เล็งคิวถกหลังพรบ.งบ65
พท.อัดรัฐก่อวิกฤต4เด้ง
ปปช.ชี้มูลคดีโกงฝายแม้ว
อนงค์วรรณรอด-ฟันขรก.
‘วิษณุ’ ยอมรับ ถ้าพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านของรัฐบาลถูกคว่ำ ก็ต้อง ยุบสภา ส่งสัญญาณถึงประธานสภา บรรจุวาระพิจารณา 4 มิ.ย. ต่อคิว ร่างพ.ร.บ.งบฯปี 65 สภาผ่านฉลุย 2 พ.ร.ก. ปรับลดดอกเบี้ย-ซอฟต์โลน สู้ภัยโควิด เพื่อไทยอัดรัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำประเทศเจอวิกฤต 4 เด้ง เชื่อหนีไม่พ้นวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ ป.ป.ช. ปิดคดีทุจริตฝายแม้ว ‘อนงค์วรรณ เทพสุทิน’ อดีตรมว.ทรัพยากรฯ รอด แต่ชี้มูลความผิดข้าราชการหลายราย
‘วิษณุ’ชี้คว่ำพ.ร.ก.กู้เงิน-ยุบสภา
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทว่า คาดว่าจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎร บรรจุเข้าวาระประชุมในช่วง 27-28 พ.ค. โดยพิจารณาต่อจากร่างพ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ส่วนจะพิจารณาวันไหนก็แล้วแต่นายชวน หลีกภัย ประธานสภา
ความจริงพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท มีความสำคัญ ก่อนร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ด้วยซ้ำไป เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่า เสนอในโอกาสแรก แต่เผอิญร่างพ.ร.บ.งบประมาณ มีวาระพิจารณาวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. ตอนนี้เสียเวลาไปแล้ว 15 วัน ดังนั้น เมื่อพิจารณาเสร็จจะพิจารณาพ.ร.ก.เงินกู้เลย ซึ่งไม่ได้ล่าช้า หากสะดวกและพร้อมก็พิจารณาต่อในวันที่ 4 มิ.ย.ได้เลย แต่ถ้าไม่พร้อมก็แล้วแต่
ผู้สื่อข่าวถามว่าการผ่านหรือไม่ผ่านพ.ร.ก. กู้เงิน มีผลกับรัฐบาลหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าผ่านก็มีผล ถ้าไม่ผ่านก็ไม่มีผล ซึ่งพ.ร.ก. ที่ผ่านไปก็มีผลบังคับใช้แล้ว เพียงแต่หากสภาไม่อนุมัติหรือไม่เห็นชอบ แปลว่าต้องหยุด ต่อข้อถามว่าหากพ.ร.ก.กู้เงินไม่ผ่าน ต้องยุบสภา หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ใช่ ถูก โดยธรรมเนียม” เมื่อถามว่าเบื้องต้นจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ เพราะดูเหมือนเสียงส.ส.รัฐบาล ยังเหนียวแน่นอยู่ นายวิษณุกล่าวว่า ไปถามฝ่ายค้านด้วยแล้วกัน
‘ชวน’รอบรรจุเข้าวาระประชุม
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ นัดแรกว่า หากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ส่งพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทถึงสภาเมื่อใด ตามกฎหมายจะบรรจุทันที ดังนั้น ช่วงวันที่ 27-28 พ.ค.จึงพิจารณา 2 พ.ร.ก.ก่อนคือ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 และพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบ่งเวลาฝ่ายละ 9 ชั่วโมง ส่วนร่างพ.ร.บ.งบประมาณปีง 2565 พิจารณาวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. แบ่งอภิปรายฝ่ายละ 22 ชั่วโมง
เมื่อถามว่าจะมีมาตรการป้องกันโควิด-19 เพิ่มเติมอะไรหรือไม่ ในการประชุมที่มีระยะเวลายาวนาน นายชวน กล่าวว่า ในการประชุมจะให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ส่วนสมาชิกคนใดต้องใช้เวลาอภิปรายนานแล้วทำให้อึดอัด ในการสวมหน้ากาก ก็ได้จัดเตรียมพื้นที่เฉพาะอภิปราย และอนุญาตให้ถอดหน้ากากอภิปรายได้ เพื่อความสะดวกและปลอดภัย แต่วันที่ 27 พ.ค.ขอให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากประเด็นยังไม่มีการอภิปรายที่ต้องใช้เวลานาน ขอร้องผู้ที่ไม่ได้อภิปราย อย่าเข้าไปนั่ง ใกล้ผู้อภิปราย ให้นั่งในที่ที่กำหนดให้
พท.ติงทำงบ 65 มีนัยยะ
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงผลประชุมส.ส.พรรคเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่ง โดยพรรคได้เวลาอภิปราย 138 นาที และมีส.ส.แจ้งความประสงค์อภิปรายหลายคน จะมี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นำทีม ส.ส.รวม 13 คน โดยอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศ
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า หลายฝ่าย ท้วงติงเรื่องการจัดทำงบปี 2565 ว่าไม่เหมาะสม ไม่เข้ากับสถานการณ์ แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังคงจัดงบแบบเดิมๆ ดื้อดึง ไม่ฟังเสียงประชาชน เพราะเชื่อมั่นว่าสามารถคุมเสียง ส.ส.และส.ว. ให้เห็นตามที่รัฐบาลเสนอทุกเรื่อง และสนับสนุนรัฐบาลอย่างแน่นอน จึงไม่สนใจว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไร
การจัดงบเช่นนี้มีนัยยะซ่อนเร้น หวังแอบไปใช้พ.ร.ก.กู้เงินมากกว่า เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ เพราะการออกพ.ร.ก. เป็นการใช้กฎหมาย พิเศษ รัฐบาลจะใช้ภาษีประชาชนอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ การอ้างเรื่องฟื้นฟูและเยียวยาเป็นเพียงวาทกรรม แต่การเลี่ยงการตรวจสอบ จากตัวแทนประชาชน คือเท่ากับไม่ให้เกียรติประชาชน
อัดรบ.ทำไทยเจอ 4 วิกฤต
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีการจัดงานเสวนาออนไลน์เรื่อง การบริหารวิกฤตโควิด-19 และสภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทย นำโดยนางนลินี ทวีสิน ประธานคณะทำงานต่างประเทศ
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้เกิดปรากฏการณ์ วิกฤต 2 ต่อ คือวิกฤตโควิด-19 และต่อด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ หลายประเทศผ่านไปได้เมื่อรัฐสามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา แต่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตต่อที่ 3 คือวิกฤตรัฐบาลบริหารผิดพลาด เพราะไม่สามารถวางแผนควบคุมโรค และกระจายวัคซีนเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้จะนำสู่วิกฤตต่อที่ 4 คือวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ เพราะประชาชนหมดความไว้วางใจ และหมดความเชื่อมั่นในรัฐบาลจากความล้มเหลวซ้ำซาก
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน จีดีพี มีอัตราการเติบโตที่ช้ากว่าหนี้สาธารณะ จุดอ่อน ของการคลังคือหนี้สาธารณะที่สูงจนเกือบชนเพดาน ฐานะการคลังอ่อนแอจนเสี่ยงเข้าสู่วงจรอุบาทว์ หากรัฐยังไม่สามารถควบคุมโรคระบาดได้ เศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อย 4 ปี พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐบาล คิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิมๆ เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างได้ผลทั่วถึง โดยเฉพาะการมีนโยบายการเงินการคลังที่เกื้อหนุนกัน กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การแก้ไขกฎระเบียบ และการแสวงหาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน และภาครัฐ-ประชาชน
กมธ.กิจการสภาป้อง‘อนุชา’
นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากมีกระแสข่าวว่า มีผู้ติดตามของรัฐมนตรีใช้อำนาจกับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อฉีดวัคซีน ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 22-23 พ.ค.นั้น จากการเรียกตรวจสอบทางสำนักงานเลขาธิการสภา ให้ข้อมูลยืนยันว่าในวันดังกล่าวไม่มีบุคคลในทีมงานของนักการเมืองคนใด หรือคนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เข้ามาในพื้นที่ฉีดวัคซีน อีกทั้งผู้ติดตามของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วก่อนจะเป็นข่าวดังกล่าว กระแสข่าวที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นความจริง ซึ่งตนอยากให้ความเป็นธรรมแก่ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายฯ
“ผมได้ยินข่าวเรื่องนี้ก็ไม่สบายใจ ได้สอบถาม โดยตรงกับนายอนุชาและคนที่เกี่ยวข้องแล้ว ยืนยันว่าไม่มีทีมงานของท่านเข้ามาในอาคารรัฐสภา และทีมงานทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายอนุชา ยืนยันว่าไม่ติดใจในเรื่องดังกล่าว เชื่อว่าอาจเป็นความเข้าใจผิดเท่านั้น แต่ผมจะประชุม กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อเคลียร์ทุกปัญหาที่ค้างในสภา
สภาถกพ.ร.ก.ลดดอกเบี้ย
เมื่อเวลา 09.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธาน สภา เป็นประธานการประชุม พิจารณา พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ที่ ครม.มีมติเห็นชอบและ มีผลบังคับไปแล้ว มีสาระสำคัญ อาทิ การปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ได้แก่ อัตรา ดอกเบี้ยที่มิได้กำหนดโดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง อัตราดอกเบี้ยผิดนัด โดยปรับจากอัตราคงที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 3 ต่อปี และร้อยละ 5 ต่อปีตามลำดับ
นายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ชี้แจงว่า อัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานกว่า 95 ปี โดยมิได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ และสภาพเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันที่มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 0.5 ต่อปีมาก จึงทำให้ลูกหนี้เดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ย ที่กำหนดไว้สูงเกินสมควร ส่งผลให้เกิดการประวิงเวลาฟ้องร้องดำเนินคดีของเจ้าหนี้เพื่อหาประโยชน์จากความไม่เหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย และต้องปรับให้สอดคล้อง กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่เช่นนั้นลูกหนี้จะมีหนี้สินล้นพ้นตัว กระทบเศรษฐกิจโดยรวม
ส.ส.รุมฉะ-ก่อนโหวตผ่าน
จากนั้นเปิดให้ ส.ส.อภิปราย โดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายเรียกร้องให้ประธานสภา ส่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความว่า การให้อำนาจกระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ว่าจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น โดยไม่ผ่านกระทรวงนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 หรือไม่ เท่ากับเขียนเช็คเปล่าให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการ ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ มีแต่โทษกับโทษ กระบวนการออกกฎหมายของรัฐบาลชุดนี้ใช้วิธีปิดปากสภา ไม่สามารถแก้ไขได้ในสภาเลย
ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนสนับสนุน แต่ไม่สะเด็ดน้ำ คนที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้มีน้อยมาก และแก้ปัญหาสินเชื่อในระบบได้เพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงขอเสนอให้ออก พ.ร.ก.อีกฉบับหนึ่ง โดยให้ครอบคลุม หรือจะให้มีเวลาภายใน 3 ปีให้ลงมา เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์ ตนก็จะให้การสนับสนุน
นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้เอื้อให้กับนายแบงก์ แต่เอื้อให้นายทุนผู้เป็นลูกหนี้ของแบงก์ ดังนั้น ถ้าจะออก พ.ร.ก. อีกฉบับให้ชัดเจนก็น่าจะเป็นประโยชน์กว่า
เวลา 12.55 น. หลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง นายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ รมว.คลัง รับปากจะนำข้อเสนอของสมาชิกไปพิจารณาต่อไป จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ด้วยคะแนน 403 ไม่เห็นชอบ 1 งดออกเสียง 2
แจงพ.ร.ก.ซอฟต์โลน 3.5 แสนล.
จากนั้นเวลา 13.10 น. ที่ประชุมสภา พิจารณาพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2564 (พ.ร.ก.ซอฟต์โลน) โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการตราพ.ร.ก.ดังกล่าว ว่า โดยที่การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตการเงินของประเทศปรับสูงขึ้นมาก
ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะให้การช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูกิจการนาน จึงต้องมีมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก และลดภาระหนี้ มาตรการต่างๆ ต้องทำโดยเร่งด่วนเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.ก.ฉบับนี้
พ.ร.ก.ฉบับนี้ ประกอบด้วย 2 มาตรการ คือ 1.มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท และ2.มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนในภายหลัง (มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้) วงเงิน 1 แสนล้านบาท
แค่จัดการสภาพคล่อง-ลงมติฉลุย
ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็นตัวแทนชี้แจงว่า พ.ร.ก.ซอฟต์โลนฉบับนี้ออกเพื่อเติมเต็มความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพราะก่อนหน้านี้แม้จะออกพ.ร.ก.มาก่อนแล้ว แต่เป็นการออกจากการประเมินสถานการณ์โควิดรอบแรก นอกจากนี้ กลไกของมาตรการช่วยเหลือจากพ.ร.ก.ครั้งนี้ ถูกออกแบบให้ช่วยเหลือธุรกิจได้จริง และยืดหยุ่นช่วยเหลือธุรกิจได้ทุกรูปแบบ ยืนยันว่าวงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท จากพ.ร.ก. ฉบับนี้ ไม่ได้เป็นการกู้เงินของรัฐบาล และไม่ได้เป็นหนี้สาธารณะ แต่เป็นพ.ร.ก.ที่ให้อำนาจ ธปท.เป็นการชั่วคราวให้สามารถบริหาร จัดการสภาพคล่องในระบบการเงิน และระบบ เศรษฐกิจ ให้สามารถกระจายเงินไปยังผู้ที่ต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น และเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ธปท.จะได้รับสภาพคล่อง เหล่านั้นกลับคืนมา
ส่วนที่รัฐบาลจะต้องรับภาระมีเพียงดอกเบี้ย 6 เดือนแรก และความเสียหายที่ร่วมรับภาระกับสถาบันการเงินที่ผ่านกลไก บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เท่านั้น ในกรณีที่ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย โดยตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ได้มากที่สุดโดยไม่สร้างภาระการคลังให้รัฐบาลมากจนเกินควร
ต่อมานายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ในฐานะประธานที่ประชุม ได้ให้สมาชิกลงมติ ซึ่งสมาชิกมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.ก.ซอฟต์โลน 331 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 และงดออกเสียง 58 จากนั้น นายศุภชัย สั่งปิดการประชุมในเวลา 19.35 น.
ปปช.ปิดคดีฝายแม้ว-‘เจ๊เป้า’รอด
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เป็นประธาน ได้พิจารณาข้อกล่าวหานางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กับพวก ทุจริตโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อลดผลกระทบจากภาวะวิกฤตโลกร้อน วงเงินงบปี 2551 จำนวน 770 ล้านบาท กรณีการก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน และการเพาะชำ/ปลูกหญ้าแฝก (ฝายแม้ว) 770 ล้านบาท โดยมีมติชี้มูลความผิด เจ้าหน้าที่หลายราย เป็นระดับผอ.สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ลงมา ทั้งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส
ขณะที่นางอนงค์วรรณ หรือเจ๊เป้า ซึ่งถูกกล่าวหาว่า กำกับดูแลการดำเนินการโครงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีคุณภาพ มีการแบ่งสรรปันส่วนงบให้แต่ละฝายไม่เท่ากัน รวมถึงมีการหักหัวคิวนั้น ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานน้อย และพยานหลักฐานไม่มั่นคง จึงไม่สามารถเอาผิดได้ จึงมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง
สำหรับโครงการดังกล่าว เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2551 ต่อมามีการร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. และป.ป.ช.ได้พิจารณาเอกสารหลักฐานและสำนวนการสอบสวนคดีนี้ที่มีอยู่กว่าแสนแผ่น อีกทั้งสอบปากคำเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอุทยานที่เกี่ยวข้องกว่า 500 ปาก โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 400 ปาก แจ้งความประสงค์ระหว่างให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช.ขอให้กันเป็นพยาน กระทั่งอนุกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนและเสนอต่อที่ประชุมป.ป.ช.ในวันที่ 27 พ.ค. คดีดังกล่าวใช้เวลาใช้เวลายาวนานถึง 13 ปี ถือเป็นคดีมหากาพย์อีกคดีหนึ่งของ ป.ป.ช.

จี้ผบ.ทบ. – กลุ่มไทยไม่ทน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ขอให้ลาออกจาก ส.ว.โดยตำแหน่ง หยุดรับใช้ระบอบประยุทธ์ ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 27 พ.ค.