ตู่-อนุทิน-เฉลิมชัย
สุชาติ-ศักดิ์สยาม
‘ธรรมนัส’รอลุ้น
เปิดโผซักฟอก เพื่อไทย เล็งเป้า ‘ประยุทธ์-อนุทิน-ศักดิ์สยาม’ พรรคร่วมฝ่ายค้านจองกฐิน ‘เฉลิมชัย-สุชาติ’ ส่วน ‘ธรรมนัส’อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนัก เร่งสรุปก่อนยื่นญัตติ 16 ส.ค. มุ่งประเด็นบริหารงานบกพร่อง ไร้คุณธรรม ทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ไร้สติปัญญาแก้โควิด กรรมาธิการส่งร่างแก้ไข รธน. ถึงมือ ‘ชวน’ แล้ว รอสภากำหนดวันพิจารณาวาระ 2-3 พรรคก้าวไกลลุยยื่นญัตติด่วน ให้รัฐสภาชี้ขาดปมแปรญัตติเกินหลักการวาระแรก ขัดข้อบังคับหรือไม่ ‘โรม’ ยันเปล่าตีรวน เพื่อไทยโต้ยัดไส้ ตีเช็คเปล่าให้ กกต. มีอำนาจกำหนดเลือกตั้ง
เผยญัตติซักฟอกพุ่งเป้าหนัก
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการเขียนญัตติ เพื่อยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ในฐานะผู้รวบรวมสรุปญัตติดังกล่าวของพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ 100% แต่พอจะพูดได้ว่าฝ่ายค้านเน้นที่น้ำหนักของพยานหลักฐาน พุ่งเป้าไปที่การบริหารงานที่ผิดพลาดบกพร่องล้มเหลว ไร้ความสามารถ ไร้ภูมิปัญญา ไร้คุณธรรมจริยธรรม พฤติกรรมฉ้อฉลทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้อง สร้างความเสียหาย แก่พี่น้องประชาชนทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้น้ำหนักไปที่ความผิดพลาดบกพร่อง ไร้สติปัญญา ความสามารถในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความล้มเหลวในการจัดหาวัคซีน ซึ่งมีความลึกลับสลับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยและการป้องกันโรค ชี้ให้เห็นถึงความทนทุกข์ทรมานของพี่น้องประชาชนจากการล้มป่วยตาย ไม่มีที่รักษา เป็นโศกนาฏกรรมของประเทศครั้งใหญ่สุดที่รัฐบาลนี้ต้องรับผิดชอบ
ทั้งนี้ น่าจะมีรัฐมนตรีประมาณ 4 คน บวกลบไม่เกิน 1 คน ผู้ถูกอภิปรายไม่มาก เอาคุณภาพไม่เอาปริมาณ ที่แน่นอนชัดเจนมาตั้งแต่ต้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข
เปิดโผ 5 รมต.-‘ธรรมนัส’มีลุ้น
รายงานข่าวจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ละพรรค ได้รวบรวมรายชื่อของรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย เพื่อสรุปร่วมกันเขียนญัตติยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยครั้งนี้พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย 3 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ นายอนุทิน และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม
ขณะที่พรรคร่วมอื่นๆ ต้องการอภิปรายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ส่วนชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างพิจารณาหลักฐานต่างๆ ว่ามีความหนักแน่นเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจะสรุปรายชื่ออีกครั้งก่อนยื่นญัตติในวันที่ 16 ส.ค.นี้
วุฒิสภานัดถกร่างพรบ.งบ 30ส.ค.
ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เปิดเผยว่า ในการประชุมวิปวุฒิสภา ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 16-17 ส.ค.นี้ โดยจะพิจารณาเรื่อง ด่วน 4 เรื่อง ได้แก่ ร่างพ.ร.บจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว
รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2563 พร้อมรายงานของกมธ.ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เดือนต.ค.-ธ.ค.63) พร้อมรายงานของ กมธ.ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดหารปฏิรูปประเทศและการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ (ตามมาตรา 270 แห่งพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560)
สำหรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2565 ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระ 1 มาแล้ว และอยู่ใน ขั้นตอนของกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ งบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรนั้น เห็นควรให้มีการพิจารณาในวันที่ 30 ส.ค.นี้ โดยกำหนดเวลาให้สมาชิกอภิปรายคนละ 8 นาที
กมธ.ส่งร่างแก้ไขรธน.ให้‘ชวน’
ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะเลขานุการ กมธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และ 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง รัฐสภา เปิดเผยว่า กมธ.จัดทำเนื้อหาตามคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาแล้วเสร็จ และจะส่งให้นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ภายในวันเดียวกันนี้
ส่วนสภาจะนัดพิจารณาวาระ 2 และ 3 เมื่อใดนั้น คาดว่าในวันที่ 16 ส.ค. ที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 หารือ คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2565 อาจจะมีข้อสรุปเรื่องดังกล่าวด้วย
สำหรับการแก้ไขรายละเอียดนั้นนอกจากมาตรา 83 และ มาตรา 91 ซึ่งเป็นหลักการใหญ่แล้ว ยังมีการแก้ไขมาตราอื่นประกอบ ได้แก่ มาตรา 85 มาตรา 86 ซึ่งแก้ไขเนื้อหาให้สอดคล้องกับหลักการที่กำหนดให้ส.ส.มี 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบเขต 400 คนและบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 100 คน, มาตรา 92 มาตรา 93 และมาตรา 94 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ
คาดแปรญัตติ 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นที่น่าสนใจ และคาดว่าจะนำไปสู่การอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เกี่ยวกับเนื้อหาที่ให้กำหนดการคำนวณคะแนน ที่กมธ.ระบุให้นำไปกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งต้องตราขึ้นภายใน 120 วันนับจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขประกาศ และกรณีที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบหรือกฎเพื่อใช้ในการเลือกตั้งไปพลางก่อน หากมีการ เลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายลูกจะทำให้เสร็จตามกำหนด
“ผมมีคำแปรญัตติที่เตรียมเสนอ เพราะเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่ปรับปรุงให้รัฐธรรมนูญดีขึ้น เกี่ยวกับการคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อ ที่เขียนไว้ในมาตรา 91 ซึ่งขอให้กำหนดไว้ในกฎหมายลูก โดยสามารถปรับใช้สูตรการคำนวณแบบเอ็มเอ็มเอ็มหรือเอ็มเอ็มพีก็ได้ ซึ่งในอนาคตสามารถใช้แบบไหนก็ได้” นายนิกรกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีกมธ.ยังเห็นขัดแย้ง และเตรียมยื่นเรื่องต่อรัฐสภาให้พิจารณา นายนิกรกล่าวว่า อาจจะต้องยื่นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตามความของมาตรา 256 (9) แต่ต้องรอให้กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาเสร็จสิ้นในวาระ 3 ก่อน
ก้าวไกลคาใจ-ลุยยื่นญัตติด่วน
เวลา 12.30 น. นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงว่า การแก้ไขระบบเลือกตั้งเพียง 2 มาตรา มีการโต้เถียงตลอดการพิจารณาเสมอ ว่าจะพิจารณามาตราอื่นได้ หรือไม่ เพราะตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 124 หลักการในการแก้ไขต้องเป็นไปโดยชัดแจ้ง ดังนั้น ความชัดแจ้งของเรื่องนี้คือ แก้มาตรา 83 จำนวนส.ส. และมาตรา 91 การคำนวณคะแนน แต่ยังจะตีความแก้ไขเกินเลยไปหลายมาตรา โดยเฉพาะการให้ อำนาจกกต.ออกข้อกำหนดเองได้ เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ ทั้งยังแก้ไขมาตรา 85, 86, 92, 93 และ 94 แก้ไขเกินหลักการหรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ระบุว่า รัฐสภาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามตีความให้เกินเลย แปลงร่างให้เอาร่างของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคเพื่อไทยที่ถูกตีตกไปแล้วมาใส่ให้ได้ และทั้ง 2 พรรคค่อนข้างเอื้ออาทร กะหนุงกะหนิงช่วยเหลือกันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนจะยื่นญัตติด่วนต่อประธานรัฐสภา ให้ที่ประชุมรัฐสภารัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง ว่าการแก้ไขเกินเลยแบบนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยยื่นตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 151 เพื่อให้เป็นบรรจุเป็นญัตติก่อนการพิจารณารัฐธรรมนูญในวาระ 2-3
ยืนยันเปล่าตีรวน
นายรังสิมันต์กล่าวว่า เราเห็นความพยายามสอดไส้การแก้กฎหมายมาหลายครั้ง ทำไมครั้งนี้ยังกล้าทำอีก รัฐสภารับหลักการมาแก้ไขเพียง 2 มาตรา แต่ชั้นกมธ. กลับแก้ไข 6 มาตรา และเพิ่มมาอีก 2 มาตรา เรารู้สึกผิดหวังและเชื่อว่าการแก้ไขแบบนี้ไม่ช่วยนำพาประเทศออกสู่วิกฤตทางการเมืองได้ ยืนยันการยื่นญัตติดังกล่าวเป็นการตรวจสอบเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ใช่การตีรวน แต่เป็นการตรวจสอบการกระทำที่มีความพยายามสอดไส้
เมื่อถามว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า เบื้องต้นพรรคเห็นว่าควรใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ 151 ก่อน เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาด เราไม่อยากให้กระทบกับพรรคพันธมิตรของเราด้วย จึงเริ่มจากช่องทางนี้ก่อน
จากนั้นเวลา 13.50 น. ได้นำไปยื่นต่อ เจ้าหน้าที่รับส่งหนังสือ กลุ่มงานสารบรรณ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
‘ไพบูลย์’มั่นใจไม่สะดุด
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลยื่นญัตติด่วนถึงประธานรัฐสภาให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตตัดสินการแปรญัตตินอกเหนือจากที่รับหลักการวาระที่ 1 ว่า คงเป็นการใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 151 แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิจารณานั้นดำเนินการตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 วรรค 3 ที่เขียนชัดเจนว่าแปรญัตติเพิ่มมาตราได้ แต่ต้องไม่ขัดหลักการของร่างรัฐธรรมนูญหรือเว้นแต่เกี่ยวเนื่องกัน และการยื่นญัตติของพรรคก้าวไกลไม่มีผลให้การแก้ไขรัฐธรรมสะดุด ผู้ยื่นเองก็ต้องเขียนให้ดี เพราะข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 เขียนไว้ชัดเจน หากยังต้องไปตีความ ตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หากอ่านกฎหมายเป็นก็น่าจะเข้าใจ
เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินรายมาตราจากญัตติที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอมา วุฒิสภามีความคิดเห็นอย่างไร นายไพบูลย์กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับ ที่ผ่านมาวุฒิสภาก็ไม่ได้มีการทักท้วงอะไร
ปชป.ย้ำทำตรงไปตรงมา
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อที่ 124 ระบุไว้ชัดว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นกมธ. สมาชิกรัฐสภาสามารถแปรญัตติได้ และในวรรคที่สามได้ระบุไว้ชัดอีกว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีเจตนารมณ์ชัดว่าสมาชิกสามารถดำเนินการได้ และข้อบังคับก็ไม่ได้ห้ามสมาชิกรัฐสภาผู้เสนอร่าง ไม่ให้ยื่นคำแปรญัตติ ทั้งหมดคือหลักการที่สำคัญในการให้สมาชิกรัฐสภาได้ตรวจตราในมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการได้ด้วย เพื่อให้รัฐธรรมนูญเมื่อแก้ไขแล้วสามารถบังคับใช้ได้โดยไม่ขัดหรือแย้งกัน
เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และเชื่อว่า นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกมธ. เป็นคนละเอียดและได้ดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว สิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับท่านไม่ทำแน่นอน และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ดำเนินการตามข้อบังคับในการยื่นคำแปรญัตติโดยอาศัยสิทธิอันชอบตามข้อบังคับ หากจะกล่าวหาว่าไม่สามารถยื่นคำแปรญัตติได้แสดงว่าสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมกันลงชื่อ รวมถึงสมาชิกที่รับหลักการไม่มีใครสามารถยื่นคำแปรญัตติได้แม้แต่คนเดียว
พท.โต้ตีเช็คเปล่าให้กกต.
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรค เพื่อไทย กล่าวว่า ที่เป็นประเด็นในสังคมกล่าวหา กมธ.พรรคเพื่อไทยเขียนเช็คเปล่าให้กกต.เรื่องบทเฉพาะกาล เกินหลักการนั้น ยืนยันบทเฉพาะกาลเขียนไป 2 มาตรา จะมีผลใช้กับการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น หากนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมาใช้จะมีปัญหาว่าส.ส.สภาเดียวกันจะมาจาก 2 ระบบ เกิดการตีความทำให้สภาทำงานไม่ได้ และอาจทำให้สภาล่มได้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อป้องกันการตีความ
หลังฉบับแก้ไขประกาศใช้แล้ว รัฐสภาต้องทำพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพื่อนำมาใช้เลือกตั้ง ห่วงว่าหากใน 120 วันนี้เกิดยุบสภาโดยที่กฎหมายลูกยังไม่เสร็จ แต่รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งภายใต้การออกประกาศข้อกำหนดของ กกต.ได้ โดยยึดสิ่งที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปประกาศเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยกลับ ถูกหาว่ายัดไส้ ทำเกินหลักการ หากไม่มอบอำนาจให้ กกต.จะเกิดการเลือกตั้งได้หรือ หรือจะให้ฝ่ายบริหารออกพ.ร.ก.ประกาศ เลือกตั้ง ซึ่งเราไม่เอา ระหว่างกกต.กับฝ่ายบริหาร เราเลือกกกต.มากกว่า
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเขียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้โอกาสยุบสภาเร็วขึ้นนั้น คนพูดไล่พล.อ. ประยุทธ์ทุกวันให้ออกไป แต่พอมาสู้กันในมุมกฎหมายกลับย้อนแย้งเสียเอง ตนก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภาโดยเร็ว ยืนยันในกมธ.ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการกะหนุงกะหนิง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะให้รัฐสภาตีความเรื่องข้อบังคับก็สามารถทำได้ หรือจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาหลังผ่านวาระที่ 3 ก็ทำได้ ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ได้พิจารณาอย่างร้อนรน เพราะมีเพียงแค่ 2 มาตรา
‘ชลน่าน’อัดพ.ร.ก.นิรโทษโควิด
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลเตรียมออกร่าง พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งกำหนดให้บุคลากรสาธารณสุข 7 กลุ่ม และสถานพยาบาล 3 ประเภท ไม่ต้องมีความรับผิดทางกฎหมาย ทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และการละเมิดของเจ้าหน้าที่ว่า เหมือนการสารภาพผิดและยอมรับว่าแก้โควิดผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น เจตนา พล.อ.ประยุทธ์ มีวัตถุประสงค์ใช้บุคลากรทางสาธารณสุข และบุคลากรด่านหน้ามาเป็นเครื่องมือการล้างผิดให้ตัวเอง รัฐบาลกำลังโยนความผิดไปให้ฝ่ายข้าราชการประจำรับผิดแทนฝ่ายนโยบายที่บริหารผิดพลาด โดยเฉพาะการบริหารวัคซีน
เรื่องนี้ควรออกพ.ร.บ.คุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรออกเป็นพ.ร.ก. การออก พ.ร.ก.อาจสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 2 ความเสียหายจากการบริการทางการแพทย์เกิดขึ้นได้ทั้งจากกรณีมีผู้รับผิดและไม่มีผู้รับผิด เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเยียวยา พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่โยนบาปให้ข้าราชการประจำ โดยเฉพาะการยกร่างพ.ร.ก.โดยอ้างว่าฝ่ายการเมืองไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
สมาคมทนายฯชี้มีวาระซ่อนเร้น
ด้านนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมว่า แม้เจตจำนงร่างพ.ร.ก. เพื่อปกป้องคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขและสถานพยาบาล หากแต่ความคุ้มครองส่วนบุคคลในสาระสำคัญมิได้แตกต่างจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 17 พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.ก.ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หากสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ และไม่ตัดสิทธิ ผู้ได้รับความเสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
ประกอบกับ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน 2551 มาตรา 29 (1) และประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2562 ข้อ 5 (9) ให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ผู้เสียหายในผลแห่งความละเมิด ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายที่มีสภาพบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน จึงเพียงพอต่อการให้ความคุ้มครอง การออกพ.ร.ก.ดังกล่าว หากทำให้เกิดความคุ้มครองบุคคลตามข้อ 7 โดยไม่ต้องรับผิดได้ด้วย น่าจะเป็นการออกพ.ร.ก.ที่ขัดเจตนารมณ์ที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการออกพ.ร.ก.ที่มีการแอบแฝงที่มีนัยยะไม่สุจริต มีวาระซ่อนเร้น ปกปิดโดยเอาบุคลากรทางการแพทย์ฯ เป็นข้ออ้างบังหน้า
เครือข่ายบุคลากรแพทย์ก็ค้าน
ขณะที่มีแถลงการณ์ร่วมเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ เรื่อง ขอแสดงความกังวลต่อสาระสำคัญในร่าง พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดฯ โดยเฉพาะข้อ 7 “บุคคล/คณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาหรือบริหารวัคซีน” ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อกฎหมายดังกล่าวโหมคำถามขึ้นในสังคมว่าจริงหรือไม่ที่หากมองเผินๆ ร่างพ.ร.ก.ดูราวปกป้องบุคลากรการเเพทย์ระดับปฏิบัติงาน แต่แท้จริงแล้วตีความและกินความไปถึงการปกป้องผู้มีอำนาจบริหารสั่งการ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการบริหารงานที่ผิดพลาด
ในสถานการณ์วิกฤต หากบุคลากรทางการแพทย์ยึดมั่นตามมาตรฐานวิชาชีพและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ไม่ว่ากำลังปฏิบัติงานด่านหน้า หรือให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจสำคัญต่างๆ เมื่อเกิดความผิดพลาดข้อผิดพลาดนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในเงื่อนไขของการปฏิบัติงานภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรอย่างรุนแรง อีกทั้งการปฏิบัติงานในช่วงโควิด-19 หากเกิด “ความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานอย่างสุจริตใจ” ยังได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายภายใต้การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และพ.ร.บ.อื่นๆ อีกจำนวนมาก จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครองเพิ่มเติมที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจบริหารสั่งการแต่อย่างใด
การพยายามผลักดัน ร่างพ.ร.ก.ดังกล่าว อาจส่งผลนำไปสู่การสกัดกั้นกระบวนการตรวจสอบผู้มีอำนาจบริหารสั่งการให้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างเป็นธรรมได้ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมลงชื่อคัดค้าน ร่างพ.ร.ก.จำกัดความรับผิดฯ ฉบับนี้ได้ทาง Change.org/AmnestyBill เครือข่ายบุคลากรทางการเเพทย์