‘ปทุม-นนท์’ด้วย
รถไฟงดวิ่ง8สาย
35ถนนก็จมมิด
‘ตู่’ดูท่วมชัยภูมิ
อ้อนบ้านเกิดแม่
เจอม็อบชูป้ายไล่

‘บิ๊กตู่’ ตอบไม่ได้ว่า ปีนี้น้ำจะน้อยกว่าปี 54 หรือไม่ เพราะถามฟ้าไม่ได้ บินตรวจท่วมชัยภูมิแนะศึกษาทิศทางน้ำเตรียมความพร้อมว่าจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างไร เขื่อนป่าสักฯ ปริ่มต้องรีบระบายทิ้ง เตือน 5 จว.ท้ายน้ำรับมือ ท่าเรือ-กรุงเก่าโดนแน่พรวดเดียว 2.5 ม. สลดหน้าวัดพนัญเชิง เจ้าพระยาเชี่ยวกรากจมเรือ ลากจูง ไต๋-เมียจมหายไม่รู้ชะตา น้ำท่วมรางรถไฟต้องหยุดวิ่งสายอีสานไม่มีกำหนด 8 ขบวน ทางหลวง 35 จุดก็จมมิดรถผ่านไม่ได้

ปภ.สรุป 30 จว.ท่วม

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากอิทธิพลพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” ซึ่งเคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. ถึงปัจจุบัน

ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 30 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม 172 อำเภอ 805 ตำบล 4,715 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล

ประชาชนได้รับผลกระทบ 197,795 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 7 ราย (ลพบุรี 6 ราย และเพชรบูรณ์ 1 ราย) สูญหาย 1 ราย (เพชรบูรณ์ 1 ราย) ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 13 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก บุรีรัมย์ นครปฐม ยโสธร สุรินทร์ เลย ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และปราจีนบุรี

นั่งฮ.ดูน้ำ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ติดตามสถานการณ์อุทกภัยทางอากาศ ระหว่างตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พร้อมมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบอุทกภัย ที่จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.

นายกฯตรวจท่วมชัยภูมิ

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดา พล.อ.ประยุทธ์ ตรวจเยี่ยมประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยที่ตลาดคลองพุดซา (เทศบาล 4) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ พร้อมมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย 400 ชุด โดยมีผู้แทนรับมอบ 10 ราย ขณะที่ถนนฝั่งตรงข้ามมีกลุ่มประชาชนจำนวนประมาณ 15-20 คนไลฟ์สดชูป้ายขับไล่ ท่ามกลางการดูแลรักษาความสงบของ เจ้าหน้าที่ โดยไม่ได้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า หน้าที่ของตนคือการดูแลคนไทยทุกคน ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด สังเกตมาตลอดทางเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน เข้าใจและรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อภัยธรรมชาติเกิดขึ้น ขอย้ำเห็นใจทุกคน เห็นใจพี่น้องเกษตรกรหลาย 10 ล้านคน แต่เรามีโอกาสอีกมาก ขณะที่ภัยธรรมชาติมีเหมือนคนอื่น แต่โชคดีที่เรามีอย่างอื่นมาเพิ่ม วันนี้ต้องเข้มแข็งตั้งหลักให้ดี

ระดับน้ำตอนนี้บางพื้นที่ยังท่วมหนัก บางพื้นที่ยังไหลอยู่ จึงต้องดูว่าจูงน้ำส่วนนี้ไปได้อย่างไร เพื่อบรรเทาในส่วนเขตเมืองหรือโรงพยาบาล และหากมีพื้นที่กักเก็บน้ำอาจไปเจอพื้นที่ของประชาชนในที่ลุ่มต่ำโดยต้องเยียวยาให้ แต่ต้องดึงน้ำในเขตชุมชนหรือพื้นที่ธุรกิจ เพื่อกระจายน้ำออกไป ขอให้ทุกคนระลึกอยู่เสมอน้ำมามากเกินไปก็เป็นทุกข์ น้อยเกินไปก็เป็นทุกข์กว่า ยืนยันว่ารัฐบาลดูแลภาพใหญ่ให้ สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษาธรรมชาติไปด้วย

“ขอบคุณนะจ๊ะ รู้ไหมว่าพวกเราห่วง พวกเราไม่ได้สบายนะ เราเป็นทุกข์ ถึงไม่ได้มาที่นี่ก็มีงานทำอยู่ทุกวันอยู่แล้วในการบริหารราชการ วันไหนที่ผมว่างก็ออกมานอกพื้นที่ด้วยบ้าง ช่วงนี้ก็ยังมีการเฝ้าระวังตัวเรื่อง โควิดด้วย อย่าลืมสวมใส่หน้ากาก ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ยังไม่หมดไปตราบใดที่ยังมีพาหะ วันนี้โลกได้ส่งเสียงเตือนแล้วว่าเราต้องกลับมาดูแล ยืนยันรัฐบาลจะพยายามทำอย่างเต็มที่รวมทั้งที่ผ่านมา และต่อไปนี้จะให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดเอาแผนที่น้ำให้ทุกคนรู้ว่าจังหวัดของเรา อำเภอของเรา มีน้ำไหลจากไหน ทุกคนจะได้เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อเตรียมความพร้อมว่าจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ต่อข้อถามว่าปริมาณน้ำจะมีปริมาณน้อยกว่าปี 2554 แน่นอนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะใช้คำว่าแน่นอนไม่แน่นอน เพราะตนก็ถามฟ้าไม่ได้ว่ามันแน่หรือเปล่าสถานการณ์ของโลกต้องดูตรงนั้น ว่าเป็นไปได้หรือไม่ได้เราควบคุมไม่ได้เราจะอยู่กับ เขาได้อย่างไรเท่านั้น เราต้องปรับตัวต้องเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าผมโทษใครไม่ได้นี่คือประเทศไทยก็ต้องแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ อะไรที่แก้ได้ก็แก้

ไล่‘ตู่’ – ประชาชนรวมตัวชูป้ายพร้อมตะโกนขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างยกคณะเดินทางมาตรวจสถานการณ์น้ำท่วม ที่ตลาดคลองพุดซา เขตเทศบาลเมือง จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.

รฟท.หยุดวิ่ง 8 ขบวน

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าฯ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จากเหตุน้ำท่วมทางรถไฟในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ (สายหนองคาย) ระหว่างสถานีบำเหน็จณรงค์-จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ขบวนรถไม่สามารถเดินรถผ่านได้ ล่าสุดมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายการ ช่างโยธาและฝ่ายการอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ลงพื้นที่สำรวจสภาพความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมทางรถไฟ ระบบราง และระบบอาณัติสัญญาณ และกำจัดสิ่งปฏิกูลที่มากับกระแสน้ำให้ออกจากเส้นทางรถไฟและบริเวณคอสะพาน

ทั้งนี้ ในการสำรวจเบื้องต้นพบว่า เส้นทางรถไฟบริเวณสถานีจัตุรัสระดับน้ำเริ่มลดลงต่ำกว่าระดับหินรองรางแต่ยังมีน้ำท่วมขังในบางช่วง รวมถึงพบคอสะพานชำรุดเสียหายระยะทาง 30 เมตร ระหว่างสถานีบ้านเหลื่อม-หนองพลวง และเกิดน้ำเซาะคันดินสูญหายระยะทาง 700 เมตร ระหว่างสถานีห้วยยายจิ๋ว-บำเหน็จณรงค์ ส่วนสถานีโนนสูง ระดับน้ำท่วมสันราง และมีกระแสน้ำค่อนข้างแรงไหลผ่านเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีโนนสูง-บ้านดงพลอง จ.นครราชสีมา

รฟท.มีความจำเป็นต้องงดเดินขบวนรถ รวมทั้งสิ้น 8 ขบวน ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ดังนี้ 1.ขบวนรถด่วนที่ 75/76 กรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพฯ 2.ขบวนรถท้องถิ่นที่ 433/434 ชุมทางแก่งคอย-ชุมทางบัวใหญ่-ชุมทางแก่งคอย 3.ขบวนรถท้องถิ่นที่ 415/418 นครราชสีมา-หนองคาย-นครราชสีมา 4.ขบวนรถท้องถิ่นที่ 429/430 นครราชสีมา-ชุมทางบัวใหญ่-นครราชสีมา สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอนแก่นเตรียมรับน้ำชัยภูมิ

ที่ศาลากลาง จ.ขอนแก่น นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบปริมาณน้ำล่าสุดพบว่า เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำไหลเข้าพื้นที่วันเดียวมากถึง 74 ล้านลบ.ม. ทำให้ขณะนี้ระดับน้ำในความจุอ่างมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นและมวลน้ำจากลุ่มน้ำพรม-เชิญ ที่ระบายน้ำจากเขื่อนจุฬาภรณ์ ผ่าน อ.ชุมแพ-หนองเรือ ไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ตามแผนการบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำนั้นมีระดับที่เพิ่มขึ้นประกอบกับน้ำค้างทุ่งได้ไหลมาตามลำน้ำและเส้นทางน้ำอย่างต่อเนื่อง

จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้จังหวัดสั่งการให้มีการตรวจความมั่นคงแข็งแรง ทั้งในส่วนของประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำ รวมไปถึงเขื่อนกั้นริมตลิ่งต่างๆ ซึ่งล่าสุดมีรายงานจากโยธาธิการจังหวัดว่า เขื่อนกั้นริมตลิ่งแม่น้ำพอง ต.บึงเนียม ทรุดตัวลง 1 จุด เจ้าหน้าที่เสริมคันดินและแก้ไขสถานการณ์จนแล้วเสร็จและพร้อมรับมือมวลน้ำที่จะไหลผ่านพื้นที่ จ.ขอนแก่นแล้ว

“อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์พบว่ามวลน้ำก้อนใหญ่จาก จ.ชัยภูมิ ที่จะไหลเข้าสู่ขอนแก่น ตามเส้นทางการระบายน้ำต้นทางจากชัยภูมิผ่านขอนแก่นเข้ามหาสารคาม-ร้อยเอ็ด และไหลลงแม่น้ำมูล ที่ จ.ยโสธร และไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่ จ.อุบลราชธานี นั้นพบว่า มวลน้ำก้อนใหญ่จะมาถึงขอนแก่นในอีก 2 วันต่อจากนี้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เส้นทางน้ำและตามแนวแม่น้ำชีเตรียมการรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์ในระยะนี้อย่างเข้มงวดด้วย” ผวจ.ขอนแก่น กล่าว

น้ำลำเชียงไกรถึงพิมาย

ขณะเดียวกันมวลน้ำลำเชียงไกรที่ไหลมาจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร ล่าสุดทะลักเข้าท่วม บ้านหนองอ้อ ม.5 ต.เมืองปราสาท อ.โนนสูง ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร บางจุดสูงถึง 2 เมตร ชาวบ้านหลายหลังคาเรือนติดอยู่ด้านในบ้านไม่สามารถออกมาได้ กระแสน้ำได้หลากเข้าท่วมโรงเรียนบ้านหนองอ้อ และไหลเข้าท่วมวัด กู้ภัยต้องเร่งอพยพชาวบ้านออกมาอยู่ที่ศูนย์อพยพอำเภอโนนสูง

แต่การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะกระแสน้ำไหลแรงมากและหลากเข้าท่วมถนนสายโนนสูง-โนนไทย ระยะทางยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ชาวบ้านบอกว่า ปีนี้น้ำท่วมหนักมาก ชาวบ้านไม่ทันตั้งตัวเก็บข้าวของไม่ทัน

น.ส.กรรณิการ์ พัฒนพีระเดช นายกเทศมนตรีตำบลพิมาย อ.พิมาย ประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ขนสิ่งของขึ้นที่สูง เพราะมวลน้ำก้อนใหญ่ประมาณ 40 ล้านลบ.ม. เดินทางถึง อ.โนนสูง แล้ว จะเข้ามาถึงเขตเทศบาลตำบลพิมายภายในวันนี้ โดยมูลนิธิพิมายสงเคราะห์ร่วมกับสมาชิกกลุ่มพิมายก้าวหน้า นำทรายมาให้ประชาชนนำบรรจุกระสอบ เพื่อเอาไปกั้นบริเวณหน้าบ้าน ไม่ให้น้ำทะลักเข้าภายใน ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

เรือล่ม – เรือยนต์ลากจูงถูกกระแสน้ำไหลแรงทำให้พลิกคว่ำจมลงแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าน้ำวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา นายสมชาย และนางนฤมล ธารกูล (ภาพเล็ก) สามีภรรยาที่ขับเรือจมหายไปกับสายน้ำ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.

น้ำเจ้าพระยากลืนเรือจูง

ร.ต.ท.ธนวัฒน์ สกุลวงษ์ รองสว.สอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุเรือยนต์ลากจูงลากเรือบรรทุกสินค้า ล่มกลางสามแยกแม่น้ำเจ้าพระยา-แม่น้ำป่าสัก บริเวณท่าน้ำวัดพนัญเชิงวรวิหาร คนขับเรือพร้อมกับภรรยาจมน้ำสูญหายไปกับเรือ จึงประสานเจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจ กรมเจ้าท่าไปให้การช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุพบเรือยนต์ลากจูงที่ลากจูงเรือบรรทุกสินค้ามาด้วยกันลอยเรืออยู่กลางสามแยกแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลบรรจบกัน มีกระแสน้ำไหลแรงเชี่ยว เป็นวังน้ำวน พบคราบน้ำมันและข้าวของจากเรือยนต์ลากจูงที่จม ลอยอยู่กลางแม่น้ำ

ช่วงขณะเกิดเหตุ มีประชาชนบันทึกภาพวิดีโอขณะเกิดเหตุเอาไว้ได้เห็นว่า เรือยนต์ลากจูงลำเกิดเหตุทำหน้าที่ดึงท้ายเรือบรรทุกสินค้าบังคับเรือไม่ให้พัดไปตามกระแสน้ำ เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงทำให้เรือเสียหลักพลิกตะแคงคว่ำลงกลางแม่น้ำ โดยเห็นภาพของภรรยาคนขับเรือยืนอยู่ท้ายเรือ กระเด็นออกมาจากเรือจมสูญหายไป

นาวาโทรัชตะ ผกาฟุ้ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาอยุธยา กล่าวว่า จากการลงตรวจสอบ บริเวณจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นทราบว่าเรือที่จมนั้นเป็นเรือลากจูงอยู่ซ้ายสุดของเรือที่ลากจูงมา 5 ลำแต่เนื่องด้วยกระแสน้ำที่ไหลแรง ทำให้เรือเสียการทรงตัวแล้วจมลง นายสมชาย ธารกูล อายุ 60 ปี เป็นคนขับเรือ และนางนฤมล ธารกูล ภรรยา โดยสารมาด้วยจมน้ำสูญหายไป เบื้องต้นสั่งปิดน่านน้ำห้ามเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ทุกลำผ่าน ประสานทางเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่นักประดาน้ำและเจ้าของบริษัทเรือนำเรือใหญ่ลงมาทอดสมอเพื่อหาจุดตรงที่เรือจมและจะค้นหาผู้เสียชีวิตจากนั้นจะเร่งกู้เรือขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้เรือบรรทุกสินค้า สามารถเดินเรือได้ตามปกติ

ที่อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พนังดินกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดการทรุดตัวพังทลายเป็นระยะทางยาวกว่า 20 เมตร มวลน้ำไหลทะลักทางเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลป่าโมกได้นำดินมาถมซ่อมแซม แต่เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลแรงและมีระดับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ต้านแรงน้ำไม่ไหวจนเอาไม่อยู่ มวลน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วม บริเวณเขตเทศบาลป่าโมก ฝั่งอำเภอเก่า ต.บางปลากลด

ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนกว่า 200 หลังคาเรือน เทศบาลตำบลป่าโมก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ต่างเร่งนำเครื่องกลหนัก ดิน และกระสอบทราย เข้าเสริมกั้นจุดเชื่อมต่อ เพื่อปิดกั้นมวลน้ำไม่ให้ไหลเอ่อขยายวงกว้างเข้าท่วมพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมเข้าช่วยเหลือชาวบ้านขนย้ายข้าวของ และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านขนย้ายทรัพย์สินขึ้นบนที่สูง โดยกระแสน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ถนนจม 35 เส้นทาง

วันเดียวกัน กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) สรุปรายงานสถานการณ์อุทกภัยบนทางหลวง ดังนี้พื้นที่จังหวัดที่มีน้ำท่วม/ดินสไลด์ การจราจรผ่านไม่ได้ 35 แห่ง ใน 9 จังวัด ประกอบด้วย ชัยภูมิ, นครราชสีมา, สุโขทัย, ลพบุรี, กำแพงเพชร, พระนครศรี อยุธยา, สุพรรณบุรี, นครสวรรค์ และอุทัยธานี ทั้งนี้ ตำรวจทางหลวงขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางโปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง

เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝน มีน้ำท่วมขังในหลายเส้นทาง การเดินทางอาจไม่ได้รับความสะดวก ควรปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำและ คำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากต้องการสอบถามเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการขอความช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่ ตำรวจทางหลวงสายด่วน 1193

ช่วยผู้ป่วย – เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยตามบ้าน และอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง หลังน้ำทะลักท่วมสูงที่หมู่บ้านเอื้ออาทร หมู่ 9 ต.ลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เมื่อ 29 ก.ย.

เขื่อนป่าสักฯ สุดอั้นแล้ว

นายอภิรักษ์ ศรีกุลวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เผยว่า ล่าสุดปริมาณน้ำในเขื่อนที่ 953 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 99.27 ของความจุที่ 960 ล้านลบ.ม. โดยยังมีมวลน้ำเหนือไหลลงเขื่อนอยู่ที่ 209 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ต้องระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดประตูระบายน้ำ 5 บาน ปรับเพิ่มการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนเฉลี่ย 50 ล้านลบ.ม.

ขณะที่ ปภ.ออกหนังสือ “ด่วนที่สุด” ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัด ประกอบด้วย ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ให้เฝ้าระวังสถานการณ์เตรียมรับผลกระทบจากการระบายน้ำจากเขื่อน ป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เต็มความจุของอ่าง กรมชลประทานมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำ ป่าสักฯ ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหกในชุมชนนอกคันกั้นน้ำบริเวณวัดสะตือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2-2.5 ม.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน