แอสตร้าเกาหลี
มาอีก4.7แสน
โควิดคร่าทารก
ครม.ไฟเขียว งบฯ 167 ล้าน เยียวยาแท็กซี่-วินจยย. 2 เดือน 1 หมื่นบาท ใน 29 จังหวัดแดงเข้ม ศบค.แถลงป่วยลดเหลือ 9,445 ราย ตาย 84 ราย เศร้าโควิดคร่าทารก 3 เดือน ไร้โรคประจำตัว สธ.ชี้ป่วยแนวโน้มลดลง ยกเว้น 4 จังหวัดใต้ เร่งฉีดคลุม 70% เดือนนี้ ส่งไฟเซอร์ฉีด 2 เข็ม คุมระบาดหลากสายพันธุ์ 14 ต.ค. ศบค.เคาะสูตรแอสตร้าฯ-ไฟเซอร์ ฉีดไฟเซอร์ให้น.ร. 5 แสนคน ยังไม่พบอาการรุนแรง เกาหลีบริจาคแอสตร้าฯ ให้ไทยอีก 4.7 แสนโดส นายกฯ แซวรมว.คลัง กลางวงครม. ชาวบ้านชอบคนละครึ่งเฟส 4 ลุ้นชงครม. สัปดาห์หน้า จี้อนุทินเร่งทำสัญญาซื้อยา โมลนูพิราเวียร์ ใช้รักษาโควิดควบคู่ฉีดวัคซีน
ป่วยอีก 9,445-ตาย 84
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 9,445 ราย สะสม 1,730,364 ราย หายป่วย 11,452 ราย สะสม 1,604,355 ราย เสียชีวิต 84 ราย สะสม 17,835 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 108,174 ราย อยู่ในร.พ. 40,412 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 67,762 ราย มีอาการหนัก 2,954 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 660 ราย ภาพรวมผู้ติดเชื้อมาจาก 67 จังหวัดรวมกันสูงสุด 5,254 ราย 4 จังหวัดชายแดนใต้ 1,999 ราย กทม.และปริมณฑล 1,978 ราย เรือนจำ 201 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 13 ราย ได้แก่ สวีเดน 8 ราย เป็นคนไทยอาชีพรับจ้าง เข้าพักใน ออร์แกไนเซชั่น ควอรันทีน ฟินแลนด์ 2 ราย, สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเมียนมา ประเทศละ 1 ราย
สลดคร่าเด็ก 3 เดือน
ผู้เสียชีวิต 84 ราย มาจาก 29 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ปัตตานี จังหวัดละ 12 ราย, กทม. 11 ราย, ตาก ยะลา จังหวัดละ 4 ราย, นครศรีธรรมราช ชลบุรี จันทบุรี จังหวัดละ 3 ราย, นนทบุรี สมุทรสาคร นครราชสีมา หนองบัวลำภู เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ระยอง จังหวัดละ 2 ราย และปทุมธานี อุดรธานี สุรินทร์ สกลนคร มหาสารคาม แพร่ แม่ฮ่องสอน ชุมพร สระบุรี และสมุทรสงคราม จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 49 ราย หญิง 35 ราย อายุ 3 เดือน-92 ปี ค่ากลางอายุ 68 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 59 ราย คิดเป็น 70% อายุต่ำกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 19 ราย คิดเป็น 23% รวม 2 กลุ่มนี้สูง 93% อายุน้อยกว่า 60 ปีไม่มีโรคเรื้อรัง 5 ราย คิดเป็น 6% และเด็ก 1 ราย คิดเป็น 1% อายุ 3 เดือน ไม่มีโรคประจำตัว เสียชีวิตนอก ร.พ. 1 ราย ที่มหาสารคาม ตรวจพบหลังเสียชีวิต
ภาพรวมการติดเชื้อทั่วประเทศวันนี้ลดลง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 7 วัน ยกเว้นการติดเชื้อในเรือนำที่พบเพิ่มขึ้นและสูงกว่าค่าเฉลี่ย 7 วัน โดยจังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 ราย มี 27 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,170 ราย สะสม 381,396 ราย 2.ปัตตานี 566 ราย สะสม 26,616 ราย 3.ชลบุรี 511 ราย สะสม 94,450 ราย 4.ยะลา 493 ราย สะสม 30,619 ราย 5.นราธิวาส 473 ราย สะสม 29,327 ราย 6.สงขลา 467 ราย สะสม 35,838 ราย 7.สมุทรปราการ 425 ราย สะสม 116,499 ราย 8.นครศรีธรรมราช 361 ราย สะสม 19,886 ราย 9.ระยอง 315 ราย สะสม 35,950 ราย และ 10.สุราษฎร์ธานี 214 ราย สะสม 14,779 ราย
ยอดฉีดวัคซีน 61 ล้านโดส
สำหรับ 17 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ ปราจีนบุรี 202 ราย, เชียงใหม่ 194 ราย, ขอนแก่น 181 ราย, ราชบุรี 173 ราย, อุดรธานี 168 ราย, พัทลุง 165 ราย, ตาก 160 ราย, ภูเก็ต 151 ราย, ตรัง 148 ราย, จันทบุรี 146 ราย, นนทบุรี 140 ราย, นครราชสีมา 128 ราย, กระบี่ 127 ราย, สระบุรี 127 ราย, สมุทรสาคร 120 ราย, ชุมพร 111 ราย และฉะเชิงเทรา 100 ราย
ขณะที่ติดเชื้อต่ำกว่า 20 ราย มี 20 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ 15 ราย, อุทัยธานี 13 ราย, พิจิตร 11 ราย, ลำพูน 11 ราย, ลำปาง 10 ราย, ร้อยเอ็ด 9 ราย, สกลนคร 9 ราย, ยโสธร 8 ราย, หนองคาย 6 ราย, อุตรดิตถ์ 5 ราย, ชัยนาท 4 ราย, สุโขทัย 4 ราย, แพร่ 4 ราย, พะเยา 3 ราย, สิงห์บุรี 3 ราย, อำนาจเจริญ 3 ราย, น่าน 2 ราย, นครพนม 2 ราย, มุกดาหาร 2 ราย และบึงกาฬ 1 ราย
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 11 ต.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 805,146 โดส สะสม 61,033,251 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 35,462,170 ราย หรือ 49.2% ของประชากร เข็มสอง 23,796,497 ราย หรือ 33% ของประชากร และเข็มสาม 1,774,584 ราย หรือ 2.5% ของประชากร
แนวโน้มป่วยขาลงต่อเนื่อง
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวแถลงว่า วันนี้ผู้หายป่วย 11,452 ราย สูงกว่าการติดเชื้อใหม่ที่พบ 9,445 ราย ภาพรวมการติดเชื้ออยู่ในต่างจังหวัด 57% 4 จังหวัดชายแดนใต้ 22% กทม.และปริมณฑล 21% ส่วนผู้เสียชีวิตพบ 84 ราย พผู้ป่วยปอดอักเสบอาการรุนแรง 2,954 ราย อยู่ในกทม. 1,084 ราย 4 จังหวัดใต้ 232 ราย จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 19 จังหวัด 673 ราย และจังหวัดอื่นๆ 48 จังหวัด 965 ราย ถือว่าแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง พื้นที่มีแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่องคือ 4 จังหวัดใต้ และจังหวัดอื่นที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีมาตรการต่างๆ ระดมลงไปเพื่อควบคุมโรค ส่วนใส่ท่อช่วยหายใจพบ 660 ราย ลดลงมาเช่นกัน ทั้งนี้ การรายงานแต่ละวันอาจมีการแกว่งตัว แต่แนวโน้มถือว่าลดลง เป็นทิศทางที่ดี แนวโน้มการระบาดรับมือได้อย่างดีและลดลง
ส่วนการฉีดวัคซีนมีรายงานเพิ่ม 805,146 โดส สะสม 61,033,251 โดส เป็นเข็มแรก 35.4 ล้านโดส 49.2% ซึ่งเราตั้งเป้าหมายสิ้นเดือนต.ค.ให้ได้ 50% คาดว่าน่าจะทำได้ก่อนกำหนดหรือเกินเป้าหมาย เข็ม 2 อยู่ที่ 23.7 ล้านโดส คิดเป็น 33% ซึ่งขณะนี้เราฉีดสูตรไขว้ โดยฉีดเข็มซิโนแวคเข็มแรก เว้นห่าง 3-4 สัปดาห์แล้วฉีดเข็ม 2 แอสตร้าเซนเนก้า ดังนั้น 3-4 สัปดาห์ถัดไป ตัวเลขการฉีดเข็ม 2 จะได้ถึง 50% ตามมา ส่วนเข็มสาม 1.77 ล้านโดส คิดเป็น 2.5%

ฉีดน.ร. – เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน 12-18 ปี จากโรงเรียนต่างๆในจ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนประจวบวิทยาลัย เมื่อวันที่ 12 ต.ค.เพื่อเตรียมพร้อมเปิดเรียนเทอมใหม่วันที่ 1 พ.ย.
5 แสนน.ร.ไม่พบแพ้รุนแรง
สำหรับการฉีดไฟเซอร์ในนักเรียนมีความก้าวหน้าต่อเนื่อง ขณะนี้ฉีดแล้ว 499,046 โดส ขอให้นักเรียนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมหรือไม่มีมูลความจริงในโซเชี่ยลมีเดีย ที่สร้างความวิตกกังวล ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งทางการ มีนักวิชาการตรวจสอบยืนยัน สำหรับการฉีดนักเรียนขณะนี้ในระบบยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์อะไรที่น่ากังวล ส่วนที่มีรายงานอาการรุนแรงเป็นการฉีดก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ระบบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ต้องมีการตรวจสอบการเก็บข้อมูลในพื้นที่ บางทีอาจจะไม่ได้เร็วแบบวันต่อวัน แต่จะทยอยมาเรื่อยๆ แต่ที่ฉีดมายังไม่มีข้อกังวลใดๆ ส่วนการพิจารณาการฉีดเข็ม 2 ของเด็กชาย คณะอนุกรรมการวิชาการน่าจะมีการประชุมหาข้อสรุปได้ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลการฉีดเข็ม 1 ในเด็กชาย เพราะมีข้อสงสัยในพื้นที่มาเช่นกัน โดยคนที่ฉีดเข็มที่ 1 วันที่ 4 ต.ค. หากนับ 21 วันเพื่อฉีดเข็ม 2 ก็คือวันที่ 25 ต.ค. จะให้ได้ข้อสรุปออกมาให้ชัดก่อนวันรับเข็ม 2
ลุยฉีดคุม 4 จว.ใต้ 70%
นพ.เฉวตสรรกล่าวถึงการฉีดวัคซีน 4 จังหวัดชายแดนใต้ตอนล่าง พบว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ในประชากรทั่วไป 1.5 ล้านกว่าโดส หรือ 42.4% จากฐานประชากร 3.5 ล้านกว่าคน ส่วนกลุ่ม 60 ปีขึ้นไปครอบคลุม 58% และมีโรคประจำตัว 51% รายละเอียดแต่ละพื้นที่ลดหลั่นแตกต่างกันไป โดยช่วงนี้ได้รับจัดสรรวัคซีนไปเพิ่มจำนวนมาก นพ. สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12 รับนโยบายปลัด สธ.เร่งรัดฉีดวัคซีนต่อเนื่อง ระบบการฉีดเข้าถึงประชาชนกว้างขวางรวดเร็ว เป้าหมายการฉีดให้ถึง 70% คาดว่าทำได้ปลายเดือนนี้
นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ยอดรวมปี 2564 สธ.จัดหา 127.1 ล้านโดส รวมทางเลือก 179.1 ล้านโดส ยืนยันมีวัคซีนเพียงพอแน่นอนในการฉีดนักเรียนและประชาชน การเติมวัคซีนในพื้นที่ระบาดอย่างภาคใต้ตอนล่าง ที่มี สายพันธุ์อัลฟา เบตา เดลตา อาจต่างจากภาพรวม ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้ไฟเซอร์จัดส่งเติมไป ต้องบริหารจัดการในส่วนนั้น วัคซีนที่เราฉีดอยู่สูตรหลักคือสูตรไขว้ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งมีการพิจารณาทางวิชาการที่จะมีสูตรไขว้หลายสูตรอยู่
14 ต.ค.เคาะฉีดแอสตร้า-ไฟเซอร์
เมื่อถามถึงการฉีดวัคซีนในภาคใต้ที่รองรับสายพันธุ์ นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า เราจัดส่งไฟเซอร์ลงไป ถ้ายังไม่ได้ฉีดก็เป็นไฟเซอร์ 2 เข็ม ถ้าฉีดแอสตร้าฯ ฉีดต่อเนื่องด้วย ไฟเซอร์ทางวิชาการทำได้และห่างกันในระยะเวลาที่สั้น ในทางปฏิบัติจะมีข้อสั่งการหรือชี้แจงในพื้นที่ต่อไป โดยสูตรแอสตร้าฯ-ไฟเซอร์จะเข้าสู่ ศบค.พิจารณาวันที่ 14 ต.ค.นี้ ส่วนจะประกาศใช้เมื่อไรให้รอดูมติศบค. อย่างไรก็ตาม คนที่ยังรอวัคซีน คิดว่าเราควรจะมั่นใจในทุกสูตรที่ใช้ได้ เพราะไม่ควรจะรอ สถานการณ์บางทีการรอแล้วเกิดมีสายพันธุ์ลักษณะแตกต่างจากเดิมและรุนแรง การรออาจเสียประโยชน์ได้
เกาหลีให้แอสตร้า 4.7 แสนโดส
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบรับการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 470,000 โดส โดยครม.เห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เป็นผู้มีอำนาจลงนามในร่าง Donation Agreement ระหว่างสาธารณรัฐเกาหลีกับไทย พร้อมลงนามในร่าง Tripartite Agreement ระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี ไทย และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ทั้งนี้ สาธารณรัฐเกาหลีมีความประสงค์ที่จะให้การสนับสนุนบริจาควัคซีน โดยเน้นการฉีดวัคซีนแก่บุคคลสัญชาติเกาหลีที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและนานาประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ดูแลคนไทยทุกกลุ่ม รวมถึงให้ความสำคัญชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศ
เคาะค่ารักษาที่จำเป็นเพิ่ม
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคโควิด-19 (ฉบับที่ 6) โดยเพิ่มรายการที่มีความจำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยโควิด เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลและช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที โดยเพิ่มรายการและปรับปรุงค่าใช้จ่ายในบัญชีแนบท้ายหลายรายการ เช่น เพิ่มรายการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการว่าด้วยวิธี Pooled Saliva ค่าห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Pooled swab ค่าห้องปฏิบัติการด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีแอนติบอดี ค่าบุคลากรที่จัดการศพผู้เสียชีวิต ค่าบริการตรวจเยี่ยมของแพทย์ทางออนไลน์ เป็นต้น มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ครม.มีมติอนุมัติเป็นต้นไป
เยียวยาแท็กซี่-วินจยย. 29 จว.
ก่อนการประชุมครม. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยา ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและแท็กซี่ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เล็งเห็นถึงความลำบากรับจ้างของผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 และศบค.มีมาตรการออกมา นายกฯ จึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงานไปพิจารณาการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ แต่บังเอิญมีกรณีของผู้ขับขี่รถสาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งไม่สามารถลงทะเบียนตามมาตรา 40 แห่งพ.ร.บ.ประกันสังคมได้ นายกรัฐมนตรีและตนจึงได้ร่วมกันพิจารณาหาทางออก ด้วยการให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประสานงานกับกระทรวงคมนาคม โดยมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นผู้รับนโยบายเรื่องนี้จากนายกฯ ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.ไปแล้ว เหลือแต่การกำหนดตัวเลขเงินเยียวยา
ต่อมา ภายหลังการประชุมครม. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) 29 จังหวัด จำนวน 16,694 คน คนละ 5,000 บาท แบ่งเป็นผู้ขับรถแท็กซี่ 12,918 คน และผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ 3,776 คน รวมวงเงิน 166.94 ล้านบาท โดยผู้ขับขี่ในพื้นที่ 13 จังหวัด จะได้รับเยียวยา 2 เดือน รวม 10,000 บาท ส่วนผู้ขับขี่ 16 จังหวัด ได้รับเยียวยา 1 เดือน
สำหรับหลักเกณฑ์เยียวยา ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและแท็กซี่ จะต้องมี รายชื่ออยู่ในกรมการขนส่งทางบกและไม่เป็น ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33, 39 และ 40 โดยให้สมัครลงทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกและผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชน ส่วนผู้ขับรถแท็กซี่เช่าที่ไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ให้บริการได้ ต้องยืนยันตัวตนโดยให้นิติบุคคลรถเช่า สหกรณ์แท็กซี่เป็นผู้รับรอง เป็นต้น โดยคาดว่าจะจ่ายเงินรอบแรกระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย.นี้ และจ่ายเงินรอบที่ 2 ระหว่าง วันที่ 22-26 พ.ย.นี้
ตู่แซว-จ่อคนละครึ่งเฟส4
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในที่ประชุมครม. พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ได้เล่นมุกเรื่องคำว่า “คนละครึ่ง” ก่อนหันไปแซว นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ว่า “คนละครึ่งมั้ยล่ะ ชาวบ้านชอบ” ทำให้นายอาคม ตอบกลับว่า “เดี๋ยวคนละครึ่งจะเข้าอีกทีสัปดาห์หน้า”
พล.อ.ประยุทธ์ ได้สอบถามนายอนุทิน เรื่องยาโมลนูพิราเวียร์ ที่ใช้รักษาโควิดว่ามีความคืบหน้าอย่างไร โดยนายอนุทิน ตอบว่า ไทยอยู่ระหว่างการทำสัญญา เจรจากับผู้ขาย ส่วนที่ได้มาแล้วก็นำมารักษาเพื่อทำการทดลอง พล.อ.ประยุทธ์จึงเร่งรัดว่าให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้ต้องการลดอัตราการเสียชีวิต แต่แม้จะมียารักษาก็ต้องฉีดวัคซีนควบคู่ไปด้วย
เชียงใหม่ปิดอีก 11 แหล่งเสี่ยง
ด้านสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ นายกนก ศรีวิชัยนันท์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สสจ.เชียงใหม่ ได้รายงานว่าพบการติดเชื้อโรคโควิดเป็นกลุ่มก้อนในหลายพื้นที่ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ มีมติออกคำสั่งให้ปิดสถานที่เสี่ยง 11 คำสั่ง ชั่วคราว ในพื้นที่ อ.เมือง แม่ริม พร้าว ฝาง และสารภี อาทิ ตลาด ร้านค้า โรงเลี้ยงหมู บริษัท และร้านก่อสร้าง
ลำปางเร่งคุมเชื้อตลาด
ด้านนายสิธิชัย จินดาหลวง ผวจ.ลำปาง พร้อมด้วย นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลำปาง เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 12 ราย ขณะที่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและทีมงานตรวจคัดกรองตลาดออมสินและตลาดหลักเมือง แจ้งว่า ตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 12-15 ต.ค. เวลา 12.00 น. จะปิดทั้ง 2 ตลาดเป็นเวลา 3 วัน เพื่อบิ๊กคลีนนิ่ง หลังจากพบพ่อค้าขายลอตเตอรี่ อายุ 60 ปี และแม่ค้าโซนขายผักอายุ 72 ปี ติดเชื้อโควิดมาจากแม่ค้าจากจ.เชียงใหม่ เพื่อเร่งสอบสวนควบคุมโรค
เมืองคอนปิดเพิ่ม 8 ชุมชน
ที่จ.นครศรีธรรมราช พบผู้ติดเชื้อใหม่ใน 22 อำเภอ จำนวน 264 ราย ก่อนหน้านี้ทางจังหวัดออกประกาศปิด 10 ชุมชนพื้นที่เสี่ยงของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด โดยล่าสุดเขตเทศบาลพบติดเชื้อเพิ่มอีก 120 ราย ส่งผลให้ทางเทศบาลประกาศงดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงเพิ่มอีก 8 ชุมชน เนื่องจากพบการแพร่ระบาดลามขยายเป็นวงกว้าง
สงขลายังพุ่ง 467 ราย
ส่วนสสจ.สงขลา รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 467 คน รวมติดเชื้อสะสม 35,838 คน จากคลัสเตอร์ชุมชน ครอบครัว ร้านค้า บริษัท โรงงาน โดยเกือบทั้งหมดยังไม่ได้รับวัคซีนเข็ม 1 และมีคนติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ
ปัตตานีหวั่นป่วยพันคนต่อวัน
ที่จ.ปัตตานี พบผู้ติดเชื้อรายอีก 423 ราย รวมป่วยสะสม 27,115 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 331 ราย ขณะเดียวกัน พบว่ามีการระบาดในกลุ่มของบุคลากรทางการแพทย์ ต้องปิดห้องผ่าตัด ร.พ.ปัตตานีชั่วคราว พบผู้ติดเชื้อแล้ว 30 คน
ด้านนพ.อุดมเกียรติ พูนสวัสดิ์ รองนพ.สสจ.ปัตตานี กล่าวว่า สถานการณ์จังหวัดปัตตานีอาจพีกสุดของการติดเชื้อโควิดในพื้นที่มากถึง 1,000 รายต่อวัน หากพฤติกรรมของประชาชนยังการ์ดตก โดย 1-2 เดือน นี้ต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ยะลาพุ่ง493-ดญ.3เดือนดับ
ที่จ.ยะลา รายงานว่า มีผู้ป่วยใหม่ 493 ราย ติดที่ 4 ของภาคใต้ พบในอ.เมือง 117 ราย อ.บันนังสตา 103 ราย อ.เบตง 100 ราย อ.รามัน 45 ราย อ.ธารโต 28 ราย อ.กรงปินัง 24 ราย อ.ยะหา 14 ราย และอ.กาบัง 2 ราย ยอดรายวันสูงเนื่องมาจากการตรวจเชิงรุก ส่วนผู้เสียชีวิตมี 6 ราย มีด.ญ.วัย 3 เดือน รวมอยู่ด้วย
บ้านเชียงปิดตลาดคุมเชื้อ
ส่วนที่บ้านเชียงแหล่งมรดกโลก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ยังวุ่น เมื่อมีผู้ติดเชื้อโควิดจากคลัสเตอร์งานศพแล้ว 36 ราย หนึ่งในจำนวนผู้ติดเชื้อมีเด็กอายุ 2 ปีรวมอยู่ด้วย โดยนายสมยศ มังละออ รองนายกเทศบาลตำบลบ้านเชียง กล่าวว่า จากคลัสเตอร์งานศพ ทางพ.ต.สุเมธ คำพิมาน นายกเทศบาลต.บ้านเชียง ได้สั่งปิดตลาดสดอีกครั้ง