ก้าวไกลฉะพรก.นิรโทษ
อัยการ-สภาทนายก็ค้าน

ฝ่ายค้านรุมถล่มร่างพ.ร.ก.นิรโทษโควิด เพื่อไทยชี้ไม่จำเป็น แนะตั้งกองทุนเยียวยา ผู้สูญเสีย ก้าวไกลจวกไม่ใช่แค่นิรโทษเหมาเข่ง แต่เป็นเหมาโกดัง บทเฉพาะกาลสุด เลวร้าย ปิดช่องเหยื่อโควิดฟ้องร้องเอาผิด ทั้งแพ่ง-อาญา อัยการยันขัดรัฐธรรมนูญ สภาทนายความออกแถลงการณ์ เชื่อมีวาระซ่อนเร้น ก้าวไกลเล็งเสนอญัตติด่วน ให้รัฐสภาโหวตปมแปรญัตติบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เกินเนื้อหาหลักการวาระ 1 ทำได้หรือไม่ ปชป.สวนกลับภูมิใจไทย โต้แปรญัตติผิดข้อบังคับ ยันยึดรธน. เสียงส่วนใหญ่ ‘สุทิน’ ไม่หวังผลโหวตญัตติซักฟอก ให้ความสำคัญมตินอกสภามากกว่า

‘ชวน’แย้มเพิ่มวันถกงบ

เวลา 08.40 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงมาตรการควบคุมโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระหว่างการประชุมสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ. 2565 วันที่ 18-20 ส.ค.ว่า วันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมามีการหารือว่าจะให้ตรวจแบบแอนติเจนเทสต์คิตให้ข้าราชการและสื่อมวลชนในวันที่ 16-17 ส.ค. ก่อนประชุมสภา ส่วนรัฐมนตรี ส.ส.และผู้ติดตามที่ต้องเข้ามาอาคารรัฐสภาคุมเข้มเหมือนเดิม คือจำกัด ผู้ติดตามเพียง 1 คน และอาจต้องตรวจหาเชื้อก่อนเข้าอาคาร สภาประสานกรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมดแล้ว

เมื่อถามถึงกรอบเวลาการอภิปรายแต่ละวันจะจบเวลาใดเพราะติดเคอร์ฟิว นายชวนกล่าวว่า วันที่ 16 ส.ค.นี้จะหารือกัน ตนมอบหมายนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภารับทราบแล้ว เพราะเป็นประธานประชุมตัวแทนแต่ละฝ่าย จะหารือกันว่าจะเริ่มการประชุมเวลา 09.30 น. ส่วนจะสิ้นสุดเวลาใดนั้นจริงๆแล้วศบค.อนุญาตให้สภาทำหน้าที่ได้ แต่เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ก็ต้องหารือว่าควรเลิกประชุมช่วงใด การพิจารณางบแต่ละปีจะเลย 24.00 น. เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ประชุมต่อโดยไม่ต้องนับองค์ประชุมใหม่ ดังนั้น ครั้งนี้ถ้าสมมติเลิกประชุมแต่ละวันเวลา 20.00-21.00 น. การพิจารณาอาจยืดเยื้อไปมากกว่า 3 วัน

ปชป.ย้ำไม่มีหนอนส่งข้อมูลเชือด

ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เบื้องต้นได้นัดหมายว่าจะมายื่นกับตน 16 ส.ค. เวลา 09.30 น. เมื่อรับญัตติมาแล้วตามขั้นตอนจะตรวจสอบความถูกต้องเหมือนที่ผ่านมาทุกปี ไม่มีอะไรยุ่งยาก ตรวจสอบญัตติคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน จากนั้นจะนัดหารือทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านว่าเวลาและวันที่แต่ละฝ่ายสะดวกเป็นช่วงไหนต่อไป

ที่ชุมชนเย็นอากาศ 2 เขตยานนาวา นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวกรณีฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ยังไม่ทราบมีรัฐมนตรีคนไหนถูกอภิปรายบ้าง แต่ยอมรับว่าตามรัฐธรรมนูญหากสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ก็จะส่งผลให้ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งหมด ส่วนกระแสข่าวมีบุคคลในฝ่ายรัฐบาลส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ตนไม่ทราบเรื่องนี้ ยังไม่มีข้อมูล แต่เชื่อว่าไม่มีใครในรัฐบาลส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้านแน่นอน

กมธ.แก้รธน.เห็นต่างเรื่องปกติ

เมื่อถามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลด้วย จะเป็นการกดดันให้ทบทวนการร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ถูกอภิปรายออกมา จึงตอบไม่ได้ว่าฝ่ายค้านมีความประสงค์อย่างไร เมื่อมีรายชื่อผู้ถูกอภิปรายจะสะท้อนให้เห็นได้ว่าฝ่ายค้านต้องการอะไรซ่อนอยู่หรือไม่

สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตอนนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในชั้นกมธ.นั้น เป็นเรื่องปกติตามวิถีทางประชาธิปไตย ยืนยัน ปชป.ทำเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถเท่าที่ ส.ส.ของพรรคมีอยู่แล้ว จะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอนาคต ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ขณะเดียวกันตอนนี้รัฐบาลก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโควิด-19 และการเมือง ที่ต้องแก้ไปพร้อมกัน ไม่ง่ายแต่เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ปชป.สวนภท.ปมแปรญัตติ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.ปชป. รองประธานกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่… พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) กล่าวกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกมธ.ระบุ ปชป.แปรญัตติเกินกว่าที่รับหลักการไว้ถือว่าผิดข้อบังคับ ว่า การที่นายศุภชัยออกมาพูดอย่างนี้ ทั้งที่ตัวเองยกมืองดออกเสียงในห้องประชุม กมธ. และมีคนเห็นด้วย 2-3 คนเท่านั้น แต่กมธ.เสียงข้างมากเห็นด้วยกับข้อเสนอของตนในนามปชป. เพื่อต้องการแปรญัตติเพิ่มเติมในมาตรา 83 และมาตรา 91 ในหลักการที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ซึ่งเสียงข้างมาก 25 เสียง ที่เห็นด้วยกับกระบวนการและแนวคิดดังกล่าว

นายศุภชัยและภท.จะเห็นอย่างไรก็ย่อมเป็นสิทธิของนายศุภชัย แต่ไม่ควรกล่าวหาว่าปชป.ดำเนินการผิดรัฐธรรมนูญและผิดข้อบังคับ ยืนยันว่าสิ่งที่เสนอให้กมธ. แล้วเสียงส่วนใหญ่ก็เสนอความเห็นไปในทางเดียวกันและเห็นด้วย มีการซักถามในกมธ. ซึ่งมีตัวแทนของทั้งสภา กฤษฎีกา และกกต.ที่เชิญมาร่วมประชุมด้วย ต่างก็เสนอแนะว่าสมควรแปรญัตติในหลักการที่เกี่ยวเนื่องได้เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ส่วนใดที่คิดว่าไม่เกี่ยวเนื่องกันก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นที่จะไม่แปรญัตติ

ปมบัตร 2 ใบเป็นเหตุ

เป็นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งใช้บัตร 2 ใบ มีส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน แต่นายศุภชัยสนับสนุนการใช้บัตรใบเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่การเสนอมาตรานี้จนได้รับความเห็นชอบในสภามาแล้ว เพราะเห็นว่าการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวและสัดส่วนผสมในรัฐธรรมนูญปี 60 ทำให้เกิดปัญหามาแล้ว เช่น การคิดคะแนนจนมีส.ส.ปัดเศษ ทำให้รัฐบาลมีพรรคเล็กมาผสมมาก และบัตรเลือกบัตรใบเดียวซื้อเสียงได้เต็มที่ ทุกคนก็เห็นว่าการเลือกตั้งโดยใช้บัตร 2 ใบ ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว ยืนยันว่าการแก้ไขเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับทุกประการ ประกอบกับเสียงส่วนใหญ่ในกมธ.เห็นด้วยก็สามารถดำเนินการได้อย่างแน่อน

เมื่อถามว่า อย่างนี้จะเป็นปัญหาในการทำงานร่วมกันหรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า ปัญหาการร่วมรัฐบาลคงไม่มี แต่ทำให้เห็นว่าพรรคใดมีจุดยื่นเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งอย่างไร

ก.ก.เล็งชงญัตติด่วนให้สภาโหวต

นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ กล่าวกรณีพรรคพลังประชารัฐ ปชป. และพรรคเพื่อไทย (พท.) จับมือแปรญัตติแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 91 นอกเหนือจากที่รับหลักการ ว่า พรรคจะต่อสู้ขัดขวางเรื่องนี้จนถึงที่สุด ถ้าเป็นไปได้วันที่ 13 ส.ค.จะยื่นญัตติด่วนถึงนายชวน บรรจุวาระเร่งด่วนให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาโหวตตัดสินว่ากรณีกมธ.แปรญัตตินอกเหนือจากหลักการที่รับมาในวาระที่ 1 นั้นกระทำได้หรือไม่ เพื่อชี้ขาดก่อนเข้าสู่การพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญวาระที่ 2-3

รัฐสภาต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย หลักนิติธรรม ไม่ควรปล่อยให้กมธ.ตีความตามอำเภอใจ ใช้เสียงข้างมากลากไป ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับปชป.เสนอแก้แค่ 2 มาตรา เรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กับวิธีคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่กลับไปแก้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เลยเถิดไปถึงการแก้บทเฉพาะกาลให้ กกต.มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์เลือกตั้งส.ส.เองได้ หากแก้พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ทันใน 120 วัน หลังจากที่แก้รัฐธรรมนูญเสร็จ แม้จะแพ้เสียงโหวตแต่ก็จะประจานให้เห็นว่าใครบ้างเห็นชอบการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ส่วนถ้าแพ้โหวตจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความหรือไม่นั้น ยังไม่คิดไกลถึงขั้นนั้น ขอใช้กลไกในสภาต่อสู้ถึงที่สุดก่อน

เมื่อถามว่าจะจับมือกับภท.หรือไม่ เพราะมีแนวทางต่อสู้ทางเดียวกัน นายธีรัจชัยกล่าวว่า ขณะนี้แค่คุยกันในนามส่วนตัวกับกมธ.ภท. แต่เป็นแค่การแลกเปลี่ยนความเห็นในเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังไม่มีการหารือในระดับพรรค อย่าเพิ่งคิดไปไกล ต้องต่อสู้ด้วยตัวเองให้เต็มที่ก่อน

พท.หวังเซอร์ไพรส์ซักฟอก

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงความมั่นใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่า ในวันที่ 14 ส.ค.พรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือรอบสุดท้ายเพื่อกำหนดตัวรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดว่าจะอยู่ที่ 5 คน หรือบวกลบ 1 คน ไม่เกินจากนี้ มั่นใจว่าการอภิปรายครั้งนี้จะทรงพลังมากที่สุด สอดคล้องอารมณ์ความรู้สึกประชาชนที่ได้อภิปรายไปล่วงหน้าแล้ว ฝ่ายค้านจะเอามาขยายโฟกัสให้ชัดขึ้น เป็นการอภิปรายที่ประชาชนมีส่วนร่วมอภิปรายมากที่สุด โดยการชี้เป้าส่งข้อมูลมาให้จำนวนมาก ระหว่างที่อภิปรายในสภา ข้างนอกสภา จะสนใจฟังการอภิปรายเหมือนเป็นเวทีคู่ขนานกันไป การลงคะแนนในสภา ไม่สำคัญเท่าการลงคะแนนนอกสภา ที่จะมีการแสวงหามติมหาชนเป็นคำตอบ

ฝ่ายค้านไม่ได้คาดหวังเรื่องการลงมติในสภา แต่ให้ความสำคัญกับมตินอกสภามากกว่า อย่างไรก็ตาม ยังหวังอาจมีเซอร์ไพรส์การลงมติในสภาถ้าพรรคร่วมรัฐบาลได้ฟังข้อมูลฝ่ายค้านแล้ว อาจกระอักกระอ่วนใจยกมือให้ อาจมีบางคนของพรรคร่วมรัฐบาลเสียงแตกยกมือให้ให้ฝ่ายค้าน ก็ถือเป็นนัยยะสำคัญทางการเมืองแล้ว ใครที่ได้คะแนนห่างจากเพื่อนลิบลับถือเป็นการส่งสัญญาณการเมืองให้เห็น

เห็นแย้งก.ก.ไม่กระทบซักฟอก

นายสุทินกล่าวว่า ส่วนความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลเรื่องงบกลางและการแก้รัฐธรรมนูญนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านแยกแยะออกเป็นเรื่องๆ ไป บางเรื่องอาจมีความเห็นต่างกัน เช่น งบกลาง การแก้รัฐธรรมนูญ แต่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเห็นตรงกัน การอภิปรายครั้งนี้ทุกพรรคจะทำหน้าที่เต็มที่ ไม่มีการปกปิดข้อมูลกัน

ติงพรก.นิรโทษ-ดูเงื่อนไขรธน.

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พท. กล่าวถึงแนวคิดการออก พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุข ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) พ.ศ…. ว่า จากการรับฟังคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขและสื่อสังคมออนไลน์ แม้การออก พ.ร.ก.จะเป็นอำนาจของ ครม.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ก็ต้องดูว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนเลี่ยงไม่ได้ เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญกำหนด เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือไม่

ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เพื่อนิรโทษกรรมให้บุคคลใด ในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทั่วไปก็มีหลักกฎหมายใช้กันอยู่แล้ว ว่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะรับผิดก็ต่อเมื่อเป็นการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น อีกทั้งการรักษาพยาบาลผู้ป่วยถือหลักความยินยอมของผู้ป่วยหรือญาติ จึงไม่มีเหตุต้องไปกลัวจะมีคนไปฟ้องร้อง

แนะตั้งกองทุนเยียวยาคนตาย

ที่สังคมเป็นห่วงขณะนี้คือการเสนอ พ.ร.ก.จะนำบุคลากรทางการแพทย์ เป็นข้ออ้างเพื่อนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อวัคซีน กระจายวัคซีน หรือการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ ฝ่ายการเมือง และบุคคลที่ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว จึงไม่เห็นถึงความจำเป็นขนาดจะออกเป็น พ.ร.ก.

สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรพิจารณาคือจะชดเชยความเสียหายให้ผู้เสียชีวิต ทั้งจากที่อยู่ในระบบการรักษาพยาบาลแล้ว และผู้เสียชีวิตที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการรักษา เนื่องจากการมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ถือเป็นความบกพร่องและความรับผิดชอบของรัฐ จึงเห็นว่ารัฐควรตั้ง “กองทุนเฉพาะกิจ” ขึ้นมา อนุมัติเงินจำนวนหนึ่งเพื่อใช้เยียวยาผู้เสียชีวิต จะทำให้แพทย์เองสบายใจในการที่จะดูแลรักษาผู้ป่วย ขณะที่ญาติของ ผู้เสียชีวิตก็ได้รับการชดเชยเพื่อบรรเทาผล กระทบจากการสูญเสียได้ระดับหนึ่ง

วิโรจน์ซัดบทเฉพาะกาลเลวร้าย

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรค ก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กประเด็นเดียวกันว่า ความหน้าด้านที่สุดของพ.ร.ก.นิรโทษกรรมเหมาเข่งล่วงหน้า อยู่ที่บทเฉพาะกาล ประเด็นที่สังคมจับจ้องและก่นด่าตอนนี้คือ ข้อที่ 7 การจะนิรโทษกรรมล่วงหน้าให้ “บุคคล และคณะบุคคล ที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาหรือบริหารวัคซีน” ทำให้เข้าใจได้ว่าผู้มีอำนาจหรือมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงนโยบายเกี่ยวกับวัคซีนทั้งหมด ทั้งนายกฯ ผอ.ศบค. รมว.สาธารณสุข ปลัดกระทรวง ผอ.สถาบันฯ อธิบดี คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน นำเอาความเหนื่อยยากของบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ามาบังหน้าให้ตนเองพ้นจากความรับผิดชอบทั้งปวง แถมกล้าเอาเรื่องโควิดมาอ้างเพื่อออกเป็น พ.ร.ก. ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแน่ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ชัดเจน

บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าสงสัย เพราะปกติพวกเขาได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ทั้ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ และ พ.รบ.การแพทย์ฉุกเฉิน อย่าเอาบุคลากรด่านหน้ามาอ้างเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ความเลวร้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ข้อที่ 7 แต่อยู่ที่ “บทเฉพาะกาล” ที่ระบุว่าบรรดาคดีที่มีมูลความผิดที่เกี่ยวเนื่องจากการให้บริการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพ กรณี โควิด-19 ซึ่งเกิดขึ้น นับตั้งแต่วันที่ประกาศให้ โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ให้ได้รับ “การยกเว้นความรับผิดทางแพ่ง และอาญา ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ หรือทางวินัย”

ฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้เลย

ถ้าพ.ร.ก.นี้ผ่าน เท่ากับประชาชนที่ถูกเลื่อนฉีดวัคซีน จนติดโควิดและเสียชีวิต ประชาชนที่ต้องรอเตียง เข้าไม่ถึงยาฟาวิพิราเวียร์ทั้งๆ ที่กรมการแพทย์มีหนังสือให้จ่ายยาได้ทันที จนต้องตายคาบ้าน กลางถนน เด็กตัวเล็กๆ ที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วยโควิดต้องมาเป็นกำพร้า คนที่ได้รับผลข้างเคียงและเสียชีวิตจากนโยบายฉีดวัคซีนสลับชนิด ธุรกิจและร้านค้าค้าที่ต้องปิดกิจการ สิ้นเนื้อประดาตัว รวมทั้งนโยบายล็อกดาวน์ที่ผิดพลาด จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอะไรจากรัฐบาลไม่ได้เลย

ถ้าอ่านมาถึงบทเฉพาะกาลจะตกใจมาก เพราะไม่ใช่แค่การเหมาเข่ง แต่เป็นพ.ร.ก. นิรโทษกรรมเหมาโกดังล่วงหน้า ไม่ใช่แค่บุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายวัคซีนเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ แต่เป็นฝ่ายบริหารที่อยู่บนหอคอยงาช้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผอ.ศบค. เลขาฯ สมช. นายกฯ รมว.สาธารณสุข รมว.มหาดไทย ฯลฯ จะไม่ต้องรับผิดอะไรเลย

ประชาชนต้องการเห็น ไม่ใช่ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมเหมาเข่งล่วงหน้า แต่ต้องการเห็น พ.ร.บ.ชดเชยเยียวยาประชาชนที่เสียชีวิต และได้รับผลกระทบจากโควิด ที่จ่ายเงินเยียวยาให้อย่างสมเหตุสมผลเหมาะสม

อัยการชี้พรก.นิรโทษขัดรธน.

นายธนกฤต วรธนัชชากุล ผอ.สำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบัน นิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นเรื่อง พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดฯว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งต้องให้ความคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า แต่มีข้อสังเกตที่เป็นความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในข้อกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดถึงเหตุความจำเป็นการออกพ.ร.ก. ต้องเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เมื่อครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนหลีกเลี่ยงได้ การออกพ.ร.ก. ดังกล่าว น่าจะยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไว้แล้ว กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิดต่อผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 มี.ค.2563 กำหนดให้ผู้ป่วยโควิด-19 เป็น ผู้ป่วยฉุกเฉิน ต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินจากสถานพยาบาล และตามพ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 มาตรา 28 กำหนดหลักการคุ้มครองความปลอดภัยผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ อีกทั้งมี ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง ประเภท ระดับ อำนาจหน้าที่ ขอบเขตความรับผิดชอบและข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการ พ.ศ.2562 ออกตาม พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินฯ มาตรา 29 (1) คุ้มครองความปลอดภัยผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองในมาตรา 28 ดังนั้น หากจะออกพ.ร.ก.ควรพิจารณาว่า จะมีผล กระทบต่อหลักการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินดังที่กล่าวไปหรือไม่

สภาทนายความชี้วาระซ่อนเร้น

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เกี่ยวกับพ.ร.ก.จำกัดความรับผิดฯว่า แม้เจตจำนงร่าง พ.ร.ก.เพื่อปกป้องคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขและสถานพยาบาล หากแต่ความคุ้มครองส่วนบุคคลในสาระสำคัญมิได้แตกต่างจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 17 พนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.ก.นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หากสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ แต่ไม่ตัดสิทธิ ผู้ได้รับความเสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ประกอบกับพ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน 2551 มาตรา 29(1) และประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2562 ข้อ 5(9) ก็ให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้เสียหายในผลแห่งความละเมิด ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายที่มีสภาพบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันจึงเพียงพอต่อการให้ความคุ้มครอง ปกป้องให้บุคลากรทางสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต มั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอยู่แล้วปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมั่นใจ

และการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว หากทำให้เกิดความคุ้มครองบุคคลตามข้อ 7 โดยไม่ต้องรับผิดได้ด้วย น่าจะเป็นการออกพ.ร.ก.ที่ขัดเจตนารมณ์ที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการออก พ.ร.ก.ที่มีการแอบแฝงที่มีนัยยะไม่สุจริต มีวาระซ่อนเร้น ปกปิดโดยเอาบุคลากรทางการแพทย์ฯ เป็นข้ออ้างบังหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน