มาแน่นราชประสงค์
‘นัท’ใส่เสื้อแดงขึ้นเวที
แยกดินแดง-เดือดอีก

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ม็อบมากันแน่นราชประสงค์ ชุมนุมไม่ไว้วางใจ ‘บิ๊กตู่’ กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมกับกลุ่มทะลุฟ้าจัดชุมนุมกดดันให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง ระดมนักพูดขึ้นเวทีปราศรัยแฉความผิดพลาดของรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ เตือนองค์กรตำรวจอย่าเอาใจ-ทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจ ระบุถ้าประชาชนไม่เชื่อถือจะอยู่ในสังคมลำบาก ด้าน ‘ตี้ พะเยา’ ประกาศขอบคุณคนเสื้อแดงที่จุดไฟให้ต่อสู้กับเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ ไฮโซลูกนัทสวมเสื้อแดงขึ้นเวทีอ้อนขอเป็นลูกหลานพี่น้องเสื้อแดงด้วย

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ต.ห.) โพสต์ข้อความเปิดใจแสดงความรู้สึกหลังจากการขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณแยกอโศก ระบุว่ามีความสำเร็จทั้งรูปแบบและเนื้อหา เห็นการเชื่อมต่อระหว่างวัยและยุคสมัย คนรุ่นใหม่ มีส่วนร่วม คนรุ่นใหญ่ในพื้นที่ชุมนุมเป็น กำลังใจ แม้กรอบเวลาจะจำกัดสำหรับการ นำเสนอเนื้อหาเชิงลึก แต่แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยทำได้ชัดและถือเป็นจุดร่วมสำคัญของทุกกลุ่มทุกวัย นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 มีผลสูงต่อการลงถนน คนจำนวนมากยังลำบากใจที่จะเข้าร่วม พลังขับเคลื่อนโดยคาร์ม็อบทำได้ง่ายกว่าการ ตั้งเวทีชุมนุม แต่เดินไปข้างหน้าข้อจำกัดนี้จะค่อยๆ ลดลง การขยายตัวเชิงปริมาณจะ เพิ่มขึ้นเหมือนพัฒนาการของคาร์ม็อบที่เติบโตตลอดเวลา

นายณัฐวุฒิระบุว่าความเคลื่อนไหวในสภาแหลมคมอย่างยิ่ง ผลการลงมติจะเป็นตัวกำหนดว่าการต่อสู้ควรเคลื่อนต่ออย่างไร เราพิสูจน์ชัดเรื่องความสงบสันติวิธี รักษาพื้นที่ปลอดภัยให้คนส่วนใหญ่ การยกระดับยังคงยึดหลักการนี้เป็นสำคัญ รัดกุมไม่สุ่มเสี่ยงไม่สูญเสีย ชัยชนะเป็นเรื่องยาว เราจะดูแลกันและกันจนถึงวันประกาศชัย หนุ่มสาวคือขบวนนำ พวกเขาบริสุทธิ์และชอบธรรมในการทวงถามอนาคต คนรุ่นใหญ่คือกำลังหนุน สิ่งใดเป็นประโยชน์เราต้องช่วยเด็ก การแสดงความห่วงใยด้วยความหวังดีย่อมทำได้โดยท่าทีที่เหมาะสมและเคารพการตัดสินใจของพวกเขา

“เด็กเข้มแข็งเราเคียงข้าง บอบช้ำโรยแรงเราประคับประคอง สังคมที่งดงามสร้างด้วยกันได้ ไม่ต้องเจ็บตาย ไม่ต้องโค่นทำลายกัน หากทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความปรารถนาดีและยืนอยู่บนโลกแห่งความจริง ขอบคุณทุกคนทุกกลุ่มสำหรับ 2 กันยายน และหลังจากนี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด อายุ 53 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฝ่าฝืน ข้อกำหนด ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548, นำรถเข้าขบวนแห่ต่างๆ ไปตามทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานจราจร กรณีจัด คาร์ม็อบเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ และระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว ทั้งนี้ ศาลได้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 867 /2564 เพื่อนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานต่อไป ต่อมาศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกัน

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. โฆษกบช.น. เปิดเผยว่ามีการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มทะลุฟ้า ในเวลา 16.00 น. ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งจะจับตาเป็นพิเศษ ต้องย้ำเตือนว่าการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อหา คาดการณ์ว่ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มรีเดม จะจัดกิจกรรมที่หน้าสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ก่อนเคลื่อนขบวนมายังสวนลุมพินี ส่วนการชุมนุมเมื่อวันที่ 2 ก.ย. บริเวณแยกอโศกที่นำโดยนายณัฐวุฒิก็จะเรียกตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอีกครั้ง ส่วนการก่อเหตุความวุ่นวายบริเวณแยกดินแดง โดยมีการนำแผงเหล็กมาวางปิดการจราจร ส่งผล กระทบต่อการจราจรโดยรอบ นอกจากนี้ ยังมีการทุบทำลายกล้องวงจรปิดและทรัพย์สินราชการจำนวนมาก อีกทั้งมีการขว้างปาประทัดยักษ์ ระเบิดต่างๆ และจุดไฟเผาสาธารณสมบัติ ซึ่งตำรวจจะมีการพิสูจน์ทราบและติดตามตัว ผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเปิดเผยว่า ในวันเสาร์ที่ 4 ก.ย. เวลา 10.00 น. ตนเองจะเดินทางไปสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ซ.ทองหล่อ เขตวัฒนา เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ 13 แนวร่วม “เครือข่ายไล่ประยุทธ์” ที่นำโดยนายณัฐวุฒิ, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ฯลฯ ซึ่งจัดชุมนุมกันที่บริเวณแยกอโศกมนตรีเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ซึ่งเป็นความผิดหลายข้อหา อันก่อให้เกิดผล กระทบต่อการจราจร ความมั่นคง การแพร่กระจายของโควิด-19 และ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ

ไล่ทุกวัน – บรรยากาศการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ และกลุ่มทะลุฟ้า เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนกว่าจะออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีมวลชนกลุ่มต่างๆ และนักศึกษาเข้าร่วมจำนวนมาก บริเวณแยกราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.

เมื่อเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดชุมนุมใหญ่ ภายใต้ชื่อ “ราษฎรไม่ไว้วางใจมึง” โดยปิดถนนราชดำริทั้งเส้นเพื่อจัดเตรียมตั้งเวทีปราศรัย และบูธต่างๆ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงเวลา 16.00 น. โดยพ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผกก.สน.ลุมพินี ได้แจ้งประกาศของคณะแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านเครื่องขยายเสียงว่า ห้ามมีการชุมนุม หรือการทำกระทำกิจกรรมใดๆ เพื่อก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และห้ามมีการรวมกลุ่มบุคคลมากกว่า 25 คนขึ้นไป ในพื้นที่ประกาศหรือคำสั่งในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุมยังนำหุ่นฟาง ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ โควิด-19 มาแขวนไว้ที่บริเวณสะพานลอย เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสูญเสีย โดยสื่อความหมายถึงภาครัฐที่บริหารจัดการเรื่องวัคซีนที่ล้มเหลว

เวลา 15.45 น. มีการกั้นแผงเหล็กปิดกั้นการจราจรเพื่อใช้พื้นที่ ถ.ราชดำริ เป็นจุดชุมนุมกลุ่มทะลุฟ้า เริ่มนำผืนผ้ามากางที่พื้น สำหรับให้ผู้ชุมนุมเขียนรัฐธรรมนูญที่ต้องการ โดยนายโชคดี ร่มพฤกษ์ ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร บรรเลงดนตรีขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงาน การชุมนุมวันนี้ มีการแจกหนังสือปกสีน้ำเงิน ที่บันทึกคำปราศรัยของนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์) จำนวน 1,112 เล่มด้วย

เวลา 16.09 น. “ไฟซ้อน” พิธีกรจากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ขึ้นกล่าว เปิดเวที

จากนั้นเวลา 16.13 น. นางศรีไพร นนทรีย์ ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง กล่าวปราศรัยเป็นคนแรก ถึงการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด ความว่า พี่น้องแรงงานต้องเจอปัญหามากมาย หลายคนตกงานเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจขาลง ชีวิตคนงานเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย นอกจากตกงานแล้ว ยังเสี่ยงความตาย เพราะรัฐบาลไม่ได้เหลียวแล และเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ออกไป

จากนั้นเวลา 16.28 น. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งถึงการชุมนุมของกลุ่มทะลุแก๊ส ที่แยกดินแดงว่า เป็นเพราะระบบในรัฐสภาล้มเหลว จึงไม่แปลกที่เยาวชนกลุ่มหนึ่งจะคิดค้นวิธีการใหม่ๆ พี่น้องที่สู้ที่ดินแดง ไม่ได้อยากทำร้ายตำรวจ ไม่ได้อยากเผารถ แต่เบื้องหลังการแสดงออกทั้งหมดคือ ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ และพวกพ้องออกจากอำนาจ ไม่เชื่อลองลาออกดู รับรองดินแดงสงบ ตนขอเรียกร้องให้ตำรวจหาทางอยู่ร่วมกับประชาชนให้ได้ รัฐบาลประยุทธ์บอกจะปฏิรูปตำรวจ ผ่านมา 4 ปี ยังไม่ปฏิรูป ทุกวันนี้ไล่จับ ไล่ยิงประชาชน ซ้อมผู้ต้องหาจนถึงแก่ความตาย ที่บอกจะปฏิรูป แค่อยากสืบทอดอำนาจ นี่คือผลงานของประยุทธ์ ถ้าให้อยู่ในอำนาจต่อไป องค์กรตำรวจก็จะเป็นแบบนี้ ต่อไปพอมีเรื่องเดือดร้อนจริงๆ ขึ้นมาก็ไม่มีใครไว้ใจตำรวจอีกแล้ว

เวลา 16.47 น. นายทรงพล สนธิรักษ์ หรือ “ยาใจ ทะลุฟ้า” กล่าวปราศรัยเป็นคนที่ 3 ความตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ประยุทธ์ยึดไม่ได้คืออำนาจของประชาชน จะไม่ยอมเข้าสู่ปีที่ 8 ของความล้มเหลวอีกต่อไป ตอนนี้ประยุทธ์จนตรอก ไม่เห็นหนทาง พบกับศึกทุกเส้น หันไปทางไหนก็มีคนขับไล่ ในสภาก็มีการเปิดโปงประยุทธ์ และ 5 หน่อ พร้อมกับเรียกร้องออกมาร่วมกันต่อต้าน ขับไล่ ยืนยัน สิ่งที่ผิดมาตั้งแต่ปี 2557 และร่วมเปลี่ยนสังคมใหม่ไป ด้วยกัน”

จากนั้นผู้ชุมนุมร่วมส่งเสียง “ประยุทธ์ออกไป” เพื่อให้ ส.ส.ในสภาได้ยินเจตจำนงของประชาชน

ต่อมาเวลา 17.05 น. น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือตี้ พะเยา กล่าวปราศรัยคนที่ 4 ความตอนหนึ่งถึงการชุมนุมเมื่อวานนี้ (2 ก.ย.) ว่า เป็นการย้อนกลับไปบรรยากาศการชุมนุม ปี 53 คำที่สงสัยมาตลอด “คนเสื้อแดงไม่มีวันตาย” เป็นความจริง ถ้าไม่มีการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ก็จะไม่มีตน และการต่อสู้ในวันนี้ ก่อนกล่าวขอบคุณคนเสื้อแดง

“เขาบอกโควิด-19 มีแนวโน้มลดลง แต่ก็มีคุณหมอในกระทรวงสาธารณสุขออกมาแฉว่าโควิดไม่ได้หาย ยังคงกระจาย และจัดการไม่ได้ ที่ออกข่าวว่าน้อยลง จริงๆ เกิดจากการที่สาธารณสุขไม่มีเงินมากพอให้คนตรวจ จึงเข้าอีหรอบเดิมว่าโควิด ไม่ตรวจ ก็ไม่ติด ถ้าไม่มีม็อบอย่างเราในวันนี้ จะมีหรือ การจัดการเตียงภาคสนาม เพราะเป็นอย่างนี้ คนอย่างพวกเราถึงต้องออกมา ถ้าไม่มีม็อบ ป่านนี้คงยังไม่มีวัคซีน” น.ส.วรรณวลีกล่าว

เมื่อเวลา 18.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมที่ราชประสงค์ เริ่มมีกลุ่มของผู้ชุมนุมทยอยมานั่งฟังแกนนำปราศรัยบริเวณหน้าเวทีหนาแน่นขึ้น ขณะที่กิจกรรมโดยรอบก็มีการปาสีใส่รูปที่คล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ และมีกิจกรรมเขียนจดหมายถึงเรือนจำ ให้ปล่อยเพื่อนเรา มีวางผ้าสีขาวต่อกันประมาณ 2 เมตร พร้อมกับมีปากกาและสีให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้เขียนถ้อยคำต่างๆ ลงบนผ้า มีขายของ แจกข้าว

ขณะที่เวทีปราศรัยหลัก ก็มี นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ขอนแก่น, นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ลูกนัท, น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ หรือ ตี้ พะเยา และแกนนำคนอื่นๆ ได้ผลัดกันขึ้นปราศรัยเรื่อยๆ ท่ามกลางผู้ชุมนุมที่นั่งฟังอยู่จำนวนมาก

นายธนัตถ์ปราศัยตอนหนึ่งว่า เมื่อคืน หลังจากที่ตนได้ฟังการปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ตนน้ำตาคลอเบ้าออกมาจากตาข้างขวา วันนี้จึงเลือกใส่เสื้อสีแดงเพื่อขอเป็นลูกหลานคนเสื้อแดง การเสียดวงตาของตน เทียบไม่ได้กับการเสียสละของคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งถูกสังหารโดยเผด็จการ ทหาร และผู้ที่สั่งการ ยังเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น กระสุนที่ยิงออกมาจะเป็นกระสุนยาง กระสุนแก๊สน้ำตา หรือเป็นกระสุนจริง ล้วนแล้วแต่ความรุนแรงที่รับไม่ได้ ล้วนแล้วเป็นความเสียหายบาดเจ็บ ย่ำยีประชาชน เป็นหลักฐานว่ารัฐบาลไม่เห็นประชาชนเป็นคน รัฐบาลเห็นประชาชนเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการเลือกตั้งลงคะแนน รัฐบาลเห็นคนมีค่าแค่ 500 บาทต่อหนึ่งคะแนนเสียง ตนจะไม่ยอมให้รัฐบาลชุดนี้ย่ำยีศักดิ์ศรีประชาชนอีกต่อไป

นายธนัตถ์กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนถูกใช้อย่างกับแรงงานทาส เบี้ยเลี้ยงไม่มีจ่าย ถึงว่าเลยโมโหยิงแก๊สน้ำตาวิถีตรงใส่ ผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสันติ ตนขอยืนยันว่าต่อให้เขาใช้อาวุธ แต่สันติวิธีเท่านั้นที่จะนำชัยชนะมาแก่ประชาชน เขามีอาวุธสงคราม แต่เรามีตีนเปล่า เรามีตีนตบ เราจะมาซื้อเสื้อกันกระสุนมันยังบอกว่าผิดกฎหมาย แต่เรามีอาวุธที่ร้ายกาจมากที่สุดคือความคิดเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง

นายธนัตถ์กล่าวตนยืนยันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะยืนอยู่ข้างพ่อแม่พี่น้องคนเสื้อแดง ประชาชนราษฎรทุกคน ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตตนก็จะอยู่ หรือแลกด้วยอิสรภาพ ตนก็ยอม แต่ชีวิตเพื่อนตนยอมไม่ได้

เวลา 18.00 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานมีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนเกือบ 50 คน พากันรวมกลุ่มกันที่บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง และขับขี่รถจักรยานยนต์บีบแตร ส่งเสียงดังวนไปมาบนถนนวิภาวดีฝั่งขาออก พร้อมกับจุดประทัด ขว้างปาระเบิดปิงปอง และจุดกองไฟเผาสิ่งของบางอย่างบริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ขณะที่การจราจรยังเปิดให้สัญจรตามปกติ

จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ขับรถจักร ยานยนต์มายังตึกมหาวิทยาลัยมหิดล ติดปั๊มเชลล์ พร้อมกับพยายามขว้างปาระเบิดปิงปองเข้าไปในป่าบริเวณนั้น คาดจะเป็นที่รกของกรมดุริยางค์ทหารบก

เวลา 19.00 น. กลุ่มวัยรุ่นได้เคลื่อนตัวจากบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงมารวมตัวกันบนถนนวิภาวดีฯ ขาออก ด้านหน้ากรมดุริยางค์ทหารบก พร้อมกับขว้างปาประทัดยักษ์ ยิงพลุดอกไม้ไฟ และระเบิดเพลิงเข้าไปใน กรมดุริยางค์ทหารบกหลายครั้ง ขณะที่ทาง เจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตาตอบโต้ออกมา ทำให้กลุ่มวัยรุ่นถอยร่นออกไป ก่อนที่จะมารวม ตัวอีก

เวลา 19.10 น. เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนชุดเคลื่อนที่เร็วเคลื่อนกำลังออกจากที่ตั้ง บริเวณถนนด้านข้างโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ก่อนเข้ากระชับพื้นที่ถนนวิภาวดีฯ ฝั่งขาออก จนทำให้กลุ่มมวลชนวัยรุ่นถอยร่นหนีไปตั้งหลักที่บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง

ต่อมาเวลา 19.30 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยบริเวณหน้ากรมดุริยางค์ทหารบก เปิดเผยว่า ช่วงเย็นมีการยั่วยุเจ้าหน้าที่ ด้วยการโยนระเบิดปิงปองเข้ามาใส่เจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังทำให้การจราจรติดขัด ซึ่งผิดกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วไปสกัด เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานการจับกุม การกระทำดังกล่าวตั้งใจก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมาย ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่อยากใช้กำลังควบคุมผู้ชุมนุม หรือปิดการจราจร

เมื่อเวลา 19.30 น. ที่แยกราชประสงค์ กลุ่มทะลุฟ้า จัดกิจกรรม “ฌาปนกิจศพหุ่นฟาง” ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียชีวิตจากการ ติดเชื้อโควิด-19 โดยนำมาวางสุมไว้ที่หน้าภาพวาดรูปพญาครุฑยืนบนพานรัฐธรรมนูญ ซึ่งกลุ่มมวลชนต่างพากันยืนชู 3 นิ้วล้อมเป็นวงกลมท่ามกลางเสียงเพลง “อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้” เมื่อสิ้นเเสียงเพลงกลุ่มมวลชนร่วมกันเต้นรำรอบกองไฟอย่างสนุกสนาน

สำหรับบริเวณหน้าเวทีใหญ่ มีวงดนตรีขึ้นมาเล่นปิดท้ายการปราศรัยเพื่อผ่อนคลาย ก่อนยุติการชุมนุมช่วงเวลา 20.00 น. ในทันที สำหรับการจัดชุมนุมของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมกับกลุ่มทะลุฟ้าครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกถึงการไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์และคณะ และจัดขึ้นระหว่างการอภิปรายไม่วางใจคณะรัฐมนตรีเป็น รายบุคคล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน