นนทบุรีปิดรง.น้ำพริก
โควิดชลบุรีเจออีก279
อนุทินแจงเอกสารหลุด
อภ.ได้ฤกษ์ซื้อโมเดอร์นา
ป่วยกระฉูด6,166ดับ50
‘บิ๊กตู่’ เสี่ยงสูง หลังถ่ายเซลฟี่ คู่กับประธานหอการค้าสุรินทร์ ที่ตรวจพบติดโควิด ระหว่างร่วมงาน ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ต้องกักตัวเอง 7 วัน ขณะที่ไทยยังหนักติดเชื้อรายวันอีก 6,166 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 50 ส่วนชลบุรีป่วยเพิ่ม 279 อัยการสูงสุดพิจารณาสัญญาซื้อโมเดอร์นาเสร็จแล้ว พร้อมส่งให้กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สั่งซื้อ ขณะที่คนแห่จองวัคซีนทางเลือก ‘โมเดอร์นา’ จนเว็บไซต์ร.พ.รามาฯ ล่ม ‘อนุทิน’ ยอมรับเอกสารคณะวิชาการวัคซีนหลุดออกมาเป็นความจริงปมค้านไม่ให้บุคลากรทางการแพทย์ฉีดไฟเซอร์เข็ม 3 ชี้ไม่ใช่ข้อสรุป ขณะที่อธิบดีกรมควบคุมโรคโต้ไม่ใช่เอกสารหลุด แต่ไม่ใช่ของจริง อ้างเป็นการเขียนสรุปอ่านเอาเอง
ติดเชื้ออีก 6,166-ตาย 50
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,166 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 6,070 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 3,961 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 2,109 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 84 ราย และผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 12 ราย มาจากพม่า 2 ราย เข้ามาช่องทางธรรมชาติ เข้ามาทางแม่สอด และกัมพูชา 10 ราย เข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ 3 ราย ทางอรัญประเทศ ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 289,233 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 2,534 ราย หายป่วยสะสม 223,437 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 63,520 ราย อาการหนัก 2,199 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 603 ราย
เสียชีวิตเพิ่มเติม 50 ราย เป็นชาย 34 ราย หญิง 16 ราย อยู่ในกทม. 17 ราย นนทบุรี 9 ราย สมุทรปราการ 6 ราย ฉะเชิงเทรา 3 ราย นครปฐม นราธิวาส ปัตตานี สงขลา สมุทรสาคร จังหวัดละ 2 ราย จันทบุรี นครนายก นครสวรรค์ ระยอง สุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 2,276 ราย สำหรับแนวโน้มการเสียชีวิตในกทม.และปริมณฑลเพิ่มขึ้น ส่วนต่างจังหวัดจากสัปดาห์ก่อน 48 ราย ขึ้นมาเป็น 63 ราย
ส่วนการฉีดวัคซีนวันที่ 4 ก.ค. มีการฉีดทั้งสิ้น 106,851 โดส ยอดสะสมการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 10,777,748 โดส เป็นเข็มแรก 7,804,654 ราย และเข็มสอง 2,973,094 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 184,562,051 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 3,993,319 ราย
พบแรงงานแห่กลับอีสานมากสุด
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สำหรับการติดเชื้อสูงสุด 10 จังหวัดเกิน 100 รายทั้งหมด ได้แก่ 1.กทม. 1,729 ราย สะสม 82,244 ราย 2.สมุทรปราการ 411 ราย สะสม 19,261 ราย 3.สมุทรสาคร 389 ราย สะสม 9,611 ราย 4.ปทุมธานี 352 ราย สะสม 9,755 ราย 5.สงขลา 318 ราย สะสม 5,606 ราย 6.ชลบุรี 279 ราย สะสม 9,755 ราย 7.นนทบุรี 270 ราย สะสม 12,609 ราย 8.พระนครศรีอยุธยา 212 ราย สะสม 3,024 ราย 9.นครปฐม 143 ราย สะสม 5,135 ราย และ 10.ปัตตานี 133 ราย สะสม 3,082 ราย
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า คลัสเตอร์ใหม่ที่รายงานวันนี้ ได้แก่ 1.สมุทรสาคร เป็นโรงงานอาหารกระป๋อง อ.เมือง 2 แห่ง แห่งแรกติดเชื้อ 13 ราย แห่งที่สอง 14 ราย และโรงงานเสื้อผ้า อ.อ้อมน้อย 53 ราย 2.ชลบุรี เป็นบริษัทโลจิส ติกส์ อ.ศรีราชา 12 ราย 3.พระนครศรีอยุธยา เป็นตลาดใหญ่วังน้อย 181 ราย 4.ตาก เป็นโรงงานเสื้อผ้า อ.แม่สอด 33 ราย และ 5.ฉะเชิงเทรา แคมป์ก่อสร้าง อ.เมือง 18 ราย ส่วนปทุมธานีคลัสเตอร์ตลาดไทของเดิม ยังกลับมาติดใหม่ได้ โดยมีติดเชื้อเพิ่มอีก 286 ราย สะสม 1,722 ราย ต้องช่วยกันดูแลมาตรการแต่ละตลาดด้วย เรื่องตลาดยังวนกลับไปกลับมาได้
“จากมาตรการปิดแคมป์คนงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายคนงานไปพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีการกระจายตัวไปภาคอีสานมากที่สุด และพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งหลายพื้นที่ให้การดูแลแรงงานเหล่านี้เป็นอย่างดี จึงต้องขอขอบคุณที่ดูแลพี่น้องของท่าน เพราะเพียงไม่กี่วันเตียงที่เคยว่าง 100% ตอนนี้ใช้ 60-70% บุคลากรสาธารณสุขจากพื้นที่ต่างจังหวัดต้องแบ่งกำลังมาช่วย กทม. และยังต้องดูแลพื้นที่ตัวเองแนวโน้มการติดเชื้อทั้งประเทศ กทม.และปริมณฑลจะเป็นภาพสอดคล้องกับทั้งประเทศ แต่ตอนนี้ กทม. ปริมณฑลลงมาเล็กน้อย แต่ต่างจังหวัดสอดคล้องกับการติดเชื้อทั้งประเทศ จะเห็นภาพแรงงานกลับไปทางภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่มากขึ้น ทำให้ตัวเลขต่างจังหวัดขึ้นมา” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก รับทราบความห่วงใยกรณีมีผู้ป่วยจำนวนมากต้องการเตียงที่ยังไม่เพียงพอ โดยรับทราบมาตรการปรับเตียงสีเหลือง สีแดง ให้ใช้สำหรับโรงพยาบาล ส่วนเตียงสีเขียว จะปรับไปสู่การแยกกักตัวที่บ้านและแยกกักที่ชุมชน โดยผู้ว่าฯ กทม.สั่งการให้สร้างศูนย์แยกกักในชุมชนที่เคยทำที่วัดแห่งหนึ่ง เขตคลองเตย จะใช้โมเดลนี้ทำอีก 20 แห่ง ภายใน 1-2 วัน
ยันเดินหน้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
ส่วนกรณีภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 เดินทางเข้าในพื้นที่จ.ภูเก็ต จะทำให้มีผลต่อการพิจารณาเดินหน้าโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หรือไม่ และจะทบทวนหรือดำเนินการอย่างไร นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า กรณีมีการติดเชื้อโควิด-19 นั้น ทางจ.ภูเก็ตยืนยันว่าพบการติดเชื้อวันที่ 1 ก.ค. 4 ราย, วันที่ 2 ก.ค. 7 ราย, วันที่ 3 ก.ค. 2 รายและวันที่ 4 ก.ค. 2 รายเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานอย่างเป็นทางการและพบว่าไม่มีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นแต่อย่างใด และที่จ.ภูเก็ตมีการรักษาผู้ป่วยหายแล้ว 700 กว่าราย ขณะนี้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ณ วันที่ 4 ก.ค. 48 รายเท่านั้น

ป่วยโควิด – นายวีรศักดิ์ พิษณุวงษ์ ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุ ติดเชื้อโควิด-19 หลังกลับจากร่วมเปิดงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่ จ.ภูเก็ต โดยถ่ายรูปใกล้ชิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย ซึ่งนายกฯ กักตัวเอง เพื่อสังเกตอาการแล้ว เมื่อวันที่ 5 ก.ค.
ไปภูเก็ต-ปธ.หอค้าสุรินทร์ติดโควิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้ นายวีรศักดิ์ พิษณุวงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ โพสต์ข้อความและรูปภาพลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ก่อนจะลบทั้งหมดทิ้งไป โดยระบุว่า ตัวเองมีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวกหลังเดินทางไปร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. และร่วมถ่ายรูปเซลฟี่กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม อย่างใกล้ชิด พร้อมขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน พร้อมระบุว่าขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวแล้ว
“เนื่องจากเดินทางไปภูเก็ตเพื่อเปิดงาน ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และเพิ่งเดินทางกลับถึงเวลา 09.45 น.วันนี้ ด้วยความที่ต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงขอเข้ารับการตรวจสว็อบ ที่ร.พ.สุรินทร์ เมื่อเช้าและกักตัวตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ เวลา 16.30 น. ทีมแพทย์แจ้งผลเป็นบวก จึงต้องรักษาที่ร.พ.ต่อไป ขอโทษทุกท่าน ทุกๆ คนด้วยครับ ที่ทำให้กังวลใจและตกใจ ท่านใดที่ใกล้ชิดกับผม รบกวนสังเกตอาการ 14 วันด้วยนะครับ จะแจ้งความคืบหน้าอีกครั้ง เพื่อความสบายใจของทุกคน” นายวีรศักดิ์ระบุ
ทั้งนี้นายวีรศักดิ์เคยได้รับการฉีดวัคซีน โควิด-19 ยี่ห้อซิโนแวค เข็มที่ 1 วันที่ 5 พ.ค.64 เข็มที่ 2 วันที่ 27 พ.ค.64 ที่ร.พ.สุรินทร์
‘บิ๊กตู่’รีบตรวจเชื้อ-ผลเป็นลบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้านายกฯ เข้าตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยการสว็อบแล้ว และผล ออกมาไม่ติดเชื้อ จึงเลื่อนการภารกิจพบกับนายอู มโย มยินตาน เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสอำลา จากตำแหน่ง จากเวลา 13.30 น. มาเป็นเวลา 11.30 น.แทน รวมทั้งได้หารือกับกระทรวงสาธารณสุขถึงมาตรการการกักตัวหลังจาก ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
จากนั้นเวลา 12.10 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่แจ้งกำหนดการล่วงหน้า และคณะทำงานไม่ได้แจ้งถึงกำหนดการใดๆ คาดว่านายกฯ เข้ากักตัวตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข แม้จะได้รับวัคซีนแล้วถึง 2 เข็มก็ตาม
อีกทั้งมีรายงานว่า หลังการประชุมแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ที่ตึกบัญชาการ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ เดินทางกลับไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.1 รอ.) ไปทันที ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงก่อนที่นายกฯ เดินทางออกไป โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ติดตามไปด้วย คาดว่ามีการหารือติดตามปัญหาการบริหารจัดการเตียงในสถานการณ์โควิดระบาด และหารือเรื่องการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมในส่วนของพื้นที่ของกองทัพ พร้อมติดตามสถานการณ์เหตุระเบิดโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติกที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อบัญชาการเหตุการณ์ในฐานะกำกับดูแล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
นายกฯกักตัวเอง 7 วัน
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความกังวลและห่วงใย กรณีที่วันที่ 1 ก.ค. นายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเดินทางไป จ.ภูเก็ต เพื่อเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ แต่ภายหลังทราบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย นายกฯ จึงจะใช้เวลาช่วงนี้ ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยการติดตามและการบริหารราชการภายในพื้นที่ของตนเอง เพื่อคลายความวิตกกังวลของภาคส่วนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ยืนยันว่า นายกฯ ยังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติ และติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งไม่มีผลตรวจที่เป็นบวก และที่ผ่านมาก็ตรวจโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และยังคงตรวจเป็นระยะๆ ต่อไป นายกฯ ยังฝากถึงประชาชนขอความร่วมมือทุกคนให้ช่วยกันป้องกันโรคโควิด-19 ปฏิบัติตนตามมาตรการสาธารณสุข D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด ถึงแม้จะได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วก็ตาม ด้วยการหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า หมั่นล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ และสแกนแอพพลิเคชั่นตามที่พื้นที่กำหนด
แหล่งข่าวแจ้งว่า นายกฯ จะใช้เวลา 1 สัปดาห์กักตัวตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.30 น. นายกฯ ยังคงประชุมกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน และเลขาธิการสภาพัฒน์ ผ่านโปรแกรม zoom
นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส เลขาธิการครม. ให้สัมภาษณ์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ขอเก็บตัวทำงานในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เนื่องจากได้เซลฟี่กับนายวีรศักดิ์ซึ่งเพิ่งพบว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 นั้นว่า ล่าสุดการประชุม ครม.ในสัปดาห์นี้ ยังยืนยันว่าเป็นวันอังคารที่ 6 ก.ค.ตามเดิม ซึ่งสำนักเลขาธิการครม. (สลค.) จัดเตรียมรูปแบบการประชุมครม.ไว้หลายรูปแบบ และมีความพร้อมตลอดในการประชุมครม. ขณะนี้สลค.ยังไม่ได้รับการประสานงานจากทีมงานของนายกฯ ว่า จะเปลี่ยนรูปแบบการประชุม ครม.ในวันที่ 6 ก.ค. หรือไม่อย่างไร เนื่องจากเพิ่งได้รับทราบข่าวเช่นกัน
สำหรับวาระงานของทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในวันที่ 6 ก.ค. นายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
ด้าน นพ.สินชัย ตันติรัตนานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เผยว่า ในเคสของประธานหอการค้าสุรินทร์ที่ประกาศทาง เฟซบุ๊กของตนเองว่าตนติดโควิด-19 ถือว่าเป็นสปิริตที่ดี และเป็นความรับผิดชอบที่ดี ทำให้สามารถตรวจประเมินและควบคุมได้อย่างรวดเร็ว แต่ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกังวล โดยเฉพาะงานประมูลทุเรียนครั้งแรก ซึ่งทาง ผู้ติดเชื้อไปร่วมงาน ตรวจสอบแล้วไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากมางานประมูลทุเรียนก่อน จากนั้นเดินทางไปยังจ.ภูเก็ต เพื่อร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.-4 ก.ค. 2564 กลับมาตรวจพบว่าติดเชื้อ เข้ารับการรักษาที่ร.พ.สุรินทร์ ไม่มีการแสดงอาการรุนแรง ก่อนหน้านี้ได้รับการฉีดวัคซีนไปครบแล้ว 2 ครั้ง ขณะเดียวกันกำลังตรวจสอบไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อ และประเมินความเสี่ยงว่าช่วงใดเป็นช่วงที่น่ากังวล ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าระหว่างเดินทางไปแวะช่วงไหนบ้าง จะได้สามารถประเมินแหล่งที่มาของเชื้อมาจากที่ใดได้ และประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ควบคุมโรคให้ได้โดยเร็ว
เชียงใหม่แจ้งจับเน็ตไอดอล‘พิมฐา’
เมื่อเวลา 14.50 น. นายวิชัย ว่องสาริการ นิติกรปฏิบัติการ ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนพ.ต.ท.อดุลย์ สายสม รอง ผกกสภ.ภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ดำเนินคดีกับน.ส.ฐานิดา มานะเลิศเรืองกูล หรือ “พิมฐา” อายุ 28 ปี เน็ตไอดอลชื่อดัง ที่อยู่ย่านตำบลหายยา อ.เมืองเชียงใหม่ โดยกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ เรื่อง มาตรการควบคุมผู้เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเหตุเกิดที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2564 เวลา 09.15 น.
ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏตามไทม์ไลน์ผู้ป่วยรายนี้ซึ่งเดินทางมาถึงจ.เชียงใหม่ในวันที่ 26 มิ.ย. 64 ในเวลา 09.15 น. โดยพ่อขับรถมารับที่สนามบินเชียงใหม่ จากนั้นเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งวันที่ 30 มิ.ย. 64 เข้ารับการตรวจโควิด-19 พบผลเป็นบวก และเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่
สงขลายังวิกฤตป่วยเพิ่ม 318
นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าฯ สงขลาเปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 318 ราย จากผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในกลุ่มพนักงานและผู้สัมผัส 116 ราย และจากสัมผัสพนักงานโรงงาน 7 จำนวน 15 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหา 19 ราย งานแต่งจ.ปัตตานี 11 ราย ผู้ป่วยจากการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 137 ราย ในอ.จะนะ เทพา สะเดา เมือง นาทวี สิงหนคร หาดใหญ่ และอ.สะบ้าย้อย บุคลากรสาธารณสุข และ กลุ่มอื่นๆ รวมยอดสะสม 6524 ราย เสียชีวิต 23 ราย
หอค้าโคราชผวาเร่งเชื้อโควิด
จากกรณีนายวีรศักดิ์ พิษณุวงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ติดเชื้อโควิด-19 หลังจากเดินทางกลับจากการไปร่วมเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ซึ่งวันเดินทางไปภูเก็ต มีคณะกรรมการหอการค้าหลายจังหวัดในพื้นที่อีสานใต้เดินทางไปขึ้นเครื่องบิน และขึ้นรถตู้ด้วยกันหลายคน โดยเฉพาะคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา อาทิ นายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดอีสานใต้และคณะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. นายชัชวาลพร้อมคณะที่ร่วมเดินทางไปกับประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์เดินทางไปที่จุดตรวจโรคทางเดินหายใจ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา และร.พ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 พร้อมกักตัวเองภายในบ้าน 14 วัน ขณะเดียวกันได้แจ้งให้ผู้สัมผัส ใกล้ชิดเฝ้าติดตามผลการตรวจอย่างใกล้ชิด ผลตรวจหาเชื้อรอบแรกทั้ง 7 คน ไม่มีใครพบเชื้อ แต่ต้องรอยืนยันผลตรวจรอบที่ 2 อีกครั้ง

ประกาศปิด – นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล นายอำเภอบางบัวทอง พร้อมนายสุรศักดิ์ จาดบุญนาค นายก อบต.ลำโพ และหน.ฝ่ายงานควบคุมโรค จ.นนทบุรี เดินทางไปติดประกาศปิดบริษัท น้องพร ฟู้ด อินดัสตรี้ส์ จำกัด ม.2 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิดจำนวน 65 คน เมื่อวันที่ 5 ก.ค.
นนท์ปิดรง.น้ำพริก‘น้องพร’
วันเดียวกัน นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล นายอำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี พร้อมนาย ยศวัฒน์ คงมี นายอนาวิน แก้วนามชัย ปลัดอำเภอบางบัวทอง นายสุรศักดิ์ จาดบุญนาค นายกอบต.ลำโพ นางบรรจง หนูแก้ว หัวหน้าฝ่ายงานควบคุมโรค จ.นนทบุรี นายภิรมย์ ทรัพย์นุช ผอ.รพ.สต.ลำโพ ม.7 เจ้าหน้าที่ อสม. ต.ลำโพ อส.อำเภอบางบัวทอง เดินทางไปที่บริษัท น้องพร ฟู๊ด อินดัสตรี้ส์ จำกัด เลขที่ 29/19, 29/21 ซึ่งผลิตน้ำพริก ภายในอรุณสุนทรี แฟคตอรี่แลนด์ ริมถนนสาย 345 (ปทุม-บางบัวทอง) ม.2 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังพบพนักงานติดเชื้อ 65 คน
นายภิรมย์ ทรัพย์นุช ผอ.รพ.สต.ลำโพ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจหาเชื้อโควิดให้กับพนักงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานทำน้ำพริกแห่งนี้ ผลตรวจพบมีพนักงานติดเชื้อ 65 คน จากทั้งหมด 103 คน รอผลการตรวจอีก 8 คน มีพนักงานต้องกักตัว 30 คน ที่น่าห่วงตอนนี้คือมีพนักงานที่มีผลยืนยันชัดเจนแล้วว่าติดโควิด 2 ราย แต่ไม่รู้ว่าติดเชื้อ เดินทางกลับบ้านที่ จ.สกลนคร ขณะนี้เราเร่งประสานขอข้อมูลที่อยู่ทั้ง 2 คน เบื้องต้นทราบว่าได้เข้ารักษาตัวที่ จ.สกลนคร แล้ว
“ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในโรงงาน 65 คน ตอนนี้ประสานรถจากร.พ.เข้ามารับตัวไปรักษา ส่วนอีก 38 คนนำไปกักตัว 14 วัน แต่มีคนงานบางรายเป็นคนในพื้นที่ไม่ได้พักอยู่ที่โรงงานเรียกตัวกลับมาครบแล้ว และติดตามครอบครัวของพนักงานในส่วนนี้ 20 รายว่าทางครอบครัวติดเชื้อหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เบื้องต้นสั่งปิดโรงงานดังกล่าวทันที ห้ามคนนอกเข้าออกโดยเด็ดขาดพร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล”
ส่วนผู้ป่วยใหม่มีทั้งหมด 257 ราย จำนวนนี้เป็นต่างชาติ 10 ราย
อยุธยาติดเชื้ออีก 72-ตาย 1
นพ.พีระ อารีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 72 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชาย อายุ 62 ปี ชาว อ.วังน้อย เป็นผู้ป่วยติดเตียง รักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก มีโรคประจำตัวโรคไต วันที่ 24 มิ.ย. มีอาการหายใจเหนื่อยหอบ หมดสติ นำส่ง โรงพยาบาลวังน้อย แพทย์ปั๊มหัวใจช่วยชีวิต วันที่ 25 มิ.ย. เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตรวจหาเชื้อโควิด พบติดเชื้อโควิด
วันเดียวกัน จ.ปราจีนบุรี พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 27 ราย สะสมรวม 864 ราย โดยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์อินเดีย 3 ราย ในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง และ อ.กบินทร์บุรี
ชลบุรียังหนัก-ป่วยอีก 279
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 279 ราย มาจากตรวจเชิงรุกคลัสเตอร์โรงน้ำแข็งภูพาน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง 22 ราย แคมป์ก่อสร้าง บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จํากัด อ.บางละมุง 21 ราย โรงงานน้ำแข็งห้วยยายจีน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง 14 ราย ตรวจเชิงรุกคลัสเตอร์ บริษัทไทยคชสาร โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด อ.ศรีราชา 13 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยันคลัสเตอร์ตลาดเช้าสัตหีบ อ.สัตหีบ 14 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน ร่วมวงสังสรรค์ 1 ราย บุคลากรทางการแพทย์ 1 ราย อาชีพเสี่ยงพบปะผู้คนจำนวนมาก 1 ราย เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงต่างจังหวัด กทม. 3 ราย ปทุมธานี 3 ราย และภูเก็ต 1 ราย สัมผัสผู้ป่วยที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ต่างจังหวัด จ.สมุทรปราการ 2 ราย และจ.ระยอง 1 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 32 ราย
แห่จอง‘โมเดอร์นา’จนระบบล่ม
จากกรณีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เชิญชวนประชาชนสั่งจองวัคซีนโควิด-19 ทางเลือก โมเดอร์นา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ถึงวันที่ 11 ก.ค. สำหรับค่าวัคซีน+ค่าบริการฉีด ราคา 1,500 บาทต่อโดส วัคซีนมีจำนวนจำกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดระบบให้ประชาชนเข้าไปลงทะเบียนจองวัคซีนทางเลือก ตั้งแต่ 08.30 น. มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนจำนวนมาก ทำให้ระบบล่ม หน้าเว็บไซต์ค้าง ไม่สามารถดำเนินการลงทะเบียนได้ กระทั่งเวลา 09.00 น. ผ่านมาครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่สามารถกลับมาลงทะเบียนได้อีกต่อไป
ด้านคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แจ้งว่า ขณะนี้ระบบได้รับการสั่งจองวัคซีนโควิด-19 ทางเลือกโมเดอร์นาครบ เต็มจำนวนแล้ว หากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีวัคซีนเพิ่มเติมจะเปิดให้จองเพิ่มในอนาคต จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป
‘อนุทิน’รับเอกสารวัคซีนหลุด
จากกรณีเอกสารการประชุมเกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์ล็อตที่สหรัฐอเมริกาบริจาค 1.5 ล้านโดสที่มีความเห็นเรื่องการนำมาฉีดเป็นเข็ม 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ เท่ากับยอมรับว่า ซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก นั้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงว่า วัคซีน ไฟเซอร์ล็อตดังกล่าวเกิดจากการประสานงานระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ ซึ่งถ้ามีเงื่อนไขการตกลงต่างๆ กระทรวงการต่างประเทศต้องแจ้งมายัง สธ.เพื่อให้เราปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น เงื่อนไขที่ได้รับการบริจาคจากญี่ปุ่นคือห้ามนำไปขายต่อ ส่วนวัคซีนไฟเซอร์เบื้องต้นไม่มีเงื่อนไข แต่เราก็ต้องนำวัคซีนมาฉีดให้เหมาะสม ประเทศไทยมีชาวต่างชาติจำนวนมาก เพื่อสร้างความปลอดภัยให้คนในประเทศ เราก็พร้อมจะฉีดให้เขาด้วย
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารภายในจากการประชุมคณะกรรมการวิชาการ ที่มีอาจารย์แพทย์ทั้งหลายเสียสละตัวเองเข้ามาทำงาน ซึ่งตามปกติการทำงานจะเสนอความคิดเห็นของแต่ละท่าน และจะมีบันทึกรวบรวมความคิดเห็นไว้ แต่ไม่ใช่เป็นข้อสรุป ไม่ใช่แนวทางปฏิบัติ นี่เป็นที่มาของการมีคณะกรรมการ เราจึงไม่ได้ให้ใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจ และยังต้องมาเข้าคณะกรรมการโรคติดต่อ เข้าคณะกรรมการวัคซีน ซึ่งไม่รู้ว่าตรงนั้นจะต้องถกเถียงกันอย่างไรอีก
“เราไม่ควรที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์เพราะเป็นเรื่องของวิชาการ ตราบใดที่ยังไม่ได้มาเป็นขั้นตอนปฏิบัติ ก็ยังไม่มีผลอะไร ส่วนจะนำวัคซีนไฟเซอร์มาฉีดเป็นเข็มที่ 3 ให้บุคลากรแพทย์หรือไม่ เป็นเรื่องวิชาการ ผมให้ความเห็นไม่ได้ รอให้คณะกรรมการวิชาการตกผลึกออกมาก็พร้อมสนับสนุน เช่น ไฟเซอร์ต้องใช้น้ำเกลือผสมเพิ่มในการฉีดก็จะจัดหางบประมาณในส่วนนี้มารองรับ” นายอนุทินกล่าว
ปัดตอบ‘ซิโนแวค’ไร้ประสิทธิภาพ
เมื่อถามว่ามีความเห็นว่าหากใช้เป็นเข็มที่ 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นการยอมรับว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องสอบถามไปยังอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปอะไร ขอให้ปล่อยคนที่มีหน้าที่ในการทำงานด้วยการเสนอความคิดเห็นใดๆ ก็ทำได้ วัคซีนซิโนแวคก็ฉีดคนละ 2 เข็มตามที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ก็อยู่เหนือเกณฑ์ อย่างเช่นที่ภูเก็ต ผลการศึกษาก็พบว่ามีประสิทธิภาพถึง 80% ที่เมืองจีน ฉีดทั้งประเทศ ผู้นำประเทศก็ฉีด ก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีผลอะไร เราก็ทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
‘คร.’แจงเป็นเอกสารปลอม
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เอกสารที่ออกมาไม่ใช่เอกสารฉบับจริงของที่ประชุม วันนั้นเป็นการประชุมคณะกรรมการด้านวิชาการ 3 คณะ คือคณะกรรมการวิชาการตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ในพ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะกรรมการด้านวิชาการและวิจัยการฉีดวัคซีน โดยเน้นเรื่องวิชาการ ซึ่งคนเข้าร่วมประชุมค่อนข้างมาก มีทั้งห้องประชุมและออนไลน์ โดยอยากได้ความเห็นทางวิชาการที่หลากหลาย กรณีที่เราจะมีวัคซีนตัวอื่นๆ เข้ามาในประเทศไทยในอนาคต เช่น ไฟเซอร์ควรฉีดกลุ่มเป้าหมายอย่างไร
“การประชุมคณะกรรมการวิชาการที่มีคนหลากหลาย ความคิดเห็นก็หลากหลาย ใครจะเสนอความเห็นอะไรก็ได้ แต่ความเห็นนั้น ไม่ใช่ความเห็นของที่ประชุมหรือความคิดเห็นทางการ ต้องดูบริบทด้วยว่าพูดอะไร การเอา คำใดคำหนึ่ง ประโยคใดประโยคหนึ่งมา โควตอย่างเดียว ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมกับผู้เข้าประชุม แต่ผมไม่ได้เข้าประชุมทั้งหมด บอกไม่ได้ว่าใครพูดว่าอย่างไร และมารยาทก็ไม่ควรพูดว่าเป็นใครพูด และยืนยันว่าไม่ใช่เอกสารหลุด แต่เรียกว่าเอกสารที่ไม่จริง เพราะคนเขียนสรุปไม่ใช่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการการประชุมนั้น หากสังเกตจะพบว่าเป็นการเขียนอ่านเอาเอง เหมือนเอาสไลด์การประชุมไปปะติด ไม่เหมือนแพตเทิร์นของฝ่ายเลขาฯ ยืนยันว่าไม่ใช่เอกสารจริงจากฝ่ายประชุม ไม่ควรเผยแพร่ต่อ เพราะถ้าเผยแพร่ต่อก็จะเป็นเรื่องไม่จริงไปกันใหญ่” นพ.โอภาสกล่าว
เมื่อถามว่ากรณีไฟเซอร์ที่จะได้รับการบริจาค 1.5 ล้านจะฉีดให้กลุ่มไหน นพ.โอภาสกล่าวว่า เรื่องนี้สหรัฐประกาศจะให้ไทย แต่ยังไม่มีการสรุปเป็นทางการว่าจะส่งให้ไทยเมื่อไร อย่างไร ต้องติดตามกันก่อน ต้องเอาข้อมูลมาประมวลก่อนและจะมาบริหารจัดการอีกที ต้องรอความชัดเจนเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา
เมื่อถามว่ามีแพทย์กลุ่มหนึ่งขอให้นำวัคซีนไฟเซอร์ที่จะบริจาคมาให้บุคลากรทางการแพทย์เพื่อกระตุ้นเข็มที่ 3 นพ.โอภาสกล่าวว่า เป็นความเห็นที่เรารับฟัง ยังไม่ทราบว่าจะบริจาคเท่าไรเมื่อไร แต่มีกรอบสั้นๆ ว่าจะมาเดือนนี้
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการฉีดวัคซีน บูสเตอร์โดสในบุคลากรทางการแพทย์ว่า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ามีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะต้องป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ให้ได้ ซึ่งทางวิชาการจะเร่งพิจารณาว่าจะให้วัคซีนตัวไหนเมื่อไรให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขให้คงไว้ดูแลประชาชนได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าเข็ม 3 ควรจะเป็นวัคซีนชนิดใดที่จะให้บุคลากร นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สธ.เห็นเรื่องการดูแลความปลอดภัยของบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญ โดยบุคลากรเราได้รับวัคซีนไปแล้วทั้ง 1 เข็ม และ 2 เข็ม การ บูสเตอร์โดสก็ต้องพิจารณากรณีการกลายพันธุ์ด้วย ไม่เช่นนั้นบุคลากรก็จะติดเชื้อ และปฏิบัติงานไม่ได้ จึงต้องพิจารณาให้ดี ยิ่งวัคซีนที่จะมากระตุ้นก็ต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพเป็นสำคัญ
เมื่อถามว่าฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ต้องเว้นช่วงกี่เดือน นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษาข้อมูล ผลจะออกมาในเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะกี่เดือน รวมถึงข้อมูลของวัคซีนที่ควรนำมาใช้ คาดว่าจะประมาณ 2-3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม คนที่ฉีดเข็ม 2 ไปก็ประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ในเร็วๆ นี้ก็จะมีคำตอบแล้ว
สธ.ปรับใหม่ 4 แผนคุมโควิด
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมอธิบดีกรมต่างๆ ร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์โควิดว่า ขณะนี้การระบาดเพิ่มขึ้นมาเป็นวันละ 6 พันราย เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ทำให้ติดง่ายขึ้น แพร่ระบาด วงกว้างมากยิ่งขึ้น แต่ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.และปริมณฑล ส่วนในต่างจังหวัดมีการติดเชื้อจากประชาชนที่เดินทางออกไปจาก กทม. แม้ตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่มีลักษณะกระจายตัว สามารถควบคุมการระบาดและดูแลได้ มีการตรวจรับผู้ป่วยดูแลรักษา ที่น่าห่วงคือ กทม. ซึ่ง สธ.ไม่ได้ดูแลโดยตรง แต่ กทม.เป็นเมืองใหญ่ เมื่อมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก สธ.ต้องเข้ามาช่วยเหลือดูแล ตั้งแต่การควบคุมโรค การบริหารจัดการเตียง การให้นโยบายวัคซีนเพื่อควบคุมโรคให้เร็วที่สุดและช่วยเหลือดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยให้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
“เรื่องการรักษาพยาบาล สธ.สั่งการให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ติดเชื้อไม่รุนแรง ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และ บุคลากรอื่นๆ เข้ามาช่วยงานร.พ.บุษราคัม ที่เปิดบริการ 3,700 เตียง ดูแลอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ถ้ามากกว่านี้จะส่งต่อร.ร.แพทย์ หรือร.พ.ใหญ่ ส่วนสัปดาห์นี้ สธ.ร่วมมือกับร.พ.มงกุฎวัฒนะเปิดไอซียู 24 เตียง ร่วมกับร.พ.เอกชนเปิดไอซียูสนามที่ มทบ.11 อีก 58 เตียง ส่งบุคลากรช่วยร.พ.วชิรพยาบาล ร.พ.ธรรมศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ที่เปิดไอซียูเพิ่มรวม 58 เตียง ทำให้มีเตียงสีแดงดูแลอาการหนักมากขึ้น 100 กว่าเตียงทันที ส่วน ร.พ.บุษราคัมเปิดดูแลสีเหลืองอีก 1,500 เตียง เราพยายามเข้ามาดูแลประชาชน ตอนนี้ที่อาจได้ยินข่าวติดเชื้อไม่ได้เข้าร.พ. เราพยายามประสานงานให้ได้ ให้ส่งต่อทุกคนเข้าร.พ. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ติดเชื้อที่ค่อนข้างมากอย่างนี้ใน กทม.และปริมณฑล กรมควบคุมโรคเสนอมาตรการปรับวิธีการควบคุมโรคให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ ให้ได้รับการดูแลดีขึ้น โดยปรับวางมาตรการใหม่ 4 มาตรการ คือ 1.ปรับการหา ผู้ติดเชื้อใหม่ เชื่อมต่อระบบรักษาดูแล แยกกัก และควบคุมโรคที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและผู้เสี่ยงป่วยรุนแรงอันดับแรก ซึ่งจะใช้ในกทม.ทันทีเพื่อพยายามควบคุมโรคภายในก.ค.หรือ 2-3 สัปดาห์ให้มีผู้ติดเชื้อลดลง 2.เรื่องการจัดการเตียง มีมาตรการกักตัวรักษาที่บ้าน หากมีอาการมากขึ้นส่งต่อเข้ารักษา
3.มาตรการวัคซีน สธ.ปรับนโยบายโดยจัดวัคซีนบูสเตอร์โดสให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าในร.พ.ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยทุกวันโดยตรง เพื่อให้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้น ป้องกันไวรัสโดยเฉพาะกลายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์อื่นๆ โดยจะใช้วัคซีนตามข้อมูลทางวิชาการ และจะเร่งให้ทันเวลา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความพร้อมปฏิบัติงานเต็มที่ จะมีการทำแนวทางการจัด บูสเตอร์วัคซีนต่อไป และการให้วัคซีนในผู้สูงอายุและ 7 กลุ่มโรค โดยวัคซีนที่จะได้มาในก.ค. จะเทให้ 2 กลุ่มนี้ไม่น้อยกว่า 80% เพื่อลดอัตราการป่วยหนักและตาย ลดการฉีดปูพรม โดยจะฉีดกลุ่มเฉพาะ เน้นเพื่อควบคุมโรคในพื้นที่การระบาด ซึ่งจะเร่งการควบคุมโรคได้ดีขึ้น ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่เป็นอาการรุนแรงและหนัก และหวังว่าเดือนต่อไปจะฉีดประชาชนทั่วไปมากขึ้น ครอบคลุมให้มากที่สุด และ 4.มาตรการทางสังคมและองค์กรก่อนเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่
ตรวจสัญญาโมเดอร์นาเสร็จเเล้ว
เมื่อเวลา 11.40 น. ที่ศูนย์ราชการสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนเเจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมเเถลงถึงความคืบหน้ากรณีสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นา ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดแถลงข้อเท็จจริงเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.ค. ว่าไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรใดส่งร่างสัญญาการจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นา ให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาตรวจร่าง และต่อมาวันเดียวกันเวลาประมาณ 15.00 น. องค์การเภสัชกรรมจึงส่งร่างจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาตรวจร่างสัญญา ภายหลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดแถลงข้อเท็จจริงแล้ว นั้น นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุดเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งรัดพิจารณาตรวจร่างสัญญาให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว จึงมอบหมายให้คณะทำงานสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย โดยน.ส.นารี ตัณฑเสถียร อธิบดีอัยการสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย ดำเนินการโดยเร่งด่วนจนการพิจารณาตรวจร่างสัญญาแล้วเสร็จในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ในวันเปิดทำการวันนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดจึงส่งคืนร่างสัญญาให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการต่อ
นายประยุทธเผยว่า ขณะนี้ไม่มีร่างสัญญาวัคซีนอยู่ในมือของสำนักงานอัยการเเล้ว ที่ผ่านมาสำนักงานอัยการสูงสุดเร่งตรวจร่างสัญญาการนำเข้าวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วัคซีนซิโนแวคซึ่งใช้เวลาตรวจร่างสัญญา 1 วัน วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ใช้เวลาตรวจร่าง 5 วัน ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ได้รับร่างสัญญาจัดซื้อจากกรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. โดยตรวจร่างเสร็จและส่งกลับไปให้กรมควบคุมโรคในช่วงเช้าวันที่ 5 ก.ค. ยืนยันว่าอัยการสูงสุดได้พิจารณาร่างสัญญาดังกล่าวทั้งหมดแล้วไม่มีตกค้าง ส่วนวัคซีนยี่ห้ออื่น เช่นสปุ๊กนิก และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันยังไม่ได้มีการส่งร่างสัญญาเข้ามา

ไล่บิ๊กตู่ – เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน รวมตัวกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แบกโลงศพนายกฯ รองนายกฯ และรมว.แรงงาน เรียกร้องจ่ายเงินเยียวยา และขับไล่นายกรัฐมนตรีให้ลาออก เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
เครือข่ายแรงงานจี้เยียวยา 5 พัน
วันเดียวกัน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน นำโดยน.ส.สุธิลา ลืนคำ ผู้จัดการโครงการ สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยนำโลงศพซึ่งติดรูปภาพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พร้อมติดภาพโลโก้พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ล้อมสายสิญจน์ วางดอกไม้จันทน์ จากนั้นทำพิธีกรรมสวดมนต์ จุดธูปเทียน ก่อนเริ่มปราศรัยอย่างดุเดือดชี้ให้เห็นถึงความ เดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน
พร้อมประกาศข้อเรียกร้องดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพมาฉีดให้กับประชาชนทุกคนเพื่อป้องกันโควิด-19 ภายในเดือนต.ค.นี้ โดยให้รัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานประกัน (สปส.) และบริษัทเอกชนสามารถสั่งซื้อวัคซีนได้โดยตรง 2.กรณีพนักงานหยุดงานเพราะถูกกักตัวหรือเจ็บป่วยจากติดเชื้อโควิด-19 จึงต้องไปรักษาตัว ขอให้รัฐบาลจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน และไม่ถือเป็นวันลาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
3.ให้รัฐบาลจัดตรวจคัดกรองเชิงรุกในสถานประกอบการให้กับลูกจ้างทุกคน 4.ให้รัฐบาลเยียวยาประชาชนและแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เงินคนละ 5,000 บาทถ้วนหน้า อย่างน้อย 3 เดือน ตั้งแต่ก.ค.ถึงก.ย. หรือจนกว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร 5.ขอให้รัฐบาลจัดรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ 6.ขอให้นายกฯลาออกเนื่องจากบริหารงานล้มเหลว 7.พร้อมสนับสนุนกลุ่มราษฎรยืนยันไม่ลดเพดานขอเรียกร้อง 3 ข้อ
จากนั้นตัวแทนกลุ่มสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ประกาศที่จะนำโลงศพดังกล่าวที่ผ่านการทำพิธีในวันนี้ไปทำเผาในวันที่ 7 ก.ค.นี้ ที่บริเวณหน้ากระทรวงสาธารณสุข
รถทัวร์ร้อง‘บิ๊กตู่’ตรึงดีเซล
ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย พร้อมตัวแทน ผู้ประกอบการรถโดยสาร เข้ายื่นหนังสือขอให้พิจารณาการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสาร ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
นายพิเชษฐ์กล่าวว่า สมาคมเคยมายื่นหนังสือขอให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารมาแล้ว แต่ข้อเรียกร้องยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ผู้ประกอบการโดยสารรถประจำทางกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากการลดเที่ยววิ่งจำนวนมากและลดอัตราบรรทุก ผู้โดยสารลดกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ วันนี้สมาคมจึงยื่นเรื่องขอให้รัฐบาลช่วยพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือ ดังนี้ 1.ตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เฉพาะรถขนส่งผู้โดยสาร ดีเซล ไม่เกินลิตรละ 20 บาท และก๊าซเอ็นจีวี ลดเหลือ 10.62 บาท ต่อกิโลกรัม 2.ยกเว้นการเก็บภาษีรถโดยสารประจำปี 2564 3.ยกเว้นการทำประกันภัยรถโดยสารภาคสมัครใจประจำปี 2564
4.ให้บขส.งดเว้นหรืองดการเรียกค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเดินรถทั้งหมดให้ผู้ประกอบการรถร่วมเป็นเวลา 1 ปี 5.ขอจัดการเดินรถประจำทางให้สามารถหมุนเวียนได้ทุกเส้นทาง เพื่อให้สามารถใช้ตัวรถอย่างเต็มประสิทธิภาพและลดต้นทุนผู้ประกอบการ 6.ขอให้ช่วยเหลือ ผู้ประกันตนให้ได้รับสิทธิ์การช่วยเหลือเยียวยาจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อัตรา 50 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลาไม่เกิน 90 วัน 7.ขอให้ผ่อนคลายการจำหน่ายตั๋วโดยสารต่อรถ 1 คันได้ตามปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อได้มีการฉีดวัคซีนแล้ว
ยื่นสอบ‘บิ๊กตู่’ล้มเหลวซื้อวัคซีน
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พญ.กมลพรรณ ชีวะพันธ์ศรี และนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทนเข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจฯ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข ผอ.องค์การเภสัชกรรม ผอ.องค์การอาหารและยา คณะกรรมการบริหารวัคซีน รมว.มหาดไทย กรณีบริหารจัดการวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ
พญ.กมลพรรณกล่าวว่า หลายหน่วยงานในต่างประเทศ รวมทั้งแพทย์ที่ได้รับวัคซีน ซิโนแวคต่างระบุว่าเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพต่ำ ราคาแพง แต่รัฐบาลก็ยังกลับสั่งนำเข้ามาใช้ กับประชาชนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งต้องการนำเข้าวัคซีน ไฟเซอร์ โมเดอร์นา หน่วยงานของรัฐทั้งองค์การเภสัชกรรม องค์การอาหารและยา กลับดำเนินการอนุญาตล่าช้า ซ้ำยังเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลเสียทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพล่าช้า และถูกโรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 47 กำหนดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมาตรา 55 ระบุว่ารัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ดังนั้นรัฐควรจะสนับสนุนให้เอกชนนำเข้าวัคซีนโดยไม่จัดเก็บภาษี หรือนำเข้าเองมาฉีดให้กับประชาชน
“วันนี้มีคนติดเชื้อวันละ 5,000 คน เสียชีวิตวันละหลายสิบคน แต่กลับใช้เงินกู้ 2 ครั้งกว่า 1.5 ล้านล้านบาทเยียวยาประชาชนคนละเล็กน้อย ไม่พอใช้ โดยไม่คิดจะทุ่มงบประมาณไม่เกินแสนล้านจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพมาให้กับประชาชน วัคซีนไฟเซอร์ ราคา 300-500 บาท จำนวน 60 ล้านโดส 2 เข็มใช้เงินแค่หลักหมื่นล้านบาท ก็สามารถฉีดให้กับประชาชนได้ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการเจตนาเหมือนต้องการเลี้ยงไข้และต้องการจัดหาวัคซีนเพียงซิโนแวคเท่านั้น ทั้งที่สามารถบริหารจัดการให้สามารถป้องกันโรคได้ การ กระทำของรัฐบาลและหน่วยงานทั้งหมดจึงเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้า ทำงานล่าเช้า และถ่วงเวลา” พญ.กมลพรรณกล่าว