
เมื่อถามว่าถ้าได้คุยกับพล.อ.ประยุทธ์จะบอกอะไร นายทักษิณกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ฟังตน และตนไม่ได้คาดหวังอะไร
พท.จี้รัฐเปิดใจกว้างฟังทุกฝ่าย
น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) และที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภากล่าวว่า ขณะนี้สังคมตั้งคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโควิด-19 ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจโดยเร็ว ควรเปิดเวทีเชิญผู้ที่มีความรู้และประชาชนเข้ามาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ แล้วเลือกนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เป็นรัฐบาลต้องฟังให้เยอะ เปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด หน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้ประชาชนพอใจ และไม่มีคำถามต่อการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในสภา
ก้าวไกลชำแหละงบปี 65
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลฝ่ายนโยบาย กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในช่วงปลายเดือนพ.ค.ว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่ปรับลดงบประมาณลง คือ ปรับลดลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท จาก 3.29 ล้านล้านบาทในปี 2564 ซึ่งสรุปเป็นข้อสังเกตได้ดังนี้ 1.มี 17 กระทรวงถูกปรับลดงบ โดยกระทรวงศึกษาธิการถูกปรับลดงบมากที่สุดกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนั้น 13,264 ล้านบาทเป็นการลดงบในแผนงานบุคลากรภาครัฐ ก็คือเงินเดือนค่าตอบแทน ส่วนกระทรวงที่ถูกตัดงบมากเป็นอันดับรองลงมา ได้แก่ กระทรวงแรงงาน ลดลง 19,977 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย ลดลง 17,144 ล้านบาท กระทรวงคมนาคมลดลง 14,100 ล้านบาท
2.มี 3 กระทรวงที่ได้รับงบเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังได้รับงบเพิ่มมากที่สุด คาดว่าจะเป็นเงินเพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย รองลงมาคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับงบเพิ่ม 2,300 ล้านบาท โดยเพิ่มให้กับกรมเด็กและเยาวชน ดังนั้น ต้องลุ้นกันต่ออีกปีว่าจะเป็นเงินเลี้ยงดูเด็กแบบถ้วนหน้าหรือไม่ ส่วนกระทรวงที่งบเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คือกระทรวงพลังงาน มีสัดส่วนงบเพิ่มขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (+80 เปอร์เซ็นต์) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (+37 เปอร์เซ็นต์)
หั่นงบบัตรทอง-กองทุนศธ.
น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า 3.กระทรวงกลาโหมถูกปรับลดงบลง 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.24 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่น่าสนใจคือ งบบุคลากรของกลาโหมกลับเพิ่มขึ้นทั้ง 3 เหล่าทัพคือ กองทัพบก เพิ่มขึ้น 799 ล้านบาท เป็น 58,892 ล้านบาท กองทัพเรือเพิ่มขึ้น 531 ล้านบาท เป็น 21,283 ล้านบาท และกองทัพอากาศเพิ่มขึ้น 365 ล้านบาท เป็น 13,258 ล้านบาท 4.งบเพื่อสวัสดิการและการศึกษาหลายอย่างถูกตัด แม้เราอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ถูกตัดงบลง 5,740 ล้านบาท กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาถูกตัดงบลง 432 ล้านบาท เหลือ 5,652 ล้านบาท สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ถูกปรับลดงบลง 1,815 ล้านบาท เหลือเพียง 140,550 ล้านบาท ทั้งที่ สปสช.คาดการณ์ว่าจะมีผู้ที่เข้ามาใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้นอีก 137,000 คน ในปี 2564 และอาจมีเพิ่มมากขึ้นหากสภาวะทางเศรษฐกิจยังคงย่ำแย่
5.รัฐเอาเงินอุดหนุนอสม.ออกจากเงินอุดหนุนอบจ. กลับไปให้กระทรวงสาธารณสุข (ปีละ 12,500 ล้านบาท) แต่ไม่มีการชดเชยเงินอุดหนุนเพิ่มเติมให้อปท. โดยในปีงบประมาณ 2565 รัฐอุดหนุนเงินให้อปท. ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ (หลังหักเอาเงินอสม.ออกแล้ว) และคาดว่าอปท.จะมีรายได้น้อยกว่าปีงบประมาณก่อน 76,000 ล้านบาท หรือลดลง 9 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ รายได้ของอปท.อาจต่ำกว่าที่ประมาณการลงอีกเนื่องจากนโยบายรัฐบาลให้ลดภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นรายได้โดยตรงของท้องถิ่นลงถึงร้อยละ 90 สำหรับปีภาษี 2564 และหากการเก็บภาษีของรัฐไม่เป็นไปตามเป้าจะทำให้รายได้ที่รัฐจัดเก็บให้และรายได้ที่รัฐแบ่งให้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงไปอีก ทั้งนี้ เรายังยืนยันเรื่องการจัดสรรสวัสดิการ ต้องครบถ้วนและครอบคลุมมากกว่านี้