ใช้วิธีที่รุนแรง
รวบแล้ว17คน
ชุมนุม11สิงหา
ทะลุฟ้านัดใหม่

ทะลุฟ้านัดอีกวันนี้ ชุมนุม อนุสาวรีย์ชัยฯ จะไปบ้านประยุทธ์ 111 อาจารย์นิติศาสตร์ ออกแถลงการณ์ประณามตำรวจใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ชี้ไม่เป็นไปตามหลักสากล ไม่มีอารยประเทศไหนทำกัน ทั้งยิงกระสุนยางใส่ตัวคน ซุ่มยิงจากที่สูง ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง จี้ผบ.ตร.รับผิดชอบ ขณะที่กมธ.สภาเตรียมเรียกผบ.ตร. และผบช.น.เข้าชี้แจง ด้านตร.สรุปเหตุจับม็อบ 11 สิงหา ได้ผู้ต้องหา 17 คน เป็นเยาวชน 2 คน ตั้งข้อหาผิดพ.ร.ก. แจงเหตุทุบม็อบก่อนเพราะเห็นมีการเผาสิ่งของ กลัวจะบานปลาย บิ๊กตู่ส่งคนเยี่ยมตำรวจที่บาดเจ็บ บ.ก.ลายจุดประกาศนำคาร์ม็อบร่วมคาร์ปาร์กของณัฐวุฒิ 15 ส.ค. ยกขบวนจากอยุธยา มุ่งหน้าวิภาวดีฯ

จับ 17 คนเยาวชน2-ม็อบ11ส.ค.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ทางการเมือง เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564

พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า เหตุการณ์ ดังกล่าว มีตำรวจบาดเจ็บ 11 นาย โดยได้รับบาดเจ็บจากระเบิดปิงปอง ประทัดยักษ์ พลุไฟ ลูกแก้ว ลูกหิน มีรถยนต์ทางราชการถูกเผาและทำลาย 8 คัน ป้อมสัญญาณจราจร ถูกทำลาย 12 แห่ง ทรัพย์สินต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะของประชาชน โดยรวมไม่มีเหตุผลในการที่จะไปเผาหรือทำลาย การชุมนุมเมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหา 17 คน เป็นชาย 15 คน หญิง 2 คน จำนวนนี้เป็นเยาวชน 2 คน เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิดพ.ร.ก. และร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง

นอกจากนี้กรณีวันที่ 7 ส.ค. มีการเผาทำลายรถควบคุมผู้ต้องขัง ล่าสุดศาลอาญาออกหมายจับ 2 คน คือนายอาทิตย์ สากลวารี อายุ 20 ปี และนายน้ำเชี่ยว เนียมจันทร์ อายุ 20 ปี ซึ่งช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ โดยนายอาทิตย์ให้การภาคเสธว่าอยู่ในที่เกิดเหตุจริง ร่วมกันใช้ระเบิดปิงปองขว้างรถควบคุมผู้ต้องขัง ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้ สำหรับนายน้ำเชี่ยวให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ ร่วมกันใช้ระเบิดเพลิงขว้างไปที่รถควบคุมผู้ต้องขัง และทำให้เกิดเพลิงไหม้

ทั้งนี้นายน้ำเชี่ยว มีประวัติร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งศาลอาญาออกหมายจับทั้งคู่ในข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ ผู้อื่น, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, ร่วมกันจัดกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่าห้าคน ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด, และร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ในพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

โวยข่าวปลอมจนท.ยัดประทัด

พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวอีกว่า การปฏิบัติเน้นเรื่องการรักษาความสงบ เริ่มต้นการชุมนุมเมื่อวานนี้ก็มีการปิดถนนบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และมีการเผาสิ่งของ เดิมที่เขาร่วมชุมนุมเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ออกมาจนกระทั่งเริ่มเผา จึงเกรงว่าเหตุการณ์จะลุกลาม จึงให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาและจับกุมบุคคลไปจำนวนหนึ่ง หลังจับกุมผู้ชุมนุมได้แยกย้ายกันก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ได้ดำเนินการต่อ เพราะเกรงว่าการดำเนินการอะไรก็ตามหากปะปนอยู่ในประชาชนอาจส่งผล กระทบกับประชาชนได้ก็พยายามหลีกเลี่ยง จากนั้นก็ได้เคลื่อนขบวนไปยังสามเหลี่ยมดินแดงซึ่งได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หลังแนวป้องกันสถานที่สำคัญ จนกระทั้งเริ่มต้นเผาและทำลายรถยนต์ของทางราชการ ระหว่างนั้นมีฝนตก เจ้าหน้าที่ก็หยุดรอเพื่อว่าขณะฝนตกผู้ชุมนุมอาจจะแยกย้ายไป เมื่อเริ่มมืดเหตุการณ์ก็ยังไม่ยุติ จึงตัดสินใจนำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งพยายามจำกัดขอบเขตในกรณีเกิดเหตุขึ้นให้พยายามรักษาความสงบและควบคุมสถานการณ์ กรณี ผู้ชุมนุมหลบหนีเข้าบ้านพักอาศัยก็ไม่ต้องติดตาม ซึ่งได้มีการกำชับการปฏิบัติ เพราะอาจไปกระทบกับประชาชนที่ไม่ได้ร่วมชุมนุม

ยืนยันเจ้าหน้าที่ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยใช้อาวุธตามมติครม.ที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้น สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจถ้าไปสร้างความเดือดร้อนหรือความ ไม่สะดวกให้กับประชาชนผู้ไม่ได้ร่วมชุมนุม ผมในฐานะเป็นตัวแทนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าไปกระทบถึงพี่น้องประชาชนก็ขออภัย พยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่สำหรับบุคคลอื่นที่กระทำผิดทั้งการวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำลายสิ่งของ หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยืนยันจะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีทุกราย

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ฝากย้ำเตือนถึงผู้ที่เผยแพร่ข้อความภาพคลิปวิดีโอที่ผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือขณะที่กำลังจะปาใส่เจ้าหน้าที่ จนทำให้นิ้วมือขาด ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ตำรวจขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ รับวัตถุระเบิดมาจากชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมด้วยกัน ไม่ได้เป็นตำรวจตามที่มีการกล่าวอ้างกันในโลกโซเชี่ยล และขอให้ผู้ที่เผยแพร่ภาพ หยุดการเผยแพร่ภาพดังกล่าว เนื่องจากเป็นลักษณะเฟกนิวส์ และมีโทษตามกฎหมาย ส่วนการตรวจค้นบ้านของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมกรณีเผารถควบคุม ผู้ต้องหาได้ตรวจค้นพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์จำนวนหนึ่ง อุปกรณ์ประกอบระเบิด และเสื้อผ้าที่ใช้ใส่ในวันเกิดเหตุ

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นการทำงานบนพื้นฐานของข้อกฎหมาย ใช้อำนาจตามความจำเป็นซึ่งตำรวจมีการเรียนรู้ถอดบทเรียน และมีการดำเนินการปรับแผน ระมัดระวังในการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว

กมธ.สภาจ่อเรียกผบ.ตร.แจง

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาฯ กล่าวว่า ความรุนแรงระหว่างนักศึกษาและประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในช่วงการชุมนุม กังวลว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะบานปลาย โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีข้อสังเกต ดังนี้ 1.มีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น มีการทำร้ายผู้ชุมนุมในระหว่างการจับกุมแทนที่จะใช้การควบคุม 2.ควบคุมการชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากล เช่น การแอบอยู่บนที่สูง มีการยิงกระสุนยางลงมา ใช้แก๊สน้ำตาจากที่สูงเสมือนดักทำร้าย ใช้ปืนจ่อถึงแม้จะเป็นกระสุนปลอมก็อาจพลาดพลั้งถึงแก่ชีวิตได้ 3.ยั่วยุให้กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นนักศึกษาและประชาชนให้บันดาลโทสะ เกิดความโกรธ ความเกลียดชัง และเกิดการปะทะตามมา ซึ่งไม่มีประโยชน์กับการกระทำทั้งสองฝ่าย 4.ขอเรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมการชุมนุม โดยปฏิบัติตามกฎหมายและปฏิบัติตามหลักสากล ที่นานาอารยประเทศที่เจริญแล้วพึงปฏิบัติกับประชาชนอย่างเคร่งครัด เพราะหากพลาดพลั้งประชาชนผู้ร่วมชุมนุมซึ่งได้รับความเสียหาย สามารถฟ้องร้องต่อศาลอาญา ซึ่งจะมีปัญหาต่อตัวเองและครอบครัวในอนาคต

จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุม เห็นได้ว่าผู้ชุมนุมไม่ได้มีเจตนาที่จะปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพียงแต่เป็นการทำกิจกรรมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกด้วยเหตุผลเรื่องการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ผิดพลาด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส และการเรียกร้องการเปิดโอกาสให้ประเทศได้เป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้ ในฐานะกรรมาธิการการตำรวจสภาฯ ไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกใช้เครื่องมือของผู้มีอำนาจ และปฏิบัติที่รุนแรงเกินกว่าเหตุกับประชาชนผู้ชุมนุม จึงได้หารือกับกรรมาธิการอีกหลายคน โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ไชยอรุณ ส.ส.พะเยา ที่ปรึกษากรรมาธิการการตำรวจ เพื่อจะเชิญ ผบ.ตร. ผบช.น.และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนผู้ชุมนุมเรียกร้องประชา ธิปไตย มาร่วมแลกเปลี่ยนหาทางออกร่วมกัน และพูดคุยทำความเข้าใจถึงการควบคุมการชุมนุม การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ สารเคมีและแก๊สน้ำตา ในการปฏิบัติการแต่ละครั้ง รวมไปถึงรายละเอียดอื่นๆ

“ที่สำคัญคือจะขอให้เปิดเผยคำสั่งจาก นายกฯ ในการควบคุมการชุมนุมครั้งนี้ด้วย เพราะกรรมาธิการฯ ไม่ต้องการเห็นความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะกับเยาวชนและประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเป็นลูกหลานของข้าราชการตำรวจ เพียงเพราะความมุทะลุของคนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียว” นายครูมานิตย์กล่าว

111 อจ.นิติประณามตร.รุนแรง

เครือข่ายนักกฎหมายและคณาจารย์นิติศาสตร์ 111 คน ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อการชุมนุมของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้ “ภายหลังจากที่มีการชุมนุมสาธารณะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามต่อประชาชนอย่างอุกอาจ โดยมิได้เป็นไปตามหลักการอันเป็นที่ยอมรับกันในอารยประเทศ ซึ่งล้วนแต่กำหนดให้ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะสามารถกระทำได้ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง การเลือกใช้มาตรการต่างๆ ก็ต้องเป็นไปโดยอยู่ภายใต้หลักแห่งความได้สัดส่วนและภายใต้หลักความจำเป็น

ทั้งนี้ ในการชุมนุมสาธารณะเมื่อวันที่ 7 ส.ค. และวันที่ 10 ส.ค. พบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มุ่งใช้กำลังและความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้ชุมนุม โดยมิได้เป็นไปตามหลักการ เช่น การยิงกระสุนยางจากพื้นที่สูง การยิงโดยมุ่งเข้าใส่ตัวบุคคล การยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปในที่ชุมนุมและพื้นที่ของชุมชนโดยไม่ใส่ใจต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้คน การยั่วยุผู้ชุมนุมให้เกิดความโกรธแค้น เป็นต้น

เป็นที่ยอมรับกันว่าการชุมนุมสาธารณะอาจเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดการละเมิดต่อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจราจร กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่องเสียง การเผาสิ่งของในที่สาธารณะ กระทั่งการฝ่าฝืนกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ฯลฯ แม้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมจะมีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว แต่การกระทำผิดต่อกฎหมายเหล่านี้ก็ไม่เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเพื่อเป็นการตอบโต้ได้ตามอำเภอใจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจคือบุคคลที่ทำหน้าที่ในฐานะของกลไกของรัฐประเภทหนึ่ง หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อเกิดการกระทำอันเป็นความผิดต่อกฎหมายขึ้นก็คือการดำเนินการจัดการกับปัญหาภายใต้กรอบที่กฎหมายได้กำหนดไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมิใช่คู่ความ ขัดแย้งโดยตรงกับประชาชนในการปฏิบัติตามหน้าที่ หากเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐจึงย่อมกระทำการอย่างระมัดระวัง หากใช้กำลังหรืออาวุธก็ต้องเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นมาตรการขั้นสุดท้าย หรือเป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง

โวยปราบปชช.ไม่รับผิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนในประเด็นปัญหาทางการเมืองดังที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาปัจจุบัน ข้อเรียกร้องเป็นความต้องการให้มีความเปลี่ยนแปลงของสถาบันการเมืองในเชิงโครงสร้าง การชุมนุมสาธารณะคือสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับและบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ ในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควรต้องกระทำด้วยการตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนควบคู่กันไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

แต่เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าในการรับมือกับการชุมนุมสาธารณะที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ 7 และวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการซึ่งละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างสำคัญ พวกเราจึงมีความเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1.ผบ.ตร. ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะของผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน โดยต้องดำเนินการในทุกวิถีทางไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

2.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อสอบสวนค้นหาข้อเท็จจริง เฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนต่อการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนเพื่อนำมาสู่การลงโทษในกรณีที่ได้มีการใช้อำนาจและปฏิบัติการที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งในส่วนของผู้บังคับบัญชาและในส่วนของระดับปฏิบัติงาน

หากสังคมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงสามารถใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนตามอำเภอใจโดยไม่ต้องมีความรับผิดใดๆ เกิดขึ้น ก็จะทำให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถเกิดขึ้นได้ต่อไปอีกในอนาคต การใช้ความรุนแรงในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน เพราะจะเป็นการยอมรับให้รัฐไทยกลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดเหนือชีวิตและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นสิ่งที่ขัดกับอุดมคติของการปกครองด้วยกฎหมายในสังคมไทยและในโลกปัจจุบัน

บิ๊กตู่ส่งคนเยี่ยมตร.ปราบม็อบ

พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ประจำสำนักงาน.ผบ.ตร.ทำหน้าที่ประสานงานทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย (ทนท.ประสานงาน นร.และมท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.เวลา 16.00 น. ตนพร้อมด้วย พ.ต.อ.มนต์ศักดิ์ แก้วอ่อน ผกก.ปรก.สง.ผบช.(ทนท.ประสานงาน นร.และมท.) พ.ต.ท. อดิศักดิ์ ร่มจำปา รอง ผกก.4 บก.ส.3 นำสิ่งของบำรุงขวัญจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง กลับมารักษาตัวที่บ้าน จำนวน 6 ราย ดังนี้ 1.ส.ต.ต.ศุภเกียรติ วงศ์ปันยอง ผบ.หมู่ (ป.)สน.พญาไท ปัจจุบันพักอยู่ที่ แฟลต 4 สน.พญาไท ชั้น 5 ห้อง 228 2.ส.ต.ต. ฉัฐเมศร์ จรัสถาวรพงศ์ ผบ.หมู่(ผช.พงส.) สน.พญาไท ปัจจุบันพักอยู่ที่ แฟลต 4 สน.พญาไท ชั้น 4 ห้อง 302/197

3. ส.ต.อ.พิริยะ ชาลีเครือ ผบ.หมู่ (ป.) สน.นิมิตใหม่ ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 50/372 ซอยหทัยราษฎร์ ซอย 6 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. 4.ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ ทับทิม ผบ.หมู่ (ป.) สน.บางพลัด ปัจจุบันพักอยู่ที่แฟลต สน.บางพลัด ชั้น 2 ห้อง 421 5.ส.ต.ต.พีระพัฒน์ ศรีคำ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ชนะสงคราม ปัจจุบันพักอยู่ที่แฟลต หลัง สน.ตลิ่งชัน ชั้น 5 ห้อง 506 และ 6.ส.ต.ต. สิปปกรณ์ ทบภักดิ์ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ชนะสงคราม ปัจจุบันพักอยู่ที่แฟลต สน.ชนะสงคราม ชั้น 4 ห้อง 509 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

บก.ลายจุดร่วมคาร์ปาร์ก

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวดีใจที่นายกฯส่งสิ่งของมาให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยที่ได้รับ บาดเจ็บพร้อมระบุว่าสัญญาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มอบหมายให้นางนันทวรรณ ชื่นศิริ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร เยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 9 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ควบคุมการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ

“นายกรัฐมนตรี ฝากความห่วงใยเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ดังกล่าว พร้อมเน้นให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความความระมัดระวังในการเข้าระงับเหตุและควบคุมฝูงชน ยึดหลักสากล ปฏิบัติการตามสถานการณ์และความจำเป็นเท่านั้น และขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ หลีกเลี่ยง ไม่เข้าร่วมหรือไปยังพื้นที่ชุมนุม นายกฯ ยังรู้สึกเสียใจที่การชุมนุมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนและสร้างผลกระทบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และ ผู้ที่เดินทางทั่วไปด้วย”

สำหรับความเคลื่อนไหวอื่นๆ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) เตรียมแถลงข่าวการจัดชุมนุมคาร์ปาร์กวันที่ 15 ส.ค.นี้ ที่สำนักงานสถานีโทรทัศน์ ยูดีดี นิวส์ แยกแคราย จ.นนทบุรี ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 10.30 น. ทั้งนี้นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุดประกาศเข้าร่วมคาร์ปาร์กครั้งนี้ด้วย โดยจะนำขบวนคาร์ม็อบมาจากจ.พระนคร ศรีอยุธยา จุดหมายคือถนนวิภาวดีรังสิต

ขณะที่กลุ่มทะลุฟ้า นัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 15.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท โดยระบุจะเดินขบวนคล้องแขนกันไปที่บ้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในร.1 รอ.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน