สว.ถามผิดอะไร
ถึงต้องปิดสวิตช์

‘บิ๊กป้อม’ จับเข่าคุยแกนนำสามมิตร ลุยปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพปชร. วางตัว ‘สุริยะ-สันติ วิรัช-ไพบูลย์’ รองหัวหน้า ‘สมศักดิ์’ ประธานยุทธศาสตร์ ‘นฤมล’ ปึ้กเก้าอี้เหรัญญิก ‘ธรรมนัส’ เสียบเลขาฯ แทน‘อนุชา’ ‘ชวน’ ไฟเขียวอภิปรายแก้ รธน. 2 วัน ขีดเส้นโหวตวาระแรก 24 มิ.ย. เพื่อไทยซัดส.ว.ไม่ให้เกียรติประชาชน ประกาศคว่ำร่างฝ่ายค้านแต่ไก่โห่ ‘สมชาย’ ถามส.ว.ผิดอะไรถึงต้องปิดสวิตช์ ยันฟรีโหวต กมธ.ป.ป.ช.ตามจิก กรณีบ้านพักบิ๊กตู่ คุ้ยปมค่าน้ำ-ค่าไฟ เรียกผู้ว่าการ 2 หน่วยงานมาชี้แจง อ้างไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ในสารบบ พบแค่ชื่อ ‘นราพร’ ภริยานายกฯ

‘บิ๊กป้อม’ร่วมประชุมใหญ่พปชร.

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2564 ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น จ.ขอนแก่น ในวันที่ 18 มิ.ย. คาดว่าพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค จะเข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากได้ยกเลิกกำหนดการตรวจเยี่ยมเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และแนวทางการบริหารจัดการเพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำในพื้นที่ และติดตามสภาพน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ รวมถึงโครงการพัฒนาแก้มลิง ที่ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น และยื่นหนังสือลาราชการในวันดังกล่าวด้วย

ส่วนวาระการประชุมที่น่าจับตาคือ วาระอื่นๆ ที่จะมีการเสนอปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) โดยเฉพาะตำแหน่งเลขาธิการพรรค ซึ่งเตรียมผลักดันให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาแทน นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ แกนนำกลุ่มสามมิตร ท่ามกลางกระแสข่าวว่าแกนนำกลุ่มสามมิตร มีท่าทีอ่อนลงต่อเรื่องดังกล่าว

3 มิตรจับเข่าคุย-‘อนุชา’โต้ลาออก

ช่วงบ่ายวันที่ 17 มิ.ย. แกนนำกลุ่มสามมิตร ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม รองหัวหน้าพรรค นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม รองหัวหน้าพรรค เข้าพบพล.อ.ประวิตร ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ นาน 30 นาที โดยพล.อ.ประวิตรกล่าวกับทั้ง 2 คน ว่า พรรคจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรค ให้ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคหารือในที่ประชุมวันที่ 18 มิ.ย. และอยากให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมทั้งหมดเพื่อทำให้เห็นว่าพรรคมีเอกภาพ

ขณะเดียวกัน มีข่าวสะพัดว่า นายอนุชา จะขอลาออกจากเลขาธิการพรรค เพื่อหลีกทางให้ ร.อ.ธรรมนัส แต่หากไม่ลาออกอาจใช้แนวทางปรับเปลี่ยนได้ คือพล.อ.ประวิตร ลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อให้กก.บห.พ้นสภาพทั้งคณะ และให้แกนนำเสนอเลือกกก.บห.ชุดใหม่ให้สมาชิกรับรอง

เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายอนุชากล่าวยืนยันว่า ยังไม่คิดลาออก และตอนนี้ยังไม่ได้ยื่นลาออก กระแสข่าวเรื่องการลาออกมีมาหลายวันแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรมาจากหัวหน้าพรรค แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคและหัวหน้าพรรค ส่วนตัวยังเดินหน้าทำงานให้พรรคต่อไป เพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งต่อไป และตนจะเข้าร่วมประชุมด้วย

เมื่อถามว่ากระแสข่าวการลาออกเป็นการเขย่าหรือกดดันเพื่อให้ลาออกหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้นและมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เชื่อว่าหัวหน้าพรรคยังมีบารมีที่จะเดินหน้าพรรคไปได้ด้วยดี ยืนยันไม่มีความขัดแย้งภายในพรรค

‘ธรรมนัส’ยืดอกพร้อมเสียบ

ด้านร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจะร่วมประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐด้วย วาระสำคัญคือ การปิดงบดุลประจำปี และมีวาระอื่นๆ ซึ่งพล.อ.ประวิตร ที่มาประชุมด้วย คงจะมอบนโยบายในช่วงเช้าว่าจะให้ทำอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวจะมีการเลือกกก.บห.ชุดใหม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ค่อนข้างจะชัวร์ว่าจะมีการปรับโครงสร้างกก.บห.ใหม่ ส่วนที่มีข่าวจะเสนอชื่อตนเป็นเลขาฯพรรคคนใหม่ ยังไม่ทราบ แล้วแต่สมาชิกพรรค แต่หากสมาชิกไว้วางใจตนและเสนอขึ้นมา ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่าอยากเห็นทิศทางและอนาคตพรรคอย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายพรรคมองว่าพลังประชารัฐเป็นพรรคเฉพาะกิจ จึงกราบเรียนว่าตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของพล.อ.ประวิตร พยายามแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ เราเตรียมปรับแผนสู้ศึกการเลือกตั้งในครั้งหน้า และวางแผนหลายอย่าง ดังนั้น การประชุมใหญ่ครั้งนี้ จะกำหนดทิศทาง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจและเป็นสถาบันการเมืองที่มีความมั่นคง

สลายก๊วน-ไม่เคลียร์ใจ‘พี่แฮงค์’

ร.อ.ธรรมนัสกล่าว ส่วนที่มองว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกก.บห. เพราะเกิดความ ขัดแย้งภายในพรรคนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ความขัดแย้ง และพล.อ.ประวิตร ที่เป็นหัวหน้ามาปีกว่า ท่านมองออกว่าจะต้องทำอะไรให้กับพรรค เพื่อกำหนดทิศทางในอนาคต โดยหลังการประชุมใหญ่ น่าจะไม่มีกลุ่มก๊วน เพราะพรรคพลังประชารัฐคือครอบครัวพลังประชารัฐ ที่มองว่าการปรับโครงสร้างเนื่องจากพรรคเตรียมขยายฐานเสียงในภาคอีสาน คิดว่าทุกพรรคมองเหมือนกันหมด ซึ่งอยู่ที่ยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค

เมื่อถามว่าจะต้องเคลียร์ใจกับนายอนุชา หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ผมกับพี่แฮงค์ มีความสนิทสนมกันอยู่แล้ว ไม่เคยมีปัญหากับพี่แฮงค์ และไม่เคยมีปัญหากับใคร แต่สื่อออกมาเหมือนกับเรามีปัญหากันจริงๆ ซึ่ง ข้อเท็จจริงแล้วไม่มี เราพี่น้องกัน”

เปิดโครงสร้างพรรคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแนวทาง การปรับโครงสร้างกก.บห.พรรคชุดใหม่ พล.อ.ประวิตร จะลาออกให้กก.บห.พรรคพ้นสภาพ เปิดทางให้ที่ประชุมเลือกตั้งกก.บห.ชุดใหม่ ซึ่งที่ประชุมจะกำหนดจำนวนกก.บห.ก่อน จากนั้นเสนอชื่อผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิก และนายทะเบียน ตามลำดับ โดยจะเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคตามเดิม ขณะที่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคจะเสนอชื่อร.อ.ธรรมนัส

ส่วนตำแหน่งอื่น เช่น รองหัวหน้าพรรค ผู้อำนวยการพรรค ซึ่งเป็นอำนาจของหัวหน้าพรรคแต่งตั้ง คาดว่าพล.อ.ประวิตร จะพิจารณาแต่งตั้งในภายหลัง ขณะที่รองหัวหน้าพรรคจากเดิม 10 คน จะปรับลดลงเหลือ 4-5 คน ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ที่เป็นรองหัวหน้าพรรค ยังอยู่ในกก.บห. และจะได้รับตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค

โครงสร้างพรรคดังกล่าวเป็นที่ตกลงกันได้ของแกนนำพรรคทุกกลุ่ม ในส่วนของรายชื่อกก.บห.แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะมีนายจักรพันธ์ พรนิมิตร และนายประสิทธิ์ มะหะหมัด ส.ส.กทม. เข้ามาเป็นกก.บห.แทนนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ที่ต้องคดีชุมนุมกลุ่มกปปส. จนต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เท่านั้น

ส่วนตำแหน่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เป็นเหรัญญิกพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค

กมธ.โวยองค์ประชุมงบล่ม

เวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 แถลงหลังการประชุมกมธ.ล่ม

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า วันนี้พิจารณางบกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ก่อนพักทานอาหาร แต่พอช่วงบ่าย มีกมธ.อยู่ในห้องประชุมน้อยมาก ซึ่งกมธ.ชุดนี้มี 72 คน ต้องมีองค์ประชุม 1 ใน 3 จึงจะพิจารณาได้ ทำให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเสนอนับองค์ประชุม ขณะนั้นมี กมธ.ซีกรัฐบาลอยู่ 12 คน ซึ่งผู้มาชี้แจงมีมากกว่าอีก

เมื่อมีการเสนอนับองค์ประชุม นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานการประชุม จึงสั่งให้พักประชุม 10 นาที ให้ไปตาม ส.ส.จากห้องประชุมใหญ่มา แต่ไม่มี กมธ.อยู่ในห้องประชุมใหญ่ จากนั้นเวลา 16.50 น. นายวิเชียรจึงสั่งเลิกประชุมเลยโดยไม่นับองค์ประชุม และไม่รู้ว่าการประชุมในวันที่ 18 มิ.ย.จะเปิดประชุมได้หรือไม่ เรากำลังพิจารณางบกว่า 3.1 ล้านล้านบาท แต่กมธ.ซีกรัฐบาลกลับไม่มีความรับผิดชอบ

ด้านนายจิรายุกล่าวว่า สมาชิกซีกพรรคพลังประชารัฐไม่อยู่เพราะไปขอนแก่น แม้แต่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)ก็ยังไม่อยู่ ก่อนเลิกประชุมเหลือ กมธ.ฟากรัฐบาลอยู่ 10 กว่าคนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคพลังประชารัฐเหลืออยู่ 2-3 คน รัฐบาลต้องรักษามารยาททางการเมือง ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออก ยุบสภาไป แล้วให้ฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาล เราจะทำให้ดูว่าองค์ประชุมนั่งกันอยู่ครบเป็นอย่างไร

‘ชวน’ขีดเส้นโหวตแก้รธน. 24 มิ.ย.

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า เวลา 14.00 น.วันที่ 17 มิ.ย.นัดหารือกับวิป 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาวาระการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 22-24 มิ.ย. โดยวันที่ 22 มิ.ย. จะพิจารณา ร่างพิธีศาลเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จากนั้นพิจารณากฎหมายที่ค้างให้เสร็จ 2 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. และร่างประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับยาเสพติด ซึ่งร่างกฎหมายยาเสพติด แม้จะมีเนื้อหารายละเอียดมาก แต่มีจำนวน ผู้แปรญัตติน้อย จึงน่าจะพิจารณาจบในวันเดียวได้

ส่วนวันที่ 23 มิ.ย.จะพิจารณาพิเศษเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งร่างที่ยื่นเข้ามามีทั้งหมด 14 ฉบับ จึงต้องบริหารเวลา หากพิจารณาไม่เสร็จ จะพิจารณาต่อในวันที่ 24 มิ.ย.และลงมติในวาระแรก จะไม่พิจารณาล่วงเลยถึงวันที่ 25 มิ.ย.แน่นอน

แบ่งเวลาอภิปรายฝ่ายละ 6 ช.ม.

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยผลการประชุมร่วม 3 ฝ่ายว่า การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 23 มิ.ย. แบ่งเวลาอภิปรายระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภา ฝ่ายละ 6 ชั่วโมง คาดว่าการอภิปรายวาระแรก จะเสร็จวันที่ 24 มิ.ย. เวลา 16.00 น. จากนั้นจะลงมติแบบเปิดเผยขานชื่อ คาดว่าจะใช้เวลาลงมติ 6 ชั่วโมงจึงจะเสร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตรา โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว จะแก้ไขเป็นบัตร 2 ใบ คือ ประกอบด้วย ส.ส.เขต 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน

3 พรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคประชา ธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ยื่นแก้ไข 8 ร่าง ที่สำคัญคือ ระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว จะแก้ไขเป็นบัตร 2 ส่วนกระบวนการคิดคำนวณให้กำหนดในกฎหมายลูก นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. เสนอยกเลิกมาตรา 272 อำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ, แก้มาตรา 256 ปรับแก้จำนวนเสียง ส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบวาระ 1 และวาระ 3 ออกไป โดยกำหนดให้ใช้เสียงรัฐสภาเห็นชอบ 3 ใน 5 และเสนอแก้ไขเรื่องการกระจาย อำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น แต่พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ร่วมลงชื่อแก้มาตรา 272

ญัตติฝ่ายค้านชงตั้งส.ส.ร.ส่อสะดุด

ส่วนพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ยื่นแก้ไข 5 ร่าง โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยกร่างฉบับใหม่โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ร่าง 2 เสนอตัดอำนาจวุฒิสภาร่วมเลือกนายกฯ ในมาตรา 272 โดยมีประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านลงชื่อครบทุกพรรคคือ มาตรา 272

นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดของญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ยื่นมาทั้งหมด 14 ฉบับ พบว่า 13 ญัตติ ไม่มีปัญหาและสามารถบรรจุในระเบียบวาระได้ แต่มีเพียงฉบับเดียวที่ต้องให้ฝ่ายกฎหมายสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบรายละเอียด คือ ญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยการตั้งส.ส.ร. 200 คนว่าจะสามารถบรรจุได้หรือไม่ เพราะมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาว่า ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 วันที่ 11 มี.ค. หรือไม่

ทั้งนี้ ฝ่ายกฎหมายสำนักงานเลขาธิการสภาได้นัดหารือด่วน ในวันที่ 18 มิ.ย. ก่อนจะทำความเห็นเสนอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ในฐานะประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาต่อไป

ส.ว.ถามทำอะไรผิดต้องปิดสวิตช์

ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคร่วมรัฐบาลคือ พรรคประชาปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปิดสวิตช์ส.ว.ตรงกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่า ขอตั้งคำถามกลับว่า ส.ว.ทำผิดอะไรที่จะมาปิดสวิตช์อำนาจเลือกนายกฯ ตามรัฐ ธรรมนูญ เพราะบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญก็ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในการจัดทำประชามติ เท่าที่ทราบการปิดสวิตช์ส.ว. มี 2 ประเด็นที่มีการเรียกร้อง ได้แก่ การให้เหลือเพียงสภาเดียว โดยยุบวุฒิสภา ซึ่งเห็นว่าประเทศไทยยังเหมาะที่จะอยู่ในระบบ 2 สภา เหมือนอังกฤษ และสหรัฐ แต่ที่มาของ ส.ว.จะเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่จะแก้ไข หากจะให้ยุบเหลือสภาเดียวคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมาช่วยกลั่นกรองเรื่องต่างๆ อีกชั้นหนึ่ง และเชื่อว่าสังคมไทยเองก็ยังไม่พร้อม

ส่วนอีกประเด็นคือการยกเลิกอำนาจโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งยืนยันว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้มีอำนาจส่วนนี้ ในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ส.ว.ไม่ได้มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ มีสิทธิ์เพียงร่วมโหวตเท่านั้น ดังนั้น ถ้าสภาโหวตเลือกใครเป็นนายกฯ ส.ว.ก็แค่เห็นชอบตาม วันนี้ไม่จำเป็นต้องปิดสวิตช์ ส.ว. เพราะถ้ามีการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ หากส.ส.ลงเสียงมากพอจะโหวตใครเป็น นายกฯได้ ส.ว.ก็ไม่ได้ขัดข้อง

ยันวุฒิสภาปล่อยฟรีโหวต

นายสมชายกล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาเรื่องการแก้รัฐธรรม นูญ เพราะเสนอมาตลอดว่าให้แก้ไขรายมาตรา หากรับหลักการแล้วคงไปพิจารณารายละเอียดในชั้นแปรญัตติอีกครั้ง พรรคต่างๆ ที่เสนอมาต้องอธิบายให้ได้ถึงเหตุผลแต่ปัญหาตอนนี้ ส.ว. ยังไม่ได้เห็นร่างครบทุกร่าง ทั้งๆ ที่จะมีการพิจารณาในสัปดาห์หน้าแล้ว

เมื่อถามว่าหากเป็นเช่นนี้ ส.ว.จะโหวตให้เฉพาะร่างของพรรคพลังประชารัฐ ใช่หรือไม่ เพราะไม่มีเรื่องปิดสวิตช์ ส.ว. นายสมชายกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ที่ผ่านมาตนยังโหวตให้ร่างของฝ่ายค้านด้วยซ้ำ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ และเสียเวลาบ้านเมือง ตนก็ไม่โหวตให้ แต่ยืนยันว่า ส.ว.จะปล่อยให้โหวตกันอย่างอิสระหรือฟรีโหวต ซึ่งวันที่ 18 มิ.ย. วิปวุฒิสภา จะหารือกันเพื่อวางกรอบอภิปราย และสัดส่วนตั้งกมธ. พร้อมจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับส.ว.ด้วย ตนไม่สามารถยืนยันได้ว่า ส.ว.จะเห็นด้วยทั้งหมดกับการคัดค้านการปิดสวิตช์ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ เพราะครั้งที่แล้วก็มีคนเห็นต่าง แต่เชื่อว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับการยุบส.ว.ทั้งหมด

เพื่อไทยซัดส.ว.ประกาศเทรธน.

เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ระบุว่าขณะนี้เสียง ส.ว.ตกผลึก เบื้องต้นจะให้ผ่านเฉพาะร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐ ส่วนร่างของฝ่ายค้านคงไม่ผ่านว่า ต้องถามส.ว.ว่าคิดทบทวนดีหรือยัง และเหตุผลคืออะไร ช่วยอธิบายสังคมด้วย เพราะร่างของพรรคพลังประชารัฐและร่างของฝ่ายค้าน มีข้อเหมือนกันเกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะระบบเลือกตั้ง รวมถึงหมวดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนก็มีเหมือนกัน เมื่อเหมือนกันแล้วแยกไปรับร่างของพรรคพลังประชารัฐมีเหตุผลอะไร แสดงว่าไม่ได้ยึดหลักการ แต่ยึดหน้าคนและยึดฝ่าย

ส่วนร่างแก้มาตรา 256 เพื่อตั้งส.ส.ร. ของฝ่ายค้าน ถือว่าแตกต่างจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นร่างเดิมเคยยื่นครั้งที่ผ่านมา ส.ว.และส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เคยรับหลักการร่างนี้ ส.ว.ก็ร่วมแปรญัตติและเห็นชอบในวาระที่ 2 แล้ว หากวันนี้ไม่เห็นชอบ ขอให้ตอบสังคมด้วยว่าเพราะอะไร วันนั้นส.ว.บอกเองว่าถ้าจะแก้ทั้งฉบับ ต้องทำประชามติและตำหนิเราว่าไม่ถามประชาชนก่อน

ไม่ให้เกียรติประชาชน

“วันนี้เรากำลังเข้าสู่กระบวนการถามประชาชน คือการเสนอร่างเข้ารัฐสภา ในชั้นรับหลักการวาระที่ 1 จากนั้นจะไปทำประชามติตามที่ส.ว. รัฐบาล และศาลรัฐธรรมนูญแนะนำ ดังนั้น จะมาปฏิเสธก่อนถามประชาชนได้อย่างไร ถ้าส.ว.ไม่รับหลักการ ถือว่าปิดโอกาสประชาชน หรือส.ว.กลัวเสียงประชาธิปไตย กลัวประชาชน แต่ถ้าไม่กลัว ขอให้รับและทำประชามติ ส่วนร่างอื่นๆ ที่เสนอ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจ ส.ว. และมีผลดีกับประชาชน ยืนยันว่าเราไม่ได้แก้เพื่อตัวเอง หากส.ว.มีธงในใจแล้ว ก็บอกมาตรงๆ การพูดแบบนี้เกรงใจไม่ให้เกียรติประชาชน คนเราต้องมีความอายระดับหนึ่ง” นายสุทินกล่าว

ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เข้าใจว่าส.ว.ที่มีวิธีคิดแบบนั้น ไม่ใช่แนวคิดของส.ว.ทั้ง 250 คน ส่วนเขาจะมีอำนาจบารมีหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่ยังมั่นใจลึกๆ ว่า ส.ว.หลายคนที่มาจากการสรรหา จะตัดสินใจอะไรต้องยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก เพราะถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกัน ตนยังมั่นใจว่าร่างแก้ไขมาตรา 256 จะได้รับโอกาส ขอแค่รัฐสภามีมติเห็นควรให้เอาไปทำประชามติถามประชาชนก่อน เท่านี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

หลายเรื่องที่เราเสนอ ไม่กระทบส.ว. และการที่จะเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามภายใต้รัฐธรรมนูญเดิม เราจะยังหนีวงจรอุบาทว์ไม่พ้น อะไรที่ไม่ดีในรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าแก้ได้ ก็ต้องแก้

แจงชงแก้ทั้งฉบับคู่รายมาตรา

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ก่อให้เกิดปัญหามาก ถูกวางกลไกให้ยากต่อการแก้ไข การเสนอแก้ทั้งฉบับเป็นการยืนยันนโยบายและจุดยืนเดิมของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่าการแก้ทั้งฉบับ เป็นสิ่งที่จำเป็นผ่าน ส.ส.ร. เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้เต็มที่ แต่สถานการณ์การเมืองวันนี้ ไม่มีหลักประกันเลยว่าการแก้ทั้งฉบับ หรือการมี ส.ส.ร.จะเกิดขึ้นหรือไม่ พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องเสนอแก้รายมาตรา ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในบางด้าน เช่น เรื่องการเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้มากขึ้น ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทำควบคู่กับการเสนอแก้ไขทั้งฉบับ โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้ง การใช้บัตร 2 ใบ ตามแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด

“การเสนอแก้ทั้งฉบับควบคู่กับการแก้รายมาตรา จะเกิดผลดีมากกว่า เพราะหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ต้องเลือกตั้งกะทันหัน อย่างน้อยเราอาจได้กติกาบางเรื่องที่ดี เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เราควรทำทุกช่องทางที่จะเกิดประโยชน์ สื่อสารให้ประชาชน ร่วมรับรู้ ผลักดันให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่จะกดดันให้รัฐ (เผด็จการแฝงรูป) ต้องเร่งดำเนินการโดย ไม่บิดพลิ้ว” นายภูมิธรรมระบุ

กมธ.ป.ป.ช.ไล่จิกบ้านพักบิ๊กตู่

ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะโฆษก กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. กมธ.ได้เชิญผู้ว่าฯการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และผู้ว่าฯ การประปานครหลวง (กปน.) มาชี้แจงเรื่องการจ่ายเงินบ้านพักหลวงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

ในส่วนของไฟฟ้ามี 2 กรณี ยื่นขอในนามหน่วยงานของรัฐคือกรมทหารราบที่ 1 รอ. และยื่นขอในนามบุคคล ซึ่งน่าจะเป็นทหารที่ใช้ไฟฟ้าในบ้านพักใช้เกินจากหน่วยที่ราชการให้ ซึ่งผู้ว่าฯกฟน.ไม่สามารถยืนยันว่าบ้านพักของนายกฯ เป็นบ้านเลขที่เท่าไร ให้เหตุผลว่าในระบบไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าของและในหน่วยงานกรมทหารราบก็ไม่ระบุไว้ ทั้งที่ในคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันไว้ว่ามีเลขที่บ้านชัดเจน 253/54 อยู่ในกรมทหารราบที่ 1 รอ.

กลายเป็นพบว่ามีบ้านเลขที่ 253/54 อยู่ 4 ราย ตั้งอยู่ในเขตสะพานสูง เขตยานนาวา เขตลาดกระบัง และเขตบางนา ไม่ใช่บ้านพักทหาร และยังให้ข้อมูลอีกว่า กฟน.จะได้รับข้อมูลบ้านพักนายกฯ จากการเข้าไปดูแลระบบไฟฟ้าแต่ไม่ทราบบ้านเลขที่ โดยจะมีพนักงานจดมิเตอร์ไฟฟ้า 7 คนและพิมพ์ใบแจ้งยอดไฟฟ้าจัดส่งไปยังแต่ละสถานที่และแต่ละบุคคล ชำระโดยชอบโดยบุคคล กมธ.จะเชิญผู้จดมิเตอร์ทั้ง 7 คนมาสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะเข้าไปดูบ้านและการก่อสร้างว่าเป็นอย่างไร

ส่วนผู้ว่าฯ กปน.ส่งรองผู้ว่าฯ มาแทน แจ้งว่าไม่พบผู้ใช้น้ำประปาบ้านเลขที่ 253/54 ในกรมทหารราบที่ 1 และไม่พบข้อมูลผู้ใช้ประปาที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ พบแต่เอกชน 3 รายที่ใช้ข้อมูลบ้านเลขที่ 253/54 กมธ.จึงขอว่ามีบ้านเลขที่ของพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ รองผู้ว่าฯกปน.แจ้งว่าไม่มี แต่มีชื่อนางนราพร จันทร์โอชา ภรรยาของพล.อ.ประยุทธ์ กมธ.จึงได้ขอข้อมูลต่างๆ มาพิจารณา ยืนยันว่ากมธ.จะไม่ปล่อยเรื่องนี้และจะติดตาม อย่างถึงที่สุด

สำหรับการตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมต่างๆ ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เราไม่สรุปตอนนี้ว่าใครถูกใครผิด แต่จะตั้งประเด็นและสอบไปเรื่อยๆ เพื่อมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม มาตรฐานคัดสรรคน เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและระดับสากล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน