ร้านอาหารนั่งได้50-75%
คงเคอร์ฟิว3ทุ่มถึงตี4
สั่งปิดวัดสวนแก้ว7วัน
อังกฤษเข้มไทยสีแดง
ศบค.คลายล็อก 6 กิจการ ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จว. ร้านอาหารเปิดโล่งนั่งกินได้ 75% มีแอร์นั่งได้ 50% ห้างเปิดได้ทุกแผนกไม่เกิน 2 ทุ่ม ร้านตัดผมเปิดได้ไม่เกิน 1 ช.ม. แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า ส่วนเคอร์ฟิวยังคงเวลา 3 ทุ่มถึงตี 4 ให้เดินทางข้ามจังหวัดได้ รถโดยสารขนส่งได้ 75% เริ่ม 1 ก.ย.นี้ ไทยติดเชื้อเพิ่ม 18,702 เสียชีวิตอีก 273 อังกฤษขึ้นบัญชีไทยพื้นที่สีแดงห้ามเดินทางเข้าแดนผู้ดี อภ.เซ็นซื้อชุดตรวจเอทีเค 30 ส.ค.นี้ วัดสวนแก้ววุ่นพบคนงานติดเชื้อ สั่งปิด 7 วัน เร่งตรวจเชื้อกลุ่มเสี่ยง ระดมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ
‘บิ๊กตู่’ถกศบค.คลายล็อก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. เป็นประธานการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณาผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม มาตรการป้องกันโควิด-19
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมพล.อ.ประยุทธ์เสนอให้ปรับมุมมองและยุทธศาสตร์การบริหารสถานการณ์โควิด-19 โดยให้ประชาชนสามารถอยู่กับโรคได้อย่างปลอดภัย เพราะเชื่อว่าโควิด-19 จะไม่หมดไปและจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นศบค.จึงกำหนดเป้าหมายด้วยการควบคุมโรคให้สมดุลกับการดำรงชีวิตและสามารถทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลได้เริ่มดำเนินกิจกรรม โครงการแล้ว อาทิ Phuket Sandbox และ Samui Plus Model ซึ่งเป็นการทยอยเปิดกิจกรรมและในพื้นที่ที่มีความพร้อมตามเป้าหมายการเปิดประเทศอย่างเป็นขั้นตอน ภายใต้ความปลอดภัยด้านสาธารณสุข DMHTT และมาตรการ Universal Prevention
นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งจัดหาวัคซีนโควิดสำหรับเด็กอายุ 12-18 ปี ซึ่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้รายงานว่าปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนให้กับครูแล้วกว่า 573,656 คน และยังคงมีนักเรียนในระบบอีกประมาณ 4 ล้านคน จากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ไทยจะได้รับวัคซีนรวมทุกประเภท 140 ล้านโดส ขอให้เดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งชาวต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย ให้เร็วที่สุดสอดคล้องกับจำนวนวัคซีนที่ไทยมีอยู่ รวมทั้งให้เร่งรัดการเข้าถึงการตรวจโควิด-19 ด้วย ATK ด้วย
ศบค.คง 29 จว.พื้นที่สีแดงเข้ม
พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงภายหลังการประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่า ข้อกำหนดฉบับที่ 30 ที่ออกตามมาตรา 9 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2564 ครบกำหนดการประเมินวันที่ 31 ส.ค. วันนี้จึงพิจารณาการปรับมาตรการป้องกันโควิด-19 และอนุญาตเปิดกิจการกิจกรรมเพิ่มเติมตามความพร้อมและความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนดำเนินชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุด โดยนำข้อเสนอมาตรการที่มาจากผู้ประกอบกิจการต่างๆ ทั้งสมาคมผู้ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า สมาคมภัตตาคารไทย สภาหอการค้าไทย สมาคมผู้ประกอบการต่างๆ ที่หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาครัฐ ว่าเปิดกิจการอย่างไรถึงจะปลอดภัย
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ศบค.พิจารณารอบด้านทั้งเศรษฐกิจและสังคม โดยข้อสรุปคือผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังไม่มาก สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกที่ยังพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่เราจะพลิกมุมมอง เพราะโควิดยังไม่หายไปไหน ยังอยู่ร่วมกับประเทศไทยและสังคมโลก เราต้องปรับตัวรับมือและอยู่ร่วมกับโรคโดยปลอดภัยให้ได้ ทั้งส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคมมีการปรับกลยุทธ์และสร้างความมั่นใจเพื่อให้การควบคุมโรคสอดคล้องไปกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย โดยการเสนอมาตรการครั้งนี้ เป็นมาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด
ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติว่ายังไม่มีการปรับสีพื้นที่สถานการณ์ โดยจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ยังเป็น 29 จังหวัด ได้แก่ กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง เนื่องจากมีรายงานการติดเชื้อและเสียชีวิตแพร่ระบาดเป็นวงกว้างระดับชุมชน สถานประกอบกิจการ โรงงาน ตลาด แคมป์ก่อสร้าง หอพักหรือที่พักอย่างแออัด และมีรายงานเสียชีวิตต่อเนื่อง จึงต้องคงมาตรการที่เข้มงวดเพื่อให้การป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดต่อเนื่องยังได้ผล
คลายล็อก 6 กิจการ
โดยคงมาตรการทางสังคม คือการเคอร์ฟิว เวลา 21.00-04.00 น. การทำงานที่บ้านอย่างน้อย 14 วัน ยกระดับมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) และมาตรการองค์กรเพื่อลด ผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิต
ส่วนมาตรการแบ่งเป็น 1.การยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคเพื่อการเปิดกิจการกิจกรรมให้ปลอดภัยยั่งยืน ด้วยหลักการ COVID Free Setting และ Universal Prevention สำหรับสถานที่เสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง และ 2.การเปิดกิจการกิจกรรมในพื้นที่สีแดงเข้ม โดยอยู่ภายใต้มาตรการที่กำหนด 6 ประเภท ได้แก่ การเดินทางข้ามจังหวัดจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด, การเปิดบริการของร้านอาหาร, การปรับมาตรการสำหรับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตีมอลล์, การกิจการกิจกรรมบางประเภท ได้แก่ ร้านเสริมสวย ร้านนวดเฉพาะนวดเท้า, การใช้อาคารสถานศึกษา และการเปิดใช้สนามกีฬา
สำหรับมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล คือ การป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตลอดเวลาทุกคนแม้ยังไม่พบความเสี่ยง ขอให้คิดเสมอว่าเราและคนรอบตัวไม่ว่าสนิทสนมแค่ไหน อาจเป็นผู้ติดเชื้อโควิดแฝงและแพร่เชื้อให้ตัวเองหรือคนอื่นได้ ตอนนี้เน้นย้ำการ์ดสูงสุดแม้แต่บุคคลใกล้ชิด เพื่อนทำงาน ร่วมหอพัก พิจารณาออกจากบ้านตามความจำเป็น ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง แยกของใช้ เป็นวิถีใหม่ปฏิบัติตัวของประชาชน
ส่วนมาตรการองค์กร COVID Free Setting เช่นหากโรงเรียนก็ต้องเป็นโรงเรียนปลอดโควิด สถานประกอบการ โรงงานก็ต้องเป็นสถานที่ทำงานปลอดโควิด มีเกณฑ์ 3 ส่วนที่ต้องร่วมมือกัน คือ 1.สิ่งแวดล้อม ต้องจัดให้มีการระบายอากาศ สุขอนามัยเหมาะสม เว้นระยะห่าง เป็นข้อบังคับที่องค์กรต้องจัดให้ได้ 2.ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ พนักงาน จะมีการระดมฉีดวัคซีนให้คนในภาคบริการเหล่านี้ ทั้งร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด จะพยายามเร่งรัดให้ฉีดครอบคลุม 2 เข็มโดยเร็วที่สุด สนับสนุนการตรวจหาเชื้อด้วยชุด ATK ที่จัดหาง่าย เข้าถึงโดยง่าย อย่างต่างประเทศสถานประกอบการก็จัดหามาตรวจพนักงานทุกสัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าปลอดจากการติดเชื้อ ติดป้ายร้านนี้ผู้ให้บริการรับวัคซีนครบแล้ว 100% เป็นต้น และ 3.ลูกค้า ต้องร่วมมืออย่างเข้มงวดกับมาตรการร้าน ไม่ว่าเข้ารับบริการร้านไหน โดยมีเรื่องการฉีดวัคซีนและตรวจ ATK ก่อนเข้ารับบริการด้วย เป็นมาตรการที่จะทำให้ร้านค้า กิจการ กิจกรรมเปิดได้มากขึ้น และจะมีการติดตามการประเมินผล ซึ่งจะไม่ใช่แค่ภาครัฐ แต่จะรวมถึงสมาคมต่างๆ ที่ดูแลด้วย
ดีเดย์ผ่อนล็อก 1 ก.ย.
“ที่ประชุมเห็นชอบให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. แต่เป็นการดำเนินการในพื้นที่นำร่องเฉพาะสถานประกอบการ สถานบริการที่มีความพร้อมและดำเนินการได้ โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต้องประเมินก่อนว่ามีความพร้อมหรือไม่ พนักงานฉีดวัคซีนครบถ้วน หาชุดตรวจ ATK อำนวยความสะดวกตรวจพนักงานทุกสัปดาห์ เป็นต้น ย้ำว่ายังไม่มีผลบังคับใช้ทุกร้านหรือทุกสถานประกอบกิจการ เป็นการใช้นำร่อง ถ้ามาตรการนี้ท่านยังไม่พร้อม ให้ศึกษารายละเอียดไปก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนา ขอความเห็นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สมาคมต่างๆ เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ เมื่อพร้อมก็สามารถเริ่มใช้มาตรการนี้ได้ โดยมีการกำกับติดตามเข้มงวด” พญ.อภิสมัยกล่าว
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า มาตรการนี้จะได้ผลดียิ่ง ต้องเน้นการป้องกันโรค เช่น วัคซีน ซึ่งระยะต่อไปนี้รัฐบาลสามารถนำเข้าวัคซีนได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงชุดตรวจ ATK ก็เร่งรัดให้ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น ส่วนมาตรการควบคุมโรค ภาครัฐพร้อมกำกับดูแลมาตรการต่างๆ เอกชนสถานประกอบการต้องกำหนดมาตรการปลอดโควิด ประชาชนเน้นการป้องกันสูงสุดแบบครอบจักรวาล ขณะที่มาตรการส่งต่อผู้ป่วยและการรักษา สถานการณ์เตียงค่อนข้างปรับได้ดีขึ้น มีการแยกคัดผู้ป่วยอาการระดับเล็กน้อย ไม่มีอาการให้เข้ารับการแยกกักที่บ้านและชุมชน ทำให้เตียงเหลืองแดงสภาพคล่องดีขึ้น
“ที่ประชุมพิจารณาในแง่ประชาชนรับผลกระทบด้วย ซึ่งศบศ.ให้การเยียวยาประชาชนรับผลกระทบอย่างเหมาะสม ภาคเอกชน ประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งการอนุญาตเปิดกิจกรรมกิจการครั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่กลับมาประกอบอาชีพตนได้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนระดับหนึ่ง” พญ.อภิสมัยกล่าวและว่า การเร่งรัดฉีดวัคซีนทำให้แผนทั้งหมดนี้เป็นไปได้ เน้นย้ำคือเร่งรัดฉีดวัคซีนตามลำดับความเร่งด่วน กลุ่มคนเสี่ยงสูงอายุ 7 กลุ่มโรค หญิงครรภ์ 12 สัปดาห์ กิจกรรมกิจการเสี่ยงซึ่งก่อนหน้านี้มีทั้งบุคลากรทางการแพทย์ พนักงานขนส่งสาธารณะ ครู บุคลากรทางการศึกษา ส่วนตอนนี้พูดคุยอาชีพเสี่ยงเช่น ให้บริการลูกค้า ตัดผม ส่งอาหาร รวมทั้งการพิจารณาระดมฉีดวัคซีนพื้นที่เสี่ยง 29 จังหวัดระดมฉีดให้ได้เร็ว และการเข้าถึงชุดตรวจ ATK ซึ่งการจัดซื้อ 8.5 ล้านชุดจะมีการลงนาม โดยบริษัทจัดส่งให้ได้ใน 2 สัปดาห์ ทำให้ประชาชนผู้ประกอบการเข้าถึง
ร้านอาหารนั่งกินได้ 50-70%
สำหรับรายละเอียดมาตรการการเปิดกิจกรรมกิจการพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ 1.การเดินทางข้ามจังหวัดจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเดินทางได้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โดยผู้ติดเชื้อผู้ป่วยที่จะกลับไปรักษาให้เข้าตามโครงการรับคนกลับบ้าน ไม่อนุญาตให้เดินทางเอง ระบบขนส่งสาธารณะเปิดดำเนินการได้ จำกัดจำนวนผู้โดยสารไม่เกิน 75% สวมหน้ากากตลอดเวลาทั้งผู้ให้บริการ คนขับ คนเก็บค่าโดยสาร ผู้โดยสาร ห้ามรับประทานอาหารขณะโดยสาร
2.ร้านอาหาร โดยกรณีเป็นพื้นที่โล่ง ระบายอากาศถ่ายเทดี อนุญาตนั่งรับประทาน 75% ของพื้นที่ หากมีเครื่องปรับอากาศอนุญาต 50% ของพื้นที่ ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคเคร่งครัด กำกับติดตามโดยผู้ประกอบการ สมาคมภัตตาคารไทย คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.
3.ห้างสรรพสินค้าเปิดกิจการได้ทุกแผนก แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 เปิดแบบมีเงื่อนไข คือ ร้านเสริมสวยแต่งผม เปิดได้เฉพาะตัดผมเท่านั้น ไม่เกิน 1 ชั่วโมง มีการนัดหมายล่วงหน้า จองคิว หลีกเลี่ยงการเข้าไปแออัดนั่งรอ ร้านนวดเปิดเฉพาะนวดเท้า คลินิกเสริมความงามจำหน่ายสินค้าเท่านั้น ต้องนัดหมายล่วงหน้า ร้านอาหารในห้างเปิดได้ตามเงื่อนไขและมาตรการของร้านอาหาร ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่ยังเปิดไม่ได้ คือ สถาบันกวดวิชา โรงภาพยนตร์ สปา สวนสนุก สวนน้ำ หรือฟิตเนส ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ห้องประชุมจัดเลี้ยงในห้าง โดยผู้ประกอบการดำเนินตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด และกำกับติดตามโดยสภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. และเปิดดำเนินการได้ถึง 20.00 น.
ร้านตัดผมเปิดได้-แต่ต้องจองคิว
4.กิจการกิจกรรมบางประเภทนอกห้างสรรพสินค้า ได้แก่ ร้านเสริมสวย ร้านตัดผมแต่งผม ร้านนวดเฉพาะนวดเท้า ให้จองล่วงหน้า ใช้เวลาจำกัด เป็นไปตามมาตรการเช่นเดียวกับในห้าง
5.สถานศึกษายังไม่เปิดเรียน แต่พิจารณาให้ใช้อาคารได้ ผ่านเห็นชอบผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. อย่างสถานศึกษาบางแห่งจัดประชุมสอบ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเป็นกรณี
และ 6.สนามกีฬาและสวนสาธารณะ ในส่วนที่ใช้เป็นการเล่น ซ้อม แข่งขันกีฬาเปิดได้แบบไม่มีผู้ชม จำกัดผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย นักกีฬา ผู้จัดการ ผู้ติดตาม โค้ช เน้นย้ำมีคนรวมกลุ่มกันน้อยที่สุด ขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เปิดได้ถึง 20.00 น.
ห้างเปิดได้ถึง 2 ทุ่ม
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ศบค. ได้คลายล็อกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด สอดคล้องกับนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยการประกอบอาชีพของประชาชน โดยหวังให้ประชาชนสามารถดำเนินกิจการ กิจกรรมทางได้ ด้วยการยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโควิด-19 สำหรับเปิดกิจการ จัดกิจกรรมให้ปลอดภัย ลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภายใต้การยกระดับมาตรการป้องกัน Universal Prevention และ COVID Free Setting ในสถานที่เสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง
ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบค.ให้คงมาตรการเคอร์ฟิวในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด และให้เปิดบริการในส่วนของร้านอาหาร สำหรับร้านอาหารที่อยู่นอกอาคาร หรือในอาคารแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ โล่ง อากาศถ่ายเทดี ให้นั่งรับประทานได้ร้อยละ 75 ร้านอาหารที่เป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ให้นั่งรับประทานได้ร้อยละ 50 ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ สามารถดำเนินการได้ทุกแผนก ถึงเวลา 20.00 น. โดยกิจการกลุ่มที่ 1 ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม แต่งผม ให้บริการเฉพาะรายไม่เกิน 1 ชั่วโมง ร้านนวด เปิดได้เฉพาะนวดเท้า คลินิกเสริมความงาม เปิดจำหน่ายสินค้าเท่านั้น ร้านอาหาร เปิดได้ตามเงื่อนไขของมาตรการร้านอาหารมีเครื่องปรับอากาศ กิจการกลุ่มที่ 2 สถาบันกวดวิชา โรงภาพยนตร์ สปา สวนสนุก สวนน้ำ ฟิตเนสห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ห้องจัดประชุม จัดเลี้ยง ยังไม่เปิดกิจการ
การใช้อาคารของสถานศึกษา สามารถใช้อาคารของสถานศึกษาได้ โดยผ่านความเห็นชอบของผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กทม. ในส่วนสนามกีฬาและสวนสาธารณะ เปิดถึงเวลา 20.00 น. โดยสามารถใช้สนามกีฬาและสวนสาธารณะ ประเภทกลางแจ้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีระบบปรับอากาศ เพื่อเล่น ซ้อม หรือแข่งขันกีฬาได้แบบไม่มีผู้ชม จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมและไม่ให้มีการรวมกลุ่มกัน สามารถเปิดใช้สนามกีฬาทุกประเภทสำหรับการฝึกซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทย แบบไม่มีผู้ชม และผู้จัดการแข่งขัน ต้องดำเนินตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
ติดเชื้อเพิ่ม 18,702-ตายอีก 273
ขณะที่ ศบค. รายงานว่า วันนี้ประเทศไทยติดเชื้อใหม่ 18,702 ราย ติดเชื้อสะสม 1,139,571 ราย หายป่วย 20,163 ราย สูงกว่าติดเชื้อใหม่ หายสะสม 943,784 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 273 ราย เสียชีวิตสะสม 10,587 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 185,200 ราย อยู่ในร.พ. 22,528 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 162,672 ราย มีอาการหนัก 5,154 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,082 ราย ภาพรวมผู้ติดเชื้อมาจาก 67 จังหวัดรวมกันสูงสุด 9,203 ราย กทม.และปริมณฑล 8,262 ราย 4 จังหวัดภาคใต้ 886 ราย เรือนจำ 342 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 9 ราย ได้แก่ อิสราเอล 1 ราย กัมพูชา 4 ราย เข้าทางช่องทางธรรมชาติ 3 ราย เมียนมา 1 ราย เข้าช่องทางธรรมชาติ และมาเลเซีย 3 ราย เข้ามาช่องทางธรรมชาติ
ผู้เสียชีวิต 273 ราย มาจาก 42 จังหวัด ได้แก่ กทม. 85 ราย, ปทุมธานี 24 ราย, นครปฐม 18 ราย, สมุทรปราการ 16 ราย, สมุทรสาคร สระบุรี จังหวัดละ 15 ราย, ชลบุรี 14 ราย, ปัตตานี 8 ราย, ราชบุรี 6 ราย, สุรินทร์ นครสวรรค์ สมุทรสงคราม จังหวัดละ 5 ราย, ฉะเชิงเทรา 4 ราย, กาญจนบุรี นนทบุรี จังหวัดละ 3 ราย, นราธิวาส สงขลา ภูเก็ต ระนอง อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ระยอง พระนครศรีอยุธยา จังหวัดละ 2 ราย และนครศรีธรรมราช ชุมพร สกลนคร เลย กำแพงเพชร เชียงใหม่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร และอ่างทอง จังหวัดละ 1 ราย
ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 148 ราย หญิง 125 ราย อายุ 19-101 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 178 ราย คิดเป็น 66% อายุต่ำกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 48 ราย คิดเป็น 18% รวม 2 กลุ่มนี้สูง 84% อายุน้อยกว่า 60 ปีไม่มีโรคเรื้อรัง 42 ราย คิดเป็น 15% และหญิงตั้งครรภ์ 3 ราย จากปัตตานี 2 ราย และปทุมธานี 1 ราย พบการเสียชีวิตที่บ้าน 1 รายจากสระบุรี
สำหรับ 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 4,699 ราย สะสม 263,854 ราย 2.สมุทรปราการ 1,220 ราย สะสม 75,044 ราย 3.ชลบุรี 1,064 ราย สะสม 59,199 ราย 4.สมุทรสาคร 894 ราย สะสม 70,455 ราย 5.นนทบุรี 586 ราย สะสม 42,174 ราย 6.ปทุมธานี 525 ราย สะสม 30,586 ราย 7.นครราชสีมา 497 ราย สะสม 16,683 ราย 8.ราชบุรี 485 ราย สะสม 15,300 ราย 9.ระยอง 475 ราย สะสม 16,175 ราย และ 10.พระนครศรีอยุธยา 465 ราย สะสม 18,608 ราย
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 26 ส.ค. ฉีดได้ 669,189 โดส สะสม 29,504,769 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 22,070,573 ราย เข็มสอง 6,860,084 ราย และเข็มสาม 574,112 ราย
อังกฤษขึ้นบัญชีไทยพื้นที่สีแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก สถานเอกอัคร ราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เผยแพร่ข้อความและภาพกราฟิกการแจ้งข่าว โดยมีข้อมูลระบุว่า “ด่วน! สหราชอาณาจักรประกาศให้ประเทศไทยเป็นประเทศกลุ่มพื้นที่สีแดง
ด้านนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงรายละเอียดกรณีที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรปรับสถานะของไทยให้อยู่ในระดับกลุ่มสีแดง ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. กระทรวงคมนาคมสหราชอาณาจักรประกาศผลการพิจารณาปรับรายชื่อประเทศและพื้นที่ที่พบการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความเสี่ยงในการเดินทาง ภายใต้กระบวนการคัดกรองผู้เดินทาง โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 ส.ค. เวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นต้นไป โดยการประกาศครั้งนี้ประเทศไทยถูกปรับย้ายจากกลุ่มประเทศสีอำพัน มาเป็นกลุ่มประเทศสีแดง ร่วมกับประทศมอนเตเนโกร ซึ่งขณะนี้มีประเทศสมาชิกอาเซียนถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย เมียนมา และฟิลิปปินส์
“การปรับสถานะประเทศไทยมาอยู่ในกลุ่มประเทศสีแดงล่าสุด ส่งผลให้ผู้ที่ไม่มีถิ่นพํานัก หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินทางจากประเทศ ไทยหรือผ่านประเทศไทยในรอบ 10 วันที่ผ่านมาจะไม่สามารถเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้ ขณะที่ผู้ที่มีถิ่นพำนักที่ศึกษาต่อหรือทํางานยังสามารถเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้ แต่จะต้องกักตัวในโรงแรมที่กําหนดเป็นระยะเวลา 10 วัน โดยจะมีค่าใช้จ่าย (รวมค่าที่พัก อาหารและการตรวจหาเชื้อภาคบังคับ 2 ครั้ง) ประมาณรายละ 2,000-3,000 ปอนด์ หรือประมาณ 89,000-135,000 บาท สหราชอาณาจักรจะพิจารณาทบทวนรายชื่อประเทศและพื้นที่ที่พบการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความเสี่ยงในการเดินทางทุกๆ 3 สัปดาห์ หากไทยมีแนวโน้มการแพร่ระบาด โควิด-19 และมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง สหราชอาณาจักรอาจพิจารณาทบทวนสถานะของไทยออกจากกลุ่มประเทศสีแดงได้ในการพิจารณาครั้งต่อๆ ไป”
จี้สธ.ให้หญิงท้องทำงานที่บ้าน
นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และนายศิวารินท์ จันทสิทธิ์ ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนเดินทาง เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข (สธ.) ขอให้สธ.มีมาตรการเร่งด่วนป้องกันและแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 พร้อมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ขอวัคซีนให้คนท้อง-อย่าเท อย่าทิ้งเรา” โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสธ. นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และทพ.อาคม ประดิษฐ สุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) รับมอบ
น.ส.จรีย์กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโควิด-19 ทั้งการติดเชื้อ การรักษา บางรายติดโควิดกำลังจะคลอดก็ถูกร.พ.ปฏิเสธ โดยระบุว่าเกินศักยภาพ บางรายถูกเรียกเก็บค่ารักษา รวมถึงการทำงานนั้น สถานประกอบการยังต้องพบคนหมู่มาก จึงขอเสนอต่อสธ. คือ 1.ขอให้กำกับดูแลร.พ.ที่รับฝากครรภ์ ไม่ควรปฏิเสธการทำคลอด-รักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด-19 หากเกินศักยภาพ ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแล ประสานต่อ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยและครอบครัวไปหาสถานพยาบาลเอง 2.เร่งฉีดวัคซีนให้หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปให้ครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันฉีดวัคซีนไม่ถึง 3% ขณะที่อัตราการเสียชีวิตในหญิงตั้งครรภ์สูงถึง 2.5%
3.กรณีหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสียชีวิต หรือลูกเสียชีวิต หรือเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก ร.พ.ต้องจัดให้นักสังคมสังเคราะห์ประเมิน และวิเคราะห์รายกรณี เพื่อประสานการช่วยเหลือ เยียวยาสภาพจิตใจครอบครัว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น และ 4.สธ.ต้องเชื่อมต่อกับโรงงานต่างๆ ให้บริษัทมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกให้กับคนงานต่อเนื่องเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกมารักษา ตามระบบป้องกันการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น สนับสนุนให้แต่ละสถานประกอบการมี แฟ็กตอรี่ ไอโซเลชั่น ที่มีมาตรฐาน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลในการดูแล ผู้ติดเชื้อ มีระบบการประสานส่งต่อคนงานที่มีอาการเริ่มรุนแรง รวมถึงเชื่อมโยงการทำโฮม ไอโซเลชั่น ที่ถูกต้อง
สธ.จ่อให้เวิร์กฟรอมโฮม 100%
ด้านนพ.โสภณกล่าวว่า สธ.รับข้อเรียกร้องและเห็นด้วยทั้ง 4 ข้อ เพราะสธ.ประชุมเมื่อวันที่ 26 ส.ค. มีการยกปัญหาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในช่วงโควิด เพราะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป 2.5 เท่า และไม่ใช่แค่ชีวิตเดียว เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ จึงต้องช่วยกันดูแล ดังนั้นหากป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ฝากท้องที่ไหนต้องคลอดที่นั่น หากเกินศักยภาพจะต้องดูแล ส่งต่อ สำหรับการรักษาจะใช้ยาเรมดิซีเวียร์ ซึ่งจะกำชับให้มากขึ้นเพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย ทั้งนี้ดีที่สุดคือการป้องกันโดยการฉีดวัคซีน ซึ่งขณะนี้หญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดได้ที่คลินิกต่างๆ ส่วนเรื่องการทำงานได้มีการทำบับเบิลแอนด์ซีลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยได้จัดแนวทางการทำงานของหญิงตั้งครรภ์เสนอต่อที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (ศปก.สธ.) พิจารณาออกข้อบังคับให้หญิงตั้งครรภ์ทำงานที่บ้าน 100% จากเดิมที่เป็นเพียงมาตรการขอความร่วมมือ
“แต่ปัญหาคือตอนนี้หญิงตั้งครรภ์กลัวการฉีดวัคซีน จึงอยากจะฝากเครือข่ายฯให้ช่วยสื่อสารว่าวัคซีนที่จัดให้กับหญิงตั้งครรภ์นั้นมีความปลอดภัยและคุ้มค่าที่จะเข้ามารับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังเสนอให้ทำงานที่บ้านต่อกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งก็รับเรื่องแล้ว แต่ว่าจะมีการกำหนดให้มีการปฏิบัติจริงได้อย่างไร” นพ.โสภณกล่าว
ทพ.อาคมกล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดให้โรคโควิด-19 เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาลต้องให้การรักษา ปฏิเสธไม่ได้ หากเกินศักยภาพต้องดูแลประสานส่งต่อ หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังห้ามเรียกเก็บเงินค่ารักษาด้วย จากนี้จะกำชับสถานพยาบาลเรื่องนี้มากขึ้น
อภ.จ่อเซ็นซื้อ ATK 8.5 ล.
วันเดียวกัน นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) หารือร่วมกับนางศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหาร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ (มหาชน) จำกัด และกรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ ประเทศไทย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายชุดตรวจ ATK ของบริษัท ออสท์แลนด์ จำกัด ที่ชนะการประกวดราคาการจัดซื้อชุดตรวจ ATK 8.5 ล้านชุด
นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า การจัดซื้อ ATK 8.5 ล้านชุด ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อภ.ไม่ได้เป็นผู้ปรับลดข้อกำหนดหรือสเป๊กแต่อย่างใด ในการจัดซื้อใช้ข้อ กำหนดที่สปสช.เป็นผู้กำหนดมาตั้งแต่แรกว่าต้องการชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง หรือ Home use ไม่ใช่ Professional Use อีกทั้งสปสช.ส่งข้อกำหนดล่าสุดในการจัดซื้อ โดยต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพียงอย่างเดียว ไม่ได้กำหนดว่าต้องผ่านมาตรฐาน WHO โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษของสปสช. ได้เห็นชอบราคาชุดตรวจ ATK ที่อภ.เสนอ พร้อมให้ร.พ.ราชวิถีดำเนินการจัดซื้อจากอภ.ต่อไป วันนี้อภ.กับบริษัทที่ชนะการประกวดราคาจึงหารือถึงแนวทางการดำเนินงานต่างๆ เพื่อจัดเตรียมแผนการส่งมอบ การตรวจสอบคุณภาพ ATK และเตรียมการลงนามในสัญญา ซึ่งกำหนดลงนามในวันที่ 30 ส.ค.นี้ สำหรับการตรวจสอบและติดตามคุณภาพสินค้าที่ส่งมอบ อภ.มีนโยบายคุณภาพชัดเจนที่จะไม่ยอมให้ผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพไปสร้างผลกระทบต่อผู้บริโภค สำหรับ ATK นี้ อภ.มีกระบวนการตรวจสอบและประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน โดยจะตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจรับก่อนส่งให้หน่วยบริการ จนถึงตรวจติดตามเฝ้าระวังคุณภาพของ ATK ภายหลังการส่งมอบด้วย
ด้านนางศิริญากล่าวว่า บริษัทต้องการให้คนไทยได้เข้าถึงชุดตรวจ ATK แบบสว็อบจมูกมาจำหน่ายในราคาที่ถูกลง โดยชุดตรวจจากบริษัท Lepu นี้เป็นที่นิยมใช้เป็นตัวหลักในประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และอีกหลายๆ ประเทศในยุโรป เมื่อบริษัท ออสท์แลนด์ฯ ได้รับการอนุมัติจากอย. จึงสนใจ และเป็นฝ่ายเข้าไปติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย สำหรับกระจายให้กับหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มงานราชการ ซึ่ง ATK จะเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมทำให้ประเทศไทยกลับมาสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น และในภาคเศรษฐกิจได้เดินหน้าต่อ
ยื่นจ.ม.‘ตู่’คิดรอบคอบซื้อเอทีเค
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ทำจดหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกฉบับ เรื่องขอให้พิจารณาเอกสารวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจที่รอบคอบในการอนุมัติชุดตรวจ ATK 8.5 ล้านชิ้น โดยระบุว่า ความไม่มั่นใจของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนต่อคุณภาพของชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ Lepu ที่ผ่านการประมูลจากองค์การเภสัชกรรมและกำลังจะลงนามในสัญญาการจัดซื้อนั้น มีอย่างกว้างขวาง และกำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นที่มีต่อกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล ซึ่งควรได้รับการใส่ใจแก้ไขอย่างจริงจัง
พร้อมระบุว่า ผลิตภัณฑ์ ATK ยี่ห้อ LEPU ที่ประมูลได้ในราคาต่ำสุดนี้ ไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทั้งในโรงพยาบาลและการใช้ตรวจกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือให้ตรวจตนเองก็ตาม เพราะมีความแม่นยำต่ำ มีผลลบลวงมากเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ดังที่ปรากฏในรายงานจากงานวิจัยจากเยอรมันและปากีสถาน
สำหรับขั้นตอนการจัดซื้อจัด ATK 8.5 ล้านชิ้นครั้งนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนที่กรมการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี ต้องพิจารณาความเหมาะสมของคุณลักษณะ (สเป๊ก) ให้สอดคล้องกับราคาและการใช้งาน และทราบว่าจะลงนามในสัญญาในวันจันทร์ที่ 30 ส.ค. 2564
ชมรมแพทย์ชนบท หวังจะเห็นรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จะใช้งานวิชาการเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ อย่าให้เกิดความเสียหายตามมาทั้งจากความไม่คุ้มค่าของภาษี การไม่ยอมรับผลของบุคลากรการแพทย์ ความสิ้นเปลืองงบประมาณในการตรวจใหม่ รวมถึงการฟ้องร้องจากการที่ผล ATK ไม่ตรงกับความเป็นจริง อันจะนำมาซึ่งความเสียหายใหญ่หลวงต่อการควบคุมโรคและระบบสาธารณสุขของไทย
เด้งผกก.รามันเซ่นเบี้ยเลี้ยงโควิด
จากกรณีมีการร้องเรียนให้ความเป็นธรรมเรื่องเบี้ยเลี้ยงโควิด-19 ของตำรวจชั้นผู้น้อยในสภ.รามัน จ.ยะลา นั้น
พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ผบก.ภ.จว.ยะลา กล่าวว่า เรื่องที่ปรากฏข่าวในสื่อโซเชี่ยล ผู้บังคับบัญชาเป็นห่วง และสั่งการมาที่ตนให้รีบตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตอนนี้ตนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะออกคำสั่งเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาประจำที่ภูธรจังหวัดยะลาเพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ ถ้าพบว่ามีมูลความจริง และเป็นการซ้ำเติมข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตนจะพิจารณาดำเนินการอย่างเต็มที่
ล่าสุดออกคำสั่งย้ายพ.ต.อ.ปรเมษฐ์ พลับพลึง ผกก.สภ.รามัน มาปฏิบัติราชการที่ ภูธรจ.ยะลา และให้พ.ต.อ.อับดุลกอเดร์ บือแนสะเตง รองผบก.ภจว.ยะลาไปรักษาราชการแทนที่สภ.รามัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสอบสวนอย่างเต็มที่และเป็นอิสระ
ปิดวัดสวนแก้ว 7 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จนต้องสั่งปิดวัด 7 วัน
พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เปิดเผยว่า เทศบาลตำบลบางเลนมีคำสั่งปิดวัดสวนแก้วและส่วนงานภายในวัดที่เกี่ยวข้องให้ผู้ปฏิบัติงานหยุดปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวโดยเด็ดขาด รวมทั้งบังคับให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค ถึงวันที่ 3 ก.ย.64 เพื่อทำความสะอาดพื้นที่ในเขตวัดสวนแก้ว โดยดำเนินการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในเขตวัดสวนแก้วแล้ว และดำเนินการตรวจหาเชื้อเชิงรุกกับผู้ปฏิบัติงานในวัดสวนแก้ว
พบว่ามีป้ายประกาศห้ามบุคคลภายนอกเข้า หยุดทำความสะอาดตามนโยบายมาตรการภาครัฐ ถึงวันที่ 3 ก.ย.64 พร้อมทั้งปิดประกาศ คำสั่งเทศบาลตำบลบางเลน
สำหรับสาเหตุเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ส.ค. น.ส.ปุกคา ชาวกะเหรี่ยง คนงานภายในวัดที่ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ ถูกส่งตัวกลับจากการรักษามาพักที่ห้องคนงานในวัดสวนแก้ว และติดเชื้อโควิดกลับมาด้วย ทำให้บุคคลใกล้ชิดในครอบครัวอีก 6 คนติดเชื้อตามและเกิดอาการล้มป่วยลง ทางวัดสวนแก้วจึงประสานรพ.สต.บางเลนเข้าตรวจหาเชื้อ ก่อนนำตัวส่งรักษาเมื่อวันที่ 11 ส.ค.64 ที่ศูนย์พักคอย ร.ร.ราชวินิต นนทบุรี อ.บางใหญ่ และเข้าตรวจเชิงรุก เจ้าหน้าที่ทั้งหมดภายในวัด 500 คน พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 47 คน เมื่อวันที่ 24 ส.ค.64
พระพยอมกล่าวว่า สาเหตุที่มีผู้ติดเชื้อในวัดเพราะมีคนป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วกลับมาทำให้คนในครอบครัวติดเชื้อรวม 7 คน เจ้าหน้าที่ตรวจพบเชื้ออีก 47 คน จึงนำตัวไปรักษาที่ร.พ.สนาม ทั้งหมดที่ติดเชื้อทุกคนได้ฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม ตอนนี้คนที่เหลือที่เป็นกลุ่มเสี่ยงถูกกักตัวไว้ที่ส่วนงานเฟส 2 ด้านหลังวัด
ไตรมาส 4 ฉีดไฟเซอร์ 12-18 ปี
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ถึงการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุเกิน 12 ปีขึ้นไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 7 โรค และขณะนี้รัฐบาลลงนามจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 30 ล้านโดส โดยจะทยอยเข้ามาในเดือนต.ค.นี้ และจะทยอยฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่จะต้องไปโรงเรียนและรวมกลุ่มทางสังคม เนื่องจากได้รับการยอมรับให้ฉีดในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีได้ โดยกระทรวงสาธารณสุข และศึกษาธิการจะบริหารจัดการวัคซีนให้เด็กอายุระหว่าง 12-18 ปี ที่มีประมาณ 4 ล้านคน และวันนี้ฉีดให้เด็กอายุ 12-18 ปีในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยงแล้วเหมือนกับประชาชนทั่วไป ฉะนั้นผู้ปกครองไม่ต้องกังวลเพราะรัฐบาลดูแลคนทุกกลุ่มอย่างแน่นอน
สาวดับหลังฉีดแอสตร้าฯ
น.ส.อรทัย เวลาแจ้ง อายุ 46 ปี ชาว จ.นนทบุรี อาชีพขายส้มตำ เปิดเผยว่า นางพัชรินทร์ เอิบอาบ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นพี่สาว มีอาชีพขายส้มตำ ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรกที่ร.พ.ศิริราช เมื่อวันที่ 3 ส.ค. จากนั้นหมดสติ และเข้ารับการรักษาตัวที่ร.พ.บางบัวทอง 1 จนถึงวันที่ 10 ส.ค. และถูกนำตัวส่งไปรักษาต่อที่ร.พ.พระนั่งเกล้า ก่อนเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 26 ส.ค. ขณะนี้นำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเต็มรักสามัคคี ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
น.ส.อรทัยกล่าวต่อว่า พี่สาวฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 3 ส.ค. จากนั้นหมดสติและเข้ารับการรักษาตัวที่ร.พ.พระนั่งเกล้า และเสียชีวิตลงเมื่อคืนที่ผ่านมา ตนและครอบครัวต่างติดใจ การเสียชีวิตของพี่สาว เพราะก่อนจะฉีดวัคซีน พี่สาวไม่มีโรคประจำตัวตามที่เเพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิต ทุกคนเชื่อว่าพี่สาวเสียชีวิตเพราะฉีดวัคซีนแน่นอน ขณะที่แพทย์ของร.พ.พระนั่งเกล้าแจ้งว่าถ้าครอบครัวติดใจการเสียชีวิต ให้ส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่ตนคิดว่าถ้าผลตรวจออกมาตรงกับทางโรงพยาบาล ก็ไม่อยากให้พี่สาวไปทรมานอีก ก่อนหน้านี้พี่สาวยังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตนไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่สปสช. แต่เรื่องก็เงียบ หลังจากนี้จะไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่สสจ.นนทบุรี เพื่อขอความเป็นธรรมให้พี่สาว สำหรับศพจะตั้งสวดคืนวันที่ 27-28 ส.ค. และเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ส.ค. จะทำพิธีฌาปนกิจ
นครปฐมลุยตรวจรง.ติดเชื้อ
วันเดียวกัน นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าฯ นครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการในพื้นที่ ต.บางระกำ อ.บางเลน จ.นครปฐม หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิดในสถานประกอบการ 4 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน ได้แก่ บริษัทผลิตหลอดและผลิตชานมไข่มุก ทั้งสองแห่งนี้เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีพนักงานเป็นคนไทย 80 คน ต่างด้าว 34 คน พบผู้ติดเชื้อเป็นคนไทย 1 คน ต่างด้าว 6 คน
ส่วนที่บริษัทผู้ผลิตจำหน่ายชา-กาแฟเครื่องดื่ม มีพนักงานเป็นต่างด้าว 76 คน ตรวจพบเชื้อ 22 คน และบริษัทผลิตแก้วพลาสติก มีพนักงาน 135 คน ตรวจพบเชื้อ 43 คน
นายสุรศักดิ์จึงสั่งการให้โรงงานจัดทำ บับเบิลแอนด์ซีล และแฟ็กทอรี่ ไอโซเลชั่น รวมถึงให้โรงงานตรวจเชิงรุกด้วย ATK ทุกสัปดาห์
อยุธยาป่วยอีก 403 ตายเพิ่ม 5
นพ.พีระ อารีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้ออีก 403 ราย รักษาตัวหาย 491 ราย ป่วยสะสม 19,532 ราย มีรักษาตัวอยู่ 7,898 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 81 ปี มีโรคประจำตัว ชายไทยอายุ 24 ปี มีโรคประจำตัว หญิงไทยอายุ 68 ปี มีโรคประจำตัว หญิงไทยอายุ 93 ปี ไม่มีโรคประจำตัว และหญิงไทยอายุ 72 ปี มีโรคประจำตัว เสียชีวิตสะสม 183 ราย
‘มหาชัย’ติดเชื้อต่ำพันอีกวัน
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 894 ราย ซึ่งต่ำกว่า 1,000 รายเป็นวันที่สองติดต่อกัน ติดเชื้อสะสม 88,343 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 68,327 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 19,517 ราย เสียชีวิตรายวัน 14 ราย เสียชีวิตสะสม 499 ราย
ชลบุรีติดโควิดเพิ่ม 1,064
ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1,064 ราย ป่วยสะสม 59,201 ราย กำลังรักษาตัว 17,860 ราย หายป่วย 40,991 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 11 ราย เสียชีวิตสะสม 350 ราย ติดเชื้อกระจายครบทุกอำเภอ มากสุดที่ อ.ศรีราชา 292 ราย
ปทุมฯฉีดซิโนฟาร์มแล้ว 1.8 แสน
ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ถนนพหลโยธิน ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี สถานที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไป มีชาวปทุมธานีเข้ารับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ทำให้ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย.2564 จนขณะนี้ มีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว 186,596 คน
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกอบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า อบจ.ปทุมธานีมีทั้งการฉีดวัคซีนให้ประชาชน และการตรวจคัดกรองด้วยแรพิดแอนติเจนเทสต์ เบื้องต้นทุกตลาดในปทุมธานีได้ฉีดวัคซีนให้พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงพระสงฆ์ทุกรูปแล้ว เชื่อว่าพี่น้องชาวปทุมธานีจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เราจะปลอดภัยไปด้วยกัน
เซ็กซ์หมู่ในรพ.สนามปากน้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกอ.รมน.สมุทรปราการ พร้อมตำรวจจากสภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และฝ่ายปกครองอ.บางพลี เข้าตรวจค้นภายในที่โรงพยาบาลสนาม 5 ตั้งอยู่ริมคลองส่งน้ำ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีผู้ป่วยเข้าพักกว่า 900 เตียง จากทั้งหมด 3,000 เตียง หลังได้รับแจ้งเบาะแสการกระทำไม่พึ่งประสงค์ ผู้ป่วยโควิดทั้งชายและหญิงจับกลุ่มเซ็กซ์หมู่ และก่อเหตุทะเลาะวิวาท
พ.อ.กฤษภาณุ จำนงค์วงศ์ หน.กลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว ส่วนปฏิบัติการ กองบังคับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า วันนี้เรานำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารร่วมทั้งฝ่ายปกครองเข้ามาจัดระเบียบในโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดปัญหาขึ้นภายในระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกัน เพราะคนหมู่มากก็มีการฝ่าฝืนระเบียบ มีทั้งเรื่องทะเลาะวิวาท แต่ไม่ได้ร้ายแรง ส่วนเรื่องยาเสพติดทราบว่าแอบมีพกเข้าไปเสพบ้างแต่เราก็จับอะไรไม่ได้ชัดเจน เพราะกล้องวงจรปิดก็ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เราก็ได้แต่ป้องปราม
“ส่วนเรื่องที่มีผู้ป่วยผู้หญิงแอบไปนอนร่วมกับผู้ป่วยชาย หรือผู้ป่วยชายแอบไปนอนเตียงผู้ป่วยหญิงนั้นยอมรับว่ามันก็มี เขาอาจจะไปนอนคุยกันธรรมดาอะไรหรืออะไรก็ไม่รู้ ที่เราทราบเพราะมีกล้องวงจรปิดจับภาพอยู่ทุกมุม ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้ แต่ภาพก็ได้เห็นว่าเขาทำอะไรกัน อยากให้เป็นระเบียบมากขึ้น อยากขอร้องว่าผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสนาม ท่านไม่ต้องห่วง หมอและพยาบาลเขาดูแลเต็มที่เขาใส่ใจเขาตั้งใจที่จะดูแล

ฉีดไขว้ – เพื่อนครูกอดกันร่ำไห้หลังทราบข่าว นายกิตตินันท์ หรือครูเต๋า ศิละวงษ์ ครูนาฏศิลป์ เสียชีวิตที่บ้านพักในอ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งฉีดไขว้วัคซีนโควิดเข็มที่ 2 ได้ 2 วัน อย่างไรก็ตามต้องรอผลชันสูตรพลิกศพยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตเพราะมีโรคประจำตัวด้วย เมื่อวันที่ 27 ส.ค.
ครูดับหลังฉีดแอสตร้าเข็ม 2
เมื่อเวลา 14.15 น. ร.ต.อ.วีรวิชญ์ ศรีโพนดวน ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมือง จ.ศรีสะเกษ รับแจ้งว่า ที่บ้านเลขที่ 1561/1 ถ.ศรีสุมังค์ ต.เมืองใต้ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ มีกลิ่นเหม็นออกมาจากในบ้านอย่างรุนแรง บ้านดังกล่าวเป็นของนายกิตตินันท์ หรือครูเต๋า ศิละวงษ์ ครูชำนาญการพิเศษ ร.ร.ศรีสะเกษวิทยาลัย ครูนาฏศิลป์ชื่อดังของจ.ศรีสะเกษ พบว่า บ้านถูกล็อกประตูจากด้านใน จึงพังประตูเข้าไป พบร่างของนายกิตตินันท์ หรือครูเต๋า ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายร่างกาย
นางกนกอร มูลสาร ครูร.ร.ศรีสะเกษวิทยาลัย เพื่อนร่วมงานคนสนิท กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ตนมารับครูเต๋าไปฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 โดยเข็มแรกเป็นซิโนแวค หลังฉีดแล้วเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. ตนโทรศัพท์ถามครูเต๋าว่ามีอาการข้างเคียงหรือไม่ ครูเต๋าบอกว่าไม่มีอาการใดๆ ปกติ ครูเต๋ามีโรคประจำตัวคือ โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคไต จะต้องฟอกไต 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ห่วงใย – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน มอบถุงยังชีพด้วยรักและห่วงใยจากใจกระทรวงแรงงานแก่สมาคม ผู้ขับขี่รถจยย.รับจ้างแห่งประเทศไทย ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 27 ส.ค.