ภท.ตั้งองครักษ์สู้ซักฟอก
ก้าวไกลขู่‘ตู่-อนุทิน’ถึงคุก
พปชร.กระเพื่อมอีก บี้ปรับครม.หลังศึกซักฟอก เผย ‘ธรรมนัส’ เดินเกมล็อบบี้พรรคเล็ก ตัดคะแนนโหวตหวังเขี่ย ‘ชัยวุฒิ-สุชาติ’ พ้นเก้าอี้ รวมถึง ‘ตรีนุช’ เปิดทางกลุ่ม 4 ช. ขยับนั่งว่าการ ก้าวไกลล็อกเป้าเชือด ‘บิ๊กตู่-เสี่ยหนู’ โวถึงติดคุกเพื่อไทยข้องใจยอดป่วย-ตายโควิด ลดลงผิดสังเกตช่วงอภิปราย หวั่นอำพรางตัวเลข ‘ยุทธพงศ์’ เรียกน้ำย่อย แฉอธิบดี เด็ก ‘เสธ.อ’ ฝ่าฝืนมาตรการศบค. ‘เฉลิมชัย’ ยกผลประเมินความโปร่งใสภาครัฐ การันตี ก.เกษตรฯ ปลอดโกง ภูมิใจไทยตั้ง 12 องครักษ์พิทักษ์ ‘อนุทิน-ศักดิ์สยาม’ แกนนำรัฐบาลส่งสัญญาณ พปชร.-ส.ว.ผ่านแก้รธน.วาระ 3
รัฐบาลบี้พท.เลิกล่าชื่อไล่ตู่
เวลา 08.00 น. วันที่ 29 ส.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) ผุดแคมเปญ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” เชิญชวนประชาชนร่วมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นกลไกหนึ่งในการตรวจสอบรัฐบาลตามระบอบประชา ธิปไตยของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการได้ แต่การเชิญชวนประชาชนให้ร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาลด้วยนั้นไม่ควรกระทำและไม่เหมาะสม เป็นการเล่นเกมนอกสภา เพื่อกดดันรัฐบาลต่อ
และการลงชื่อทางไลน์นั้นสามารถปั่นตัวเลขให้สูงได้ตามใจชอบ เพราะไม่มีระบบยืนยันตัวตนที่เพียงพอ สมัยที่ตนเป็นเลขานุการรมว.คลัง ทำโครงการชิมช้อปใช้นั้นก็ยังพบว่ามีรายชื่อผีโผล่มา ซึ่งต้องตรวจสอบยืนยันตัวตนจากหลายหน่วยงาน ดังนั้น พท.อาจนำตัวเลขสูงๆ มาโจมตีรัฐบาลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควร น่าจะใช้สภาในการตรวจสอบจะดีกว่า
มีประชาชนจำนวนมากโทรศัพท์มาหาตนระบุว่าอยากขอเปิดแคมเปญสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้อยู่ยาว ทำงานให้ประเทศชาติและประชาชนต่อไป แต่ตนขอร้องไว้เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในสังคมท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน รัฐบาลพยายามทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนคาดอีกไม่นานสถานการณ์จะคลี่คลาย ฝ่ายค้านต้องทบทวนให้ดีเพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลควรดำเนินการภายในที่ประชุมสภา ไม่ควรนำไปขยายผลออกไปสู่นอกสภา ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์พร้อมชี้แจงในทุกเรื่องที่สำคัญ รัฐบาลจะใช้เวทีสภาเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน อีกด้วย
ปชป.เตี๊ยมส.ส.ก่อนฟังชำแหละ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ตนได้นัดประชุม ส.ส.พรรควันที่ 31 ส.ค. เวลา 08.30 น. ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเริ่มในเวลา 09.30 น. เพื่อสรุปการเตรียมความพร้อมของพรรคอีกครั้ง เมื่อดูเนื้อหาที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรค ถูกอภิปรายแล้ว ไม่น่ามีอะไรมาก
นายเฉลิมชัยยืนยันว่าสามารถตอบชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้ เพราะยึดหลักการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก มีเป้าหมาย ให้ประชาชนได้ประโยชน์ ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงมั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆ มาทำให้ ส.ส.ในสภาและประชาชนที่ติดตามการอภิปราย เข้าใจได้อย่างชัดเจน และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส.เสียง ข้างมาก หลังจากได้ฟังคำชี้แจงต่างๆ แล้ว
ผลการลงมติว่าใครจะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ ด้วยคะแนนเสียงเท่าไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะโดยทั่วไปของการลงมติไม่ไว้วางใจในอดีต เสียงไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมักได้เสียงไม่พอเอาชนะฝ่ายรัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าฝ่ายค้านทำงานสมศักดิ์ศรี มีข้อมูลเพียงพอจะแสดงให้เห็นตามข้อกล่าวหาหรือไม่ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายสามารถชี้แจง แสดงเหตุผลหักล้างข้อกล่าวหาได้อย่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
‘เสี่ยต่อ’อ้างผลประเมินโปร่งใส
ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ส่วนตัวพร้อมชี้แจงทุกประเด็น ทั้งเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและประเด็นการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่มีการกล่าวหาหรือมีการตั้งข้อสงสัยเพื่อให้สมาชิกใช้ประกอบดุลพินิจในการลงมติ “ผมเชื่อว่าผลงานคือคำตอบที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินด้วยคุณธรรมและความโปร่งใสของกระทรวงเกษตรฯ
ซึ่งล่าสุด ป.ป.ช. และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประเมินผลประจำปีงบประมาณ 2564 ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ พบหน่วยงานทั้ง 23 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีค่า ITA อยู่ในระดับ A มีคะแนนภาพรวมทั้งสิ้น 92.67 คะแนน สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยการประเมินภาพรวมทั่วประเทศที่มีค่าเฉลี่ย 81.25 คะแนน ยิ่งกว่านั้นกระทรวงเกษตรฯ ยังคว้าอันดับที่ 1 ของผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสประเภทที่5”
ภท.ตั้ง 12 องครักษ์
ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มี 2 แกนนำคนสำคัญ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรค ถูกยื่นซักฟอกนั้นแหล่งข่าวระดับสูงจากภท. เผยว่า ทั้งนายอนุทิน และนายศักดิ์สยาม ไม่ได้กังวลในข้อกล่าวหา เพราะมั่นใจการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีไม่ได้บกพร่อง ในทางกลับกันทั้ง 2 คน ทุ่มเททำงานและแก้ปัญหาต่างๆ อย่างเต็มความสามารถจนสถานการณ์คลี่คลาย หรือเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และทุกอย่างดำเนินการตามหลักธรรมา ภิบาล ไม่มีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ภท.ตั้ง “ทีมองครักษ์” เพื่อรับมือ 12 คน นำทีมโดยนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรค มี ส.ส. คนสำคัญร่วมด้วย อาทิ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรค นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง โฆษกพรรค นายณัฏฐ์ชนนท์ ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา รองโฆษกพรรค นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ เป็นต้น เพื่อปกป้องรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย ในกรณีผู้อภิปรายไม่ดำเนินการไปตามข้อบังคับการประชุม
สำหรับ 12 ขุนพลองครักษ์ ยังร่วมด้วย นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.บุรีรัมย์ นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ และ 12.นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล
พท.เรียกน้ำย่อยแฉอธิบดีเสเพล
ที่ทำการ พท. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพท. พร้อมนายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี ร่วมแถลงถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายยุทธพงศ์ กล่าวว่า พรรคมั่นใจน็อกรัฐบาลในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งถือเป็นแม่ทัพเหล็ก ถ้าเราสามารถล้มได้ รัฐบาลก็ล้ม ในญัตติระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผอ.ศบค.บริหารงานผิดพลาดจนเป็นเหตุให้โควิดระบาดจนเกินจะควบคุม และมีรัฐมนตรีเสเพลในการระบาดระลอก 3 ตนขอยกตัวอย่างเพิ่มอีกว่ามีอธิบดีเสเพลด้วย แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่กล้าจัดการ เพราะนายกฯกลัวอธิบดีคนดังกล่าว
ตนเคยไปร้องนายกฯ กรณีดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ 26 เม.ย. 64 ที่ทำเนียบ มีภาพอธิบดีถือแก้วสาเก มีหญิงสาวนั่งข้างๆ หน้ากากก็ไม่ใส่ มีภาพนั่งดื่มไวน์ มีแก้วไวน์ ขณะที่นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.กำลังแถลงอยู่ข้างหลังในโทรทัศน์ ไม่แคร์มาตรการที่ศบค.ประกาศ จากนั้น 12 เม.ย. อธิบดีคนนี้ก็ติดโควิด ซึ่งเป็นระลอกสาม แต่ 16 เม.ย. ยังมานั่งเซ็นเอกสารสั่งราชการ ทั้งที่ตามมาตรการแล้วต้องเข้ารับการรักษาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด คนที่เซ็นชื่อบนคำสั่งดังกล่าว คือ พล.อ.ประยุทธ์
เรื่องนี้มีโทษตามพ.ร.บ. โรคติดต่อว่าใครจงใจปกปิด หรือแจ้งข้อมูลเท็จจะมีความผิด ก็อธิบดีปกปิดและแจ้งข้อมูลเท็จ แบบนี้ฝ่ายค้านจึงต้องออกมาไล่ และจากที่พวกตนร้องไปจนถึงวันนี้ก็ยังเงียบ
เด็กเสธ.‘อ’ตู่ไม่กล้าแตะ
เคยมีคำสั่ง คสช.ปี 57 เด้งอธิบดีคนนี้ แต่ต่อมา ครม.เอากลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดี ตนไปสืบว่าเหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ดำเนินการ ปรากฏว่า มีเสธ ‘อ’ วปอ.57 ซึ่งเป็นเสธ.ที่ใหญ่มาก และค้ำเก้าอี้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่เป็นแบ๊กให้อธิบดีคนนี้ เรื่องนี้ตนไม่กลัวและท้าให้ฟ้องด้วย เพราะเคยไปร้องกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) วันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ดีอีเอสมีหนังสือตอบรับมาว่ามีมูลและได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว
ตนอภิปรายพ.ร.บ.งบ 65 ว่ากรมนี้ตั้งสำนักเถื่อน หลังการอภิปรายของตน มีคำสั่งลง 20 ส.ค. 64 ยกเลิกการตั้งสำนักงานอธิบดีดังกล่าว ถ้าไม่ผิดจะรีบยกเลิกคำสั่งทำไม เรื่องนี้ รมว.ดีอีเอสเตรียมตัวตอบคำถามไว้ได้เลย ว่าทำไมจึงไม่จัดการกรณีดังกล่าว
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรมว.กลาโหม ยังจะถูกอภิปรายกรณีการของบฯจัดซื้อรถใหม่ แต่สุดท้ายเอางบฯไปแปรเป็นงบซ่อมรถที่หมดสภาพ นี่คือการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.งบประมาณ ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จึงท้วงติง แต่ขณะนี้ ผอ.สำนักงบฯ เซ็นเรื่องนี้เข้า ครม.เพื่ออนุมัติแล้ว ดังนั้น 30 ส.ค. ตนและนาย จิรพงษ์จะไปยื่นเรื่องนี้ต่อ สตง. และพล.อ.ประยุทธ์เพื่อเบรกเรื่องนี้ ถ้ายืนยันจะเอาเข้าครม.เจอกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการอภิปรายก็เจอกันที่ป.ป.ช.
สงสัยรัฐอำพรางตัวเลขโควิด
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.พท. ประธาน วิปฝ่ายค้าน ในฐานะประธานคณะทำงานอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวว่า สงสัยเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด และผู้เสียชีวิตที่ลดลงอย่างผิดสังเกต ซึ่งไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง
เพราะขณะนี้การตรวจด้วยตัวเองเริ่มมีมากขึ้น ผู้ติดเชื้อกระจายไปตามต่างจังหวัด เกิดคลัสเตอร์และเสียชีวิตในชุมชนมากขึ้น ตัวเลขจากส่วนนี้ได้นับรวมเข้าระบบหรือไม่ ถ้าไม่แล้วสถานการณ์จริงจะผิดเพี้ยนไปจากที่รายงานมาก
การคลายล็อกซึ่งประกาศให้มีผล 1 ก.ย.นี้ก็เช่นกัน ได้วิเคราะห์สถานการณ์ตามตัวชี้วัดที่เป็นมาตรฐานหรือไม่ ถ้าไม่เราก็จะเข้าสู่ความเสี่ยงอีก เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาเราพลาดมาแล้ว เช่น กรณีคลายล็อกให้คนกลับบ้านเที่ยวสงกรานต์ปี 64 และประสบการณ์ในหลายประเทศ แม้ฉีดวัคได้ตามเกณฑ์แต่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปคลายล็อกเข้า ก็เกิดการระบาดรอบใหม่ทันที
“ผมภาวนาทุกวันให้โควิดลดลงเร็วๆ ภาวนาให้ตัวเลขเป็นตามที่รัฐบาลรายงานล่าสุด และอยากให้คลายล็อกหรือปลดล็อกโดยเร็ววัน เพื่อพวกเราจะได้ทำมาหากินกันปกติ แต่ก็กังวลว่ารัฐบาลจะยืนอยู่บนความจริงหรือไม่ เพราะช่วงนี้กำลังจะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกรงรัฐบาลจะอำพรางสถานการณ์ให้ดูดี เพื่อลดน้ำหนักการอภิปรายและเอาตัวเองให้รอดเท่านั้น ถ้าทำเช่นนั้นขอเตือนรัฐบาลว่าไม่คุ้ม เพราะกรรมจะตกที่ประชาชนหนักกว่าเดิม” นายสุทินกล่าว
ก.ก.ล็อกเป้าประยุทธ์-อนุทิน
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของก.ก.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า เราเตรียม ส.ส.ที่จะอภิปรายไว้หลายคน ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้อภิปรายมากกว่า 10 คน อย่างไรก็ตามต้องรอดูจนกว่าจะใกล้ถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ส่วนจำนวนรัฐมนตรีที่พรรคจะถูกอภิปรายนั้นเราพยายามเก็บเป็นความลับ แต่ที่แน่นอน คือ พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ที่ทุกคนจองกฐินแน่นอนอยู่แล้ว ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลจะอภิปรายรัฐมนตรีมากกว่า 2 คนแน่นอน สำหรับตนจะอภิปรายรัฐมนตรี คนใดนั้นขอให้ติดตามแต่รับรองว่าเด็ดแน่นอน
เชื่อข้อมูลถึงติดคุก
เมื่อถามว่าข้อมูลที่มีอยู่เพียงพอจะน็อกรัฐบาลหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า “ผมคิดว่าข้อมูลหลายอย่างชี้ชัดให้เห็นว่าคนในรัฐบาล ตั้งแต่นายกฯ เป็นต้นมา น่าจะทำผิดกฎหมายหลายอย่างแน่นอน เราคิดว่าหากมีการดำเนินการอย่างจริงจังสามารถที่จะทำให้ทั้ง 2 คนใช้ชีวิตใน คุกได้”
เมื่อถามว่าคิดว่าจะสามารถโน้มน้าวให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ยกมือสนับสนุนได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากเขาไม่ดื้อรั้นจนเกินไป ตนคิดว่าข้อมูลที่มีอยู่เพียงพอ ก่อนหน้านี้เราก็มั่นใจว่าข้อมูลของเราเพียงพอที่จะโน้มน้าวได้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้สนใจที่จะรับฟังและตัดสินใจไปตามที่ใจปรารถนา ทำให้สุดท้ายเราไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา แต่ก็หวังว่าครั้งนี้พวกเขาจะยังมี หัวจิตหัวใจเหลืออยู่ และหากฟังข้อมูลเราดีๆ การมีอยู่ของรัฐบาลนี้ ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ปัญหายิ่งเลวร้าย โดยหลังจากอภิปรายเสร็จสิ้นแล้วคิดว่าคงจะมีกระบวนการยื่นเรื่องสอบสวนหรือดำเนินคดีต่อไปแน่นอน
รัฐบาลไฟเขียวโหวตแก้รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อลงมติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง ในวาระสาม วันที่ 10 ก.ย. หลังจากผ่านการเห็นชอบวาระสองไปแล้วนั้นว่า ขณะนี้มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ร่างแก้ไขรายมาตราดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ในการลงมติวาระสาม 10 ก.ย.นี้
เพราะนอกจากจะมีเสียงสนับสนุนจาก 2 พรรคใหญ่ อย่าง พปชร. พท. รวมถึง ปชป.ให้การสนับสนุนเรื่องการแก้กติกากลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และให้ส.ส.เขตมี 400 คน แบบบัญชีรายชื่อ 100 คนแล้ว ยังมีเสียงสนับสนุนจากส.ว.เกิน 84 เสียง ที่พร้อมลงมติให้ความเห็นชอบเช่นกัน ทำให้การลงมติวาระสาม มีแนวโน้มสูงที่จะมีสมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 367 เสียง จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีทั้งหมดขณะนี้ 733 คน และมีเสียงส.ว.ให้ความเห็นชอบเกิน 1ใน 3 หรือ 84 คนด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสล่าสุด ฝ่ายผู้ใหญ่ในรัฐบาลกำชับให้ส.ส.พปชร. และส.ว.ลงมติให้ความเห็นชอบวาระสาม เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้มีเนื้อหาแก้ไขเกี่ยวกับความมั่นคงหรือสถาบัน แต่เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการแก้ไขให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือเลือกส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นเรื่องที่พอรับได้ หากไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเลยจะถูกมองว่าห้ามแก้ไขในทุกเรื่อง ดังนั้นจึงต้องลดกระแสสังคม และลดแรงเสียดทานต่อส.ว.ไม่ให้ถูกมองว่า จ้องล้มการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการลงมติวาระสอง มาตรา 83 และ 91 ที่ผ่านมา ต่างมีส.ว.ลงมติเห็นชอบทั้ง 2 มาตราเกิน 150 เสียง
พปชร.กระเพื่อมอีก
รายงานข่าวจากพปชร. แจ้งว่า หลังจาก 28 ส.ค.แกนนำพรรคแต่ละกลุ่มในพรรคสลับกันเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพปชร. เพื่อหารือเตรียมการรับมือซักฟอก ก่อนที่ พปชร.จะมีการประชุมส.สเพื่อเตรียมความพร้อม ในเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ส.ค.ที่ทำการพรรค ถ.รัชดาฯ ทั้งนี้ต้องจับตามติพรรคออกมาทิศทางใดในการอภิปราย ซึ่งจะมีแกนนำพรรค ส.ส.และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 คน คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส เข้าร่วมเพื่อซักซ้อม
การเข้าพบพล.อ.ประวิตร ของแกนนำพรรคบางคน เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีความพยายามกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ปรับครม. พุ่งเป้าที่รัฐมนตรี 3 คน ซึ่ง 2 ใน 3 เพิ่งได้รับแต่งตั้งยังไม่ถึงครึ่งปี คือ นายชัยวุฒิ และน.ส.ตรีนุช รวมถึงนายสุชาติ ที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน การกดดันให้ปรับครม.ครั้งนี้ นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯและเลขาฯ พรรค และนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล มองว่าที่ผ่านมารัฐมนตรีใหม่ของพรรคทั้งสองคน เมื่อได้ตำแหน่งไปแล้วห่างเหิน ไม่สนองนโยบายพรรคและไม่ได้ดูแล ส.ส.เท่าที่ควร และเห็นว่ารัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลไม่ตอบสนองเสียงสะท้อนของ ส.ส.ในพื้นที่
4 ช.เคลื่อนไหวปรับ 3 รมต.
การกดดันคาดจะใช้วิธีทำให้รัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายได้รับคะแนนน้อยที่สุด ใช้เป็น ข้ออ้างเรียกร้องให้ปรับครม. โดยมีตัวแปรคือพรรคเล็ก หากการเคลื่อนไหวสำเร็จและนำไปสู่การปรับ ครม. จะทำให้มีเก้าอี้ว่าง 3 ตำแหน่ง คือ รมว.แรงงาน รมว.ศึกษาธิการ และรมว.ดีอีเอส และจะทำให้รัฐมนตรีในกลุ่ม 4 ช. มีโอกาสขยับตำแหน่งสูงขึ้น
ซึ่งการปรับครม.ครั้งที่แล้วเคยมีความพยายามผลักดันให้ ร.อ.ธรรมนัส เป็น รมว.แรงงาน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เป็น รมว.ศึกษาธิการ และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เป็น รมว.ดีอีเอส แต่ไม่สำเร็จ และครั้งนี้ยังมีความพยายามใช้สูตรดังกล่าวอีกครั้ง โดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส ต้องการขยับขึ้นไปรมว. ในกระทรวงที่ใช้เป็นกลไกในการสร้างฐานเสียงได้
ทั้งนี้ คนที่รับผิดชอบดูแลเรื่องเสียงในสภายังเป็น ร.อ.ธรรมนัส และนายวิรัช เหมือนครั้งที่แล้ว โดยมีรายงานว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัสเดินสายคุยกับพรรคเล็กถึงการยกมือโหวตให้รัฐมนตรีแต่ละคน ซึ่งพรรคเล็กต่อรองหนักมากกว่าทุกครั้ง เพราะไม่พอใจกรณีที่ พปชร. สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ที่มองว่าเป็นการทอดทิ้งและ เอื้อประโยชน์ให้พปชร.เอง
มีรายงานด้วยว่า 2-3 วันที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าหารือ พล.อ.ประวิตร กว่า 1 ชั่วโมง คาดเป็นการหารือถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ