ปมโควิด
จี้ผู้ตรวจ
สอบบิ๊กตู่
หนู-ป๊อก
โดนด้วย
เพื่อไทยลั่นใช้กฎหมาย เอาผิดบิ๊กตู่รัฐบาล บริหารจัดการโควิดล้มเหลว จงใจสร้างความเสียหาย ปล่อยปละละเลยจนคนเจ็บป่วยล้มตายอื้อ แนะประชาชนลุยฟ้อง เครือข่ายประชาชนยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบกราวรูด ‘ประยุทธ์-อนุพงษ์-อนุทิน’ พ่วงบิ๊กข้าราชการสธ. บริหารวัคซีนล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ เรียกเก็บภาษีวัคซีนทางเลือก ส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 กับมาตรา 55 ‘ป้อม’ ไม่เลิกงอนสื่อ งดสัมภาษณ์ยาว วิปรัฐบาลให้กรรมาธิการถอนร่างพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ไปปรับปรุงแก้ไข ก่อนเสนอสภาพิจารณาใหม่
ป้อมยังงอนสื่อ-รูดซิปปาก
วันที่ 5 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุระเบิดและไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก จ.สมุทรปราการ โดยไม่แสดงท่าทีใดๆ ก่อนเดินขึ้นรถออกจากทำเนียบไปทันที
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ที่พล.อ.ประวิตรปฏิเสธให้สัมภาษณ์ นับตั้งแต่ให้สัมภาษณ์กรณีเยียวยาแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดแคมป์คนงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ชทพ.พร้อมบริจาคเงินเดือน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวกรณีนิด้าโพลเสนอส.ส.และรัฐมนตรีบริจาคเงินเดือนในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ว่า ถ้าเป็นนโยบายก็ไม่ขัดข้อง เชื่อว่าส.ส.และรัฐมนตรีก็พร้อม แต่ความเป็นจริง ส.ส.มีรายจ่ายค่อนข้างมากโดยเฉพาะภาษีสังคม ถ้านับจำนวน ส.ส. และครม.ที่มีก็ไม่ได้เยอะ ถ้าตัดออกมาจากเงินเดือนและเงินที่ได้รับก็เหมือนเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง แต่มีผลกระทบด้านจิตใจ ถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกันทุกคนก็พร้อม ไม่น่ามีปัญหา พร้อมหักเงินเดือนตัวเอง
รับรัฐบาลช่วงนับถอยหลัง
ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเป็นสิทธิ์ และเป็นเรื่องปกติของระบอบรัฐสภา ส่วนปัญหาระหองระแหงของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นจุดบอดให้ฝ่ายค้านโจมตีนั้น จุดบอดถือเป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล เราอยู่กันมา 2 ปีแล้ว เลยจุดครึ่งทางของรัฐบาลชุดนี้ ก็เหมือนการนับถอยหลังสำหรับทุกๆ รัฐบาล เมื่อทำงานไปสักพักย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านจะนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นรายละเอียดในการอภิปราย
เมื่อถามว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และภูมิใจไทย (ภท.) ทวีความขัดแย้งขึ้นทุกวัน นายวราวุธ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติทุกยุคทุกสมัย ความขัดแย้งในพรรครัฐบาลเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดที่มีความ ซับซ้อนและละเอียดอ่อนในการแก้ปัญหา
ภท.ยันพร้อมร่วมประชุม
ที่รัฐสภา นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ รองโฆษกภท. กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ภท.ยึดตามประกาศสภาว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งให้ประชุมหรือไม่ หรือมีมาตรการอย่างอื่นอย่างใด ถ้าในอนาคตมีการขออนุญาตงบเงินกู้ หรือประกาศสงครามที่ให้อำนาจรัฐสภา หากทุกคนใช้สิทธิความเป็นส่วนตัวไม่มาประชุมก็ไม่ได้ ฉะนั้นอยากให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกคนฟังการประกาศของนายชวน เป็นหลัก ภท.ทั้ง 61 คน พร้อมเข้าร่วมประชุมรัฐสภาตามที่นายชวนออกหนังสือเชิญ แต่กรณีกฎหมายแต่ละฉบับนั้นในการแสดงตนมีเหตุผลของพรรคเรื่องข้อกฎหมาย จึงอยากให้เข้าใจด้วยว่าเราไม่เจตนาจะให้สภาล่ม
เมื่อถามว่าคิดว่าจะมีเหตุการณ์การประชุมสภาล่มอีกหรือไม่หากนายชวนยังเดินหน้าประชุมต่อ นายณัฏฐ์ชนนกล่าวว่า คิดว่าส.ส.เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมด ถามว่าเป็นส.ส.กลัวหรือไม่ก็กลัว เพราะหากพวกตนติดโควิดไทม์ไลน์ต่างๆ จะสร้างปัญหาให้จังหวัดหรือบุคคลใกล้ชิด ฉะนั้นวันนี้พวกตนต้องระวังตนเองให้มาก นอกจากนี้ในการประชุม กมธ.หรืออนุกมธ.ต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะดูแลเรื่องนี้
พท.จี้รัฐบาลต้องลาออก
เวลา 11.05 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการเสวนา “วิกฤตโควิด-19 : ทางออกก่อนถึงทางตัน” โดยมีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้า พท. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และประธานอนุกรรมการนโยบายสาธารณสุข พท. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรค และ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค ร่วมเสวนา
นายพิชัยกล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะมาถึงจุดที่เละเทะขนาดนี้ได้ จากฝีมือการบริหารของรัฐบาลและผู้นำที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง พล.อ.ประยุทธ์ดูเหมือนจะหมดสภาพแล้ว เศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก ล่าสุด ธปท.ลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 1.8% และปีหน้าเหลือเพียง 3.9% ซึ่งอาจต่ำกว่าได้อีก จึงอยากเสนอ 7 ทางออก 1.เร่งสั่งซื้อวัคซีน mRNA เช่น ไฟเซอร์และโมเดอร์นา 60 ล้านโดสให้เร็วที่สุด และเร่งฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ระงับซื้อวัคซีน ซิโนแวค 2.จัดการให้มั่นใจว่าแอสตร้าเซนเนก้าจะส่งมอบตามจำนวนที่ตกลง พร้อมเปิดสัญญาให้ประชาชนรับรู้ 3.เร่งกระจายการฉีดวัคซีนที่มีคุณภาพให้เร็วและมากที่สุด กำหนดวันเปิดประเทศที่พร้อมและทำได้จริง ไม่ใช่ขายฝัน 4.จัดวิธีการเยียวยาใหม่ ยกเลิกการแจกเงินสะเปะสะปะ แจกหว่าน 5.เร่งออกซอฟต์โลน 0% 6.เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิดสวิตช์ ส.ว. อย่าปล่อยให้ประเทศเดินไปสู่ความวุ่นวายและถึงทางตัน 7.พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลต้องออกไป เพราะล้มเหลวเกินเยียวยา
ลั่นใช้กฎหมายบีบให้ออก
นพ.ชลน่านกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศอยู่บนเหว ขอเสนอ 4 เรื่อง 1.ให้ประชาชนตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองได้ มีสถานบริการตรวจเชื้อได้มากที่สุด 2.แยกคนติดเชื้อออกจากคนไม่ติดเชื้อ ต้องปรับแผน เช่น กักตัวที่บ้านโดยมีทีมคอยดูแล 3.วัคซีนเฉพาะหน้า เพราะวัคซีนมีจำกัด ในสถานการณ์วิกฤตนี้ วัคซีนที่ผลิตในประเทศต้องใช้ในประเทศก่อน และต้องกำหนดเป้าหมายฉีดแบบโฟกัสจุด เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง จะหว่านแหไม่ได้และต้องหาวัคซีน mRNA มาฉีดให้คนกลุ่มนี้ ศบค.ต้องรีบจัดหาวัคซีนทุกตัวให้เข้ามาเร็วที่สุด แต่ยกเลิกซิโนแวค 4.ล็อกดาวน์หรือตรวจทุกคน ไม่จำเป็นต้องปิดสถานที่แต่ต้องตรวจทุกคน มีทีมเฝ้าระวังเข้าสอบสวนโรค ดำเนินการกักกันตัวภายใน 24 ชั่วโมง
ประเด็นสำคัญที่สุด ผอ.ศบค.ต้องออก ถ้าไม่ลาออกเราจะใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการ เหมือนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาฯ เสนอว่าท่านประมาท เลินเล่อ ปล่อยให้เชื้อแพร่กระจาย และจงใจปล่อยให้คนตายอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่ออกด้วยจิตสำนึกหรือมโนธรรมก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการทางสภา
ปชช.ใช้สิทธิ์ฟ้องร้องได้
นายอนุสรณ์กล่าวว่า ขอเสนอทางถอยให้รัฐบาล 1.เร่งฉีดวัคซีน mRNA ให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าโดยเฉพาะพื้นที่สีแดง 2.นำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ 3.เร่งตรวจเชิงรุก ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจเชื้อด้วยตัวเอง เตรียมระบบรองรับการดูแลผู้ติดเชื้อที่บ้าน 4.เร่งเยียวยาประชาชนเดือนละ 5,000 บาท อย่างน้อย 3 เดือน และ 5.ยกเลิก ศบค.ไม่ต้องมีทั้งศบค.ชุดเล็ก ชุดใหญ่เพราะล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้ปัญหาวิกฤตได้รับการแก้ไข
น.ส.อรุณีกล่าวว่า ทางออกที่เราควรพิจารณาคือการใช้อำนาจทางกฎหมายผ่านองค์กรตุลาการ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผอ.ศบค.ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะอำนาจ การออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้กฎหมายจะให้เกราะคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่รัฐตาม มาตรา 17 ยกเว้นความผิดทางแพ่ง ทางอาญาและทางวินัย แต่การจัดสรรวัคซีนที่ล่าช้า ทางเลือกที่ไม่หลากหลาย และความหละหลวมของรัฐบาล รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ประมาท เลินเล่อ ละเว้นและล่าช้าในการบริหารสถานการณ์วิกฤต ปล่อยให้คนติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก พท.จะใช้กระบวนการทางกฎหมายเอาผิดรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ งดเว้นหน้าที่ที่พึงต้องกระทำ และจงใจทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน เราจะศึกษาข้อกฎหมายและทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องชีวิตประชาชน และเอาผิดพล.อ.ประยุทธ์ให้ได้
นพ.ชลน่านให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า พท.กำลังหารือร่วมกับฝ่ายกฎหมาย รวมทั้งเปิดให้ประชาชนนำข้อมูลหลักฐานที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยในการรักษาชีวิตประชาชน มาหารือกันเพื่อดำเนินคดีกับรัฐบาล ผลจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐ ทั้งการจัดหาวัคซีน ปล่อยให้ประชาชนนอนรอความตายที่บ้าน ไร้การช่วยเหลือจากรัฐ รวมทั้งวัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือก หากประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่าย ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องรัฐบาลได้

ยื่นผู้ตรวจฯ – เครือข่ายประชาชนยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ รมว.สาธารณสุข ผอ.องค์การเภสัชกรรม เลขาฯคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการบริหารวัคซีน และรมว.มหาดไทย ที่บริหารจัดการวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.
ร้องผู้ตรวจฯสอบ‘ตู่-อนุทิน’
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พญ.กมลพรรณ ชีวะพันธ์ศรี และนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจฯ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข ผอ.องค์การเภสัชกรรม เลขาฯคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการบริหารวัคซีน รมว.มหาดไทย กรณีบริหารจัดการวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งหากเห็นว่ากฎระเบียบขององค์การเภสัชที่เก็บเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าวัคซีนจากเอกชน ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 และมาตรา 55 ผู้ตรวจฯ อาจเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้
พญ.กมลพรรณกล่าวว่า หลายหน่วยงานในต่างประเทศรวมทั้งแพทย์ที่ได้รับวัคซีน ซิโนแวค ต่างก็ออกมาระบุว่าเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพต่ำ ราคาแพง แต่รัฐบาลกลับสั่งนำเข้ามาใช้กับประชาชนจำนวนมาก ขณะเดียวกันโรงพยาบาลเอกชนซึ่งต้องการนำเข้าวัคซีน ไฟเซอร์ โมเดอร์นา หน่วยงานของรัฐทั้งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) องค์การอาหารและยา (อย.) กลับดำเนินการอนุญาตล่าช้า ซ้ำยังเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งส่งผลเสียทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพล่าช้า และถูกโรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 47 กำหนดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมาตรา 55 ระบุว่ารัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ดังนั้น รัฐควรจะสนับสนุนให้เอกชนนำเข้าวัคซีนโดยไม่จัดเก็บภาษี หรือนำเข้าเองมาฉีดให้ประชาชน
ปฏิบัติหน้าที่ส่อขัดรธน.
วันนี้มีคนติดเชื้อวันละ 5,000 คน เสียชีวิตวันหลายสิบคน แต่กลับใช้เงินกู้ 2 ครั้งกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เยียวยาประชาชนคนละเล็กน้อยไม่พอใช้ โดยไม่คิดจะทุ่มงบประมาณไม่เกินแสนล้านจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพมาให้ประชาชน วัคซีนไฟเซอร์ราคา 300-500 บาท จำนวน 60 ล้านโดส 2 เข็มใช้เงินแค่หลักหมื่นล้านบาท ก็สามารถฉีดให้กับประชาชนได้ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการ เจตนาเหมือนต้องการเลี้ยงไข้และต้องการจัดหาวัคซีนเพียงซิโนแวคเท่านั้น ทั้งๆ ที่สามารถบริหารจัดการให้สามารถป้องกันโรคได้
การกระทำของรัฐบาลและหน่วยงานทั้งหมดจึงเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำงานล่าเช้า จึงขอให้ผู้ตรวจฯแสวงหาข้อเท็จจริง และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวว่าได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และมาตรา 55 หรือไม่ ประการใด แล้วให้ผู้ตรวจฯ ส่งหนังสือไปถึงคนเหล่านั้นให้ปรับปรุง ยกเลิก กฎ คำสั่งหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ ที่ก่อให้เกิดการเตะถ่วง หรือล่าช้าในการนำเข้าวัคซีนที่ดีมีคุณภาพมาให้ประชาชน และหากพบว่ากฎระเบียบของ อภ. ที่เก็บเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าวัคซีนจากเอกชนที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 และมาตรา 55 ผู้ตรวจฯ อาจเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้” พญ.กมลพรรณกล่าว
วิปรัฐให้ถอนพ.ร.บ.วัตถุอันตราย
ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.พปชร. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.วัตถุอันตรายว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.วัตถุอันตรายแล้ว เห็นด้วยกันทุกฝ่ายโดยอนุญาตให้ประธาน กมธ.ถอนออกไปปรับปรุงร่าง และเสนอกลับเข้ามาใหม่ภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะพิจารณาเริ่มต้นใหม่ เพราะที่พิจารณาไปแล้วไม่ได้มีจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อมีปัญหาตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ส่วนที่ไม่เป็นปัญหาเมื่อถึงเวลาก็สามารถผ่านที่ประชุมได้เลย ส่วนที่จะให้ต่างชาติเข้ามาเป็นกรรมการด้วยนั้นต้องมีการพิจารณาให้แล้วเสร็จ
นายวิรัชกล่าวด้วยว่า สำหรับการประชุมสภาจะต้องเดินหน้าต่อหรือไม่ ในที่ประชุม วิปรัฐบาลยังขอไม่ให้ความเห็นเรื่องนี้ ขอรอความเห็นที่ประชุมวิปร่วม 4 ฝ่ายในวันที่ 6 ก.ค. เวลา 10.30 น. ก่อน
กมธ.ยันไม่เกี่ยว 3 สารพิษ
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.พปชร. ประธานกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.วัตถุอันตราย กล่าวว่า วันนี้วิปรัฐบาลได้เชิญตัวแทนองค์การอาหารและยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ทุกประเด็น ในฐานะประธานกมธ. เห็นว่าหน่วยงานมีความจำเป็นที่จะต้องนำกฎหมายไปบังคับใช้ ข้อกังวลของผู้แปรญัตติบางประเด็นเกินกว่าความเป็นจริง ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นดราม่าทางการเมืองหวังได้ใจประชาชนเกี่ยวกับการแบน 3 สารพิษ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา 3 สารพิษ ส่วนข้อมูลที่ทำให้มีความกังวลว่า กรรมการสัดส่วนต่างประเทศจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการพิจารณานั้นไม่จริง เพราะการพิจารณาวัตถุอันตรายเกี่ยวข้องทั้งผลิตภัณฑ์สุขภาพ พ.ร.บ.ยา, พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์, พ.ร.บ.เครื่องสมุนไพร หรือพ.ร.บ.อาหาร ที่บังคับเช่นเดียวกันใน 4 กระทรวง 6 หน่วยงาน
ตัวอย่างในกระทรวงพลังงาน หากวันหนึ่งไม่มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ แล้วมีพลังงานชนิดใหม่มาเราจะไม่ทราบว่าจะมีผลประโยชน์หรือโทษต่อประเทศไทยอย่างใด ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงวัตถุอันตรายเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงการจัดเก็บ ลักษณะบรรจุภัณฑ์ เช่น กรณีโรงงานที่สมุทรปราการระเบิดวันนี้ หากเป็นสารชนิดใหม่แล้วคนไทยไม่มีความเชี่ยวชาญเลย ก็เป็นตัวอย่างเรื่ององค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่ผลิตสารดังกล่าว