ติดเชื้อเพิ่ม20,571-เสียชีวิต261
แอสตร้ามาอีก7.2ล้านโดสกย.นี้
เร่งฉีดคนท้อง-ปีหน้าซื้อ120ล.

ยื่นป.ป.ช.สอบฉีดไฟเซอร์เข็ม 4 ให้ 200 คน ขณะที่คนที่ ยังไม่ได้ฉีดเข็มแรกยังมีอีกอื้อ ศบค.เผยติดเชื้ออีก 20,571 เสียชีวิตเพิ่ม 261 ยอดตายพุ่งเกิน 9 พันแล้ว สธ.เผยฉีดเข็มแรกแล้ว 20 ล้านคน ขณะที่ฉีดไขว้ซิโนแวค- แอสตร้าฯ 1 ล้านคน ตายแค่ 1 คน คิดเป็น 1 ในล้าน ย้ำฉีดครบ 2 เข็มไม่ว่าสูตรใด ป้องกันป่วยหนัก เสียชีวิตได้ อัตราตาย 4.4 ต่อล้านคน น้อยกว่าคนไม่ได้ฉีด ฉีดไม่ครบ 30 เท่า ลุยฉีดในชุมชนในกรุง เร่งระดมฉีดสาวท้องและกลุ่มเด็ก เผย‘แอสตร้าเซนเนก้า’อีก 7.2 ล้านโดสมาถึงไทยเดือนก.ย.นี้ ส่วนปีหน้าสั่งซื้ออีก 120 ล้านโดสฉีดบูสเตอร์

ติดเชื้อพุ่ง 20,571-ตายอีก 261

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยติดเชื้อใหม่ 20,571 ราย ติดเชื้อสะสม 1,030,281 ราย หายป่วยอีก 23,159 ราย หายป่วยสะสม 818,964 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 261 ราย เสียชีวิตสะสม 9,087 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 202,230 ราย อยู่ในร.พ. 45,051 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 157,169 ราย อาการหนัก 5,171 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,123 ราย

ภาพรวมผู้ติดเชื้อมาจาก 67 จังหวัดรวมกันสูงสุด 10,855 ราย กทม.และปริมณฑล 8,540 ราย 4 จังหวัดภาคใต้ 927 ราย เรือนจำ 235 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 14 ราย ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ประเทศละ 1 ราย เมียนมา 4 ราย เข้ามาช่องทางธรรมชาติ 1 ราย และมาเลเซีย 6 ราย เข้ามาช่องทางธรรมชาติ 2 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 261 ราย มาจาก 43 จังหวัด ได้แก่ กทม. 88 ราย, สมุทรสาคร 21 ราย, พระนครศรีอยุธยา 15 ราย, สมุทรปราการ ปทุมธานี จังหวัดละ 14 ราย, สระบุรี 10 ราย, นราธิวาส 8 ราย, ตาก 7 ราย, ชลบุรี 6 ราย, นครราชสีมา 5 ราย, สงขลา ยะลา ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ อุบลราชธานี และนครนายก จังหวัดละ 4 ราย, ชุมพร บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ อุดรธานี พิจิตร จังหวัดละ 3 ราย, นครปฐม นนทบุรี ปัตตานี สกลนคร ยโสธร เลย สุโขทัย นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว กาญจนบุรี จังหวัดละ 2 ราย และพัทลุง ระนอง สตูล ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี ระยอง และอ่างทอง จังหวัดละ 1 ราย

ดับคาห้อง – เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพหนุ่มช่างก่อสร้างวัย 49 ปี เสียชีวิตคาห้องเช่าในซอยวิลล่า เทศบาลตำบลสำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ตรวจพบติดเชื้อโควิด พร้อมตรวจสอบหาผู้สัมผัสใกล้ชิด เมื่อวันที่ 21 ส.ค.

อายุ 109 ปีดับเซ่นโควิด

ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 139 ราย หญิง 122 ราย อายุ 15-109 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 175 ราย อายุต่ำกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 55 ราย รวม 2 กลุ่มนี้สูง 87% อายุน้อยกว่า 60 ปีไม่มีโรคเรื้อรัง 30 ราย และหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย ที่จ.ศรีสะเกษ ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย พบเสียชีวิตที่บ้าน 4 รายในกทม.

สำหรับ 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุดมีมากกว่า 400 รายทั้งหมด ได้แก่ 1.กทม. 4,342 ราย สะสม 238,942 ราย 2.สมุทรปราการ 1,584 ราย สะสม 65,924 ราย 3.สมุทรสาคร 1,449 ราย สะสม 63,264 ราย 4.ชลบุรี 1,235 ราย สะสม 53,327 ราย 5.นครราชสีมา 613 ราย สะสม 13,757 ราย 6.นครปฐม 589 ราย สะสม 22,712 ราย 7.ฉะเชิงเทรา 587 ราย สะสม 19,679 ราย 8.ราชบุรี 541 ราย สะสม 12,141 ราย 9.บุรีรัมย์ 450 ราย สะสม 9,991 ราย และ 10.กาญจนบุรี 436 ราย สะสม 8,871 ราย

ติดเชื้อ 400 รายขึ้นไป มีอีก 1 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา 409 ราย ส่วนติดเชื้อเกิน 300 รายมี 3 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี 359 ราย, นราธิวาส 359 ราย, ศรีสะเกษ 300 ราย

ติดเชื้อ 200 รายขึ้นไป 12 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี 299 ราย, ปทุมธานี 277 ราย, ขอนแก่น 272 ราย, ระยอง 247 ราย, ร้อยเอ็ด 244 ราย, สงขลา 242 ราย, อุดรธานี 241 ราย, สระแก้ว 230 ราย, ตาก 219 ราย, ชัยภูมิ 203 ราย, ปราจีนบุรี 202 ราย และอุบลราชธานี 201 ราย

ติดเชื้อมากกว่า 100 ราย 20 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร 195 ราย, ลพบุรี 193 ราย, ปัตตานี 181 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 167 ราย, อ่างทอง 155 ราย, สุราษฎร์ธานี 155 ราย, สมุทรสงคราม 154 ราย, ยะลา 145 ราย, นครศรีธรรมราช 142 ราย, เพชรบูรณ์ 132 ราย, สุพรรณบุรี 132 ราย, ระนอง 130 ราย, จันทบุรี 129 ราย, กาฬสินธุ์ 111 ราย, นครสวรรค์ 110 ราย, เพชรบุรี 108 ราย, สกลนคร 104 ราย, หนองบัวลำภู 103 ราย, มหาสารคาม 103 ราย และภูเก็ต 101 ราย

สธ.เผยฉีดเข็มแรกแล้ว 20 ล.

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ฉีดได้ 609,435 โดส ยอดสะสมรวม 26,428,101 โดส ช่วง 2-3 วันหลัง ฉีดได้ 5-6 แสนโดสต่อวัน สัปดาห์ที่ผ่านมาฉีดได้ 2-3 ล้านโดส ตอนนี้ฉีดเข็มหนึ่งสะสม 19,973,692 ราย หรือเกือบ 20 ล้านคน คิดเป็น 27.7% ฉีดครบ 2 เข็ม เกือบ 6 ล้านคน แยกตามบริษัทผู้ผลิต พบว่าซิโนแวคฉีดแล้ว 12.3 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 11.1 ล้านโดส ซิโนฟาร์ม 2.4 ล้านโดส และ ไฟเซอร์ 4.97 แสนโดส เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กลุ่มเป้าหมายที่ฉีดเข็มแรกแล้ว เป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 8.65 แสนคน เจ้าหน้าที่ด่านหน้า 1 ล้านคน อสม. 6 แสนคน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค 2.24 ล้านคน ประชาชนทั่วไป 11 ล้านคน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 4.2 ล้านคน และหญิงตั้งครรภ์ 2 หมื่นคน โดยหญิงตั้งครรภ์ถ้าติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป ขอให้หญิงตั้งครรภ์ที่ไปฝากครรภ์รับการฉีด เพราะจากการฉีดวัคซีน 26 ล้านโดส ยังไม่มีรายใดเสียชีวิต จากผลของวัคซีนโดยตรง คณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสรุปออกมาแล้ว แต่โอกาสเสียชีวิตเวลาติดเชื้อโควิดมีสูงกว่ามาก

สำหรับยอดสะสมการฉีดวัคซีนรายจังหวัด กทม. ปริมณฑล และพื้นที่จังหวัด สีแดงเข้ม มีแผนจะฉีดวัคซีนให้ได้ครอบคลุมอย่างน้อย 50% ขณะนี้หลายจังหวัดใกล้ เป้าหมายแล้ว เช่น กทม. 82% นนทบุรี 38% สมุทรสาคร 38% เป็นต้น อีกกลุ่มที่ให้ความสนใจและเร่งรัดการฉีด คือ ผู้สูงอายุ กำหนดเป้าหมายมากกว่า 70% ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม ขณะนี้กทม.ฉีดสูงอายุได้ 94% ปทุมธานี 63% สมุทรสาคร 56% จึงต้องเร่งรัดการฉีดให้ได้ครบถ้วน คาดว่าสิ้นเดือนนี้น่าจะใกล้เคียงเป้าหมายหรือเกินเป้าหมาย

แอสตร้าฯ 7.2 ล.โดสมาก.ย.นี้

นพ.โอภาสกล่าวว่า จำนวนวัคซีนที่เข้ามาในไทยจนถึงวันที่ 20 ส.ค. รับวัคซีนเข้ามาแล้ว 30 กว่าล้านโดส ตั้งแต่มิ.ย. – ส.ค. จำนวนวัคซีนที่เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับยอดการฉีดและความต้องการฉีด อย่าง แอสตร้าเซนเนก้าในสัญญาที่ลงนามตั้งแต่ พ.ย. เป็นช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนที่ผลิตสำเร็จแม้แต่ขวดเดียว ในเงื่อนไขสัญญา จึงระบุว่าการส่งมอบจะต้องมีการเจรจาเป็นรายเดือนตามที่เราต้องการ และขึ้นกับปริมาณวัคซีนที่แอสตร้าฯ จะมีให้ได้ด้วย เริ่มส่งตั้งแต่มิ.ย.มีเข้ามา 5 ล้านโดส ก.ค. 5 ล้านโดส ส.ค. 5 ล้านโดส เฉลี่ย 5-6 ล้านโดสต่อเดือน และก.ย.เป็นต้นไป

สธ.จะเจรจากับแอสตร้าเซนเนก้าประเทศไทยเป็นระยะ เราแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า อยากได้วัคซีนฉีดเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการฉีดวัคซีนของคนไทยมีมาก บริษัทจึงตอบสนอง เช่นก.ย.มีการส่งสัญญาณว่าจะส่งวัคซีนให้ประเทศไทย 7.2 ล้านโดส เชื่อว่าการเจรจาเราจะมีวัคซีนเข้ามาเรื่อยๆ ตามต้องการมากขึ้น

“อีกไม่กี่เดือนจะถึงปี 2565 จากแนวโน้มการฉีดวัคซีนพบว่าอาจจะต้องจำเป็นใช้เข็มที่ 3 และกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ที่ยังไม่ครอบคลุม เช่นกลุ่มเด็ก ที่มีการวิจัยในหลายบริษัท หลายประเทศ เพราะพบว่าหลังจากฉีด 2 เข็มไม่ว่ายี่ห้ออะไร ภูมิคุ้มกันจะตกลง การฉีดเข็มสามจะเป็นการกระตุ้นให้ภูมิสูงขึ้น

จึงมีความจำเป็นที่ปี 2565 จะต้องหาวัคซีนมาเพิ่มเติมเพื่อฉีดใน 2 กลุ่มนี้ คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติจึงเสนอความเห็น และผ่านความเห็นชอบของ ศบค.ว่าปี 2565 จะต้องจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอย่างน้อย 120 ล้านโดส และวัคซีนมีความหลากหลาย เช่น mRNA ไวรัลเวกเตอร์ เชื้อตาย ฯลฯ” นพ.โอภาสกล่าว

ปีหน้ามีอีก 120 ล. โดสฉีดบูสเตอร์

นพ.โอภาสกล่าวว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติหารือผู้ผลิตวัคซีนหลายบริษัทหลายรูปแบบ ว่าจะนำเข้าวัคซีนบริษัทไฟเซอร์ อย่างน้อย 50 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 50 ล้านโดส ส่วนรายละเอียดจะเป็นวัคซีนแบบไหน ซึ่งมีข้อมูลว่าหลายบริษัทเริ่มมีการผลิตวัคซีนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์มากขึ้น หรือวัคซีนรุ่นที่ 2 ถ้าบริษัทมีผลวิจัยยืนยันว่า มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยก็จะขอให้บริษัทส่งมอบวัคซีนรุ่นที่ 2 ให้แก่ประเทศไทย ส่วนปริมาณที่แน่นอน กำหนดการส่ง และราคา อยู่ในขั้นตอนการเจรจา ที่ผ่านมาการเจรจามีความก้าวหน้าด้วยดี หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะมาแจ้งเป็นระยะ

“ปี 2564 เรามีแผนจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดส ตอนนี้สั่งจองแอสตร้าฯ 61 ล้านโดส ลงนามสัญญากับไฟเซอร์นำเข้ามา 30 ล้านโดส ซื้อซิโนแวคมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินและเพื่อฉีดสูตรไขว้ 30 ล้านโดส ภาพรวมตัวเลขการจองวัคซีนและนำเข้าเกิน 100 ล้านโดสไปแล้ว แต่ความต้องการฉีดมีมาก การมีวัคซีนมากก็ฉีดได้มากและเร็วขึ้น เกิดภูมิคุ้มกันป้องกันการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตมากขึ้น ซึ่งจะดำเนินการต่อไป ส่วนปี 2565 เราเห็นความต้องการฉีดและฉีดบูสเตอร์ โดสมีความจำเป็น จึงวางแผนนำเข้า 120 ล้านโดส แผน 2 ปีนี้ไม่เกี่ยวกัน ของปี 64 ก็ต้องบริหารตามสัญญาที่ลงนามไว้ ที่ผ่านมาก็ยังเป็นไปตามสัญญา ส่วนปี 65 ที่จะเจรจาจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะเป็นคนละสัญญาคนละกรณี จะพยายามเจรจาให้ได้วัคซีนจำนวนมากมีความเหมาะสมใช้ในประเทศไทย” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องการฉีดวัคซีน โควิด ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 1,500 คน วันที่ 14-15 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยกทม.เน้นในชุมชนแออัด และ 5 จังหวัดปริมณฑลเน้นในพนักงานลูกจ้างทั่วไป พบว่า 67.3% รับวัคซีนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแอสตร้าเซนเนก้า โดย กทม.รับวัคซีน 60% นนทบุรี 78.7% ปทุมธานี 73.1% นครปฐม 84.2% สมุทรปราการ 69.4% และสมุทรสาคร 76.5% ประชาชนอยากจะไปรับวัคซีน 85.5% ส่วนไม่ไปฉีดมีหลายเหตุผล คืออายุไม่ถึง ไม่ค่อยไปไหน และไม่อยากไปฉีด แต่มีปริมาณน้อยลง เป็นความจำเป็นที่ต้องร่วมมือหลายหน่วยงานจัดหาวัคซีนฉีดให้ประชาชนเพียงพอกับความต้องการ

“จากการสอบถามพบว่ามีผู้สูงอายุในบ้าน 73% โดยกทม.ผู้สูงอายุในบ้านฉีดแล้ว 71% ปริมณฑล 99% ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามรับวัคซีนแล้ว 88% ถามถึงความเครียด ส่วนใหญ่เครียดเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและรายได้ 42% การไม่ได้รับวัคซีน 20% กลัวติดเชื้อโควิด 20% ปัญหาการศึกษา 18% โดยสรุปถ้าจะรณรงค์การฉีดต่อไป โดยเฉพาะ กทม.คือชุมชนแออัด วิธีการฉีดอาจต้องปรับเปลี่ยน เน้นเชิงรุกลงไปชุมชนแออัดมากขึ้น ประชาชนเชื่อว่าวัคซีนลดความรุนแรงของโรคได้ ส่วนความกังวลอาการข้างเคียงลดลงเหลือ 27.5% จากเดิม 83.4% และประชาชนต้องการฉีดวัคซีน”

ฉีดไขว้แล้ว 1 ล้าน-เสียชีวิต 1

ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับการฉีดไขว้ตอนนี้มีคนฉีดซิโนแวคตามด้วยแอสตร้าฯ มากกว่า 1 ล้านคนแล้ว มี 1 รายเสียชีวิต คิดเป็น 1 ในล้าน แต่ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนสูตรใด ฉีดตัวใดก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ ซึ่งยังถือว่าน้อยกว่าไม่ได้ฉีดวัคซีน โดยฉีดครบ 2 โดสเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นซิโนแวค 2 เข็ม 24 ราย แอสตร้าฯ 2 เข็ม 1 ราย และ ซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าฯ 1 ราย เฉลี่ยคิดประมาณ 4.4 ต่อล้านคน ซึ่งต่ำกว่าการไม่ได้ฉีด คืออัตราเสียชีวิตตั้งแต่ 70-140 ต่อล้านคน จึงมีความมั่นใจสูง การฉีดซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าฯ ป้องกันการป่วยหนักและรุนแรงได้ โดยเฉพาะมีการระบาดของเดลตา ภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูงสู้กับเดลตาได้

ปลายปีนี้ฉีดบูสเตอร์เข็ม 3

เมื่อถามถึงการฉีดวัคซีนเข็มสามในประชาชนทั่วไป นพ.โสภณกล่าวว่า คนฉีด ซิโนแวค 2 เข็ม ในประเทศไทยส่วนใหญ่ฉีดเมื่อมี.ค. – เม.ย. ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ตอนนี้ฉีดกระตุ้นแล้วมากกว่า 5 แสนราย ส่วนใหญ่รับไฟเซอร์ รองลงมา เป็นแอสตร้าฯ อีกกลุ่มที่รับในช่วงนั้น คือประชาชนทั่วไปหรือคนมีความเสี่ยงแต่อายุน้อยกว่า 60 ปีมีโรคเรื้อรัง เพราะในช่วงมี.ค.-เม.ย. เราฉีดแอสตร้าฯ คนอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นหลัก เนื่องจากวัคซีนมีน้อย แต่ทุกวัคซีนฉีดระยะหนึ่งภูมิคุ้มกันลดลง กลุ่มนี้ฉีดแล้ว 5 เดือน มีคนฉีดสูตรนี้ 3-4 ล้านคนที่เป็นซิโนแวค 2 เข็ม

“สัปดาห์หน้าจะประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัคซีน จะหารือประเด็นนี้ด้วย คาดว่าคนที่รับซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม มีโอกาสได้รับเข็มกระตุ้นน่าจะไม่เกินปลายปีนี้ เพราะเราจะมีวัคซีนมากขึ้น ทั้งแอสตร้าฯ และไฟเซอร์ แต่ไปตามลำดับ ใครที่เสี่ยงสูง ภูมิคุ้มกันลดลงก็อยากให้ฉีดเพิ่มขึ้น เช่นมีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือจากภาระหน้าที่ของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แต่สุดท้ายคนที่รับ 2 เข็ม ปีต่อไปจะรับเข็มกระตุ้นแน่นอน” นพ.โสภณกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีคนแจ้งข้อมูลต้องฉีดสูตรไขว้ แต่กลับได้รับเข็มแรกเป็นแอสตร้าฯ และเข็มสองเป็นแอสตร้าฯ ห่างกัน 20 วัน นพ.โอภาสกล่าวว่า เรามีวัคซีนหลายชนิด ผู้ปฏิบัติงานอาจเกิดความสับสน หรือที่มีข่าวฉีด 2 เข็มในวันเดียวกัน เป็นความบกพร่องส่วนบุคคล แต่วัคซีนที่ฉีดค่อนข้างปลอดภัย คนที่ฉีดเข้าไปเกิน ติดตามก็ยังไม่พบอันตรายใดๆ ส่วนกรณีนี้ร.พ.สมุทรปราการคงต้องไปตรวจสอบติดตามดูอย่างใกล้ชิด โดยแอสตร้าฯ เราฉีดห่างตั้งแต่ 8-16 สัปดาห์ เพราะจะกระตุ้นภูมิสูง แต่ฉีดใกล้กันอาจขึ้นได้ไม่ดี เน้นย้ำผู้ดูแลติดตามกำกับการฉีดให้ครบถ้วนตามที่กำหนด และดูแลรายบุคคลอย่างเข้มงวด

สธ.ชี้ยอดติดเชื้อคงตัว

นพ.โสภณ กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วโลกแนวโน้มผู้ติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้น ประเทศส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา เช่นเดียวกับประเทศไทย แต่การเสียชีวิตแนวโน้มค่อนข้างคงที่ แม้จะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม แต่ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แตกต่างจากในอดีต จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเร็ว

“ส่วนประเทศไทยมีรายงานติดเชื้อใหม่ 20,571 ราย เสียชีวิต 261 ราย ส่วนหนึ่งเป็นผู้เสียชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาและมีการรวบรวมตัวเลขของผู้เสียชีวิตในช่วงที่ผ่านมาที่ยังตกค้างมารวมด้วย สำหรับภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาการติดเชื้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นราย มีแนวโน้มไม่พุ่งทะยานต่อ โดยพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เฉลี่ยวันละ 8 พันกว่าราย วันนี้ติดเชื้อ 8,540 ราย คิดเป็น 42% ที่เหลือคือ 71 จังหวัดประมาณ 58% แนวโน้มคงที่มาหลายวันแล้ว ที่น่าสนใจคือ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีการติดเชื้อ 927 ราย และเรือนจำ 235 ราย มีการติดเชื้อแต่ไม่ได้แพร่ออกมานอกเรือนจำ”

สาวท้องดับ-ไม่ได้ฉีดวัคซีน

นพ.โสภณกล่าวอีกว่า ข้อมูลที่ใช้ติดตามสถานการณ์การระบาดได้ดี คือผู้เสียชีวิตและปัจจัยเสี่ยงว่าเกิดจากอะไร เมื่อวานเสียชีวิต 261 ราย เป็นชายมากกว่าหญิงเล็กน้อย มีทั้งสัญชาติไทย 250 ราย เมียนมา 6 ราย กัมพูชา 2 ราย ลาว จีน เบลเยียม ประเทศละ 1 ราย สัดส่วนอายุผู้เสียชีวิต 2 ใน 3 เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวอายุน้อยกว่า 60 ปี 55 ราย หรือ 21% สองกลุ่มนี้รวมกัน 87% ที่เหลือไม่มีโรคเรื้อรัง มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 1 ราย และผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย 1 ราย ซึ่งทั้งสองรายนี้ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ฉีด 2 เข็มอัตราตาย 4.4 ต่อล้าน

“คนฉีดครบ 2 เข็มไม่ว่าสูตรใดก็ตาม อัตราเสียชีวิต 4.4 ต่อล้านคน ส่วนคนไม่ได้ฉีด ฉีดไม่ครบ หรือฉีดครบไม่ถึง 14 วันซึ่งภูมิคุ้มกันยังไม่ขึ้น อยู่ที่ประมาณ 140 ต่อล้านคน ต่างกัน 30 เท่า จึงอยากให้ทุกคนในกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะสูงอายุ โรคเรื้อรัง ไปฉีดวัคซีนโดยเร็วไม่ว่าสูตรใดก็ตาม ซึ่งตอนนี้ สธ.แนะนำสูตรซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งภูมิคุ้มกันขึ้นรวดเร็วและสูง จึงเป็นที่มาของการเร่งรัดการฉีดวัคซีนในช่วงนี้“ นพ.โสภณกล่าว

ฉีดไขว้ – ประชาชนขอนแก่นเข้ารับการฉีดวัคซีนป้อง กันโควิด สูตรไขว้เข็มแรกซิโนแวค เข็มสองแอสตร้าเซนเนก้า ที่หน่วยบริการ ร.พ. ขอนแก่น อาคารเทศบาลเมืองศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 21 ส.ค.

แพทย์มข.ชี้ต้องบูสต์เข็ม 3

ที่ห้องสารสิน อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศ.ดร.สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ผศ.ดร.สุปราณี พันธุ์ธนวิบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย ผศ.นพ.อธิบดี มีสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ อาจารย์ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ร่วมแถลงผลวิจัยการตรวจภูมิคุ้มกันของผู้ที่รับวัคซีน ซิโนแวค

ผศ.ดร.สุปราณีกล่าวว่า ผลวิจัยการตรวจภูมิคุ้มกันของผู้ที่รับวัคซีนซิโนแวค เป็นการศึกษาแอนติบอดี และทีเซลล์ของผู้ที่รับวัคซีนซิโนแวค ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักศึกษาแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 335 คน โดยเก็บข้อมูลจากการเจาะเลือด ทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ก่อนฉีดวัคซีน ครั้งที่ 2 หลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรก 1 ครั้งที่ 3 หลังจากฉีดวัคซีนเข็มสอง 1 เดือน อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนสามารถสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อได้ ร้อยละ 89 หลังจากรับวัคซีนเข็มแรก และหลังจากรับวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถตรวจวัดระดับปริมาณของแอนติบอดีที่จำเพาะได้ครบทุกคน (100%) ในปริมาณที่แตกต่างกันโดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1292 AU/ml ส่วนผลการศึกษาทีเซลล์พบว่ามีปริมาณที่ถูกกระตุ้นของ CD4+ T cell ในอาสาสมัครหลังรับวัคซีนสูงขึ้นเล็กน้อยหลังฉีด ขณะที่ CD8+ Tcell ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับก่อนฉีดวัคซีน

“จากผลการศึกษาเบื้องต้นสรุปได้ว่าการรับวัคซีนซิโนแวคในอาสาสมัครกลุ่มที่ทำการทดลอง สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิแอนติบอดีได้ดี แต่การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทีเซลล์มีน้อย จึงแนะนำให้ผู้ที่รับซิโนแวค ครบ 2 เข็ม ควรได้รับการกระตุ้นทีเซลล์ด้วยวัคซีนชนิดอื่นที่ไม่ใช่รูปแบบเชื้อตาย เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันโรคที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่มีการเปลี่ยนรูปแบบวัคซีนของอาสาสมัครกลุ่มเดิม จะมีการศึกษา ภูมิแอนติบอดีและภูมิเซลล์ อีกครั้ง”

ผวาคลัสเตอร์ตลาดศาลาลำดวน

นพ.ประภาส ผูกดวง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยยืนยันใหม่ 230 ราย แยกเป็นติดเชื้อในจังหวัด 187 ราย และจากจังหวัดอื่น 43 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 2 รายเสียชีวิตสะสม 43 ราย ภาพรวมของผู้ติดเชื้อวันนี้พบว่าคลัสเตอร์ตลาดกลางสินค้าเกษตรศาลาลำดวน อ.เมืองสระแก้ว

หลังพบแม่ค้าผักติดเชื้อและแพร่กระจายในกลุ่มแม่ค้าด้วยกัน หลังจากออกตรวจเชิงรุกในพื้นที่ 210 ราย พบเชื้อ 26 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สัมผัสเชื้อจากผู้ป่วยยืนยันกระจายในตำบลต่างๆ ของอ.เมืองสระแก้ว 24 ราย อ.เขาฉกรรจ์ 1 ราย และต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 1 ราย ตอนนี้มี ผู้ป่วยสะสม 37 ราย ขอให้ผู้ที่เดินทางมาขายส่งหรือซื้อผักที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรศาลาลำดวน ระหว่างวันที่ 12-18 ส.ค. 2564 กักตัวสังเกตอาการ ไม่คลุกคลีผู้อื่น ไม่เข้าไปแหล่งชุมชน และไปตรวจโควิดที่คลินิกโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ทั้งนี้ปิดตลาดชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 19-22 ส.ค. 2564

สลดผู้ช่วยเหลือคนไข้ดับโควิด

สำหรับผู้เสียชีวิตใหม่ เป็นหญิง อายุ 62 ปี สัญชาติไทย อาชีพรับจ้าง อยู่ต.ตาหลังใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว มีโรคประจำตัว โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง

ด้านเฟซบุ๊กของเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาล ร.พ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว โพสต์ข้อความไว้อาลัยให้กับน.ส.กฤษณา หาญปลี อายุ 21 ปี พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว โดยได้รับเชื้อโควิดจากการปฏิบัติหน้าที่และเข้ารักษาตัว 14 วัน ก่อนเชื้อเข้าปอด ทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ส.ค.

ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้วโพสต์ข้อความเฟซบุ๊กแสดงความเสียใจกับการสูญเสียและร่วมไว้อาลัยกับน.ส.กฤษณา หาญปลี ผู้ช่วยเหลือคนไข้ที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท อดทนและเสียสละให้กับผู้ป่วยภายใต้ความกดดันของสถานการณ์ระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งได้สัมผัสเชื้อจาก ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจที่ห้องฉุกเฉินของร.พ. สระแก้ว โดยจะประกอบพิธีฌาปนกิจ ที่วัดโคกนกขุนทอง ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว และขอเชิญร่วมทำบุญให้กับครอบครัวของน.ส.กฤษณา ผ่านบัญชีนางสมศรี มาสมดี มารดา เลขที่บัญชี 7520299129 ธนาคารกรุงเทพ สาขา 304 ได้

ฮึ่มฟ้อง-จี้สอบฉีดไฟเซอร์เข็ม 4

จากกรณีนพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระบุว่าจากข้อมูลที่ทางโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการฉีดวัคซีนป้องกัน “โควิด-19” คีย์ข้อมูลเข้ามาในระบบ MOPH IC ทำให้ทราบว่าขณะนี้มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ไปแล้วรวมๆ ประมาณ 200 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีข้อยกเว้นกรณีใดบ้าง พร้อมเห็นว่าหากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่สมควรให้วัคซีนโควิดเข็ม 4 เนื่องจากยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เลยนั้น

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนและโซเชี่ยลมีเดียเผยภาพหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนของบุคคลปริศนาที่ระบุว่าได้ฉีดเข็มที่ 4 แล้ว โดยเป็นยี่ห้อไฟเซอร์ ทำให้สังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่กระทำการดังกล่าวว่าไร้ยางอายและไม่มีจิตสำนึก โดยผอ.ร.พ. รามาธิบดี เปิดเผยว่า บุคคลดังกล่าวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 คนที่ต้องการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ อ้างว่าประเทศปลายทางที่จะเดินทางไปไม่รับรองวัคซีนซิโนแวค แต่รับรองวัคซีนไฟเซอร์

จึงต้องขอฉีดวัคซีนไฟเซอร์ และทางอธิบดีกรมควบคุมโรคก็ยืนยันว่าเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ต้องการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศจริง แต่รองอธิบดีกรมควบคุมโรคชี้แจงว่าบุคลากรทางการแพทย์ 2 คน จะเดินทางไปปฏิบัติงานที่ประเทศแคนาดา ซึ่งมีระเบียบว่าจะต้องได้รับวัคซีนที่ประเทศแคนาดากำหนดจึงสามารถเข้าประเทศได้ โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ โมเดอร์นา จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และโควิดชิลด์ ร่วมกับแสดงผลตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเข้าประเทศเป็นลบ ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าว ตรงข้ามกับผอ.ร.พ. รามาธิบดี และอธิบดีกรมควบคุมโรคที่อ้างว่าไปปฏิบัติงาน ทั้งที่ไปศึกษาต่อ ชี้ให้เห็นถึงเล่ห์ฉลของกระบวนการที่อาจร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้ออ้างการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ให้กับพวกพ้องของตนเอง

นายศรีสุวรรณกล่าวต่อว่า คำแถลงดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคใช้ไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วทำไมยังคงสั่งซื้อเข้ามาฉีดให้กับประชาชน และที่น่าตกใจเมื่อผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ข้อมูลว่าขณะนี้มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ไปแล้วรวมประมาณ 200 ราย กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อคนไทยเกือบ 50 ล้านคนยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มแรก บางคนต้องสูญเสียพ่อแม่ญาติพี่น้อง เพราะยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนเข็มที่ 1 ได้ แล้วกรมควบคุมโรคอนุญาตให้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 ได้อย่างไร ไม่ละอายใจกันบ้างเลยหรือ

“เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยที่มีมูลเหตุมาจากพวกอภิสิทธิ์ชนและผู้มีอำนาจเหล่านี้นี่เองใช่หรือไม่ กรณีเยี่ยงนี้ศบค.ในฐานะผู้ควบคุมกฎจะปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ จึงจะพอใจกัน ดังนั้น ทางสมาคมจะไม่ทนต่อพฤติการณ์ของบุคคลพวกนี้อีกต่อไป และจะไปร้องเรียนต่อป.ป.ช.ให้ไต่สวนสอบสวนเอาผิดผู้ที่ได้รับฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 รวมทั้งผู้ที่อนุมัติให้ฉีดและผู้บริหารหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในวันจันทร์ที่ 23 ส.ค.64 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานป.ป.ช.นนทบุรี เพื่อหยุดยั้งกระบวนการนี้”

ฉีดไฟเซอร์ – ร.พ.สมุทรสาครเปิดจุดฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ให้แก่กลุ่มเด็กอายุ 12-18 ปี ป่วยโรคเรื้อรัง มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาท พัฒนาการช้า และน้ำหนักเกิน ที่ศูนย์การค้า แลนด์มาร์กมหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 21 ส.ค.

‘มหาชัย’ฉีดไฟเซอร์เด็กเปราะบาง

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ศูนย์การค้าแลนด์มาร์ก มหาชัย ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โรงพยาบาลสมุทรสาคร จัดจุดฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อ.เมืองสมุทรสาคร ที่มีอายุ 12-18 ปี โดยต้องผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง รวมถึงเด็กที่มีภาวะโรคอ้วน คือเด็กอายุ 12-13 ปี มีน้ำหนัก 70 ก.ก.ขึ้นไป เด็กอายุ 13-15 ปี มีน้ำหนัก 80 ก.ก.ขึ้นไป และเด็กอายุ 15-18 ปี มีน้ำหนัก 90 ก.ก.ขึ้นไป หรือมีภาวะหยุดหายใจในขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดตัน รวมถึงกลุ่มโรคพันธุกรรม กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม ออทิสติก มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง มีพัฒนาการช้า และเด็กที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยวันนี้มีเด็กที่ผ่านการคัดกรองตามเงื่อนไขเข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งหมด 831 คน พบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่มาเข้ารับบริการฉีดวัคซีนเข็มแรกจะเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มมีภาวะโรคอ้วนน้ำหนักเกิน 70 ก.ก.ขึ้นไป อีกส่วนหนึ่งก็เป็นพวกที่อยู่ในกลุ่มโรคเรื้อรัง และยังมีเด็กที่อยู่ในกลุ่มเด็กพิเศษ โดยจะฉีดอีกครั้ง วันที่ 11 ก.ย.

สำนักงานสาธารณสุขจ.สมุทรสาคร รายงานว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,449 ราย ติดเชื้อสะสม 81,152 ราย เสียชีวิตอีก 20 ราย เสียชีวิตสะสม 403 ราย

ร้อยเอ็ดป่วยเพิ่ม 284

นพ.ปิติ ทั้งไพศาล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 284 ราย ติดเชื้อสะสม 9,012 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย เสียชีวิตสะสม 79 ราย รักษาหายเพิ่ม 340 ราย กำลังรักษาอยู่ 3,056 ราย โดยผู้เสียชีวิต 2 ราย ประกอบด้วย หญิง อายุ 43 ปี โรคประจำตัว โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง ที่อยู่อ.อาจสามารถ วันที่ 25 ก.ค. เดินทางกลับกรุงเทพฯ วันที่ 6 ส.ค. เข้ารับการรักษาที่ร.พ.ร้อยเอ็ด และวันที่ 20 ส.ค.เสียชีวิต และชาย อายุ 66 ปี โรคประจำตัว โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ที่อยู่อ.เสลภูมิ ปัจจัยเสี่ยง ขับรถรับจ้างที่กรุงเทพฯ วันที่ 31 ก.ค. รับการตรวจคัดกรองที่ ร.พ.เสลภูมิ พบติดเชื้อโควิด-19 รักษาเป็นผู้ป่วยใน ระหว่างวันที่ 1-13 ส.ค. จากนั้น วันที่ 14 ส.ค.จำหน่ายกลับบ้าน วันที่ 15 ส.ค. มีอาการหายใจหอบ มารับการรักษาที่ ร.พ.เสลภูมิ และส่งต่อรักษา ร.พ.ร้อยเอ็ด วันที่ 20 ส.ค.เสียชีวิต

อยุธยาป่วยอีก 397-ตายเพิ่ม 3

วันเดียวกัน นพ.พีระ อารีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จ.พระนครศรีอยุธยา พบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่ม 397 ราย มีผู้ป่วยสะสม 17,183 ราย รักษาตัวหายแล้ว 9,032 ราย ยังรักษา 7,986 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย เสียชีวิตสะสม 165 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิตรายใหม่ เป็นชายไทย อายุ 49 ปี หญิงไทยอายุ 67 ปี และชายไทยอายุ 63 ปี ทั้งหมดมีโรคประจำตัว

ชลบุรีติดเชื้อยังพุ่ง 1,235-ตาย 12

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1,235 ราย ยอดติดเชื้อสะสม 53,329 ราย กำลังรักษาตัว 20,236 ราย หายป่วย 32,798 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 12 ราย เสียชีวิตสะสม 295 ราย โดยพบผู้ติดเชื้อกระจาย 10 อำเภอ มากสุดที่อ.ศรีราชา 330 ราย อ.เมืองชลบุรี 295 ราย อ.บางละมุง 226 ราย อ.บ้านบึง 76 ราย อ.พานทอง 71 ราย อ.สัตหีบ 2 ราย อ.พนัสนิคม 100 ราย อ.บ่อทอง 40 ราย อ.เกาะจันทร์ 21 ราย อ.หนองใหญ่ 22 ราย

‘ฮู’รับรองชุดตรวจ ATK แค่ 4 ตัว

จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้จัดหาชุดตรวจโควิด-19 ATK ที่ผ่านการรับรองสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีจำหน่ายในไทย มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) หลังจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) จัดเปิดซองได้บริษัทที่ชนะจัดซื้อ ATK 8.5 ล้านชุด ตามโครงการพิเศษของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อแจกประชาชนตรวจด้วยตนเอง โดยชมรมแพทย์ชนบทมีข้อกังขาเกี่ยวกับคุณภาพ เพราะแม้จะผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทย แต่ยังไม่ผ่านการรับรองจาก WHO นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) เผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์ของสพศท.ว่า นายกฯ สั่งการให้ซื้อของที่ยังไม่มีจริง “ATK (self/home use) ที่ WHO รับรอง” ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ให้ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่าแรพิดเทสต์ มี 2 ลักษณะ คือแบบที่ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์เป็น ผู้ตรวจ กับแบบที่ให้ประชาชนตรวจเองที่บ้านซึ่งจะแตกต่างกัน โครงการพิเศษของสปสช.ที่ให้องค์การเภสัชกรรมจัดซื้อ ATK เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็นแรพิดเทสต์ สำหรับให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ตรวจ ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศรับรองแอนติเจนเทสต์ ให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเพียง 4 ชนิด ทั้งหมดเป็นแบบที่ใช้ในสถานพยาบาลโดยบุคลากรทางการแพทย์

องค์การอนามัยโลกยังไม่เคยรับรองแอนติเจนเทสต์คิต แบบที่ให้ประชาชนไปตรวจกันเอง แล้วนายกฯ จะให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ไปหาซื้อจากใครที่ไหนได้ ยกเว้นจะซื้อแบบสำหรับบุคลากรทางการแพทย์แล้วเอาไปให้ประชาชนใช้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน