สธ.แจงเด็ก12เสียชีวิต
ไม่เกี่ยวกับฉีดไฟเซอร์

‘ซิลลิก ฟาร์มา’ บริษัทนำเข้าแจ้งเลื่อนส่ง ‘โมเดอร์นา’ ล็อตแรกให้ไทยในเดือนพ.ย. จากเดิมกำหนดส่งกลางต.ค. อ้างความต้องการของโลกสูง ยืนยันส่งมอบทันกำหนดแน่นอน ศบค.ตั้งเป้าเดือนต.ค.ฉีดวัคซีนร้อยละ 50 ทุกจังหวัด มี 1 อำเภอต้องครอบคลุม 70% รองรับเปิดท่องเที่ยว ด้านพ่อแม่ไฟเขียวน.ร.ฉีดไฟเซอร์ 3.6 ล้าน จากทั้งหมด 5 ล้าน ภูเก็ตส่งรายชื่อครบ 100% กระจาย 2 ล้านโดสแรกทุกจังหวัด สัดส่วนตามความพร้อม ไทยติดเชื้อรายวันอีก 11,754 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 123 ราย สธ.แจงด.ช.วัย 12 ปีเสียชีวิตหลังฉีดไฟเซอร์ ยันไม่เกี่ยวกับวัคซีน

ติดเชื้อเพิ่ม 11,754-ดับ 123

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,754 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 11,242 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 9,998 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 1,244 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 501 ราย และเป็น ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 11 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสม ตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,615,229 ราย ผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม 12,473 ราย ยอดรวมหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,483,146 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 115,233 ราย อยู่ในร.พ. 39,291 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 75,942 ราย อาการหนัก 3,144 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 709 ราย

เสียชีวิตเพิ่ม 123 ราย เป็นชาย 60 ราย หญิง 63 ราย จำนวนนี้เป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 86 ราย มีโรคเรื้อรัง 31 ราย เสียชีวิตมากที่สุดในพื้นที่กทม. 29 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 16,850 ราย ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 234,553,899 ราย เสียชีวิตสะสม 4,797,237 ราย

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 1,423 ราย สมุทรปราการ 861 ราย ชลบุรี 820 ราย ยะลา 545 ราย นราธิวาส 515 ราย ระยอง 472 ราย สงขลา 451 ราย ปัตตานี 406 ราย นครศรีธรรมราช 378 ราย ปราจีนบุรี 353 ราย

สำหรับทิศทางกทม.และปริมณฑลลดลงต่อเนื่อง โดยวันนี้รายงาน 2,872 ราย เฉพาะ กทม. 1,423 ราย ลดลงอย่างสำคัญ ทำให้กทม.รายงานว่าจะมีการปิดศูนย์นิมิบุตร และเปิดร.พ.สนามเลิดสิน เพื่อรองรับผู้ป่วยสีเหลือง-สีแดง 200 เตียง ซึ่งปิดร.พ.บุษราคัมก่อนหน้านี้ไปแล้ว และวันนี้กทม.นำเสนอ Exit Plan คือการจะลดจำนวนเตียงดูแล ผู้ป่วยเป็นไปตามสถานการณ์จริง รองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง รายละเอียดจะนำเสนอวันจันทร์หน้า

คุมเข้ม 4 จว.ใต้ติดเชื้อ-ตายพุ่ง

“สิ่งที่ศบค.ชุดเล็กเป็นห่วง คือชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด วันนี้รายงาน 1,917 ราย นอกจากผู้ติดเชื้อเพิ่ม อาการป่วยหนักและ เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นด้วย ตอนนี้รายงานภาคใต้คิดเป็น 17% ของทั้งประเทศ จากเดิมอยู่ที่ 15% ส่วนวันนี้ผู้เสียชีวิตภาคใต้รายงานสูงถึง 26 คน นอกจาก 4 จังหวัด ยะลา ปัตตานี สงขลา และนราธิวาส ยังพบการเสียชีวิตในพัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และสตูล ขณะที่ 10 อันดับจังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุดจะเห็นว่าจังหวัดชายแดนใต้และนครศรีธรรมราชติด 1 ใน 10 ต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อในภาคใต้ เน้นย้ำมหาดไทย ผู้ว่าฯ และหน่วยงานในพื้นที่ให้ระมัดระวังเข้มงวดมาตรการสาธารณสุข มีประชาชนรายงานเข้ามาว่าหลายจังหวัดในภาคใต้อาจจะละเลยไม่สวมหน้ากากอนามัยบางพื้นที่ ขณะที่ในร้านอาหาร ข้อกำหนดฉบับที่ 34 อนุญาตให้เปิดถึง 22.00 น. และงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ แต่ในภาคใต้ยังพบการเปิดเกินเวลาและบริโภคแอลกอฮอล์ ฝากหน่วยงานพื้นที่ช่วยกำชับมาตรการ” พญ.อภิสมัยกล่าว

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า ส่วนบางจังหวัด ที่ไม่ติด 1 ใน 10 มีหลายจังหวัดหลายคลัสเตอร์ เช่น ลพบุรี เป็นศูนย์ฝึกนักกีฬาฟุตบอลเยาวชน, แคมป์ก่อสร้างปราจีนบุรี, งานศพมีที่อุบลราชธานี และศรีสะเกษ, เชียงใหม่ เป็นศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ, โรงงานจ.ตราด, ตลาด ล้งผลไม้ ที่จ.จันทบุรี, แรงงานประมง จ.ระยอง ดังนั้น จังหวัดที่ยังไม่มีการติดเชื้อค่อนข้างสูง ขอให้ระมัดระวังเฝ้าระวังสถานที่กิจการกิจกรรมเสี่ยงต่อเนื่อง เพราะยังมีการรายงานแคมป์ก่อสร้าง จัดงานศพ พื้นที่ชุมชนตลาด ขอให้ทุกพื้นที่คงมาตรการคัดกรอง ลงพื้นที่เสี่ยง สุ่มตรวจ ATK ทำความเข้าใจ ผู้ประกอบการประชาชน

“แม้ตอนนี้ตัวเลขทรงๆ ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งวันนี้ เป็นวันแรกที่เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 34 เราผ่อนคลายกิจการกิจกรรมอีกหลายประเภท อาจมีผลให้ยอดติดเชื้อสูงขึ้น ขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคประชาชนช่วยกัน อีก 15 วันถ้าทิศทางยังลดลงแบบนี้คงเห็นการผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น” พญ.อภิสมัยกล่าว

ตั้งเป้าตค.ฉีด 50% ทุกจังหวัด

พญ.อภิสมัยกล่าวด้วยว่า ในการประชุมศบค.ชุดเล็ก ที่มีพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.เป็นประธานการประชุมนัดแรก วันนี้ข้อกำหนดฉบับที่ 34 มีผลบังคับใช้เป็นวันแรก โดยที่ประชุมศบค.ชุดเล็กรับทราบรายงานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยถึงวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งยังไม่ตรงกันระหว่างข้อมูลกลางของกระทรวงสาธารณสุข ระบบ MOPH Immunization Center (MOPH-IC) และข้อมูลหมอพร้อม ซึ่งตัวเลขการฉีดวัคซีนวันที่ 30 ก.ย.อยู่ที่ 2,288,728 โดส โดยจำนวนนี้เป็นยอดการฉีดของวันมหิดล 24 ก.ย. 1,700,523 โดส เป็นการฉีดวันที่ 30 ก.ย. 588,205 โดส โดยยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.64 อยู่ที่ 53,784,812 โดส

ฉีดเข็ม 3 บุคลากรแพทย์ครบแล้ว

ส่วนการฉีดกระตุ้นคนรับซิโนแวค 2 เข็ม มีการฉีดกระตุ้นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ครบไปแล้ว ส่วนประชาชนที่รับซิโนแวค 2 เข็ม ตั้งแต่มี.ค.-พ.ค. ช่วงนี้จะรับเข็ม 3 ส่วนคนที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มช่วงวันที่ 1-15 มิ.ย.จะเริ่มฉีดวันที่ 10 ต.ค.เป็นต้นไป และในเดือนธ.ค.ผู้ได้รับวัคซีนเชื้อตายครบ 2 เข็ม จะได้รับการฉีดกระตุ้นครบทุกราย ย้ำหน่วยบริการที่เคยฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ขอให้ตรวจสอบข้อมูลหลักฐานการฉีดวัคซีน และจัดสรรคิวตามที่ได้รับ เมื่อฉีดแล้วให้ลงข้อมูลและติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้ นอกจากอัตราติดเชื้อ เสียชีวิต จะดูความครอบคลุมวัคซีน เพื่อพิจารณาผ่อนคลายเปิดบ้านเปิดเมือง ขอให้พื้นที่เร่งสำรวจความต้องการในพื้นที่ด้วย

พญ.อภิสมัยกล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการฉีดวัคซีนในเดือนต.ค.จะฉีดให้ทั้งชาวไทยและต่างด้าว ครอบคลุมทุกจังหวัดให้ได้ ร้อยละ 50 และมีอย่างน้อยหนึ่งอำเภอที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมร้อยละ 70 ของประชากร หากมีอำเภอใดที่จะเปิดเป็นพื้นที่นำร่องเศรษฐกิจให้ฉีดครอบคลุมร้อยละ 80 เป็นอย่างน้อย และให้เพิ่มการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มี 7 กลุ่มโรคเสี่ยง และหญิงตั้งครรภ์ให้ครอบคลุมร้อยละ 80 รวมถึงนักเรียนนักศึกษาให้ได้รับวัคซีนเข็มที่หนึ่งอย่างน้อยร้อยละ 70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 ก.ย. รายงานการฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 2,288,728 โดส สะสม 53,784,812 โดส เป็นเข็มแรก 32,577,832 ราย คิดเป็น 45.2% ของประชากร เข็มสอง 19,838,574 ราย คิดเป็น 27.5% ของประชากร และเข็มสาม 1,368,406 ราย

‘โมเดอร์นา’เลื่อนส่งให้ไทย พย.

วันเดียวกัน บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา ผู้นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา ออกแถลงการณ์ เรื่องกำหนดการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นา โดยระบุว่า แซดพี เทอราพิวติกส์ หน่วยธุรกิจภายใต้ซิลลิค ฟาร์มา ขอยืนยันว่า บริษัทจะส่งมอบวัคซีนโควิด-19 โมเดอร์นา จำนวน 1.9 ล้านโดสให้แก่ประเทศไทยได้ภายในไตรมาสสี่ ปี 2564 โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ครั้งแรกในเดือนพ.ย. สำหรับวัคซีนจำนวน 6.8 ล้านโดสที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อ-ขายแล้วนั้น คาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ในไตรมาสแรกปี 2565

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความต้องการวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกยังคงสูงกว่ากำลังการผลิตวัคซีนอย่างมาก แซดพี เทอราพิวติกส์ กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถส่งมอบวัคซีนที่เพียงพอให้แก่ประชาชนชาวไทยได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบริษัทยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงพยาบาลที่เป็นสมาชิกของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่ง รวมทั้งสภากาชาดไทย มีกำหนดเริ่มฉีดวัคซีนโมเดอร์นาให้กับผู้จองซื้อได้ภายในเดือนต.ค.นี้ แต่ไม่ทัน เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนโมเดอร์นาแจ้งผ่านตัวแทนจำหน่ายคือ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา เพียงแค่ว่าจะดำเนินการจัดส่งวัคซีนให้ได้ภายในเดือนต.ค. โดยไม่กำหนดวันที่ไว้อย่างชัดเจน

นร.ฉีดไฟเซอร์ 3.6 ล้านคน

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กนักเรียนว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กนักเรียนมีระบบเฝ้าระวังติดตามอาการความปลอดภัยเหมือนในผู้ใหญ่ ขอพ่อแม่อย่ากังวล อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมั่นใจ สธ.และเครือข่ายระบบร.พ.มีหนังสือแจ้งย้ำไปเพิ่มเติมว่าหลังฉีดวัคซีนหากมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งเพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน mRNA ในคนอายุน้อยอาจทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ แต่อัตราการเกิดต่ำมาก แต่ก็ต้องเตรียมการให้ดี โดยมีการเฝ้าระวังสังเกตอาการแพ้รุนแรง 30 นาทีตามปกติ และติดตามอาการอีก 30 วัน ซึ่งอาการสำคัญของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบคือ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อยง่าย ใจสั่น หมดสติ เป็นลม หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ

เมื่อถามถึงความพร้อมของการฉีดนักเรียนที่จะเริ่มวันที่ 4 ต.ค.นี้ นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า มีการรวบรวมรายชื่อนักเรียนที่แจ้งเข้ามา เป็นการรวบรวมจากการแสดงความจำนงของผู้ปกครองแล้วแจ้งมาที่โรงเรียน และรวบรวมส่งให้หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ส่งตัวเลขมา เพราะฉะนั้นโรงเรียนทุกประเภทส่งรายชื่อเข้ามา ซึ่งเดิมเราเตรียมเป้าหมายไว้ 4.6 ล้านราย เมื่อรวบรวมมาจากทั่วประเทศนักเรียนในฐานข้อมูลปรับมาเป็น 5,048,000 ราย แสดงความจำนงเข้ามา 3,618,000 กว่าราย คิดเป็น 71% โดยภูเก็ตมีนักเรียน 33,330 คน ส่งยอดความต้องการครบ 100% อาจเพราะเป็นพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ ส่วนกทม.มีนักเรียนเยอะสุด 4.2 แสนคน แจ้งเข้ามา 3.5 แสนราย คิดเป็น 85% ส่วนพื้นที่ถึงหลักแสนราย เช่น นครศรีธรรมราช นักเรียน 1.03 แสนราย แจ้งเข้ามา 8.8 หมื่นราย คิดเป็น 85%, นครราชสีมา นักเรียน 176,000 ราย แจ้งเข้ามา 144,000 ราย คิดเป็น 81% เป็นต้น

กระจายวัคซีนทุกจว. 50%

เมื่อถามต่อว่าจัดสรรวัคซีนให้แต่ละจังหวัดอย่างไร เนื่องจากล็อตแรกมี 2 ล้านโดส แต่ความต้องการมีมากกว่าคือ 3.6 ล้านคน นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า เราจัดส่งให้ทุกจังหวัด ไม่ได้แบ่งแยกพื้นที่สีว่าต้องให้พื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดก่อน โดยให้วัคซีนไปตามจำนวนที่เหมาะสม ส่วนจะให้สัดส่วนแต่ละจังหวัดเท่าไรนั้นอาจจะประมาณจังหวัดละ 50% แต่ต้องดูเรื่องความพร้อมของแต่ละจังหวัดด้วย อย่างบางพื้นที่อาจยังไม่พร้อมจึงไม่ได้เริ่มฉีดในวันที่ 4 ต.ค.นี้ ก็อาจรับสัดส่วนที่น้อยก่อน เนื่องจากแต่ละพื้นที่คงไม่ได้วัคซีนครบจบในครั้งเดียว แต่จะกระจายให้ครบทั่วถึงในต.ค.นี้ ซึ่งช่วงต.ค.จะมีวัคซีนอีก 8 ล้านโดส คิดว่ามีจังหวะเวลาในการบริหารจัดการได้

“ถ้าเริ่มฉีดในสัปดาห์แรก เข็มที่ 2 น่าจะมาไม่เกินสัปดาห์ที่ 4 แต่ในหลายพื้นที่นักเรียนอาจจะฉีดเข็มแรกไม่เสร็จสิ้นในสัปดาห์เดียว อาจมีสัปดาห์ที่ 1 และ 2 จะมีการเหลื่อมเวลากันไป จะมีการพิจารณารายละเอียดพื้นที่ จะทำอย่างไรไม่ให้กระทบในการเปิดเรียน ไม่อยากให้เป็นเงื่อนไขตรงนี้เข้าไป กิจกรรมการเรียนจะได้ต่อเนื่อง โดยไม่มีการขีดระยะเวลาสิ้นสุดการฉีดวัคซีน เพราะบางครั้งการแจ้งความต้องการอาจจะมีการแก้ไขหรือมีคนเพิ่มเติมภายหลัง โดยหลักๆ น่าจะฉีดในต.ค. แต่ใครที่ตกหล่นด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ยังฉีดต่อเนื่องไปได้ ไม่ต้องกลัวเสียสิทธิ” นพ.เฉวตสรรกล่าวและว่า สำหรับสถานที่ฉีดเป็นได้ทั้งสถานศึกษาหรือโรงพยาบาล แต่ช่วงนี้โรงเรียนปิด บางจังหวัดอาจจัดไปที่สถานพยาบาล โดยอาจจัดคิวไม่ให้หนาแน่นเกินไป เพราะพ่อแม่พาไป ถ้าจัดเวลาไม่ได้ก็อาจออกันเยอะ”

คิกออฟฉีดไฟเซอร์น.ร. 4 ต.ค.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ให้นักเรียน อายุ 12-18 ปี บริบูรณ์ว่า จากที่ศธ.ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทราบเบื้องต้นว่าขณะนี้อยู่ในกระบวนการ ส่งให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอทั่วประเทศ จะประสานกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สำรวจความพร้อมของนักเรียน หากโรงเรียนไหนมีความพร้อมก็สามารถดำเนินการฉีดในวันที่ 4 ต.ค.ได้ทันที นอกจากนี้ ทางศธ.ได้เชิญพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาคิกออฟตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนด้วย ทั้งนี้ ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งว่าจะลงพื้นที่ที่ไหน เบื้องต้นอาจจะลงตรวจเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

“ส่วนที่แพทย์ออกมาระบุว่าฉีดไฟเซอร์ให้เด็กอาจไม่ปลอดภัยในระยะยาว ขอให้รอเชื้อตายดีกว่า มองว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนำเข้าวัคซีนโดยมีเป้าหมายคือให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงวัคซีน และสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ โดยการฉีดวัคซีนให้นักเรียนนั้น สธ.ได้รับการยืนยันจากวิทยาลัยกุมารแพทย์ และองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ยืนยันว่าไฟเซอร์สามารถฉีดให้นักเรียนได้ ซึ่งมีหลายประเทศฉีดไฟเซอร์ให้เด็กไปบางส่วนแล้ว จึงมีความมั่นใจว่าวัคซีนนี้ปลอดภัยสามารถฉีดให้เด็กและเยาวชนได้” น.ส.ตรีนุชกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่าในวันที่ 4 ต.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน ที่โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เวลา 08.00 น.

ฉีดชนเผ่า – ชาวบ้านชุมชนท่องเที่ยวกะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า และบ้านห้วยปูแกง เข้ารับการฉีดวัคซีน ซิโนฟาร์ม เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว ที่สำนักงาน อบจ. แม่ฮ่องสอน เมื่อ วันที่ 1 ต.ค.

‘กะเหรี่ยงคอยาว’ฉีดซิโนฟาร์ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. ที่โรงยิมเนเซียม การกีฬาแห่งประเทศไทย อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านกะเหรี่ยงคอยาว หรือ กะยัน และกะเหรี่ยงหูใหญ่ หรือ กะยอ จากชุมชนท่องเที่ยวกะเหรี่ยงคอยาวบ้านห้วยเสือเฒ่า ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 18 คน และชุมชนท่องเที่ยวบ้านห้วยปูแกง ต.ผาบ่อง 89 คน เดินทางเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ที่ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แม่ฮ่องสอนจัดซื้อจากสถาบันราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยจะทยอยฉีดให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ ให้กับทุกอำเภอของจ.แม่ฮ่องสอน

สั่งปิดเมืองนครศรีฯคุมโควิด

นายไกรศร วิศิษฏ์วงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เพื่อให้การควบคุมโรคโควิด-19 ในเขตพื้นที่อ.เมืองนครศรีธรรมราช เป็นไปตามแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคระบาดและสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อสอบสวนโรค และคลี่คลายสถานการณ์ได้ในเร็ววัน จำเป็นต้องประกาศปิดพื้นที่เป็นการชั่วคราวในเขตอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 64 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้มีการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1.จะตั้งด่านปิดเป็นการชั่วคราวพื้นที่โดยรอบเขตอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช โดยเน้นการปฏิบัติหวังผล

2.ปิดชุมชนในเขตเทศบาลนครนครศรี ธรรมราช 3.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ ใช้สายด่วน 199 และ หมายเลขโทรศัพท์ 0-7534-8118 เพื่อรับแจ้งเหตุสถานการณ์ โควิด-19 ตลอด 24 ช.ม. 4.เพิ่มโรงพยาบาลสนาม และศูนย์พักคอย โดยโรงพยาบาลเอกชน ภาคเอกชน และชมรมแพทย์แผนไทยสนับสนุน และ 5.งดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นสถานที่ที่มีแพร่ระบาด รวมทั้งให้สถานประกอบการและหน่วยงาน ลดความเสี่ยง พร้อมประเมินตนเองต่อเนื่อง

นายไกรศรกล่าวว่า การประกาศปิดอ.เมืองนครศรีธรรมราชชั่วคราวเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ หลังพบว่าในพื้นที่อำเภอเมืองมีการระบาดของโรค และมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกัน อบต.หนองบัว จ.ตรัง สั่งปิดบางหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่รอยต่อกับจ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากพบว่ามีการติดเชื้อมาจากต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับ อ.รัษฎา จ.ตรัง

สำหรับจ.นครศรีธรรมราช พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 526 ราย ป่วยสะสม 17,233 ราย อยู่ระหว่างการเข้ารับการรักษาตัวใน โรงพยาบาล 4,206 ราย รักษาหายแล้วสะสม 12,217 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 95 ราย

‘บิ๊กตู่’ลงพื้นที่นครศรีฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 7 ต.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหมจะเดินทางไปดูการเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช บริเวณถนนพุทธภูมิ อ.เมืองนครศรีฯ จากนั้นจะติดตามงานศูนย์ดิจิทัลชุมชน ที่โรงเรียนมะม่วงสองต้น ต.มะม่วงสองต้น อ.เมืองนครศรีธรรมราช และดูการระบายน้ำที่คลองคูพาย ต.ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช

สธ.ยันด.ช.12ปีดับไม่เกี่ยวไฟเซอร์

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเด็กชายมีโรคประจำตัวเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ว่า กรณีดังกล่าวเป็นเด็กชายอายุ 12 ปี พื้นที่กทม. มีโรคเบาหวานชนิดแต่กำเนิด เดิมอาศัยกับแม่สองคน แข็งแรงดี เป็นเบาหวานแต่กำเนิด รักษาด้วยการฉีดอินซูลิน ฉีดเอง 3 เวลา รักษาต่อเนื่องที่ร.พ.รามาธิบดี โดยฉีดวัคซีนไฟเซอร์วันที่ 14 ก.ค. ซึ่งเป็นการให้ฉีดในเด็กที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ต่อมาวันที่ 12 ส.ค. เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน กินข้าวได้น้อย ไม่มีอาการ มือสั่นใจสั่น ไม่ซึม ไม่เจ็บหน้าอก ไม่มีเหนื่อยง่าย ไม่มีไข้ ซึ่งเกิดห่างถึง 3 สัปดาห์จากวันที่ฉีดวัคซีน

“เช้าวันที่ 13 ส.ค. พบว่านอนไม่รู้สึกตัว จึงตามเจ้าหน้าที่ช่วยทำกู้ชีพซีพีอาร์นำส่ง ร.พ. แต่เสียชีวิตลงก่อนถึง ร.พ. มีการตรวจศพวันที่ 14 ส.ค. และตรวจละเอียดเพิ่มเติม ข้อสรุปที่อยากมาเรียน เพราะเวลาออกข่าว คนเข้าใจว่าหลังฉีดเสียชีวิต แต่ข้อเท็จจริงเราพบว่าตรวจชิ้นเนื้อไม่พบการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ พบระดับน้ำตาลในสารน้ำลูกตาสูงมากกว่า 700 สาเหตุการตาย สันนิษฐานว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานเรื้อรัง” นพ.เฉวตสรรกล่าว

‘บิ๊กตู่’แจงมาตรการผ่อนล็อก

เมื่อเวลา 16.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า วันนี้ถือเป็นวันเริ่มต้นมาตรการใหม่ของศบค.ที่อนุญาตให้เปิดหลายกิจการและสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด โรงภาพยนตร์ โรงละคร มหรสพ สปา ร้านนวดแผนไทย ร้านเสริมสวย คลินิกเสริมความงาม ฟิตเนส โรงเรียนและสถาบันกวดวิชา และอื่นๆ รวมถึงการอนุญาตให้มีการแสดงดนตรีในร้านอาหาร การจัดแสดงพื้นบ้านต่างๆ และมีการเลื่อนช่วงเวลาเคอร์ฟิวไปถึง 4 ทุ่ม ทำให้ธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถเปิดกิจการได้นานขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พี่น้องหลายอาชีพที่ต้องหยุดงานไปได้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยเป็นการอนุญาตตามมาตรการควบคุมโรคที่ต้องเข้มงวดและเคร่งครัดตามที่กำหนดไว้ ซึ่งผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งผู้ประกอบการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องทุกคนจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากทราบดีว่าหากเราไม่ช่วยกัน ยอดผู้ติดเชื้อก็อาจจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และจำเป็นต้องกลับไปปิดสถานที่อีก ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้งอย่างแน่นอน

“ผมยังคงเชื่อว่า หากเราสามารถดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ เข้มงวดกับมาตรการควบคุมโรค สถานการณ์การต่อสู้กับโควิดของไทย จะดีขึ้นเรื่อยๆ และเราจะไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การล็อกดาวน์ที่น่าเจ็บปวดอีก ในขณะนี้เรายังรักษายอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับทรงตัวแบบค่อยๆ ลดลง ทำให้อัตราครองเตียงในโรงพยาบาลลดลงอย่างเห็น ได้ชัด โรงพยาบาลสนามหลายแห่ง รวมทั้ง โรงพยาบาลบุษราคัม สามารถปิดตัวลงได้เนื่องจากไม่มีผู้ป่วยใหม่ ช่วยบรรเทาภาระให้แก่แพทย์-พยาบาล การหาเตียงให้ผู้ป่วยใน ทุกระดับอาการจึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป โรงพยาบาลต่างๆ ไม่ต้องปิดรับผู้ป่วยโรค อื่นๆ หรือเรียกได้ว่า ระบบสาธารณสุขของไทย ผ่านพ้นช่วงวิกฤตและกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย และความสามารถของบุคลากรการแพทย์ไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ยันปีหน้าได้ใช้วัคซีนไทยผลิตเอง

พล.อ.ประยุทธ์ระบุด้วยว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เราผ่านวิกฤตกับโควิดในระลอกนี้มาได้ คือการฉีดวัคซีน ซึ่งตั้งแต่เดือนก.ย.เป็นต้นมา การดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามวาระแห่งชาตินั้น เราทำได้ดีขึ้นอย่างมากจากปริมาณวัคซีนที่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เราสามารถระดมฉีดวัคซีนได้วันละหลายแสนโดส โดยในวันที่ 24 ก.ย. สามารถฉีดวัคซีนได้ถึงมากกว่า 1 ล้านโดส และรัฐบาลยังไม่หยุดในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากทั่วโลก จนในขณะนี้ ยอดเป้าหมายวัคซีนของเราจนถึงสิ้นปีนี้เพิ่มจาก 100 ล้านโดสที่เป็นเป้าหมายเดิม ไปสู่ 178.2 ล้านโดสแล้ว และในปีหน้า เราจะได้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยองค์กรของไทยเองอีกหลายชนิด จึงเชื่อได้ว่าวันนี้เราสามารถผ่านพ้นอีกวิกฤตหนึ่ง คือวิกฤตการขาดแคลนวัคซีนโควิด-19 ที่เราเคยเผชิญมา และจะไม่ย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิมอีกแล้ว การพยายามจัดหาวัคซีนอย่างเต็มที่ในทุกๆทางของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เรามีวัคซีนอย่างเพียงพอและหลากหลายประเภท มีทางเลือกในการกำหนดนโยบายใช้วัคซีนแต่ละประเภทสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มประชาชนที่เหมาะสม เพื่อการเปิดเมือง เปิดประเทศที่มั่นคงและปลอดภัย ต้องขอขอบคุณ “ทีมประเทศไทย” ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาจัดหาวัคซีน รวมทั้งนักวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สายพันธุ์ไทย ที่เราคนไทย ทุกคนต้องขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อสถานการณ์การต่อสู้กับโรคร้ายเริ่มคลี่คลายลง ก็เป็นช่วงเวลาแห่งภารกิจที่สำคัญต่อชีวิตประชาชนไม่แพ้กัน นั่นคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปากท้องของคนทำมาหากิน ซึ่งผมและรัฐบาลมีความเป็นห่วงกังวลอยู่ตลอดเวลา และคอยคิดหาทางแก้ไขในการประชุมทุกครั้ง เมื่อ 30 ก.ย. ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ผมได้เร่งรัดให้มีการดำเนินการโครงการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้ให้นโยบายไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33, 39, 40 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยกระทรวงแรงงาน ซึ่งมี ผู้ประกันตนได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 12 ล้านคนจากกิจการมากกว่า 11 ล้านแห่ง และมีนายจ้างมากกว่า 1.5 แสนกิจการที่ได้รับการช่วยเหลือ รวมแล้วมีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงมากกว่า 9 หมื่นล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูภาคธุรกิจด้านการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมียอดสินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติแล้ว มากกว่า 1 แสนล้านบาท มีกิจการที่ได้รับความช่วยเหลือมากกว่า 3 หมื่นราย ซึ่งกระจายตัวไปสู่ SME ที่เป็นกระดูกสันหลังของการจ้างงานในประเทศได้อย่างทั่วถึง และเป็นกิจการในต่างจังหวัดมากถึง 68% รวมทั้งโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ที่ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ มียอดอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้วถึงมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณามาตรการใหม่เพิ่มเติม คือการรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SME (Job Retention & SME Boost Up) โดยรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานผ่านนายจ้างทุกเดือน

ดันภูเก็ตเป็นจุดหมายระดับโลก

นายกฯ กล่าวว่า ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น อีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา นั่นคือภาคการท่องเที่ยว ทำให้ผมต้องคิดหาวิธีการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการเปิดรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนอีกครั้ง จึงเกิดโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บอกซ์” เป็นโมเดลพื้นที่ทดลองตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งความสำเร็จของภูเก็ต แซนด์บอกซ์ ทำให้เราสามารถขยายโครงการไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า Phuket Extension (ภูเก็ต + สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และ 7 เกาะท่องเที่ยว) และตามมาด้วยโครงการ Samui Plus ที่เกาะสมุย ซึ่งนับตั้งแต่ 1 ก.ค.-27 ก.ย.64 รวม 89 วัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จากความสำเร็จนี้ รัฐบาลจึงเดินหน้าต่อไปในการขยายผลตามแนวทางพลิกโฉมประเทศไทย โดยจะพลิกโฉมภูเก็ตให้เป็นจุดหมายระดับโลก (World-Class Destination) ที่เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รวมถึงผู้ที่มา “ทำงานด้วย เที่ยวไปด้วย” (Workation) ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564-ไตรมาส 1 ปี 2565 คาดว่าจะมีชาวต่างประเทศทั้งนักท่องเที่ยวและเข้ามาทำงาน เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5,000 คนต่อวัน รวม 1 ล้านคน และจะสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากทวีปยุโรป (รัสเซีย อังกฤษ กลุ่มประเทศนอร์ดิก เยอรมนี เป็นต้น) กว่า 500,000 คน ช่วงฤดูหนาวนี้ (ต.ค.64-มี.ค.65) โดยจะมีการลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาระบบการลงทะเบียนต่างๆ แบบออนไลน์ สำหรับอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่นใบรับรองการฉีดวัคซีน ใบรับรองสุขภาพ ผลตรวจโควิด เป็นต้น ซึ่งผมและรัฐบาลจะเร่งดำเนินการผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วและพร้อมเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลฤดูหนาวนี้ หลังจากที่ต้องผ่านการล็อกดาวน์มาเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองอื่นๆ นอกจากภูเก็ตในระยะต่อไปด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน