บช.น.สอบ‘อุเทนถวาย’
จ่อหมายจับ-หลักฐานมัด
รองผบช.น.บุกสอบอุเทนถวาย จ่อหมายจับ 12 รุ่นพี่ รุมทำร้าย‘น้องปลื้ม’ น.ศ.วิศวะโยธา เสียชีวิต ในกิจกรรมรับน้อง มั่นใจหลักฐานมัดแน่น ทั้งรถยนต์ที่รุ่นพี่ใช้ วงจรปิด และคำให้การพยานในที่เกิดเหตุ เผยพฤติกรรม ให้รุ่นน้องนั่ง รุ่นพี่รุมเตะ รองอธิการฯนำคณะผู้บริหารมหา’ลัย รุดเป็นเจ้าภาพงานศพน้องปลื้มที่บ้านหนองกี่ บุรีรัมย์ แจงเรียกรุ่นพี่ทั้ง 12 คนมาสอบแล้ว ทั้งหมดยอมรับลงมือทำร้ายน้องปลื้มจริง ได้เสนอผลสอบให้อธิการบดีพิจารณาแล้ว โทษสูงสุดคือไล่ออก ส่วนแม่น้องปลื้มจี้ตำรวจเร่งคลี่คลายคดี ขอให้รุ่นพี่ขอขมาต่อหน้าศพลูกก่อนเผาวันนี้จะอโหสิกรรมให้ ส่วนเรื่องคดีว่าไปตามกฎหมาย ไม่โทษสถาบัน แยกแยะได้ว่าเป็นพฤติกรรมของนักศึกษาบางคน

ช่วยเหลือ – ผศ.พรชัย อัจฉริยเมธากร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลฯ วิทยาเขตอุเทนถวาย มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวนายวีรพัฒน์ ตามกลาง ถูกน.ศ.รุ่นพี่รุมทำร้ายเสียชีวิต และร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพที่ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.
จากกรณีที่นางมนัสนันท์ ตามกลาง อายุ 57 ปี ชาว ต.หนองกี่ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ มารดาของนายวีรพัฒน์ ตามกลาง หรือน้องปลื้ม อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมโยธา รุ่น 89 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย (มทร.ตะวันออก วข.อุเทนถวาย) ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกชายถูกรุ่นพี่สถาบันเดียวกันรุมทำร้ายด้วยการเวียนเตะหน้าอก เพื่อลงโทษที่ไม่เชื่อฟัง เหตุเกิดที่อาคารเรียนคณะวิศวกรรมโยธา ของมหาวิทยาลัย จนอาการสาหัสถูกหามส่ง ร.พ. นอนรักษาตัวอยู่ 8 วันแล้วเสียชีวิต สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. และทางครอบครัวได้เข้าแจ้งความกับสน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ตามข่าวที่เสนอมานั้น
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นางมนัสนันท์ พร้อมด้วย นายวีรพงษ์ ตามกลาง แม่และพี่ชายของนายวีรพัฒน์ หรือน้องปลื้ม ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน เร่งจับกุมแก๊งรุ่นพี่ทำร้ายน้องปลื้ม มาดำเนินคดีตามกฎหมายก่อนที่จะฌาปนกิจน้องในวันที่ 10 มิ.ย.2564 เพื่อให้น้องนอนตายตาหลับ และความเป็นธรรมของครอบครัว เพราะได้แจ้งความไว้ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.แล้ว และทราบว่ารุ่นพี่ 12 คนได้ยอมรับสารภาพว่าได้ทำร้ายน้องจริง และทางสถาบันก็เสนอชื่อให้อธิการบดีไล่ทั้งหมดออก และหากรุ่นพี่ที่ทำร้ายน้องมีความเป็นลูกผู้ชายและมีจิตสำนึกก็ควรจะมากราบขอขมาศพน้อง ซึ่งทางครอบครัวพร้อมอโหสิกรรมให้ แต่เรื่องคดีก็ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
แม่และพี่ชายยังขอให้เคสของน้องปลื้ม เป็นกรณีสุดท้ายที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของรุ่นพี่ อยากให้หยุดวัฒนธรรมการรับน้องหรือพฤติกรรมการลงโทษที่รุนแรงอย่างไรก็ตามทางครอบครัวก็ไม่ได้ติดใจทางสถาบัน เพราะไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำของนักศึกษาเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันเสียหาย
ก่อนหน้านี้ช่วงค่ำวันที่ 8 มิ.ย. ที่บ้านใน ต.หนองกี่ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ทางผศ.พรชัย อัจฉริยเมธากร รองอธิการบดีมทร.ตะวันออก วข.อุเทนถวาย พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางมาเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมน้องปลื้ม พร้อมเป็นตัวแทนมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวในเบื้องต้น ทั้งนี้ยังได้มีคณาจารย์ เพื่อนๆ และรุ่นพี่สถาบันเดียวกัน รวมถึงศิษย์เก่าก็ได้มาร่วมพิธีสวดอภิธรรมด้วย ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว
ผศ.พรชัยกล่าวว่า ภายหลังทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตั้งกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงจนทราบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกนักศึกษากลุ่มดังกล่าวมาสอบถาม ซึ่งก็มีนักศึกษารุ่นพี่จำนวน 12 คนออกมายอมรับสารภาพว่าได้ทำร้ายน้องปลื้มจริง ส่วนใครจะทำร้ายลักษณะไหนข้อมูลก็อยู่ในสำนวนของตำรวจแล้ว ในส่วนของทางมหาวิทยาลัยก็ได้ดำเนินการตามระเบียบ โดยได้เสนอชื่อนักศึกษาทั้งหมดให้อธิการบดีลงนามลงโทษขั้นสูงสุดคือไล่ออก ตอนนี้รอเพียงอธิการบดีลงนามเท่านั้นก็จะมีผลทันที ส่วนการเยียวยาช่วยเหลือทางมหาวิทยาลัยก็พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกชาย ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทางมหาวิทยาลัย ก็จะร่วมกันหามาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
นางมนัสนันท์กล่าวว่า ขอบคุณทางสถาบันที่ให้ความร่วมมือทั้งเรื่องภาพกล้องวงจรปิดในคืนเกิดเหตุ แม้ไม่เห็นภาพช่วงเกิดเหตุ แต่น่าเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าน้องถูกทำร้ายร่างกายก่อน ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ
ด้านพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว แล้วรายงานผลให้ทราบโดยด่วน โดยพล.ต.ท. ภัคพงศ์ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ต่อมา พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. กล่าวภายหลังนำชุดสืบสวนสอบสวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ ภายในมทร.ตะวันออก วข. อุเทนถวาย เขตปทุมวัน เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีการเสียชีวิตของนาย วีรพัฒน์ หรือ ปลื้ม ที่ถูกรุ่นพี่รุ่น 88 ลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ชุดสืบสวนร่วมกับทางมหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และประชุมหารือกันแล้ว เชื่อว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับผู้ก่อเหตุทั้ง 12 คน ซึ่งหลักฐานประกอบด้วยรถยนต์ที่รุ่นพี่ใช้ กล้องวงจรปิด และสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบสภาพแวดล้อมจากจุดเกิดเหตุ โดยเพียงรอสอบปากคำพยานบางส่วนเพื่อมาประกอบสำนวนการสืบสวน โดยต้องดูว่าใครมีหน้าที่บทบาทอย่างไร ใครเป็นผู้สั่งการ ลงมือกระทำ โดยเบื้องต้นพบว่า รุ่นพี่ปี 3 เรียกรุ่นน้องปี 2 มาประชุมเพื่อจัดกิจกรรมรับน้องปี 1 และได้ลงโทษให้รุ่นน้องนั่งเรียงกัน จากนั้นรุ่นพี่หมุนเวียนใช้เท้าเตะ ซึ่งมีรุ่นพี่ผู้หญิงอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าลงมือกระทำหรือไม่
ส่วนการแจ้งข้อหาจะแบ่งเป็นคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ และหากรุ่นพี่คนใดที่มีพยานหลักฐานว่าเป็นผู้กระทำ ก็จะถูกแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตเพิ่มเติมด้วย
ด้านผศ.พรชัย รองอธิการบดีมทร.ตะวันออก วข.อุเทนถวาย กล่าวว่า ตามประกาศในช่วงสถานการณ์โควิดไม่มีนโยบายให้ทำกิจกรรมรับน้องหรือกิจกรรมใด และให้เรียนออนไลน์เป็นหลัก แต่กลับมีกลุ่มนักศึกษา 30-40 คนได้แอบเข้ามาทำกิจกรรม ซึ่งในวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเห็นเหตุการณ์ โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ว่าปล่อยปละละเลยหรือไม่ รวมถึงนักศึกษานำรถส่วนตัวเข้ามาได้อย่างไร ส่วนกลุ่มนักศึกษาที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย จะสรุปเรื่องก่อนส่งให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยพิจารณาโทษ ซึ่งอาจถึงขั้นไล่ออก คาดว่าจะทราบผลใน 1-2 วันนี้
ขณะที่ นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กรณีนี้อว. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้กำชับให้ตนติดตามและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบข้อมูล รวมถึงดูแลให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว ผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันอว.ได้มีหนังสือถึงอธิการบดีมทร.ตะวันออกฯ ให้ชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอว.ได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเรื่องเกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย และเป็นช่วงสถาการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งไม่ควรมีการนัดประชุมหรือรวมตัว