ขอ-งดออกนอกพื้นที่
ห้ามรวมกลุ่มเกิน20คน
77จว.ต้องสวมแมสก์
เริ่ม1พค.-14วันสรุปผล
นิมิบุตรรับป่วยตกค้าง
‘บิ๊กตู่’ประชุมศบค.ชุดใหญ่ เพิ่มมาตรการเข้มสกัดโควิดระลอกใหม่ สรุปยกระดับให้ทั้ง 77 จังหวัดออกจากบ้านต้องสวมแมสก์ ปรับพื้นที่เป็น 3 สี เคาะแดงเข้ม 6 จังหวัดกรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ-เชียงใหม่-ชลบุรี งดเดินทางออกนอกพื้นที่ ร้านอาหารห้ามนั่งกินในร้าน ไม่ขายเหล้าเบียร์ เปิดบริการได้ถึง 3 ทุ่ม ห้ามกิจกรรมรวมกลุ่มเกิน 20 คน ปิดฟิตเนส สนามกีฬาจัดแข่งขันได้แต่ไม่มีผู้ชม กลับมากักตัว 14 วัน ส่วนพื้นที่สีแดง 45 จังหวัด และสีส้ม 26 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ค. คาด 14 วันยอดป่วยลด เร่งหาวัคซีนอีก 37 ล้านโดส ให้ครบเป้า 100 ล้านโดส ‘อนุทิน’ เปิดวันนี้ศูนย์แรกรับส่งต่อนิมิบุตร รองรับผู้ป่วยตกค้าง

ศูนย์แรกรับ – จนท.จัดเตรียมความพร้อมศูนย์แรกรับและส่งต่อ กระทรวงสาธารณสุข ภายในสนามกีฬานิมิบุตร กทม. โดยเน้นรับเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโควิดตกค้าง รองรับได้ 200 เตียง เปิดใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 30 เม.ย.นี้
มิ.ย.ให้ครูลงชื่อรับวัคซีน
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงว่า ในการประชุม ศปก.ศบค. หรือ ศบค.ชุดเล็กเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ร่วมประชุมด้วย โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือ 2 ประเด็นคือเรื่องการขอเลื่อนวันเปิดเรียนของนักเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้ไม่ต้องเดินทางในช่วงระยะเวลานี้ เบื้องต้นเลื่อนไปเปิดในวันที่ 1 มิ.ย.2564 นอกจากนี้ยังเสนอด้วยว่าบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ คุณครู นักเรียน มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเหมือนกัน โดยเฉพาะครูควรได้รับวัคซีนด้วย โดยในเดือนมิ.ย.นี้ เปิดให้ลงทะเบียนในแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” ตามที่สธ.แนะนำ
เยียวยาลูกจ้างทหารเกณฑ์
ส่วนเลื่อนการรายงานตัวของทหารเกณฑ์ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า จากเดิมให้มารายงานตัววันที่ 1 และ 3 พ.ค. เป็นวันที่ 1 ก.ค. หากลูกจ้างที่ลาออกจากงานแล้วเพื่อจะมารายงานตัววันที่ 1 พ.ค.นั้น จะเข้าหลักเกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน ที่ให้ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนได้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานอันเนื่องมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจร้อยละ 70 และได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน ขอให้ติดตามจากกระทรวงแรงงาน
‘ตู่’ถกศบค.ชุดใหญ่
จากนั้นเวลา 14.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุมศบค. ชุดใหญ่ ครั้งที่ 6/2564 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นายกฯ และรมว.สาธารณสุข นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษา ศบค. และในฐานะประธานคณะทำงาน พิจารณาการจัดหาวัคซีนโควิด พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อหารือยกระดับมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ อาทิ ยกระดับพื้นที่สีแดงเข้ม 6 จังหวัด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนประชุมว่า การประชุมศบค.วันนี้เป็นครั้งที่ 6 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระยะนี้ จึงมีความจำเป็น ทั้งนี้ขอให้ครม. และข้าราชการทุกคน ติดตามทำงานและบูรณาการกันทำงานกันในทุกขั้นตอน
เคาะ 6 จว.พื้นที่สีแดงเข้ม
ภายหลังการประชุม นพ.ทวีศิลป์ โฆษกศบค. แถลงว่า วันนี้มีการหารือ 2 ประเด็นหลัก คือ การยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งสธ. เสนอยกระดับโดย 1.ปรับระยะเวลาการกักตัวคนเดินทางจากต่างประเทศกลับมาเป็น 14 วัน จากเดิมลดลงเหลือ 7-10 วัน ไม่อนุญาตให้ออกมาจากห้องพัก ยกเว้นตรวจหาเชื้อและรักษาพยาบาล โดยผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าประเทศ (COE) ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2564 หรือก่อนวันที่ 1 พ.ค. และเดินทางถึงไทยนับตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.2564 เป็นต้นไป ตรวจหาเชื้อ 3 ครั้ง
45 จว.สีแดง-26 จว.สีส้ม
2.ปรับระดับสีพื้นที่ซึ่งใช้หลายเกณฑ์พิจารณา โดยปรับสีพื้นที่จากเดิม 2 ระดับ คือ พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 18 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 59 จังหวัด ปรับเพิ่มเป็น 3 ระดับ คือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) 6 จังหวัด ได้แก่ กทม. ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ
พื้นที่สีแดง 45 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ เชียงราย ตาก ตรัง นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นราธิวาส น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ภูเก็ต มหาสารคาม ยะลา ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สระแก้ว สงขลา สมุทรสาคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี อ่างทอง อุดรธานี และอุบลราชธานี
และพื้นที่สีส้ม 26 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาฬสินธุ์ ชัยนาท ชุมพร ตราด นครนายก นครพนม หนองคาย บึงกาฬ บุรีรัมย์ พังงา พะเยา แพร่ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร เลย สกลนคร สตูล สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอำนาจเจริญ
ออกบ้านต้องสวมแมสก์
3.ปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามระดับพื้นที่สถานการณ์ โดยทุกพื้นที่ใส่หน้ากากเมื่อออกนอกเคหสถานหรืออยู่ที่สาธารณะ งดการเรียนการสอน ปิดสถานบันเทิงเหมือนกัน ที่แตกต่างกันคือ พื้นที่ สีแดงเข้ม ห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มมากกว่า 20 คน ห้ามกินและดื่มในร้านอาหาร เปิดขายกลับบ้านอย่างเดียวถึง 21.00 น. ปิดสนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย ส่วนสนามกีฬาหรือสถานที่ออกกำลังกายโล่งแจ้งเปิดได้ไม่เกิน 21.00 น. จัดแข่งกีฬาได้โดยไม่มีผู้ชมในสนาม ห้างสรรพสินค้าเปิดถึง 21.00 น. ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัดกลางคืน ตลาดโต้รุ่ง ถนนคนเดิน เปิด 04.00-23.00 น. งดเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่มีเหตุจำเป็นเพื่อลดการเดินทางที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ย้ำว่าไม่ได้เป็นเคอร์ฟิว แต่ขอความร่วมมือ หากจำเป็นให้ขออนุญาตฝ่ายมั่นคงที่ตั้งด่าน
6 จว.แดงเข้มให้ซื้อกลับบ้าน
พื้นที่สีแดง ห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มมากกว่า 50 คน กินและดื่มในร้านได้ไม่เกิน 21.00 น. สั่งกลับบ้านเปิดได้ไม่เกิน 23.00 น. งดจำหน่ายและดื่มสุราที่ร้าน ร้านสะดวกซื้อเปิด 04.00-23.00 น. ห้างสนามกีฬา ฟิตเนสเปิดไม่เกิน 21.00 น. ส่วนพื้นที่สีส้มคล้าย กับสีแดง แต่ให้กินในร้านอาหารได้ไม่เกิน 23.00 น. งดขายสุราเช่นกัน ร้านสะดวกซื้อเปิดตามปกติ
“ศบค.ชุดใหญ่เห็นชอบอนุมัติตามนี้ สิ่งสำคัญคือสวมหน้ากากอย่างเต็มที่ การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์บอกว่าขอให้งดช่วงนี้ไปก่อน ยกเว้นการจัดตามธรรมเนียมประเพณีนิยม คือ งานศพ ที่จำเป็นต้องมี ขอให้ทำงานที่บ้านแทน การใช้อาคารสถานที่โรงเรียน ให้งดทุกจังหวัด จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาออกมาบังคับใช้เที่ยงคืนวันที่ 1 พ.ค. ขอหน่วยงานรัฐเอกชนทำความเข้าใจให้ความร่วมมือ เราจะปรับระดับตรงนี้เพื่อลดการติดเชื้อ เข้มงวดมากขึ้น” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
สั่งมท.-พม.ช่วยรายได้น้อย
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่าให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับภาคประชาสังคมช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและประชาชนกลุ่มเปราะบางด้วย
ถกจับไม่สวมแมสก์ใหม่
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเจอปัญหาประชาชนไม่ยอมเปรียบเทียบปรับการไม่ใส่หน้ากาก ทำให้เรื่องไปถึงศาล มีความยุ่งยากตามมา จึงให้กรมควบคุมโรค (คร.) เสนอคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ออกระเบียบการเปรียบเทียบปรับกรณีการฝ่าฝืนไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือกรณีอื่นที่จำเป็น โดยยกเว้นไม่ให้นำระเบียบคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ พ.ศ.2563 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมาใช้บังคับกรณีนี้ และกำหนดมาตรการที่เหมาะสมก่อนการเปรียบเทียบปรับ เช่น ตักเตือน ทำสาธารณประโยชน์ นายกฯ จึงมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือภายในสัปดาห์ให้ได้แนวทางใหม่
ให้มีผล 1 พ.ค.
นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนงดกิจกรรมทางสังคมในลักษณะที่เป็นงานสังสรรค์ รื่นเริง ในช่วงนี้ก่อน ยกเว้นกิจกรรมตามประเพณีนิยม เช่น งานศพ หรือกิจกรรมในครอบครัว โดยต้องมีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ทั้งนี้ ข้อกำหนดเหล่านี้จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2564 เป็นต้นไป และจากนี้ 14 วัน หากตัวเลขลดลงการผ่อนคลายก็จะเกิดขึ้น
เร่งหาวัคซีน 37 ล้านโดส
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ส่วนมาตรการเรื่องวัคซีนโควิด-19 ที่มีแผนการฉีดวัคซีนให้ครบทุกกลุ่มเป้าหมาย 100 ล้านโดส โดยจากประชากร 70 ล้านคนต้องได้รับวัคซีน 70% คิดเป็นจำนวน 50 ล้านคน ขณะนี้ประเทศไทยจัดหาได้แล้ว 63 ล้านโดส ดังนั้นจึงต้องจัดหาวัคซีนเพิ่มอีก 37 ล้านโดส
เปิดมหา’ลัย-สนามกีฬาฉีด
“กรุงเทพมหานครที่เป็นพื้นที่เปราะบาง ทางพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผอ.ศบค. มีความเป็นห่วงมากจึงต้องให้จัดจุดบริการต่างๆ และให้เพิ่มจุดบริการนอกโรงพยาบาล เช่น สนามกีฬา มหาวิทยาลัย ศูนย์ประชุม จุดบริการทั้งในและนอกร.พ.ทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวน 100 แห่ง แห่งละ 1,000 โดสต่อวัน รวม 1 แสนโดสต่อวัน เป็นระยะเวลา 30 วัน เท่ากับ 3 ล้านโดสต่อเดือน โดยจะได้รับเข็มที่หนึ่งครบภายในระยะเวลา 3 เดือนคือ เดือนมิ.ย.-ส.ค.2564” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ภาครัฐจัดหาไฟเซอร์ 5-20 ล้านโดส สปุตนิก วี 5-10 ล้านโดส จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน 5-10 ล้านโดส และซิโนแวค 5-10 ล้านโดส หรือวัคซีนอื่นเช่น โมเดอร์นา ซีโนฟาร์ม หรือบารัท หรือชนิดอื่นที่จะมีการขึ้นทะเบียนในอนาคต โดยภาคเอกชนไม่ได้ถูกตัดออกจากความร่วมมือ ยังร่วมจัดซื้อได้
ตรวจนิมิบุตร-ศูนย์แรกรับ
ที่อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ นายอนุทิน รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และผู้บริหารสธ. ตรวจความพร้อมก่อนเปิดศูนย์แรกรับและส่งต่อ กระทรวงสาธารณสุข อย่างเป็นทางการ
นายอนุทินกล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้จะเปิดรับ ผู้ติดเชื้อตกค้างที่บ้านได้วันที่ 30 เม.ย.เป็นต้นไป โดยติดต่อที่เบอร์ 0-2079-1000 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเอไอเอสมาตั้งคอลเซ็นเตอร์ 40 คู่สาย
1 สัปดาห์ไม่มีผู้ป่วยตกค้าง
“1 สัปดาห์จากนี้ไปจะทำให้ไม่มีผู้ป่วยตกค้างที่บ้านที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา จะทำให้คนติดเชื้อเข้าถึงการรักษาพยาบาลครบทุกคน” นายอนุทินกล่าว