พท.โวยลั่นทั้งที่มีโควิด
พปชร.-ปชป.รุมป้องตู่
พปชร.-ปชป.รุมป้อง ‘บิ๊กตู่’ บริหารประเทศดี มีผลงาน ชี้ข้อเรียกร้องลาออก เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก ‘อู๊ดด้า’ชี้เรื่องปกติคนทำงาน ย่อมมีข้อบกพร่อง ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็มีคนพอใจและไม่พอใจ ย้ำไม่คิดถอนตัวจากรัฐบาล นายกฯ ไม่อนุญาตให้สภาถอดหน้ากากอนามัยระหว่างประชุมสภา เพื่อไทยท้า ‘ประยุทธ์’ อย่าหนีศึกชำแหละงบฯปี 65 ข้องใจ สธ.ได้งบน้อยลง ทั้งที่โควิดระบาดหนัก แถมยังได้น้อยกว่ากลาโหม ถึง 5 หมื่นล้าน ดีอีเอสโต้ข่าว นายกฯ ติดต่อทางลับกับ ‘มินอ่องไหล่’ จวกสำนักข่าวญี่ปุ่นเสนอข้อมูลเท็จ ระวังกระทบสัมพันธ์
ปชป.มั่นใจตู่แจงซักฟอก
เวลา 10.40 น. วันที่ 16 พ.ค. บริเวณใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เขตบางพลัด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์กรณี ฝ่ายค้านเตรียมยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เรื่องการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขล้มเหลว ปล่อยให้โควิดระบาด ปชป.กังวลเรื่องนี้หรือไม่ ว่า ยังไม่ทราบว่าญัตติที่ฝ่ายค้านจะยื่นเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ก็ต้องรอดูก่อนว่าเป็นญัตติอะไร แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนในฐานะที่เป็นรัฐบาลหรืออย่างน้อยที่สุด ตนเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล เชื่อว่านายกฯในฐานะผู้นำรัฐบาลสามารถนำทีมรัฐบาลตอบคำถามต่างๆ ของฝ่ายค้านได้
และถ้ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับแต่ละกระทรวง เท่าที่เราเคยปฏิบัติมา รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมีหน้าที่ต้องช่วยตอบคำถามแทนนายกฯ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นวิถีทางปกติในระบอบประชาธิปไตย สำหรับตนคิดว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปสกัดกั้น หรือต้องไป ต่อต้านการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน
ออกรับแทน-บกพร่องเป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่ามีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าแผลของรัฐบาลค่อนข้างเยอะ จะทำให้ประชาชนลดความเชื่อมั่นลงหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่คนทำงานต้องมีข้อบกพร่องบ้าง ไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่บริหารประเทศ ข้อบกพร่องถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ฉะนั้นไม่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องข้อบกพร่องใดๆ รัฐบาลกำลังแก้ไขอยู่ ซึ่งวันนั้นก็ถือเป็นโอกาสของรัฐบาลที่จะได้ชี้แจง ทำความเข้าใจไปยังฝ่ายค้านเพื่อผ่านไปยังประชาชนด้วย
เมื่อถามว่าหลายกลุ่มออกมาเรียกร้องให้นายกฯลาออก จะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ ในฐานะปชป.เป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายจุรินทร์กล่าวว่า คงต้องสอบถามโดยตรงจากนายกฯ แต่สิ่งหนึ่งที่ตนขอชี้แจงคือเป็นเรื่องปกติ ที่คนที่ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศย่อมมีทั้งคนที่พอใจและ ไม่พอใจ รัฐบาลเองก็มีหน้าที่นายกฯก็มีหน้าที่ ในการทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ที่สุดและดีที่สุด รวมถึงทำในสิ่งที่สามารถอธิบายกับประชาชนได้ จนถึงวันนี้ตนยังเชื่อนายกฯสามารถชี้แจง และอธิบายในสิ่งที่ได้ทำไห้ กับประชาชนได้ว่าตัดสินใจเรื่องนี้เพราะอะไร อย่างไรก็ตามตนตอบแทนไม่ได้เพราะไม่ใช่นายกฯ แต่ความพอใจ ไม่พอใจ ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ย่อมมีทั้งผู้ที่พอใจและไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดาในวิถีทางประชาธิปไตย
ยันไม่ทิ้งรัฐนาวาตู่
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเริ่มมีข้อเรียกร้องให้ปชป.ทบทวนท่าทีการร่วมรัฐบาล นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้ตอบไปแล้ว และในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ ปชป.เห็นว่าต้องดำเนินการคือต้องจับมือร่วมกับทุกฝ่ายในการพาประเทศฝ่าวิกฤตในขณะนี้ไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโควิด-19 หรือเศรษฐกิจก็ตาม ซึ่งเป็นปณิธานของพรรคที่ต้องร่วมมือกับทุกฝ่ายและรัฐบาลด้วย สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นที่สุดคือทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ปชป.ก็เป็นเช่นนั้นและวันนี้ประชา ชนอยากเห็นทุกฝ่ายจับมือกันแก้ปัญหา เพราะในสถานการณ์โควิด-19 จะ จับมือแค่รัฐบาลไม่เพียงพอต้องจับมือกับ ทุกฝ่ายด้วย
เมื่อถามว่า หมายความว่าหลังจากนี้จะไปไหนก็ไปกับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ทิ้ง หรือกระโดดออกจากเรือใช่หรือไม่ นาย จุรินทร์กล่าวเพียงว่า ยังไม่ได้คิด
พปชร.เมินเสียงจี้นายกฯลาออก
นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มประชาชนคนไทยขอให้นายกฯและรัฐบาลเสียสละลาออก เนื่องจากล้มเหลวในการแก้ไขการระบาดของโควิด-19 และปฏิรูปการเมือง เพื่อเปิดทางให้ตั้งรัฐบาลสร้างชาติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา ไม่ได้มีผลอะไร อีกทั้งข้อเรียกร้องเป็นการเรียกร้องตามอำเภอใจ ไม่มีพื้นฐานความเป็นไปได้ทั้งสิ้น ไม่รับกับข้อเท็จจริงที่ขณะนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง มีผลงานที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นการที่คนกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องก็เรียกร้องไป แต่ไม่มีผลใด เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ในปัจจุบัน อยู่แล้ว และในสภาทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปดำเนินการตาม ข้อเรียกร้อง ดังนั้นข้อเรียกร้องจึงเลื่อนลอย
เขาเห็นว่าคงได้ประโยชน์จากข้อที่เรียกร้อง แต่ไม่มีสถานะใดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงได้ ไม่มีน้ำหนัก เมื่อเทียบกับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศและประชาชนที่เลือกพล.อ.ประยุทธ์ 8.4 ล้านคน ที่ยังคงเชื่อมั่นในรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ขณะเดียวกัน มั่นใจว่าหากมีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางมากขึ้นจะสามารถแก้ไขการแพร่ระบาดของโควิดได้ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนายกฯทุ่มเทแก้ไขปัญหาไปมากพอสมควรแล้ว ทุกอย่างจะไปได้ดี และหากฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามสิทธิ์ที่มีอยู่ก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่มั่นใจว่าประชาชนจะสนับสนุนการทำหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป

จี้‘บิ๊กตู่’ – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ชี้แจงเรื่องการกระจายวัคซีนโควิดให้ชัดเจน หลังประกาศเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งเรื่องซื้อประกันโควิดบุคลากรทางการแพทย์ หลังพบหลักฐานไม่โปร่งใสที่ จ.นครพนม เมื่อวันที่ 16 พ.ค.
พท.จวกงบสธ.น้อยกว่ากองทัพ
เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรค แถลงกรณีร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2565 ที่จะเข้าสู่สภาวาระแรก วันที่ 31 พ.ค.และวันที่ 1-2 มิ.ย.ว่า ส.ส.ของพรรคจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจัดงบประมาณอย่างไร โดยเฉพาะงบกระทรวงสาธารณสุข ลดลงจากปี 64 ที่ได้ 158,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 65 โควิดระบาดหนักแต่ได้งบฯเพียง 153,000 ล้านบาท ทั้งที่ต้องได้งบเพิ่มเพราะต้องมาสู้โควิด แต่พล.อ.ประยุทธ์ กลับไปจัดงบฯให้กระทรวงกลาโหม 203,000 ล้านบาท มากกว่ากระทรวงสาธารณสุข 5 หมื่นล้านบาท ในภาวะโควิดระบาดและประชาชนกำลังเดือดร้อนแทนที่จะช่วยจัดงบสาธารณสุขมาช่วยรักษาชีวิตคน กลับไปจัดงบให้กลาโหม
อยากรู้จริงๆ ว่าจะมีการจัดซื้อเรือดำน้ำอีกหรือไม่ เพราะงบ 64 พท.คัดค้านไม่ให้ซื้อ แต่ปี 65 มีการของบมาอีกแล้ว กองทัพเรือได้งบประมาณ 41,307 ล้านบาท เป็นการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันปีงบประมาณปี 65 ตั้งไว้ 4,854 ล้านบาท คือตั้งไว้ซื้อเรือดำน้ำของจีน 2 ลำ ซึ่งจะผูกพันไปเรื่อย คนไม่มีกิน จะอดตาย มีคนฆ่าตัวตาย คนตายจากโควิด ทุกวัน โรงพยาบาลไม่มีที่จะรักษา แต่นายกฯในฐานะเป็นผอ.ศบค. กลับไปให้ความสำคัญกับกองทัพในการจัดซื้ออาวุธ
“เปิดสภามาคุณประยุทธ์ อย่าหนีออกไปไหน ผมจะซักฟอกเอง เวลาอภิปรายกรุณามานั่งฟังแล้วบอกว่าฝ่ายค้านไม่มีข้อมูล อันนี้แค่น้ำจิ้มเท่านั้น ยังมีกองทัพบก กองทัพอากาศ อีกที่ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผย” นายยุทธ์พงศ์กล่าว
ท้าตู่ฟังชำเหละงบ
วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารงานผิดพลาด เพราะปล่อยให้แรงงานต่างด้าวทะลักเข้าประเทศ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี ผู้ว่าฯสมุทรสาคร บอกว่ามีแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้ามาอีกจำนวนมาก และระบุกทม.และสมุทรสาคร เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกลุ่มแรงงานต่างด้าว อาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นผอ.ศบค.ดูแลความมั่นคงทั้งหมด และรวบอำนาจไว้ ปล่อยแรงงานต่างด้าวเข้ามาได้อย่างไร แสดงว่าล้มเหลว ต้องเปิดสภา ซักฟอกแน่ๆ
ส่วนแรงงานในกทม.จากแคมป์คนงานก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นคน ที่เป็นคลัสเตอร์ใหม่ รวมทั้งขณะนี้ที่กำลังเกิดอยู่คือคลัสเตอร์ราชทัณฑ์ ที่มีนักโทษติดโควิดจำนวนมาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องชี้แจงมาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรทั้งสองคลัสเตอร์ ขอบอกพล.อ. ประยุทธ์ เลยว่า วันที่ 31 พ.ค.วันที่ 1-2 มิ.ย.ที่จะมีการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประะมาณ วาระ1 ส.ส.พท. และส.ส.ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกแน่ ขอให้เตรียมมาชี้แจง เพราะบริหารผิดพลาด
เย้ยฉีดวัคซีนวาระแห่งชาติ
ส่วนกรณีนายกฯ ออกมาประกาศให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งเป้าหมาย เดือนละ 15 ล้านโดส ตั้งแต่มิ.ย.เป็นต้นไปนั้น เท่ากับว่าต้องฉีดได้ 5 แสนโดสต่อวัน ทำได้จริงหรือไม่ เพราะตั้งแต่มีการฉีดวัคซีนในไทย เริ่มตั้งแต่ 28 ก.พ.64 จนถึง 15 พ.ค. มีการฉีดวัคซีน 2,218,420 โดส เฉลี่ย 3 หมื่นโดสต่อวัน จะเป็นไปได้อย่างไรที่จาก 3 หมื่นโดสต่อวัน เป็น 5 แสนโดสต่อวัน พล.อ. ประยุทธ์ช่วยตอบให้ชัดเจนว่าจะกระจายวัคซีนอย่างไร และที่ระบุสามารถวอล์กอินเข้าไปฉีดได้เลย ที่ใด วันใด เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลออกพ.ร.ก.เงินกู้ 1.90 แสนล้านบาท เหตุใดวันนี้จึงยังไม่มีวัคซีนอีก ออกเป็นพ.ร.ก.อย่างเร่งด่วน เงินเอาไปทำอะไร
ล่าสุด 14 พ.ค.เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โพสต์ว่าวัคซีน ซิโนแวคที่รัฐบาลบริจาคให้ไทย 5 แสนโดส ถึงกทม.แล้ว จึงงงกับวาระแห่งชาติของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะฉีดให้ได้ 100 ล้านโดส จะเป็นได้อย่างไร และสถิติประชาชนที่ขอจองฉีด เมื่อ 15 พ.ค.ของกทม. ตามโรงพยาบาลต่างๆ 10 อันดับแรก พบมีผู้ขอจอง 190,259 คน ว่ามีคนจองเท่านี้จะไปฉีดให้ใคร 5 แสนโดสต่อวัน พล.อ.ประยุทธ์ออกมาเคลียร์ให้ชัดเจนด้วย
ก้าวไกลแย้มปมถล่มงบ 65
เวลา 15.00 น. ที่พรรคก้าวไกล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรค กล่าวถึงการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ว่า เรื่องหลักๆ ที่จะอภิปรายเป็นการบริหารงบประมาณของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโควิด-19 โดยเฉพาะงบกระทรวงสาธารณสุขว่าจะมั่นใจได้อย่างไรในเรื่องวัคซีนรุ่นที่ 2 และการรับมือของเชื้อที่อาจกลายพันธุ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงต้องดูเรื่องการจัดการด้านงบประมาณที่เกี่ยวข้องของระบบสาธารณสุข และงบประมาณหลายหน่วยงานอย่าง กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่ใช้นโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาเรียนออนไลน์ สื่อที่ใช้ในการเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพหรือไม่ การรับมือป้องกันโควิดในโรงเรียนต่างๆ เพียงพอหรือไม่ รวมถึงวัคซีนที่จะฉีดในผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี รัฐบาลเตรียมจัดหาหรือไม่ ต้องดูว่างบประมาณสะท้อนถึงปัญหาต่างๆ เหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าไม่เตรียมงบตรงนี้และสุดท้ายก็อ้างว่าไม่มี
นอกจากนี้ อาจมีประเด็นอื่นอย่างการลงทุนที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น งบของกระทรวงต่างๆ ว่ามีงบอบรมดูงานสัมมนาหรือไม่ งบประมาณที่ดูแล้วทำลายหลักการของการเว้นระยะห่างหรือไม่ งบของกองทัพยังมีการจัดซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็นหรือไม่ เป็นต้น เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ แต่ควรใช้จิตสำนึกของผู้นำเหล่าทัพและรัฐบาลตัดลดงบประมาณ
แนะสร้างเชื่อมั่นวัคซีน
สำหรับความเชื่อมั่นของประชาชนในการฉีดวัคซีน จากข้อมูลการจองคิวฉีดวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุที่มี จำนวน 11.7 ล้านคน และผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง 4.3 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 16 ล้านโดสนั้น ข้อมูลล่าสุดเมื่อ 15 พ.ค. มียอดลงทะเบียนจองวัคซีนทั้งสิ้น 4,923,029 คน คิดเป็น 30.77% ปัญหาสำคัญคือประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ดีที่สุดคือการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไป ตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาข้อมูลความเสี่ยงและคุณประโยชน์จากการฉีดวัคซีน
พรรคขอเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการ 1.เตรียมการดูแลผู้มีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงอย่างไรบ้าง และควรปรับวงเงินเยียวยาเริ่มต้นให้เพิ่มขึ้นจากเดิม หากเสียชีวิตวงเงินอยู่ที่ 4 แสนบาท ควรปรับเป็น 5 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย หากทุพพลภาพ เดิม 2.4 แสนบาท เป็น 2 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นการเยียวยาเบื้องต้นไม่ใช่การชดใช้ความเสียหาย จ่ายได้โดยทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอการสอบสวนหาสาเหตุ 2.ปัจจุบันมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจึงควรสรุปข้อมูลและชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าผู้ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม มีภูมิคุ้มกันขึ้นคิดเป็นร้อยละเท่าใด กรณีพบประสิทธิภาพป้องกันไม่อยู่ในระดับที่สูงมากเพียงพอ รัฐบาลควรมีความชัดเจนในการจัดซื้อวัคซีนยี่ห้ออื่น
จี้รบ.เพิ่มงบเรือนจำแก้โควิด
จากข้อมูล 12 พ.ค. ยอดผู้ต้องขังทั้งหมดในทัณฑสถานหญิงกลาง 2,444 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงถึง 1,039 คน คิดเป็น 42.51% นอกจากนั้นที่เรือนจำพิเศษพิเศษกรุงเทพ มหานคร จากผู้ต้องขังทั้งหมด 3,045 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 1,979 คน คิดเป็น 64.99% และจากการติดตามรายงานประจำวันยังพบ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเรือนจำเป็นจำนวนมากอยู่ทุกวัน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปควบคุมสถานการณ์การระบาดภายในเรือนจำ เขตลาดยาว อย่างเร่งด่วน โดยแยกผู้ต้องขังที่ยังไม่ติดเชื้อมาอยู่ในพื้นที่ที่ความหนาแน่นน้อยกว่า และเร่งจัดสรรพื้นที่ พร้อมจัดหาเครื่องมือแพทย์ และยาให้เพียงพอ
การแพร่ระบาดโควิดในเรือนจำครั้งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์และรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลควรจัดสรรงบให้กับกรมราชทัณฑ์เพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเรือนจำอื่นๆ เพราะจากงบประมาณปี 2564 พบว่ามีที่ใช้ในการป้องกัน โควิด-19 สำหรับเรือนจำ 142 แห่งทั่วประเทศ เพียง 7.5 แสนเท่านั้น เฉลี่ยแล้วได้รับเพียง 5,282 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพออย่างแน่นอน และสิ่งที่ต้องทบทวนคือสิทธิการประกันตัวสำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหา ควรได้รับการพิจารณาใหม่อย่างรอบคอบ เพราะตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลเป็นที่สุดย่อมต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การปล่อยให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเหล่านี้ผจญกับโควิด-19 ในเรือนจำเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่สมควรอย่างยิ่ง
ตู่ไม่อนุญาตสภาถอดหน้ากาก
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษก ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เผยว่า จากกรณีที่ประชุม 4 ฝ่าย เตรียมความพร้อมการประชุมสภา หลังมีพ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยสามัญวันที่ 22 พ.ค.นี้ โดยจะขออนุญาตในคำสั่งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกนอกเคหสถานในสถานการณ์โควิด-19 นั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผอ.ศบค.พิจารณาแล้ว ไม่อนุมัติคำขอดังกล่าว โดยเห็นว่าอยู่ในช่วงของการระบาดขั้นรุนแรง เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคโดยง่าย
กรณีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่าไม่ได้มีการอนุมัติในหลักการในเรื่องนี้ และทุกคนไม่มีอภิสิทธิ์ที่จะได้รับยกเว้นจากการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค นายกฯ ย้ำว่า ไม่มีการอนุมัติหลักการเพื่อผ่อนผัน คนไทยทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการที่เข้มงวด ไม่มีเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม นายกฯ เห็นว่า ในการประชุมสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภา มีอำนาจพิจารณาให้ผู้อภิปรายถอดหน้ากากเป็นรายๆ ได้ อยู่ในอำนาจของประธานสภา
ผ่อนผันได้ขณะลุกอภิปราย
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การสวมหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ยังเป็นมาตรการที่ต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวดตามมาตรการของ ศบค.ที่ออกไปแล้ว และยังมีผลต่อไป รวมถึงการประชุมสภาต่างๆ เนื่องจากเป็นการรวมตัวของคนจำนวนมาก
ข้อปฏิบัติกรณีกลุ่มบุคคลที่จําเป็นต้องเข้าประชุมในสถานที่หนึ่งที่ใดเป็นเวลานานและต่อเนื่องหลายชั่วโมง การสวมหน้ากากฯตลอดเวลาอาจไม่สะดวกหรือเป็นอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ หากผู้จัดประชุมกําหนดมาตรการตรวจคัดกรอง และดําเนินการตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกําหนดอย่างรอบคอบ รัดกุมและเข้มงวดเพียงพอแล้ว การสวมหน้ากากฯตลอดเวลาการประชุม อาจพิจารณาผ่อนผันได้เฉพาะช่วงเวลาของการอภิปราย หรือแสดงความเห็นในที่ประชุมได้ตามความเหมาะสมแห่งสภาพการณ์และความสมควรแก่เหตุ
โต้ตู่ถกลับมินอ่องไหล่
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวกรณี Nikkei Asia สำนักข่าวชื่อดังของญี่ปุ่น เสนอข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ติดต่อกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ผู้นำเมียนมา ผ่านช่องทางการติดต่อประตูหลัง (Back door diplomacy) สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องพบปะกันว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว พบว่าข้อมูลที่สื่อนำเสนอคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง สร้างความสับสนและกังวลว่าเรื่องจะบานปลายกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในหลายมิติ ขอยืนยันว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์ในเมียนมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยติดต่อกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ตามช่องทางตามที่สำนักข่าวดังกล่าวเสนอ และไม่มีบุคคลระดับสูงที่ใกล้ชิดนายกฯนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปบอกสำนักข่าวต่างชาติแน่นอน
นายกฯไม่มีความจำเป็นต้องติดต่อทางลับตามที่สำนักข่าวญี่ปุ่นเสนอ ซึ่งอ้างอิงบุคคลแหล่งข่าว ไม่เปิดเผยหรือระบุตัวตนให้ชัดเจน การนำเสนอเรื่องที่ละเอียดอ่อนควรระมัดระวังและรับผิดชอบให้มากกว่านี้ เพราะอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าแหล่งข่าวที่อ้างอิงเป็นอดีตข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศ เป็นคนของกลุ่มอำนาจเก่า มีจุดยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อยู่แล้ว แต่กลับอ้างว่าเป็นแหล่งข่าวระดับสูงในสำนักนายกฯ ซึ่งไม่เป็นความจริง การปล่อยข่าวและการเสนอข่าวเช่นนี้มีวัตถุประสงค์ใด เป็นความพยายามดิสเครดิตรัฐบาลไทย และพล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่