รมต.-อธิบดีคุก
ก็โดนบี้-ให้ปลด
สส.เฮจ้อในสภา
ไม่ต้องใส่แมสก์

คปท.อดีตนกหวีดร่วมไล่ประยุทธ์ ลาออกเปิดทางรัฐบาล สร้างชาติ-นายกฯคนนอก ส.ส.โล่ง มีราชกิจจานุเบกษาให้ถอดแมสก์ได้ช่วงอภิปรายในสภาเพื่อไทยย้ำจัดหนักถลกงบปี 65 ชี้รัฐบาล ถังแตก ไม่มีเงินพอจัดสรรให้หน่วยงานหรือโครงการพัฒนาประเทศ พร้อมลุยเปิดซักฟอก จี้ ‘บิ๊กตู่’ ปลด ‘รมว.สมศักดิ์-อธิบดีคุก’ ปล่อยโควิดระบาดในเรือนจำกลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่

ส.ส.ถอดแมสก์ได้ช่วงจ้อในสภา

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วม 4 ฝ่าย ประกอบด้วยคณะกรรมการประสานงาน(วิป) 3 ฝ่าย และผู้แทนคณะรัฐมนตรี(ครม.) รวมทั้งนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ได้หารือเตรียมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และประสานงานมา เพื่อขอให้ดำเนินการประสานกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขอปรับเปลี่ยนระเบียบคำสั่งกทม. ในเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกนอกเคหสถานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่า จะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้

ตนเห็นด้วยว่าในการประชุมสภา ที่มีวาระการประชุมและอภิปรายเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ที่คาดว่าต้องใช้เวลาหลายวัน หากสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา อาจส่งผลกับสุขภาพได้ จึงจะขอให้ใช้ดุลพินิจผ่อนผัน ประกาศกทม. เรื่องการต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง ตลอดเวลาที่ออกนอกเคหสถาน หรือสถานที่พำนัก แก่การประชุมสภา หากไม่มีการผ่อนผันให้ ระหว่างการประชุม หรืออภิปรายในสภา จะเกิดปัญหาถูกปรับ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน มีประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อปฏิบัติในการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ในการจัดกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากที่ดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่กลุ่มบุคคลที่จำเป็นต้องเข้าประชุมอยู่ในสถานที่หนึ่งที่ใดเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่องหลายชั่วโมง โดยให้ผู้ควบคุมการประชุมกำหนดให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาการประชุม แต่อาจพิจารณาผ่อนผันได้เฉพาะช่วงเวลาของการอภิปรายหรือแสดงความเห็นในที่ประชุมได้ตามความเหมาะสมแห่งสภาพการณ์และความสมควรแก่เหตุ มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.เป็นต้นไป

ไทยไม่ทน – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ร่วมเวทีปราศรัยออนไลน์ ‘ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย’ ในช่วงหัวข้อ ‘ภาวะผู้นำ’ ที่ห้องประชุมไทยไม่ทน สถานีพีซทีวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.

เพื่อไทยจัดหนัก-งบ 65 ถังแตก

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ในสภาวาระแรก วันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.ว่า พรรคเพื่อไทยได้ให้คณะผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการของพรรคพิจารณาเนื้อหาของรายละเอียด จากนั้นจะสรุปเป็นประเด็นเพื่อให้ ส.ส.ของพรรคพิจารณา และจะแจ้งให้ ส.ส.ที่จะอภิปรายแสดงเจตจำนง ก่อนนัดซักซ้อมและเตรียมความพร้อมอภิปราย อย่างไรก็ตามในวันที่ 17 พ.ค.ที่รัฐบาลจะส่งรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.งบประมาณให้สภานั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ในการประชุมวิป 4 ฝ่ายเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ว่าต้องส่งให้ ส.ส.ถึงมือด้วยการมารับที่สภา

สำหรับการจัดสรรงบประมาณ ปี 2565 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงว่ารัฐบาลถังแตก เพราะไม่มีงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดสรรให้หน่วยงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาประเทศ หลังจากที่เผชิญกับวิกฤตโรคระบาด โดยในปี 2565 ตนมองว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่ประเทศต้องฟื้นฟูและพัฒนา พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมจัดหนักกับการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้แน่นอน เพราะ เป็นไปตามสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลไม่แก้ปัญหาและทำให้ประเทศแย่ลง พรรคฝ่ายค้านต้องจัดหนักให้มากกว่าปี ที่ผ่านมา

ระบุชนเพดานทุกมิติ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผอ.ศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ว่า มีข้อจำกัด ชนเพดานในทุกมิติจนจะนำไปสู่ทางตันทางการคลัง ดังนี้ ทางตันที่ 1 ขาดดุลเต็มพิกัด ต้องกู้ชดเชยเต็มเพดาน โดยมาตรา 21 พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3.1 ล้านล้านบาท บวกกับ 80% ที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น ซึ่งรวมเท่ากับ 700,000 ล้านบาท เท่ากับยอดขาดดุล 700,000 ล้านบาทของงบปี 2565 พอดี เต็มเพดานแล้ว หมายความว่าถ้าเก็บภาษีไม่เข้าเป้าที่ 2.4 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นไปได้ สูงมาก เราจะเข้าสู่ภาวะทางตันทางงบประมาณทันที

ทางตันที่ 2 ขาดดุลของงบประมาณ 700,000 ล้านบาท แซงหน้างบประมาณ รายจ่ายลงทุน 624,399.9 ล้านบาท ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 20(1) แต่รัฐบาลแก้ตัวว่าจะเพิ่มรายจ่ายลงทุน ช่องทางอื่นๆ แทน เช่น PPP Thailand Future Fund และกู้ตาม มาตรา 22 พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งฟังไม่ขึ้น เป็นการจับแพะชนแกะ เอานู่นมาโปะนี่ นับรวมแบบข้างๆ คูๆ เป็นคนละส่วนกัน

ไม่เหลือไปพยุงเศรษฐกิจ

ทางตันที่ 3 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุ 60% ในปี 2565 หนี้สาธารณะถูกประเมินว่าจะอยู่ที่ 56-57% ณ ก.ย.2564 รวมผลกระทบจากโควิดระลอก 2 แล้ว แต่ยังไม่รวมผล กระทบจากระลอกที่ 3 ประมาณ -1.5% ของจีดีพี หรือความเสียหาย 240,000 ล้านบาท หากรวมก้อนนี้และที่ต้องกู้เพื่อชดเชยขาดดุลปี 2565 แล้ว หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุ 60% ในปี 2565 นั่นคือทางตันของการกู้เงิน

ทางตันที่ 4 เงินที่กู้มาเยียวยาฟื้นฟู 1 ล้านล้านบาทจะหมดแล้ว โอนจากงบฟื้นฟูมาโปะงบเยียวยาอยู่เรื่อยๆ ทำให้แทบไม่ได้ลงทุนฟื้นฟูอะไรเท่าไหร่ ชุดมาตรการเยียวยาล่าสุด 2.4 แสนล้านบาท ก้อนสุดท้ายก็ไปกินในส่วนงบฟื้นฟูแทบหมด นั่นหมายความว่าหากไม่นับรวมงบกลาง เราไม่มีเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดไปพยุงเศรษฐกิจ และเยียวยาประชาชนจากโควิดต่อจากนี้แล้ว งบประมาณปี 2565 ใน 6 ยุทธศาสตร์ก็ไม่ได้มีเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับการเยียวยา งบประมาณปี 2565 อยู่ในภาวะมืดแปดด้าน ชักหน้าไม่ถึงหลัง เดินไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน

ฝ่ายค้านเดินหน้าแก้รธน.

ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคยังมีความเห็นไม่ตกผลึกว่า การยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่จะเปลี่ยนเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภูมิใจไทย (ภท.) และชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ยังดึงเช็ง มีบางประเด็นที่ยังเห็นไม่ตรงกันนั้น เรื่องนี้ประชาชนจับตาดูอยู่ว่าแต่ละพรรคจริงใจแค่ไหน การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้อง ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประเทศเสียโอกาส นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญแบบนี้ ก็จะได้รัฐบาลที่สู้ โควิด-19 ได้เท่านี้

แม้ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นว่าขณะนี้ควรพักเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้จนกว่ารัฐสภาจะเปิดสมัยประชุม เพราะมีประเด็นวิกฤตโควิด-19 แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าปัญหาประเทศที่มาจากวิกฤตรัฐธรรมนูญ สามารถดำเนินการคู่ขนานกันไปได้ ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เตรียมหารือกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ หากยังไม่สามารถเดินสายเปิดเวทีได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จะดำเนินการในรูปแบบใดทดแทน เช่น การเปิดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนทางออนไลน์ผ่านเพจฝ่ายค้านเพื่อประชาชน จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไป เพราะการแก้รัฐธรรมนูญรอไม่ได้

“รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับประชาชน การแก้รัฐธรรมนูญ ต้องยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่แก้เพื่อเอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของคนบางกลุ่ม แก้เพื่อการันตีเป็นรัฐบาลตลอดกาล แล้วทำให้ประเทศชาติและประชาชนสูญเสียโอกาส” นายอนุสรณ์กล่าว

พร้อมลุยเปิดซักฟอก

นายอนุสรณ์กล่าวว่า หลังจากพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ล้มเหลวนั้น หลังจากนี้ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านจากทุกพรรค จะได้ร่วมหารือกันถึงการเตรียมการ ยื่นญัตติอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤต โควิด-19 ของรัฐบาล ทั้งมาตรา 152 ขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ และอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่ประเด็นการปล่อยแก๊งกักตุนแมสก์ลอยนวล การไม่ลงโทษ 2 รัฐมนตรีทำเชื้อโควิด-19 ระบาด

สาเหตุที่โครงการนำเข้าวัคซีนทางเลือกของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนไม่คืบหน้าเพราะเหตุใด ติดขัดตรงไหนเกี่ยวกับกรณีการไปติดช่องต้องซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ที่ต้องคิดค่าบริหารจัดการ 5-10% บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อีก 7% จริงหรือไม่ การขึ้นทะเบียนวัคซีนในไทยที่วันนี้ยังมีแค่ 4 ยี่ห้อ คือแอสตร้าเซนเนก้า ซิโนแวค จอห์นสันแอนด์จอห์นสันและโมเดอร์นา ที่ อย.เพิ่งขึ้นทะเบียน ส่วนวัคซีนไฟเซอร์และสปุตนิกที่รัฐบาลไปขอซื้อมากู้หน้าแก้วิกฤตดำเนินการถึงขั้นตอนใด

“พรรคร่วมรัฐบาลยังออกปากยอมรับว่าแก้วิกฤตโควิดล้มเหลว หากมีพฤติการณ์ ส่อทุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง รู้เห็นปล่อย เจ้าหน้าที่แสวงหาประโยชน์มิชอบ ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ปิดทางเลือก ให้คนไทยนอนรอความตาย ฝ่ายค้าน ต้องดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกสภา เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไข” นายอนุสรณ์กล่าว

‘พี่ศรี’บี้ปลด‘สมศักดิ์-อธิบดีคุก’

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 อย่างหนักในทัณฑสถานต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม(ยธ.) และนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน มาโดยตลอดว่ามีมาตรการที่เคร่งครัดใน การป้องกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นเพียง การโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ควรให้อยู่ในตำแหน่ง ต่อไป

โดยมีรายงานว่าเกิดการระบาดโควิด-19 อย่างหนัก ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1,795 ราย และทัณฑสถานหญิงกลาง 1,040 ราย จนมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 2,835 รายเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ในเรือนจำและมีรายงานการตรวจพบนักโทษและผู้ต้องขังมากขึ้นในเรือนจำต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่มี 143 แห่ง ทำให้ผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ ทั้ง 310,830 ราย (ชาย 273,465 หญิง 37,365) มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องมีผู้ที่รับผิดชอบ ตามมาตรฐานของประเทศที่เจริญแล้ว โดย นายกฯไม่ควรบริหารประเทศแบบลูบหน้าปะจมูกหรือเกรงใจกันอีกต่อไป แต่ควรต้องเด็ดขาดให้สมกับชายชาติทหาร ด้วยการสั่งปลดหรือสั่งย้ายอธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้ไปนั่งประจำในสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนรมว.ยุติธรรมนั้นเนื่องจากมีปัญหา มัวหมองกรณีคลัสเตอร์ที่สุโขทัยยังไม่ทันจางหาย และนายสมศักดิ์ก็มีอายุมากแล้ว ควรให้กลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานที่บ้านได้แล้ว และการแพร่ระบาดจนเกิดคลัสเตอร์ใหญ่ในเรือนจำต่างๆ เป็นจำนวนมาก ได้ชี้ให้เห็นถึงความย่อหย่อน หรือมือไม่ถึง ในการบริหารจัดการกรมราชทัณฑ์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ควรเปลี่ยนคนใหม่ที่มีศักยภาพกว่ามาดูแลแทน

กลุ่มปท.จี้‘บิ๊กตู่’เสียสละลาออก

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารพญาไทพลาซ่า กลุ่มประชาชนคนไทย(ปท.) นำโดย นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นายปรีดา เตียสุวรรณ์ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมแถลงให้รัฐบาลเสียสละลาออก

นายพิชิตกล่าวว่า กลุ่มปท.ยังคงยืนยันว่าต้องการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ โดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ แต่ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมานายกฯ ไม่สามารถปฏิรูปประเทศไทยได้ แม้แต่สักข้อเดียว โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจและปฏิรูปการเมือง ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเสียสละตนเองเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดรัฐบาลสร้างชาติขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้กลไกรัฐสภา เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งปัญหาการกระจายวัคซีนให้เป็นรูปธรรมและถึงประชาชนให้เร็วที่สุด

รัฐบาลสร้างชาติต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยโดยมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ต้องดำเนินการเรื่องการปรองดองแห่งชาติให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่จะเกิดขึ้นได้พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกและเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลสร้างชาติขึ้นมา

จัดตั้งรัฐบาลสร้างชาติ

ด้านนายนิติธรกล่าวว่า ในนามของกลุ่มปท. เห็นว่าในห้วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ ตระบัดสัตย์ในคำมั่นสัญญาประชาคม ไม่ดำเนินการปฏิรูปธรรม 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการปฏิรูปประเทศ 2.ด้านการปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ 3.ด้านทุจริตคอร์รัปชั่น 4.ด้านการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 และ 5.ด้านจริยธรรมทางการเมือง

เพื่อเป็นทางออกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดให้มีการเลือกนายกฯ จากนอกบัญชีพรรคการเมือง โดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสอง ที่ให้ยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯในบัญชีพรรคการเมือง กรณีไม่ได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา โดยใช้เสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา ให้ยกเว้นการเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมือง และขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาล คสช.ลาออก เพราะขณะนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.ที่เคยร่วมกับอดีตเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่เปลี่ยนมาเป็น “กลุ่มประชาชนคนไทย” วันนี้ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้กำลังใจ นายกฯ ในการทำงาน นายนิติธรกล่าวว่า เป็นเรื่องของนายสุเทพ ตนไม่ได้พูดคุยกันเลย ถ้าใครรู้จักตนจะรู้ว่าตนไม่ค่อยคุยกับใคร ไม่ได้เป็นคนชอบสร้างเครือข่าย นายสุเทพจะเชียร์พล.อ.ประยุทธ์ก็เชียร์ไป แต่ถ้าประเทศเสียหายขึ้นมานายสุเทพจะร่วมรับผิดชอบกับพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่เท่านั้นเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันอังคารที่ 18 พ.ค. เวลา 09.00 น. กลุ่มปท.จะส่งตัวแทนกลุ่มไปยื่นแถลงการณ์นี้ต่อรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล

‘ฮาร์ท’ดิ้นส่งสาส์นถึง‘พี่แรมโบ้’

วันเดียวกัน นายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 7.40 นาที บนเฟซบุ๊ก Suthipongse Heart Thatphithakkul ในหัวข้อ “สาส์นถึงพี่แรมโบ้อีสาน จากน้องฮาร์ท” มีเนื้อหาสรุปว่า ผมอยากสื่อสารกับกับคุณแรมโบ้อีสาน หรือ ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ผมขอเรียกท่านว่าพี่แรมโบ้เพราะเราเกิดปีเดียวกันคือ พี่เกิดวันที่ 8 เม.ย. ผมเกิดวันที่ 27 พ.ย.ปี 2507 ปีมะโรงเหมือนกัน ผมหรือใครก็แล้วแต่เนี่ย ออกมาตำหนิออกมาวิจารณ์การทำงานของ “เจ้านายพี่” ผู้ซึ่งอาสาเข้ามาทำงานให้กับเราและผมคนหนึ่งล่ะไม่ได้เรียกท่านมา แต่ท่านอาสามาทำงานให้กับเรา แล้วเราในฐานะประชาชน ก็พยายามที่จะบอกท่าน ช่วยท่านว่าตรงไหนควรจะปรับปรุง ตรงไหนควรจะแก้ไข ตรงไหนมันบกพร่อง

ผมขอโทษวิธีที่ผมบอกกับพี่ และสื่อสารไปยัง “เจ้านายพี่” มันฟังดูอาจจะไม่ลื่นหูมันอ่านแล้วมันอาจจะแสลงตา แสลงใจ แต่มันสมควรแล้วหรือ ที่พี่ในฐานะลูกน้องคนสนิทของเจ้านายพี่ จะเอาเรื่องนี้มาฟ้องผม (เสียงดังขึ้น) ผมขอโทษนะ ผมพูดแล้วอดอารมณ์ขึ้นไม่ได้ เอางี้ไหมพี่ เรามาคุยกันดีๆ พี่ก็อธิบายให้ผมฟังสิว่าฮาร์ท ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะมันอย่างนี้นะน้อง ไอ้นี่ทำไมมันถึงไม่พอ ไอ้นี่ทำไมมันถึงทำไม่ได้ ไอ้นี่ทำไมมันถึงมาช้า

ผมไปหาพี่ก็ได้ ผมว่างทุกวัน ตอนนี้ไม่มีใครมาจ้างผมล่ะ ผมว่างทุกวันแหละพี่ ถ้าพี่โน้มน้าวผมสำเร็จ ผมรับประกันเลยว่า ผมจะกลับไปบ้าน แล้วผมจะช่วยโน้มน้าวเพื่อน และแฟนๆ ของผม ให้เขาร่วมมือช่วยเหลือ “เจ้านายพี่” ให้ขับเคลื่อนประเทศไทยของเราไปในทิศทางที่ “เจ้านายพี่” เขาต้องการ ผมสัญญานะ แล้วไม่แน่ ผมอาจจะช่วย “เจ้านายพี่” แต่งเพลงโควิดวัคซีนให้ชาวบ้านฟังเพื่อที่จะคลายทุกข์คลายโศกเพลงฮิตในอดีตที่ท่านได้แต่งเพลงเราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นานก็ได้นะ ผมก็เป็นนักแต่งเพลงเหมือน “เจ้านายพี่” นะพี่แรมโบ้ Please เรามาคุยกันนะพี่นะ

‘เสกสกล’อัดคลิปตอบกลับ

ด้านนายเสกสกล อัดคลิปวิดีโอถึงนายสุทธิพงศ์ ว่า การที่ตนกับนายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ไปแจ้งความนายฮาร์ท ไปในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับนายกฯ และหลังจากที่ได้แจ้งความแล้วนายฮาร์ทยังมีการท้าทายโพสต์เฟซบุ๊กที่มีรูปถ่ายคู่กับนายปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช คณะก้าวหน้า ยังมีการบอกว่าจะเอารูปนายโทนี่ขึ้นมาเยาะเย้ยนายกฯ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหว และชัดเจนว่าสนับสนุนกลุ่มที่ต้องการปฏิรูปสถาบัน กลุ่มที่ก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน เช่นม็อบ 3 นิ้ว

หากนายฮาร์ทยืนยันที่จะกลับใจ เป็นคนที่คิดดีทำดีเพื่อบ้านเมือง เพื่อชาติ เพื่อประชาชน และอยากทำงานให้รัฐบาล อยากจะพูดคุยกับตนนั้นก็อยากให้ตอบ 2 ข้อ คือ นายฮาร์ทต้องมีความจริงใจอย่างแท้จริง ไม่ได้เสแสร้งเล่นละครและมีความจริงใจที่อยากจะช่วยบ้านเมืองจริง อย่าโจมตีการทำงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา รวมถึงวัคซีนของไทย เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรและยังจะทำให้ประชาชนเข้าใจสับสน คลาดเคลื่อน

ข้อ 2.คือสิ่งที่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายฮาร์ท ไม่ได้แจ้งข้อหาหมิ่นประมาทนายกฯ หรือเป็นเพราะโกรธแทนนายกฯ หรือเพราะว่านายกฯ โกรธ ยืนยันนายกฯ ไม่ได้โกรธ แต่ตนไปแจ้งความในข้อหามาตรา 112 ที่โพสต์ในลักษณะที่ใครได้อ่านก็รู้ว่าเกี่ยวข้องกับสถาบัน หากมีความจริงใจว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ซึ่งนายฮาร์ทเป็นคนที่เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช ก็ต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบัน พระมหากษัตริย์ ของพระราชาด้วยและหาก นายฮาร์ทมีความชัดเจนแล้ว ตนและทนาย อภิวัฒน์ จะไปถอนแจ้งความตามมาตรา 112 ให้และพร้อมจะพูดคุย แต่ถ้าใครคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ก็เป็นศัตรูกับตนและประชาชนทุกชาติไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน