‘หน่อย’อัดรัฐบาล
งุบงิบกู้7แสนล้าน

ปชป.ไม่หวั่น เพื่อไทยประกาศ คว่ำร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 65 มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาล ผนึกมือโหวตผ่านสภาฉลุย ‘วิรัช’ เผยวิป 4 ฝ่ายนัดถกด่วน 24 พ.ค. หารือประกาศ ศบค.ห้ามประชุมกรรมาธิการทุกคณะ กมธ.ปราบโกง ไม่สน ลั่นเดินหน้าถกคดี ‘ธรรมนัส’ 1-2 มิ.ย.นี้ ถามมีสิทธิ์อะไรมาห้าม ส.ส. ฉีดวัคซีนครบทุกคนแล้ว ‘หญิงหน่อย’ จวกรัฐบาลงุบงิบกู้เพิ่ม 7 แสนล้าน จี้แจง 3 ข้อ ให้ประชาชนมั่นใจว่าโปร่งใสและคุ้มค่า

ปชป.มั่นใจพ.ร.บ.งบ 65 ฉลุย

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่วัดอินทรวิหาร ถ.วิสุทธิกษัตริย์ เขตพระนคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.)ประกาศไม่รับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.ว่า ตนยังคิดว่าร่างพ.ร.บ. งบประมาณ น่าจะผ่านไปได้ ส่วนที่ฝ่ายค้านจะรับร่างหรือไม่รับ อยู่ที่ฝ่ายค้านจะพิจารณา ที่ผ่านมามีทั้งฝ่ายค้านรับร่าง งดออกเสียง และไม่รับร่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ฉะนั้น รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชี้แจงทำความเข้าใจก่อนลงมติ

“ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ผ่านที่ประชุมครม.มาแล้ว ในหลักทั่วไปพรรคร่วมรัฐบาลจึงมีหน้าที่ให้การสนับสนุน และสมมติว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งเป็นร่างของรัฐบาลเกิดไม่ผ่านที่ประชุมสภา โดยหลักสากลประชา ธิปไตยรัฐสภาทั่วไป รัฐบาลต้องลาออก หรือยุบสภา จึงไม่ใช่แค่จะลงมติอะไรก็ได้ แต่จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระบอบรัฐสภาด้วย” นายจุรินทร์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การจัดงบครั้งนี้ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา โควิด-19 นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านต้องท้วงติง รัฐบาลมีหน้าที่รับฟัง อะไรมีเหตุผลก็นำไปปรับปรุงแก้ไข อะไรที่คิดว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ต้องยืนในจุดที่รัฐบาลยืนอยู่ โดยอธิบายให้เข้าใจ และพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล รัฐมนตรี 7 คนก็นั่งอยู่ในที่ประชุมครม. ซึ่งให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ฉบับนี้ออกมา ที่ประชุมส.ส.พรรค ก็ต้องสนับสนุน ซึ่งนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธานส.ส.พรรค จะนัดประชุม ส.ส. พรรคในช่วงบ่ายวันที่ 26 พ.ค.

เพื่อไทยพร้อมชำแหละในสภา

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงการ เตรียมความพร้อมการ อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ว่า พรรคเพื่อไทยได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 จะถูกเสนอเข้าสู่สภาแล้ว

ขณะนี้อยู่ในช่วงแบ่งเนื้อหาสำหรับการอภิปราย ซึ่งมีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายแล้วประมาณ 50 คน โดยการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ครั้งนี้ จะวิจารณ์การใช้เงินของรัฐบาลและแจกแจงออกมาให้ประชาชนได้เห็นถึงกระบวนการใช้เงินของรัฐบาลอย่างละเอียด

วิป 4 ฝ่ายถกด่วนรับคำสั่งศบค.

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่ห้ามการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ วิสามัญ และอนุกมธ.ชุดต่างๆ ว่า ยอมรับว่า ขณะนี้เปิดสภาแล้ว ท่ามกลางการติดเชื้อโควิด-19 ที่สูงขึ้นในกทม. เราก็มีความเป็นห่วง อีกทั้งในสภา ยังมีกฎหมายสำคัญรอการพิจารณา โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ดังนั้น ในวันที่ 24 พ.ค. จะมีการประชุมด่วนวิป 4 ฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน วุฒิสภา และตัวแทนครม. เพื่อหารือถึง ประกาศศบค.ดังกล่าว รวมถึงกฎของกทม. ด้วยว่า จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ด้านนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพง เพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในส่วนของการประชุมกมธ.ทั้ง 35 คณะ ซึ่งแต่ละคณะจะมีทั้ง ส.ส. ข้าราชการ ผู้มาชี้แจงประมาณ 30 คน จึงไม่แน่ใจว่า จะกลายเป็นที่รวมของผู้ที่จะแพร่กระจายเชื้อหรือไม่ จึงอยากให้สภาทบทวนเรื่องวาระการประชุมต่างๆ เพราะโควิด-19 รอบนี้ มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 15% หากมารวมศูนย์กันในกทม. โรงพยาบาลสนามจะเพียงพอหรือไม่

“เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณ ถือว่าสำคัญ แต่สามารถชะลอออกไปได้ก่อนถ้ามีเหตุสมควร ในฐานะประธานกมธ.กิจการสภา เรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการสภา ฉีดวัคซีนให้เจ้าหน้าที่ คนขับรถ และส.ส.ให้ครบคนละ 2 เข็มก่อน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ส่วนกรณีที่มีกมธ.ชุดหนึ่งที่ยังจะนัดประชุมนั้น ต้องขอขอบคุณ กมธ.หลายชุดที่ให้ความร่วมมือ แต่กมธ.ชุดนี้ ประชุมตั้งแต่โควิดรอบแรก ซึ่งต้องมีการหารือด่วนในกมธ.กิจการสภา ด้วย เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ ผมไม่อยากให้สภากลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อครั้งใหญ่” นายอนันต์ กล่าว

กมธ.ปราบโกงลุยถกคดี‘ธรรมนัส’

นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คำสั่งศบค.ที่ห้ามจัดการประชุมกมธ. ทุกคณะ กระทบการประชุม กมธ. เพื่อตรวจสอบในคดีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเราต้องประชุมกันทุกสัปดาห์เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบพิจารณา กลายเป็นว่าอำนาจบริหารมาปิดปากอำนาจนิติบัญญัติไม่ให้ตรวจสอบตัวเองแบบนี้ มันผิดหลักประชา ธิปไตย ประเทศเราเป็นเผด็จการ 100% แล้วหรือไม่ที่ฝ่ายบริหารมีอำนาจเด็ดขาด

ยืนยันว่า ส.ส. ส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนครบหมดแล้ว จึงมองว่าสามารถจัดการประชุม กมธ. ได้ปกติ และประชุมแต่ละครั้งมีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมไม่เกิน 20 คน ซึ่งที่ผ่านมาเวลามีการประชุมดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และไม่มีใครติดเชื้อโควิด-19 เลย เบื้องต้นยังไม่ได้หารือกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธาน กมธ. ในประเด็นดังกล่าว ขอย้ำว่าในวันที่ 1-2 มิ.ย.นี้ ยังคงมีการนัดประชุมกันอยู่

“ไม่สมเหตุสมผล ใช้ตรรกะอะไรมาคิด ใช้หลักอำนาจอะไร ต้องใช้สมองและสติปัญญาให้มาก ไม่ใช่ว่าจะออกอะไรก็ได้ หรือใช้อำนาจอะไรก็ได้ กรณีนี้ลักลั่นแน่นอน เพราะที่ประชุมสภาใหญ่ยังประชุมได้ตั้ง 500 คน แต่ทำไมแค่ 20 คนถึงประชุมไม่ได้ และยังเป็นการก้าวล่วงอำนาจ เพื่อไม่ให้ตรวจสอบตัวเอง เป็นการท้าทายกันหรือใช้อำนาจเกินไปหรือเปล่า” นายธีรัจชัย กล่าว

‘เจ๊หน่อย’จี้รัฐแจง3ข้อใช้เงินกู้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตามที่ครม.มีมติเห็นชอบ ให้อำนาจกระทรวงการคลังออกพระราชกำหนดกู้เงินจำนวนไม่เกิน 700,000 ล้านบาท เพื่อใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของ โควิด-19 พรรคไทยสร้างไทยมีความกังวลต่อการกู้เงินจำนวนดังกล่าวของรัฐบาลดังนี้

1.เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2563 ครม.มีมติ เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2565-2568) โดยการประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิและงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2565-2568 โดยรัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณจำนวน 700,000 , 710,000 ,690,500 และ 669,500 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.0 ,3.9, 3.6 ,และ 3.4 ต่อจีดีพี และจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสำหรับปีงบประมาณ 2565-2568 เท่ากับ 57.6 ,58.6 , 59 และ 58.7 ตามลำดับ

ตามข้อมูลดังกล่าว กระทรวงการคลังได้ประมาณการสถานะการคลังระยะปานกลางของปีงบประมาณ 2564 มีหนี้สาธารณะคงค้าง 9,081,326 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของจีดีพีที่ประมาณไว้ที่ 16,550,200 ล้านบาท แต่จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณ 2565 (หน้า 60) สำนักงบประมาณได้สรุปผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของปีงบประมาณ 2564 เท่ากับ 16,409,700 ล้านบาท

หากถือตามข้อมูลของสำนักงบประมาณล่าสุดนั้น จะทำให้หนี้สาธารณะคงค้างเท่ากับประมาณร้อยละ 58 ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถก่อหนี้ได้อีกไม่เกินร้อยละ 2 หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท ดังนั้น การกู้เงินอีก 700,000 ล้านบาท จึงเกิดข้อกังวลว่าการกู้ครั้งนี้ ย่อมทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงเกินกว่าร้อยละ 60 อันเป็นกรอบความยั่งยืนทางการเงินการคลังที่ยึดถือกันมาโดยตลอด

ไม่เชื่อมั่นช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

2.ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ใช้เงินกู้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยออกพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ดังจะเห็นได้จากเกิดการแพร่ระบาดจนถึงขณะนี้รวมแล้วถึงสามรอบ แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ประชาชนยังมีความสับสนทั้งด้านคุณภาพของวัคซีน ความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีน และวัคซีนที่ได้รับไปนั้นสามารถป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ

รวมทั้งยังมีความสับสนด้านการเข้าถึงซึ่งวัคซีนที่เกิดความขัดแย้งระหว่างภาครัฐด้วยกันเอง จึงจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจเต็มตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว จะต้องสร้างความเข้าใจอันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ในความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชนเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ที่จะออกมาประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอันเป็นหัวใจของการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป

3.วัตถุประสงค์อันเป็นเป้าหมายของการกู้เงินทั้งสองครั้งรวม 1.7 ล้านล้านบาท หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาคือการทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยในชีวิต และเชื่อมั่นในแผนการใช้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอันจะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ที่จะออกมาประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อัดงุบงิบ-ไม่โปร่งใส

ทั้งหมดนี้ คือความกังวล ต่อการกู้เงิน 700,000 ล้านบาท ที่นอกจากจะดำเนินการโดยไม่เปิดเผยโปร่งใสแล้ว ยังจะสร้างความไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงเกินร้อยละ 60 เกินเสถียรภาพและกรอบความยั่งยืนทางการเงินการคลัง ขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศทางด้านการคลังลดลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นอันเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“พรรคไทยสร้างไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงข้อกังวลตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่า เงินกู้ซึ่งจะเป็นภาระของประชาชน ที่จะต้องเป็นผู้ใช้หนี้เงินกู้ของรัฐบาล จะถูกใช้อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ต่อการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

พธม.จี้สอบรถไฟรางคู่ 5 สัญญา

ที่รัฐสภา นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) แถลงข่าวถึงการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างโครงการรถไฟรางคู่ 5 สัญญา ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ที่มีการประมูลไปเมื่อวันที่ 18 พ.ค. คือ 1.สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว 2.สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 ช่วงงาว-เชียงราย และ 3.สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย-เชียงของ ในส่วนสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด- มุกดาหาร-นครพนม สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่-หนองพอกและสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม สัญญาที่ 2 ช่วงหนองพอก-สะพานมิตรภาพ จะมีการประมูลในวันที่ 25 พ.ค. รวมเป็นจำนวนเงิน 128,3276,800,000 บาท

จากการกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ของโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงของ พบว่า มีแค่ 5 บริษัทที่สามารถนำผลงานเข้าเสนอราคาได้ คือ 1.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรักชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท อินยิเนียริ่ง (1964) จำกัด

ในการซื้อซองประมูลมีทั้งหมด 16-18 บริษัท แต่เมื่อถึงวันยื่นประมูลจะเหลือเพียงแค่ 2 บริษัทเท่านั้น และราคาประมูลในแต่ละสัญญาก็มีราคาใกล้เคียงกับราคากลาง เช่น โครงการเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ราคากลางกำหนดไว้ 26,599,160,000 บาท ปรากฏว่า ผู้ที่ยื่นราคาต่ำสุดอยู่ที่ 26,568,000,000 บาท โดยมีส่วนต่างแค่ 31,160,000 บาท คิดเป็น 0.12% เป็นต้น ซึ่งบริษัทที่ยื่นซองแต่ละสัญญาเป็น 2 บริษัทใน 5 บริษัทที่ได้กล่าวไป แม้การประมูลครั้งนี้จะมีการซื้อซองถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการประมูลที่ไร้เทียมทาน หากมีการฮั้วลงทุนจริง ภาษีของประชาชนสูญเสียไปหลายพันล้านบาท

คาดส่อฮั้วประมูล

นพ.ระวีกล่าวว่า ขอเรียกร้องรัฐบาล ดังนี้ 1.ขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมเข้าตรวจสอบโครงการนี้โดยเร่งด่วนว่า ทีโออาร์ล็อกสเป๊กให้เหลือ 5 บริษัทจริงหรือไม่และมีการฮั้วประมูลจริงหรือไม่ 2.ระหว่างรอการสอบสวน ขอให้พล.อ.ประยุทธ์หรือนายศักดิ์สยามชะลอการเซ็นสัญญา 3 สัญญาแรกและเลื่อนอีก 2 สัญญาที่กำลังจะมีการประมูล ออกไปก่อน จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น 3.หากสอบสวนเสร็จแล้ว ขอให้กระทรวงคมนาคมแก้ไขทีโออาร์ใหม่ เปิดให้มีเสรีมากขึ้น มีการแข่งขันมากขึ้นและเปิดประมูลใหม่ 4.ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ สอบสวนหาตัว ผู้กระทำความผิด หากปรากฏว่าทีโออาร์มีการล็อกสเป๊กจริง การประมูลมีการฮั้วกันจริง

หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามที่เสนอ พรรคพลังธรรมใหม่จะดำเนินการต่อไป ทั้งในสภาและนอกสภา เช่นในสภา พรรคอาจจะมีการยื่นกระทู้สดถามนายศักดิ์สยาม หรือส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนนอกสภาจะส่งเรื่องเข้าสู่องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน