อีก300นายรอผลตรวจ
นครศรีคลัสเตอร์ใหม่
งานรมต.ปลดกระท่อม
ขรก.ติดเชื้อ-กักตัววุ่น
สธ.เปิดแผนฉีดไฟเซอร์

กทม.-ปริมณฑลยังป่วยพุ่ง 7,659 ราย ยอดโควิดรายวันเพิ่มอีก 17,984 ตาย 292 ราย ห่วง 11 จังหวัด ติดเชื้อเกิน 400 ราย ค่ายรบพิเศษหัวหินป่วน 400 ตำรวจเข้ามาฝึกพบติดเชื้อแล้ว 127 นาย รอผลตรวจอีกอื้อ คาดติดจากผู้ช่วยแม่ครัวทำอาหาร สธ.ชี้โควิดเริ่มลดต่อเนื่อง ตั้งเป้า 4 เดือนลดยอดป่วย-โคม่า ฉีดวัคซีน 30 ล้านโดสแล้ว มั่นใจปีนี้ฉีดได้ตามเป้า 100 ล้านโดส ปลายก.ย.ไฟเซอร์ มาอีก 2 ล้าน สิ้นปีมาอีก 30 ล้าน แจงวุ่น เข้าร้านอาหารไม่บังคับโชว์ผลฉีด-ตรวจโควิด ‘นายกฯมั่นใจ ดีเดย์คลายล็อก 1 ก.ย. นำไทยก้าวสู่อนาคตร่วมกันปลอดภัยมั่นคง วอนประชาชนร่วมมือฝ่าโควิดกู้ศก.ไปด้วยกัน ผวาคลัสเตอร์ใหม่ กิจกรรมปลดล็อกกระท่อม ที่นครศรีฯ รมว.ยุติธรรม ไปเปิดงานพบขรก. ชั้นผู้ใหญ่ราชทัณฑ์ ที่มาต้อนรับติดโควิด ทำขรก.ทั้งสำนักนายกฯ 20 คนต้องกักตัว

ฉีดไขว้ – จนท.เคลื่อนย้ายศพน.ส.ปนัดดา คงจรูญ พนักงานไปรษณีย์ อายุ 52 ปี ฉีดวัคซีนสูตรไขว้ แล้วมีอาการแน่นหน้าอกนาน 11 วันก่อนเสียชีวิต ที่บ้านในซอยศิริ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขณะที่แพทย์ระบุเสียชีวิตจากเส้นโลหิตในสมองแตก

ป่วย 17,984-เสียชีวิต 292

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 17,984 ราย สะสม 1,157,555 ราย หายป่วย 20,535 ราย สูงกว่าติดเชื้อใหม่ หายสะสม 964,319 ราย เสียชีวิต 292 ราย สะสม 10,879 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 182,357 ราย อยู่ใน ร.พ. 19,162 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 163,195 ราย มีอาการหนัก 5,109 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,069 ราย ภาพรวมผู้ติดเชื้อมาจาก 67 จังหวัด รวมกันสูงสุด 9,279 ราย กทม.และปริมณฑล 7,659 ราย 4 จังหวัดภาคใต้ 715 ราย เรือนจำ 324 ราย และเดินทางมาจาก ต่างประเทศมี 7 ราย ได้แก่ อิสราเอล 1 ราย กัมพูชา 1 ราย และเมียนมา 5 ราย เข้าช่องทางธรรมชาติ ส่วนการตรวจด้วยแอนติเจน เทสต์ คิท (เอทีเค) ทั่วประเทศพบผลบวก 2,535 ราย

ผู้เสียชีวิต 292 ราย มาจาก 46 จังหวัด ได้แก่ กทม. 119 ราย, สมุทรปราการ 18 ราย, ปทุมธานี 16 ราย, สมุทรสาคร 14 ราย, นครปฐม สระบุรี ลพบุรี จังหวัดละ 10 ราย, ราชบุรี 8 ราย, สุพรรณบุรี 7 ราย, นครราชสีมา สมุทรสงคราม จังหวัดละ 6 ราย, ปัตตานี ตาก พระนครศรีอยุธยา จังหวัดละ 5 ราย, นราธิวาส 4 ราย, อุบลราชธานี ยโสธร นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย, พัทลุง มหาสารคาม สุรินทร์ อุทัยธานี กำแพงเพชร ระยอง จันทบุรี สิงห์บุรี จังหวัดละ 2 ราย และยะลา ภูเก็ต ตรัง พังงา ระนอง ชุมพร นครพนม ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู บึงกาฬ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น เลย พิจิตร อุตรดิตถ์ ปราจีนบุรี ตราด และสระแก้ว จังหวัดละ 1 ราย

ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 157 ราย หญิง 135 ราย อายุ 24-100 ปี ค่ากลางอายุ 70 ปี โดยเป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 208 ราย คิดเป็น 71% อายุต่ำกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 60 ราย คิดเป็น 21% รวม 2 กลุ่มนี้สูง 92% อายุน้อยกว่า 60 ปีไม่มีโรคเรื้อรัง 23 ราย คิดเป็น 8% และ ไม่ทราบอายุ 1 ราย ตรวจพบเชื้อหลังเสียชีวิต 10 ราย

กำลังใจ – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ติดตามโครงการแฟคตอรี่แซนด์บ็อกซ์ ตรวจเยี่ยม การฉีดวัคซีนให้ผู้ประกันตนในสถานประกอบการ ที่บริษัท เอดับเบิ้ลยู (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท แวนด้าแพค จำกัด ที่จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ฉีควัคซีนแล้ว 30 ล้านโดส

สำหรับ 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 4,141 ราย สะสม 267,995 ราย 2.สมุทรปราการ 1,432 ราย สะสม 76,476 ราย 3.ชลบุรี 972 ราย สะสม 60,171 ราย 4.สมุทรสาคร 910 ราย สะสม 71,365 ราย 5.นครราชสีมา 566 ราย สะสม 17,249 ราย 6.ราชบุรี 469 ราย สะสม 15,769 ราย 7.ระยอง 449 ราย สะสม 16,624 ราย 8.นนทบุรี 447 ราย สะสม 42,621 ราย 9.สระบุรี 428 ราย สะสม 17,987 ราย และ 10.ปทุมธานี 413 ราย สะสม 30,999 ราย

ติดเชื้อเกิน 400 ราย ขึ้นไป มีอีก 1 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา 400 ราย ติดเชื้อ 300 รายขึ้นไป มี 4 จังหวัด คือ กาญจนบุรี 377 ราย, บุรีรัมย์ 374 ราย, ฉะเชิงเทรา 342 ราย, นครปฐม 316 ราย, ติดเชื้อ 200 รายขึ้นไป มี 7 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี 289 ราย, สุรินทร์ 235 ราย, นราธิวาส 231 ราย, สระแก้ว 228 ราย, ตาก 226 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 216 ราย และภูเก็ต 206 ราย

ติดเชื้อมากกว่า 100 ราย มี 19 จังหวัด ได้แก่ สงขลา 187 ราย, นครศรีธรรมราช 186 ราย, ศรีสะเกษ 179 ราย, ยะลา 179 ราย, อ่างทอง 170 ราย, อุบลราชธานี 150 ราย, ระนอง 147 ราย, ปราจีนบุรี 140 ราย, นครนายก 136 ราย, เพชรบูรณ์ 135 ราย, สมุทรสงคราม 135 ราย, สุราษฎร์ธานี 122 ราย, ชัยภูมิ 119 ราย, ปัตตานี 118 ราย, เพชรบุรี 113 ราย, ร้อยเอ็ด 108 ราย, สุพรรณบุรี 101 ราย, จันทบุรี 100 ราย และชุมพร 100 ราย

จังหวัดที่มีการติดเชื้อน้อยกว่า 20 ราย มี 9 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 19 ราย, หนองคาย 16 ราย, สตูล 14 ราย, บึงกาฬ 13 ราย, พะเยา 11 ราย, มุกดาหาร 11 ราย, ลำปาง 7 ราย, แพร่ 5 ราย และแม่ฮ่องสอน 1 ราย

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 27 ส.ค. ฉีดได้ 915,738 โดส สะสม 30,420,507 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 22,617,701 ราย เข็มสอง 7,221,368 ราย และเข็มสาม 581,438 ราย

แนวโน้มป่วยลด

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวแถลงสถานการณ์ โควิดว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้หายป่วยจากโควิด รวม 20,535 ราย สูงกว่ายอดติดเชื้อใหม่ 17,84 ราย เสียชีวิต 292 ราย แนวโน้มสถานการณ์ของประเทศเริ่มชะลอตัวและลดลงเห็นได้ชัด ซึ่งนอกจากตัวเลขติดเชื้อแล้ว ยังมีตัวเลขอื่นๆ ประกอบกัน ทั้งการตรวจเชิงรุก การป่วยหนักใน ร.พ. แนวโน้มก็เป็นทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ติดเชื้อในต่างจังหวัดเห็นตัวเลขชัด อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไม่ให้เกิดความประมาท

สำหรับ กทม.ยังมีการติดเชื้อใหม่ 4 พันกว่ารายต่อวันมาเป็นสัปดาห์ แม้ภาพรวมไม่พุ่ง สูงขึ้นมากอย่างที่กังวล แต่ยังมีแนวโน้ม ต้องระมัดระวังและต้องขอความร่วมมือดำเนินตามมาตรการต่างๆ จากประชาชนและองค์กรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่ปริมณฑลและภาคกลางบางส่วน เช่น สมุทรปราการ ชลบุรี และสมุทรสาคร ที่ยังติดเชื้อหลักพันรายต่อวัน การดำเนินงานมาตรการต่างๆ ต้องเข้มข้นต่อเนื่อง ส่วนต่างจังหวัดติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 2-3 ส่วน โดยส่วนแรกประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ระบาดกลับไปที่บ้าน เยี่ยมญาติ โดยไม่ทราบว่าติดเชื้อแล้ว หรือทราบว่าติดเชื้อแต่กลับไปรักษาที่บ้าน

“ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ระบาด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม ถ้ากลับไปขอให้ระมัด ระวังโดยแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่รับทราบ เพื่อเฝ้าระวังกักตัวตามมาตรการแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดในพื้นที่ต่อไป และการตรวจด้วยเอทีเค มีประโยชน์ เป็นแนวโน้มใช้พยากรณ์ว่าการระบาดเป็นอย่างไร โดยเฉพาะ กทม.ที่มีการระบาดค่อนข้างสูง เดิมพบว่าการตรวจเอทีเคทั่ว กทม.หลายจุดมีแนวโน้มพบเกิน 10% แต่ระยะหลังพบลดลง เป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องมีมาตรการการดำเนินงานการตรวจเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง” นพ.โอภาสกล่าว

ยังไม่บังคับโชว์ผลฉีด-ตรวจ

นพ.โอภาสกล่าวถึงมาตรการ “โควิด ฟรี เซ็ตติ้ง” (COVID Free Setting) ที่เริ่มวันที่ 1 ก.ย.นี้ว่า ไม่ได้เป็นการบังคับ ทั้งนี้ มาตรการรับมือโควิดมี 2 ส่วน คือ 1.ส่วนบุคคล และ 2.มาตรการองค์กร โดยบางมาตรการเป็น เชิงบังคับ เช่น เคอร์ฟิว การจำกัดคนมาทำกิจกรรมร่วมกัน และบางมาตรการเป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งยืนยันว่า ทุกมาตรการต้องอาศัยความร่วมมือ อนาคตถ้าจะอยู่ร่วมกับ โควิดความร่วมมือสำคัญมาก ทุกมาตรการ ที่ออกไป ต้องพยายามทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยสุด

จึงเสนอมาตรการเปิดกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ ถ้าจะควบคุมโรคให้เป็น 0 ทุกคนก็ต้องอยู่กับที่ ไม่ไปไหนเลยเป็นเวลานาน กระทบกระเทือนการใช้ชีวิตมาก เมื่อเปิดกิจกรรมเสี่ยงก็ต้องหาวิธีลดความเสี่ยง มี 2-3 เรื่อง คือ

1.ฉีดวัคซีนคนที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมเสี่ยงนั้นๆ 2.ตรวจหาเชื้อเป็นระยะ ที่ง่ายสะดวกทำได้เอง เช่น เอทีเค ซึ่งหลายประเทศในยุโรปดำเนินการแล้ว และ3.มาตรการส่วนบุคคล หลายมาตรการประชาชนดำเนินการได้ดี โดยเฉพาะการใส่หน้ากาก ส่วนฉีดวัคซีนเรามีเป้าหมายการฉีด

“มาตรการใหม่อย่างตรวจด้วยเอทีเค จำเป็นอาศัยความร่วมมือประชาชนและปริมาณการตรวจที่ต้องมากพอ ถ้ามาตรการนี้เป็นเชิงบังคับทันที คงไม่สามารถทำได้ และเกิดไม่สะดวกกับประชาชน ช่วงเดือนก.ย.เป็นมาตรการเชิงให้คำแนะนำ ขอความร่วมมือมากกว่า หลังจากคุ้นชินแล้ว ยอมรับได้ ทำได้ ฉีดวัคซีน และตรวจเอทีเค มากพอ ช่วงต้น ต.ค.อาจจะเป็นจุดมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานทำและประชาชนร่วมมือก็จะยั่งยืนดำเนินการ ต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า มาตรการที่ออกไปเป็นการขอความร่วมมือ และมีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมศูนย์การค้า ที่มีการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข มาตรการที่ออกมาเป็นความร่วมมือ 2 ฝ่าย แม้เราไม่ได้บังคับ แต่สมาคมผู้เกี่ยวข้องยืนยัน จะปฏิบัติตามมาตรการนี้ แต่ช่วงปฏิบัติอาจมีความขลุกขลัก ก็ปรับตัวตามสถานการณ์ จึงขอความร่วมมือประชาชน สมาคมองค์กรต่างๆ ร่วมช่วยกันทำตามมาตรการ หากมีข้อขัดข้องให้แจ้งมา จะปรับมาตรการให้สอดคล้อง เหมาะสม ให้หลังเดือนต.ค.ที่ทุกอย่างพร้อมทำให้เป็นมาตรฐานใช้ชีวิตใหม่ของเราทุกคน

ตั้งเป้า 4 เดือนลดป่วยหนัก

นพ.โอภาสกล่าวว่า การประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เสนอเป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรการการควบคุมโรค แนวใหม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศให้ประชาชนใช้ชีวิตปลอดภัย สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ในเดือน ส.ค.ค่อนข้างรุนแรง โดยแบ่งระดับความรุนแรงไว้ 5 ระดับ คือ สีแดงเข้มรุนแรงที่สุด สีแดงรุนแรง สีส้มปานกลาง สีเหลืองค่อนข้างปลอดภัย และสีเขียวปลอดภัย โดยพยายามทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นในเดือนก.ย. และลดมาอยู่ในสถานการณ์ปานกลางในช่วงต.ค. พ.ย.ดีขึ้น และธ.ค. น่าจะใช้ชีวิตแนวใหม่ได้อย่างปลอดภัย

เป้าหมายดำเนินการป้องกันโรคล่วงหน้าที่สำคัญ คือ การฉีดวัคซีน โดยจะฉีดให้ครบ 100 ล้านโดสในปีนี้ ไล่เรียงตามกลุ่มเป้าหมาย พยายามฉีดกลุ่มเปราะบางติดเชื้ออาการรุนแรง คือ สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 7 กลุ่มโรคสำคัญ และหญิงตั้งครรภ์ หรือกลุ่ม 608 โดยเฉพาะ ก.ย. ตั้งเป้าฉีดเข็มแรกครอบคลุม 70% ของกลุ่ม 608 นี้ ในทุกจังหวัด จากนั้นจะฉีดกลุ่มอื่นทยอยต่อไป รวมทั้งกลุ่มเด็ก ซึ่งไฟเซอร์ฉีดในเด็ก 12 ปีขึ้นไปได้ จะเข้ามาปลาย ก.ย.นี้ จะทยอยฉีดประชาชนและกลุ่มเด็กต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว

ทั้งนี้ เป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ที่นำเสนอระหว่างแถลงข่าว พบว่า ระดับความรุนแรงสถานการณ์ ช่วง ส.ค.เป็นสีแดงเข้มคือรุนแรงสูงสุด เป้าหมายฉีดวัคซีนเข็มแรก 70% ในกลุ่ม 608 ของ 12 จังหวัด ส่วน ก.ย.จะลดความรุนแรงเป็นสีแดง โดยจะฉีดวัคซีนเข็มแรก 70% ในกลุ่ม 608 ครบทุกจังหวัด

เริ่มผ่อนคลายการเดินทาง กิจการกิจกรรมจำเป็นมีความเสี่ยงต่ำ เสี่ยงปานกลาง และกิจกรรมกลางแจ้ง ช่วง ต.ค.ลดความรุนแรงเป็นสีส้มระดับปานกลาง ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม 70% ในกลุ่ม 608 และเข็มแรก 50% ในประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เริ่มผ่อนคลายกิจการเสี่ยงสูงบางประเภทที่ผ่านการคัดกรองและมาตรการ ส่วน พ.ย.จะเป็นสีเหลือง คือ ค่อนข้างปลอดภัย มีเป้าหมายฉีดวัคซีนเข็มแรก 70% ของประชากรทั้งประเทศ และเข็ม 3 ในพื้นที่เสี่ยง เริ่มผ่อนคลายกิจการเสี่ยงสูงทุกประเภท และในช่วง ธ.ค. จะลดระดับให้เป็นสีเขียวคือมีความปลอดภัย โดยตั้งเป้าฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม 70% และเข็ม 3 ทั้งประเทศ

นพ.โอภาสกล่าวว่า วัคซีนอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหาหรือชะลอการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องร่วมมาตรการอื่นด้วย คือ 1.มาตรการป้องกันส่วนบุคคลขั้นสูงสุดตลอดเวลา 2.การคัดกรองด้วยวิธีต่างๆ และ 3.มาตรการ องค์กร ถ้าสามารถดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งฉีดวัคซีน ป้องกันส่วนบุคคล ตรวจคัดกรอง และสถานที่ทำงานได้ จะเปิดกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยสรุปสถานการณ์ติดเชื้อขณะนี้ไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเริ่มชะลอตัวลง สัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่าน่าจะควบคุมสถานการณ์ ได้ระดับหนึ่ง

เข้าไทยฉีด 2 เข็มครบต้องกักตัว

เมื่อถามว่าผู้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม และ มีผลตรวจปลอดโควิด เมื่อเข้าประเทศไทย ยังต้องกักตัวหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้คนมาจากต่างประเทศต้องกักตัว 14 วัน แต่อาจลดวันกักตัวลง ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

เมื่อถามว่าจากการกลายพันธุ์ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเลขภูมิคุ้มกันหมู่ 70% หรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เดิมวางแผนฉีดวัคซีนอย่างน้อย 70% คิดเป็นตัวเลข 50 ล้านคน ทั้งประชาชนคนไทย และผู้ที่อาศัยในแผ่นดินไทย ตามนโยบายรัฐบาล ถ้าต้องการฉีดก็จะจัดหามาฉีดตามความสมัครใจ ซึ่งตัวเลขสิ้นเดือนธ.ค.แผนจัดหาได้ประมาณ 140 ล้านโดส ถ้าดูตามตัวเลขนี้ก็คงฉีดให้ทุกคนในประเทศได้ ตอนนี้เชื่อว่าถ้าทุกคนต้องการฉีด เราฉีดเกิน 70% แน่นอน ส่วนตัวเลขเป้าหมายจะปรับอย่างไร ให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณา

เร่งหาเพิ่มอีก 3 วัคซีน

นพ.โอภาสกล่าวถึงการฉีดวัคซีนและจัดหาวัคซีนโควิด-19 ว่า วันที่ 27 ส.ค. ฉีดได้ 915,738 โดส เป็นเข็มแรก 547,128 ราย เข็มสอง 361,284 ราย และเข็มสาม 7,326 ราย ยอดฉีดสะสมรวม 30,420,507 โดส เป็นเข็มแรก 22,617,701 ราย คิดเป็น 31% ของประชากร เข็มสองสะสม 7,221,368 ราย คิดเป็น 10% ของประชากร แนวโน้มการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสูงขึ้นในช่วง ส.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากมีวัคซีนเข้ามามากขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ที่เริ่มตั้งแต่ มิ.ย.-ส.ค. ฉีดให้ได้เดือนละ 10 ล้านโดส

ซึ่ง ส.ค.ฉีดได้เกินเป้าหมาย เพราะจัดหาวัคซีนเข้ามาได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า และไฟเซอร์ สามารถนำเข้ามาได้รวม 13.8 ล้านโดส และมีวัคซีนซิโนฟาร์มที่ราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์นำเข้ามา ยอดการฉีด ส.ค.จึงสูง เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้ฉีด จึงต้องเร่งนำวัคซีนเข้ามาและเร่งรัดฉีดต่อไป ซึ่งขณะนี้ฉีดวัคซีน 30 กว่าล้านโดส ยังไม่มีรายใดเสียชีวิต จากวัคซีนโดยตรงจากการประเมินตรวจข้อมูล การชันสูตรศพรายที่เสียชีวิตของผู้เชี่ยวชาญ

นพ.โอภาสกล่าวว่า ส่วนแผนการจัดหาวัคซีนของประเทศไทยปี 2564 เพื่อบรรลุ เป้าหมายตามแผน 100 ล้านโดส ครอบคลุม 50 ล้านคน ประมาณการจัดหาวัคซีน ก.ย.-ธ.ค.นี้ แบ่งเป็น ซิโนแวค จะมีเข้ามา ก.ย.-ต.ค. เดือนละ 6 ล้านโดส, แอสตร้าเซนเนก้า เข้ามา ก.ย. 7.3 ล้านโดส ส่วน ต.ค.-ธ.ค.อาจส่งมอบได้มากขึ้น ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า ก.ย. ถือเป็นสัญญาณที่ดี และไฟเซอร์ ได้รับการแจ้งแบบไม่เป็นทางการน่าจะเข้ามาปลาย ก.ย.นี้ 2 ล้านโดส และมีคำมั่นสัญญาจะส่งให้ได้ 30 ล้านโดสตามที่ลงนามสัญญาภายในสิ้นปีนี้

ดังนั้นจะมียอดการจัดหาวัคซีน 3 วัคซีนหลัก 124 ล้านโดส เกินเป้าหมายที่กำหนด ศักยภาพการฉีดที่เห็นช่วงหลัง มากกว่า 6 แสนโดสต่อวัน น่าจะฉีดได้ตามเป้าหมาย ยังมีราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์มมาเรื่อยๆ ยอดการฉีดก็จะเพิ่มขึ้นไป รวมถึงองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับเอกชนหลายแห่ง นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา คาดมาได้ไตรมาส 4 ปีนี้ ประมาณการเกินกว่า 100 ล้านโดส น่าจะบรรลุเป้าหมาย ขอให้ประชาชนสบายใจ

‘บิ๊กตู่’มั่นใจคุมโรคแนวใหม่

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความ บนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค. มีการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งมีการประเมินผลของมาตรการล็อกดาวน์ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอผู้ติดเชื้อที่เริ่มมีแนวโน้ม ลดลง ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ผลจาก การล็อกดาวน์ได้ 25% ทำให้คณะแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า เราสามารถปรับมาตรการควบคุมโรค เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม ในการอนุญาตให้จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและ เข้มงวดเปิดกิจการหรือดำเนินกิจกรรม บางอย่าง หรือการเดินทางข้ามจังหวัด ภายใต้การดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ด้วยเงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยง

ในปัจจุบัน ทั่วโลกต่างยอมรับว่า เชื้อโควิด นี้มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จนกลายเป็นโรคประจำถิ่น เป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความจริง จึงไม่ใช่การกำจัดโรคนี้ให้หมดไป แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่เป็นการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้อย่างปลอดภัยและสมดุล ซึ่งวันนี้ ศบค. ได้เห็นชอบกับแผนการที่เรียกว่า “Smart Control and Living with COVID-19” หรือ การควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด-19 โดยมีมาตรการ 10 ข้อดังนี้

ปลอดภัยด้วย 10 มาตรการ

1.การยกระดับมาตรการ DMHT (อยู่ห่าง-ใส่แมสก์-ล้างมือ-วัดอุณหภูมิ) เป็นมาตรการ Universal Prevention (การป้องกันแบบครอบจักรวาล) นั่นคือการระมัดระวังตัวเองอย่างสูงสุด โดยคิดเสมือนว่าทุกคนที่พบปะนั้น มีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น ซึ่งรายละเอียด ในมาตรการนี้นั้น ผมได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว

2.การจัดหาวัคซีนและฉีดให้ได้มากและเร็วที่สุด โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง โดยรัฐบาล ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้วัคซีนมามากและเร็วที่สุด และถึงวันนี้เรามั่นใจว่า ภายในสิ้นปีนี้ รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนที่ฉีดให้ประชาชน ได้อย่างน้อย 120 ล้านโดส ซึ่งขยายเพิ่มจากเป้าหมายเดิม 100 ล้านโดส ซึ่งเมื่อรวมกับวัคซีนทางเลือกของเอกชน เราจะมีวัคซีนรวมอย่างน้อย 130 ล้านโดส ทำให้เราจะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้กว่า 65 ล้านคน

3.การจัดหาชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง (เอทีเค) ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและราคาถูก ซึ่งทาง สปสช. ได้สั่งซื้อหาและจะแจกจ่ายให้ประชาชน จำนวน 8.5 ล้านโดส โดยเร็วที่สุด และจะจัดหามาเพิ่มอีก และรัฐบาลได้ดำเนินการให้มีชุดตรวจราคาถูกที่ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงได้สะดวกและราคาถูกยิ่งขึ้น

4.การจัดทำมาตรการ บับเบิลแอนด์ซีล กับโรงงาน สถานประกอบการ และแคมป์ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด และดูแลจัดการครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การแยกกัก และการรักษาผู้ป่วย ที่จะทำให้เราไม่ต้องปิดทั้งโรงงาน และสามารถดำเนินการผลิต ในบางส่วนของโรงงานหรือการก่อสร้างไปได้ โดยไม่สะดุด

5.การจัดการสภาพแวดล้อมและการ คัดกรองการตรวจด้วยชุดตรวจเอทีเค ในสถานที่เสี่ยง คือตลาด และชุมชนแออัด ที่เป็นแหล่งแพร่ระบาดและเกิดคลัสเตอร์ ผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก โดยจะต้องมีการจัดสภาพแวดล้อมตามมาตรการอย่างเข้มงวด และมีการตรวจคัดกรองเป็นประจำเพื่อหยุดการระบาดตั้งแต่ต้น

6.การจัดสภาพแวดล้อมของกิจการที่มีความเสี่ยงเป็นแบบปราศจากโควิด (COVID-Free Setting) เพื่อให้สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญคือ 1.COVID-Free Environment (สภาพแวดล้อม ปราศจากโควิด) เช่นระบบระบายอากาศ การจัดสถานที่ให้ไม่แออัด 2. COVID-Free Personnel (พนักงานปราศจากโควิด) เช่นการฉีดวัคซีนและตรวจ ATK 3. COVID-Free Customer (ลูกค้าปราศจากโควิด) เช่นการแสดงผลฉีดวัคซีนหรือการตรวจเอทีเค

7.การจัดสภาพการทำงานและการเดินทางที่ปลอดภัย ไม่แออัด รวมถึงการคัดกรองโรคด้วยชุดตรวจ ATK สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการ ระบาดในสถานที่ทำงาน และติดเชื้อต่อไปยังครอบครัวที่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง และเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

8.การจัดกิจกรรม สถานที่ และบริการสาธารณะต่างๆ ภายใต้มาตรการ 3C คือ การไม่จัดให้เกิดพื้นที่เสี่ยง 3 ประการ คือ “แออัด-ใกล้ชิด-ปิดอับ” (Crowded Places Close-Contact Setting, Confined & Enclosed Spaces) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดได้สูง

9.การจัดการบริการควบคุมโรคเชิงรุกเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่และชุมชน ระบาด ด้วยหน่วยเคลื่อนที่ CCRT (Comprehensive COVID-19 Response Team) ทั้งการตรวจ คัดกรอง การนำผู้ป่วยออกมารักษา การฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง

10.ตรวจคัดกรองเชิงรุกให้รวดเร็ว รู้ผลให้เร็ว แยกกักผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงเร็ว และรักษาผู้ป่วยได้เร็ว ด้วยชุดตรวจ ATK และระบบแยกกักที่บ้านและที่ชุมชน Home Isolation & Community Isolation สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง ที่ช่วยบรรเทาภาระ ของการครองเตียง และการต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้มีอาการหนักหรือปานกลาง สามารถเข้ารับการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีโอกาสรักษาหายดีมากยิ่งขึ้น

“นโยบาย Smart Control and Living with COVID-19 ทั้ง 10 ข้อนี้ ได้มีการดำเนินการมาแล้วในหลายข้อ และได้ผลดีที่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดยอดผู้ติดเชื้อได้ ส่วนบางข้อนั้นจะมีการยกระดับและดำเนินการไปพร้อมกับการปรับมาตรการที่จะเริ่มในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นหนทางที่ช่วยให้ประเทศไทยจะก้าวไปสู่อนาคตร่วมกันอย่างปลอดภัยและมั่นคง สามารถฟื้นเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้

ผมจึงขอให้พวกเราทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทุกคน ได้นำหลักการและแนวคิด Smart Control and Living with COVID-19 นี้ไปปรับใช้กับองค์กรของท่าน ชุมชนของท่าน ครอบครัวของท่าน และตัวท่านเอง เพื่อให้เราก้าวผ่านวิกฤตสู่อนาคตของประเทศไทยร่วมกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ห้ามหักเงินเยียวยาผู้ปกครอง

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมจ่ายเงินให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในช่วงโรคโควิด-19 สำหรับ นักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 นั้น นายกฯได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองหลายช่องทางว่าโรงเรียนบางแห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนแจ้งกับผู้ปกครองว่า จะหักเงินเยียวยากับผู้ปกครองที่ค้างค่าเทอมภาคเรียนที่ 1

นายกฯจึงกำชับศธ. ให้ติดตามตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด โดยเงินทุกบาทต้องถึงมือผู้ปกครอง ห้ามโรงเรียนหักเก็บค่าเทอมหรือค่าใช้จ่าย อื่นๆ อย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ ของการช่วยเหลือเยียวยา สำหรับกระบวนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครอง จะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้

พณ.ขานรับแก้โควิดคู่กู้ศก.

ที่ชุมชนพิพัฒน์ 2 เขตบางรัก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์มาตรการคลายล็อกตั้งแต่ 1 ก.ย.ว่า เป็นการผสมผสานระหว่างการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่ง เพื่อผ่อนลมหายใจให้กับภาคธุรกิจและประชาชนที่อยู่ในสถานะที่สามารถป้องกันตัวเองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลพยายาม เดินหน้าทั้ง 2 อย่างไปด้วยกัน ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ จะดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าหรือขึ้นราคาสินค้า จนกลายเป็นการค้ากำไรเกินควร ซึ่งตนได้ สั่งการเป็นนโยบายชัดเจนแล้ว ถ้าประชาชนต้องการแจ้งข้อมูล แจ้งได้ที่โทรศัพท์สายด่วน 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่จ.ภูเก็ต พบผู้ติดเชื้อใหม่จากในจังหวัด 207 ราย และเสียชีวิต 1 ราย อยู่ในระบบอยู่ในสถานที่กักตัวผู้มีความเสี่ยงสูง 126 ราย ผู้ติดเชื้ออยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 81 ราย ยังคงรักษาตัวในร.พ. 1,411 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 3,553 ราย จากต่างจังหวัด 10 ราย ต่างประเทศ 23 ราย ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 75 ราย และโครงการรับผู้ป่วยกลับบ้าน 39 ราย

ผวาคลัสเตอร์กระท่อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เดินทางมาร่วมกิจกรรมการปลดล็อกพืชกระท่อมที่ วัดมหิสสราราม หมู่ 10 ต.คลองกระบือ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด รวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

ต่อมามีการยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อที่เข้าร่วมงานในวันนั้นอย่างน้อย 1 ราย เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม โดยเข้ารับการรักษาตัวแล้ว และยังมีการยืนยันว่าผู้ที่ติดเชื้อรายนี้ยืนใกล้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในระยะประชิด ทำให้เจ้าหน้าที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องอีกอย่างน้อยเกือบ 20 ราย ต้องกักตัวและเข้ารับการตรวจเชื้อ ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ราย อื่นๆ ยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีการตรวจเชื้อหรือมีการกักตัวแล้วหรือไม่

ขณะที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอปากพนัง ได้ออกประกาศให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าวสังเกตอาการตัวเองและเข้ารับการตรวจเชื้อหากมีอาการต้องสงสัย หรือเข้าด้วยกับโรคโควิด-19

ชลบุรียังพุ่ง 972-ดับ 15

ด้านสสจ.ชลบุรี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 972 ราย รวมสะสม 60,173 ราย เสียชีวิตเพิ่มอีก 15 ราย ยอดสะสมผู้เสียชีวิตเป็น 365 ราย พบผู้ติดเชื้อกระจายครบทุกอำเภอ มากที่สุด ที่ อ.เมือง 256 ราย ศรีราชา 207 ราย บางละมุง 156 ราย บ้านบึง 77 ราย พานทอง 60 ราย สัตหีบ 34 ราย พนัสนิคม 49 ราย บ่อทอง 20 ราย เกาะจันทร์ 11 ราย หนองใหญ่ 8 ราย เกาะสีชัง 1 ราย ด้วยกัน

สำหรับการติดเชื้อในวันนี้ส่วนมากก็ยังมาจาก ในสถานประกอบการ 21 แห่ง ตลาด 5 แห่ง แคมป์คนงานก่อสร้าง 10 แห่ง และชุมชน 4 แห่ง ที่พบการติดเชื้อวันนี้ก็มาจากเชื้อภายในครอบครัว 266 ราย จากสถานที่ทำงาน 118 ราย บุคคลใกล้ชิด 19 ราย ร่วมวงสังสรรค์ 1 ราย

ด้านนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี มีคำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง บริษัท ที โอดีไซน์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ 2013 จำกัด รับเหมาอาคารและที่พักอาศัย อยู่ที่ต.หนองปรือ อ.บางละมุง และไซต์งานโครงการก่อสร้างอะคาเดีย เซ็นเตอร์ สวีท เพื่อควบคุมโรค

คลัสเตอร์ – นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ สสจ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้าตรวจสอบคลัสเตอร์ใหญ่ ตำรวจที่มาฝึกกว่า 400 นายติดเชื้อโควิดแล้ว 127 นาย ที่ศูนย์ฝึกรบพิเศษค่ายฤทธิฤาชัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ค่ายตร.หัวหินป่วย 127 นาย

นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ นพ.สสจ.ประจวบ คีรีขันธ์ กล่าวว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่ม 221 ราย ป่วยสะสม 7,818 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม เสียชีวิตสะสม 49 ราย รักษาผู้ป่วยหายแล้ว 1,358 ราย เหลือเตียง 1,011 เตียง (รวมเตียงใน ร.พ. และ ร.พ.สนาม 2,369 เตียง) อัตราครองเตียงร้อยละ 57.3 มีคลัสเตอร์ที่ต้องเฝ้าระวังที่กุยบุรี ผลไม้กระป๋อง ป่วยสะสม 245 ราย บ้านบ๊อบบี้ ป่าละอู ป่วยสะสม 66 ราย โรงงานเถกิง อ.สามร้อยยอด พบป่วยสะสม 454 ราย คลัสเตอร์ค่ายฤทธิ์ฤาชัย อ.หัวหิน ป่วยสะสม 127 ราย คลัสเตอร์ญาติมาจากจ.ปทุมธานี และหอผู้ป่วย ร.พ.บางสะพานน้อย ป่วยสะสม 40 ราย คลัสเตอร์เรือนจำประจวบฯ ผู้คุม- ผู้ต้องขังป่วยสะสม 96 ราย และคลัสเตอร์สำนักทรงดูดวงติดทั้งบ้าน ป่วยสะสม 10 ราย

นพ.สุริยะกล่าวว่า คลัสเตอร์ศูนย์ฝึกรบพิเศษค่ายฤทธิฤาชัย ของตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร หมู่ 3 บ้านป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านกะเหรี่ยงป่าละอูบน ที่ผวจ.ประจวบฯ สั่งปิด 14 วันไปก่อนหน้านี้หลังพบกะเหรี่ยงติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเป็นตำรวจนายสิบจบใหม่กว่า 400 คน ที่เดินทางมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ารับการฝึกพิเศษเป็นระยะเวลา 1 เดือนภายในค่าย

ล่าสุดพบพบตำรวจติดเชื้อโควิดสะสมแล้ว 127 นาย และอยู่ระหว่างรอผลตรวจอีกจำนวนมาก จากการสอบสวนโรคคาดว่าตำรวจที่ติดเชื้อมาจากกะเหรี่ยงซึ่งเป็นผู้ช่วยแม่ครัวทำอาหารเลี้ยงตำรวจในค่ายฝึก แต่ทุกนายอาการไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีสภาพร่างกายแข็งแรง และพักอยู่แต่ในค่ายเท่านั้นตลอดระยะเวลาของการฝึก ขณะนี้ ทาง สธ.ได้เร่งดำเนินการสอบสวนโรคพร้อมกำหนดมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด

ประจวบฯรับ 5 คนไทยกลับ

นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา ได้ประกาศคำสั่งเรื่องการใช้ช่องทางผ่านแดนที่จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร อ.เมือง ชั่วคราว เพื่อรับ 5 คนไทยติดเชื้อโควิด กลับจากเมียนมา มีนายสมยศ จำเดิม อายุ 69 ปี ชาว จ.ชุมพร นายบุญฤทธิ์ ศรีเรืองรัตน์ อายุ 58 ปี ชาว จ.ตรัง นายคำพันธ์ มาลัยขวัญ อายุ 61 ปี ชาว จ.ขอนแก่น นายบรรจง ทับเที่ยง อายุ 63 ปี ชาว จ.ชุมพร และ นายสัมฤทธิ์ คงเพชร อายุ 57 ปี ชาว จ.ตรัง นำเข้ารับการรักษาในร.พ. โดยใช้ช่องทางผ่านแดน จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร กำหนดเดินทาง ในวันเดียวกัน ตั้งแต่เวลา 08.30 น.ถึง 12.00 น.

ตลาดโรงเกลือยังพุ่ง

ด้านจ.สระแก้ว พบผู้ติดเชื้อใหม่ 229 ราย ในจังหวัด 228 ราย และจากต่างประเทศ 1 ราย แยกเป็นที่อ.อรัญประเทศ 169 ราย เฉพาะตลาดโรงเกลือ 136 ราย อ.เมือง 16 ราย อ.วังน้ำเย็น 8 ราย อ.ตาพระยา 7 ราย อ.วัฒนานคร 3 ราย อ.โคกสูง 2 ราย อ.คลองหาด 1 ราย และอ.เขาฉกรรจ์ 1 ราย และผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชายชาวกัมพูชา อายุ 93 ปี อาชีพค้าขายเสื้อผ้า ที่อยู่ขณะป่วย ตลาดใหม่โรงเกลือ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ ป่วยโรคเบาหวาน

ที่จ.ปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากนั้นมีอาการ ไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนและเสียชีวิต จึงเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 130/3 หมู่8 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

พบคุณตาหล่อ ก้องกังวาล อายุ 73 ปี สามีของยายสมควร เที่ยงทัน อายุ 66 ปี ภรรยา ที่เสียชีวิต เผยด้วยความเศร้าสลดว่า ยายสมควรได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสูตรไขว้เข็มที่2 แอสตร้าฯ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. หลังจากเข็มแรกฉีดซิโนแวคเมื่อต้นเดือนส.ค. แล้วกลับ มาพักผ่อนอยู่ที่บ้านอาการเป็นปกติดี แต่มีโรคประจำตัวความดันสูง กระทั่งเวลา 22.00 น. เกิดอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก และ มีอาการหนักขึ้น เที่ยงคืนพาไปหาหมอที่ร.พ.กบินทร์บุรี แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน ไม่คิดว่าภรรยาของตนจะเสียชีวิตเร็วแบบนี้ ลูกสาวจะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดศรีบุญเรือง อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี

ด้านนพ.พีระ อารีรัตน์ นพ.สสจ.พระนคร ศรีอยุธยา กล่าวว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 380 ราย รวมสะสม 19,532 ราย รักษาตัวอยู่ 7,827 มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เสียชีวิตสะสม 187 ราย ส่วนของการฉีดวัคซีน จังหวัดฉีดไปแล้ว 308,507 โดส หรือ 44.96 เปอร์เซ็นต์

อดีตส.ส.เชื้อลงปอดดับ

ที่วัดเวฬุวัน ต.บางพูด อ.เมือง จ.ปทุมธานี ประชาชนชาวปทุมธานีร่วมอาลัย นายสมศักดิ์ ใจแคล้ว อดีตส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย เขต 3 ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 โดยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี, นางอารีย์ ใจแคล้ว สมาชิกสภาอบจ.ปทุมธานี คลองหลวง เขต 2 (ภรรยา) และญาติ ร่วมฟังสวดอภิธรรม 1 จบ เนื่องจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทางญาติจึงได้จัดพิธีศพแบบเรียบง่าย ตามมาตรการสธ. มีเพียงแค่ญาติและเพื่อนสนิท รวมถึงประชาชน ที่ทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันมาร่วมพิธี

นายสมศักดิ์ มีโรคประจำตัวคือ โรคไตและเบาหวาน และได้รับการรักษามาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนส.ค.พบว่าติดเชื้อโควิด ได้รับการรักษาที่ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่เนื่องจากมีอายุมาก มีโรคประจำตัว และเกิดภาวะเชื้อโควิดลงปอด อาการจึงทรุดหนัก เวลา 07.17 น. วันเดียวกันได้เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยอายุ 62 ปี

ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี นายวิทยา ชพานนท์ นายอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี พร้อมด้วย นายวรพจน์ พวงแย้ม นายกเทศบาลตำบลบางเลน อ.บางใหญ่ กำนันผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอบางใหญ่ พร้อมฝ่ายปกครอง พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลบางเลน ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโควิดอีกครั้งหลังพบการแพร่เชื้อจากกลุ่มคนงานวัด 54 คน ขณะเดียวกันได้ตรวจตราสถานที่ที่ใช้ในการกักตัวผู้ติดเชื้อและกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง หลังจากมีคำสั่งปิดวัดสวนแก้ว 7 วัน

ด้านพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า เรื่องที่หน่วยงานราชการได้มีคำสั่งให้ปิดวัดสวนแก้วนั้น ยอมรับว่า ไม่สบายใจมาก แต่ทางวัดก็ยินดีให้ความร่วมมือ กับทางราชการอยู่แล้ว เพราะคิดว่าวิกฤตในครั้งนี้จะต้องผ่านไปได้ ในตอนนี้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำวิธีปฏิบัติในช่วงปิดวัด รวมถึงมาตรการกักตัวผู้มีความเสี่ยงตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดแล้ว ในส่วนของการช่วยเหลือเยียวยาช่วยเหลือทางวัดที่ได้รับ ผลกระทบเต็มๆ นั้น ก็แล้วแต่ความเมตตาของรัฐบาลว่าจะช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งทางวัดไม่ได้เรียกร้องและไม่คิดจะฟ้องเรียกค่าเสียหายใดๆ

ขณะที่สสจ.สมุทรสาคร รายงานว่า พบ ผู้ติดเชื้อใหม่ 910 ราย จากค้นหาเชิงรุก 100 ราย และผู้ติดเชื้อที่มาจากการเข้ารับการตรวจในร.พ.อีก 677 ราย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มบับเบิลแอนด์ซีล ของโรงงานอุตสาหกรรมอีก 133 ราย รวมป่วยสะสม 89,253 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 69,138 ราย และผู้เสียชีวิต 17 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสม 516 ราย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน