‘ป้อม’สั่งทำเอง
โพลสส.พปชร.
‘ชวน’ รีบสยบศึก ส่งไลน์กลุ่มเตือนใจปชป. หวังยุติปัญหาชิงสมัคร ส.ส.เขต ‘ราเมศ’ไม่ทน โพสต์ขย่ม “ผมลูกพระแม่ธรณี เกิดแผ่นดินพังงา” หลังส่อแห้วลงเขตใหม่พังงา เหตุหัวหน้าพรรคล็อกคนไว้แล้ว ‘นิพิฏฐ์’ ซัดอีกอย่าสืบทอดทายาทไม่มีที่สิ้นสุด ไม่งั้นจะพังกันทั้งพรรค ‘นิพนธ์’ มั่นใจเรื่องในครอบครัวคุยกันได้ ‘ธรรมนัส’ ส่งไลน์เคลียร์ส.ส.พปชร. ปมทำโพลจัดเรตติ้ง ระบุ ‘บิ๊กป้อม’ ฝากบอกตั้งใจทำหน้าที่ อย่าตกเป็นเหยื่อข่าว โซเชี่ยล ยันไม่กลั่นแกล้งใคร ‘วิรัช’ ระบุกรรมการ เฟ้นตัวผู้สมัครมีจรรยาบรรณพอ ‘ไผ่’ ปัดมี เป้าหมายบีบส.ส.ซูฮก ‘ธรรมนัส’
‘ชวน’ส่งไลน์สะกิดใจปชป.
จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในพื้นที่ภาคใต้เกิดความปั่นป่วนในการวางตัว ผู้สมัครส.ส. โดยเฉพาะเมื่อนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์หลายข้อความผ่านเฟซบุ๊กในลักษณะที่แสดงความไม่พอใจต่อคนในพรรคบางส่วนไม่ให้เกียรติที่มีผลักดันนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร บุตรชายของนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง ที่เป็นน้าชายของน.ส. สุพัชรี ธรรมเพชร อดีตส.ส.พัทลุง เป็น ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 พัทลุง โดยไม่มีการหารือกับนายนิพิฏฐ์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม ทั้งที่นายนิพิฏฐ์ แจ้งว่าถ้าตัวเองไม่ลงสมัครส.ส.อีก ก็ได้วางตัวคนพร้อมลงส.ส.แทนแล้ว และ ขู่ลาออกจากพรรค
ขณะที่หากการเลือกตั้งครั้งหน้าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จ.พังงาจะมีเขตเลือกตั้งเพิ่ม 1 เขต ซึ่งนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค จะขอลงสมัครส.ส.ในเขตนี้ แต่หัวหน้าพรรคล็อกคนสมัครไว้แล้ว และเสนอให้นายราเมศ ลงสมัครส.ส.เขตในกรุงเทพฯ แทน ส่วนจ.กระบี่ นครศรีธรรมราช ปัตตานี บรรดา ส.ส.ในพื้นที่ก็พยายามดันคนของตนเองลงสมัครเช่นกัน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งข้อความในไลน์กลุ่ม “ประชาธิปัตย์เดินหน้า” ที่มีทั้งส.ส.และอดีตส.ส.ของพรรคอยู่ด้วยกัน โดยระบุว่า “ผมเป็นหนี้บุญคุณประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ผมชนะการเลือกตั้งทุกสมัยอย่างมีเกียรติ” แต่หลังจากนั้นไม่ได้มีใครแสดงความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติม
‘ราเมศ’โพสต์เกิดแผ่นดินพังงา
เวลา 18.00 น. นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว “ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์” โดยเป็นภาพที่นายราเมศยืนหันหลังพร้อมเท้าสะเอว และบนภาพมีข้อความว่า ผมลูกพระแม่ธรณี เกิดแผ่นดิน “พังงา”
การโพสต์ดังกล่าวคาดว่าเกี่ยวข้องกับกรณีที่นายราเมศซึ่งเป็นชาวพังงา ได้แจ้งความประสงค์ต่อผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ถึงการขอลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตเลือกตั้งที่จะเพิ่มอีกในจ.พังงา ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค สนับสนุนนายบำรุง ปิยนามวาณิช อดีตนายกอบจ.พังงา ให้ลงสมัครส.ส.ในเขตดังกล่าว พร้อมยื่นข้อเสนอให้นายราเมศไปลงสมัครส.ส.เขตในพื้นที่กรุงเทพฯ แทน
‘นิพิฏฐ์’เตือนระวังพังทั้งพรรค
นายนิพิฏฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาดังกล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคใต้แล้ว นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามภารกิจและภาคใต้ เป็นคนดูแล เรื่องนี้ต้องถามนายนิพนธ์ ผู้สื่อข่าวถามถึงพรรคใหม่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า “คุณอภิสิทธิ์ตั้งพรรคหรือ ผมไม่ได้ข่าวนะ ผมว่าคุณอภิสิทธิ์เขาคงไม่ตั้งพรรค เพราะเขาเคลื่อนไหวยาก เป็นอดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกฯ และเขามีความผูกพันกับพรรคมาก ผมยังไม่ได้คุยกับท่านเรื่องนี้”
ต่อมานายนิพิฏฐ์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “อย่าเอาหมด อย่าสืบทอดทายาทอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เปิดทางให้ลูกชาวบ้านคนอื่นเป็นส.ส.บ้าง ไม่งั้นจะพังกันทั้งพรรค”
‘นิพนธ์’ชี้เรื่องในบ้านคุยกันได้
ด้านนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามภารกิจและภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการเคลียร์ใจกับนายนิพิฏฐ์ว่า “ยังไม่เป็นอะไร ยังไม่ได้คุยกัน ค่อยหาเวลาคุยกัน เพราะต้องคุยกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคก่อน เนื่องจากนายเฉลิมชัยเป็นคนดำเนินการประสานงานในเรื่องของนายนิติศักดิ์ ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่ได้คุยกับนายนิพิฏฐ์ แต่ก็ไม่เป็นไรยังพอมีเวลา
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะคุยนายนิพิฏฐ์ตอนไหน นายนิพนธ์กล่าวว่า ยังไม่ได้นัดกัน แต่จะคุยกันแน่ๆ เรื่องในครอบครัวคุยกันได้อยู่แล้ว”
‘กนก’แนะผู้บริหารทบทวน
นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า นายนิพิฏฐ์คือนักการเมืองคุณภาพสูง และอาวุโสสูง ที่มีมารยาท เคารพกฎกติกา และวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นแบบอย่างของนักการเมืองและประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งตนด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของส.ส.และอดีต ส.ส. กับผู้บริหารพรรคจำนวนหนึ่งที่จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้นายนิพิฏฐ์ต้องออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาใน 2 ประเด็น คือ 1.การสูญเสียบุคลากรคุณภาพของพรรค และ 2.การกลิ้งกลอก ตลบตะแลง หักหลังคนอื่นของคนจำนวนหนึ่งในพรรค ซึ่งเป็นการสะท้อนความเป็นจริงในพรรคประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบันที่ผู้บริหารและสมาชิกพรรคต้องเปิดใจรับฟัง และคิดทบทวนไตร่ตรองอย่างจริงใจ ก่อนที่จะสายเกินไป
“ด้วยเกียรติประวัติ และการปฏิบัติตัวทางการเมืองของนิพิฏฐ์มายาวนาน ทำให้ผมกล้าจะกล่าวว่านิพิฏฐ์คือบุคคลทางการเมืองที่มีคุณค่ายิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องการและแสวงหา ผมเชื่อว่าตั้งแต่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปจนถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักการเมืองคุณภาพสูงอย่างนิพิฏฐ์ ตลอดเวลา” นายกนกระบุ
‘พนิต’ชี้ปชป.เปลี่ยนไป
ส่วนนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น แต่ทุกวันนี้สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป อาจด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้หลายคนที่เคยอยู่ หลายคนที่เคยร่วมยึดในอุดมการณ์ และประชาชนหลายคนที่เคยคาดหวัง ก็อาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เป็นไปตามปัจจุบันของประชาธิปัตย์
ถึงผมจะรู้สึกเสียดายที่ใครหลายคนต้องออกไปจากพรรค แต่ทุกคนก็ต่างออกไปแสดงออกจุดยืนของตัวเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ทุกการเปลี่ยนแปลง (ที่เป็นการพัฒนาไปในทิศทางที่ดี) ย่อมมีแต่สิ่งดีๆ เสมอ…
‘ชินวรณ์’ชู 5 ปัจจัยปชป.ขาขึ้น
นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช ประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะ ต้องชนะในภาคใต้ก่อน และเชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีกระแสที่ดีขึ้นตามลำดับ นายจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค จะเป็นคนหนึ่งที่จะเป็นแคนดิเดตว่าที่นายกฯ คนต่อไปแน่นอน ด้วยเหตุผลหลัก 5 ประการ คือ 1.สถานการณ์การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีกระแสความสงบ จบที่ลุงตู่ วันนี้ชัดเจนว่าความสงบที่ยั่งยืนต้องเกิดจากบ้านเมืองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเท่านั้น ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชัดเจนตลอดมา
2.ระบบการเลือกบัตรเบอร์เดียวแบบสัดส่วนผสม มีพรรคการเมืองส่งคนมาสมัคร 30-40 คน ต่างรุมด่าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังส่วนแบ่งคะแนนไปให้พรรคตนเอง หลังจากวันเลือกตั้งต่างสาบสูญไปแล้ว และต่อไปหากใช้ระบบการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ พรรคเฉพาะกิจคงหายไปเยอะ โอกาสพรรคของเรา คนของเรา เป็นเสรีภาพของประชาชนผู้เลือกมากขึ้น อิทธิพลการซื้อเสียงจะลดลง
เชื่อสมาชิกรวมพลังสู้ศึก
3.การร่วมรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นการยืนยันหลักการการยึดมั่นประโยชน์ของประเทศ มากกว่าผลประโยชน์ของพรรค หรือตนเอง พรรคจึงต้องทำหน้าที่ประคับประคองให้ บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ และบัดนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถ ขับเคลื่อนนโยบายว่าทำได้ไวทำได้จริง เช่น นโยบายด้านเศรษฐกิจ หรือนโยบายทางการเมืองที่มุ่งมั่นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
4.การประกาศของมวลสมาชิกพรรค และข้อเสนอของประชามติหลายสำนักที่สนับสนุนให้นายจุรินทร์เป็นผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯ เป็นกระแสที่มีพื้นฐานทางทฤษฎีสนับสนุนชัดเจน และ 5.พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในช่วงปรับปรุงพัฒนาในทุกด้าน ตามยุทธศาสตร์ 3 ขา ขารัฐมนตรี ขาพรรคและขา ส.ส.ในสภา ที่แสดงบทบาทที่ชัดเจนกว่าทุกพรรคในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ ทั้งเรื่องการประชาสัมพันธ์ โซเชี่ยลมีเดีย และยุทธศาสตร์การสร้างพรรคเสรีนิยม ที่เป็นพรรคการเมืองสากลที่แท้จริงต่อไป
“หวังว่าข้อเสนอของผมจะเป็นข้อเสนอที่ได้รับการวิเคราะห์วิจารณ์จากทุกฝ่ายด้วยความจริงใจ และเชื่อมั่นศรัทธาในมวลสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนทั้งหลายว่าทุกคนเป็นนักประชาธิปไตย แต่เมื่อถึงเวลาวิกฤตหรือจะต้องสู้ศึกไปด้วยกัน ทุกคนจะรวมพลังกันด้วยอุดมการณ์ที่มั่นคงเสมอมาและตลอดไป” นายชินวรณ์กล่าว
‘ธรรมนัส’แจ้งส.ส.ปมทำโพล
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และแกนนำในกลุ่ม ทำโพลประเมินความนิยมส.ส.พบว่าภาคใต้มีเพียง 4 คน ที่ผ่านเกณฑ์ จากทั้งหมด 14 คน ทำส.ส.บางคนไม่มั่นใจมาตรฐาน และหวั่นถูกกลั่นแกล้งไม่ได้รับพิจารณาส่งลงสมัครส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ร.อ.ธรรมนัสได้ส่งข้อความแจ้งในกลุ่มไลน์ส.ส.พรรคว่า “เรียน ท่าน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ทุกท่าน ท่านหัวหน้า ฝากแจ้งท่าน ส.ส.ทุกๆ ท่านว่าอย่าตกเป็นเหยื่อของโลกโซเชี่ยลนะครับ ตั้งใจทำหน้าที่ในการเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนให้เต็มที่ ส่วนเรื่องการทำโพลเพื่อประเมินการทำหน้าที่ของ ส.ส.แต่ละเขตเป็นเรื่องที่ท่านหัวหน้ามีดำริให้ทำ แต่เป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะต้องใช้สำนักโพลที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของสังคมเป็นผู้ทำ โดยไม่มีการกลั่นแกล้งท่าน ส.ส.ผู้ใดทั้งนั้น จึงฝากเรียนท่านส.ส.ทุกท่านด้วยความเคารพและความห่วงใยครับ”
‘วิรัช’ยันไม่กลั่นแกล้งใคร
นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับว่ามีการจัดทำโพลจริง โดยมีการทำทุกภาค แต่ผลยังไม่ออกมา และไม่ทราบว่าผลจะออกมาเมื่อไหร่ และถึงผล ออกมาก็ไม่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ เพราะเป็นความลับภายในพรรค ดังนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่าใครผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้รายงานผล และหลังทำเสร็จสิ้นจะเสนอให้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จากนั้นจะเป็นอำนาจของ พล.อ.ประวิตรในการพิจารณา
ยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคมีจรรยาบรรณเพียงพอในการพิจารณาบุคคลที่มีความเหมาะสม ไม่มีการ กลั่นแกล้งใคร ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง คนที่เป็นทองแท้ไม่ต้องกลัวไฟลน ทางพรรคอยากได้คนที่สมัครแล้วมีโอกาสได้เป็น ส.ส.เลย ไม่อยากได้คนที่ต้องลุ้น แต่ถึงอย่างไรไม่ว่าใครลงสมัครในนามพรรคถือว่าดีทั้งหมด ในส่วนของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ครั้งนี้ยังมีโอกาสแก้ตัว เพราะหลังจากนี้อาจจะต้องทำโพลนี้อีกหลายรอบ
“การทำโพลของพรรคไม่ได้วัดความนิยมเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส.เท่านั้น แต่มีการสำรวจความนิยมของอดีตผู้สมัครของพรรคที่ได้อันดับที่ 2 และ 3 จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วด้วย เนื่องจากมีผู้ที่แพ้เพียงหลักร้อยจำนวนมาก”นายวิรัช กล่าว
‘ไผ่’ปัดหวังบีบซูฮก‘ธรรมนัส’
ด้านนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ขณะนี้การทำโพลยังไม่เสร็จสิ้น โดยพรรคได้ให้องค์กรภายนอกมาจัดทำโพลในครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งข้อสังเกตว่าการทำโพลครั้งนี้จะถูกใช้เป็นเงื่อนไขกดดันให้ ส.ส.มาขึ้นตรงกับ ร.อ.ธรรมนัส แลกกับการส่งลงเลือกตั้งครั้งต่อไป นายไผ่กล่าวว่า คิดว่าไม่ใช่ เพราะการทำโพลมีจุดประสงค์เพื่อให้ส.ส.ทุกคน แอ๊กทีฟ และทำงานได้ การทำโพลเป็นสิ่งที่ทางพรรคพูดกันมานานแล้ว ซึ่งตนเชื่อว่าทุกพรรคจะทำโพลเหมือนกัน เพื่อที่จะได้ส.ส.กลับมาให้พรรคจำนวนมาก เราจึงต้องคัดเลือกคนที่มีความเข้าใจและเป็นที่รักของชาวบ้านในพื้นที่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคจะทำโพล
เมื่อถามว่าจะทำโพลประเมินคะแนนความนิยมส.ส.ทุกเขตทั่วประเทศใช่หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า เราจะจัดทำโพลทั่วประเทศ โดยต้องจัดทำอย่างมีหลักการ ไม่ใช่เป็นคนนั้นเป็นคนนี้มาทำมั่วซั่ว จึงไม่ใช่เรื่องที่เราทำโพลเพื่อเอาคืนกัน
‘รงค์’ยอมรับทำเสียกำลังใจ
ด้านนายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรี ธรรมราช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครพรรค กล่าวว่า ไม่ทราบการทำโพลดังกล่าวประเมินอย่างไร หากจะถามว่าโพลเชื่อได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าควรจะเชื่อไว้ แต่ไม่ถึงขนาดต้องจริงจัง ส่วนเรื่องการพิจารณาผู้สมัครนั้น ในวันที่ 26 ต.ค. คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร จะประชุมและพูดคุยกันในเรื่องนี้ด้วย
ส่วนข้อสังเกตว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่บอกจุดอ่อนและการปิดจุดอ่อนของส.ส.ที่ไม่ผ่านเกณฑ์นั้น เชื่อว่าพรรคมีกลยุทธ์ที่จะบอกอยู่แล้ว โดยการทำโพลเป็นข้อมูลดิบที่จะชี้บางอย่างและถือเป็นเครื่องมือทางการบริหาร เปรียบเหมือนหมอ ที่มีคนไข้มาหาต้องมาพิจารณาว่าจะจ่ายยาชนิดใดให้เพื่อรักษาอาการ ซึ่งฝ่ายที่ทำโพลคงมีคำอธิบายได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลโพลที่ออกมาจะทำให้คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เสียกำลังใจหรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า แน่นอน คงเสียกำลังใจ แต่ถ้าคิดจะปรับปรุงตัวเองก็อยากให้ปรับปรุง การทำโพลเป็นเรื่องปกติ และไม่คิดว่าคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะท้อและตีจากพรรค เพราะการทำโพลทุกครั้งต้องมีวัตถุประสงค์ แต่ไม่รู้ว่าผู้บริหารพรรคจะใช้กรณีนี้มาพิจารณาว่าจะส่งหรือไม่ส่งลงสมัครหรือไม่ และไม่เชื่อว่ากรรมการบริหารพรรคจะใช้การทำโพลครั้งเดียวมาตัดสินใจ
มั่นใจ‘บิ๊กตู่’ยังขายได้ในภาคใต้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดไทม์ไลน์การร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เดือน ก.ค.65 และอาจมีแรงกดดันให้ยุบสภาได้ ว่า การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม บอกเองว่าไม่ยุบสภา เราต้องเชื่อเพราะอำนาจอยู่ที่นายกฯ หรืออาจจะยุบ ถ้าเงื่อนไขการเมืองเปลี่ยนไป การเปิดไทม์ไลน์เป็นสถานการณ์ปกติที่สามารถวางแผนได้ ซึ่งเราก็ฟังหูไว้หู แต่การตัดสินใจทางการเมืองบางครั้ง บางสถานการณ์ไม่อาจวางแผนได้ ดังนั้นคนทำงานการเมืองต้องตื่นตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะมีโอกาสยุบสภากลางปี 65 หลังกฎหมายลูก 2 ฉบับเสร็จหรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า ถ้าพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณถูกดึงไปในโครงการ หรือมีผลงานออกมาจนประชาชนชื่นชอบ และโควิดคลี่คลาย ปัญหาต่างๆ เบาบางลง เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ก็สามารถยุบได้ ช่วงกลางปีหน้าเป็นการประชุมสภาสมัยสามัญ ก็มีสิทธิยุบสภาได้ เพราะจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านเพื่อลงมติอีก และมีการเมืองบนท้องถนน ที่ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เกิดการยุบสภาในช่วงนั้นได้ แต่ต้องดูว่าการชุมนุมบนท้องถนนจะจุดติดหรือไม่
เมื่อถามว่าหากมีการเลือกตั้ง ชื่อของพล.อ. ประยุทธ์จะเป็นจุดขายในภาคใต้ได้หรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า เชื่อว่ายังขายได้ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าพล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญกับภาคใต้ และให้ความสำคัญทุกภาค ดูแลประชาชนทุกภาค และให้ความช่วยเหลือประชาชนรวดเร็ว ประชาชนจึงชื่นชอบ
ชทพ.พร้อมรับ‘ไพบูลย์โมเดล’
ที่พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่สิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.หลังยุบพรรคประชาชนปฏิรูปของตนเอง แล้วไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากไม่มีข้อร้องเรียนใดขัดรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นโมเดลให้พรรคเล็กอื่นๆ ทำตาม นายวราวุธกล่าวว่า การทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนามีแต่มิตร ไม่สร้างศัตรู ที่สำคัญที่สุดคือเน้นทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่เน้นเล่นการเมือง ดังนั้นหากมีแนวทางการทำงานที่คล้ายกัน พรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่พร้อมจะต้อนรับคนที่ตั้งใจทำงาน เพื่อที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน
นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยถ้าพรรคที่อยู่คนเดียวต้องการไปอยู่กับพรรคอื่น หรือยุบพรรคเพื่อให้พรรคตัวเองใหญ่ขึ้น สามารถทำได้ ส่วนหนึ่งจะได้ไม่เป็นปัญหาการนับคะแนนในอนาคต จะได้คะแนนเป็นสัดเป็นส่วนไป หากมีเพื่อนพ้องส.ส.ต้องการย้ายเข้าพรรคชาติไทยพัฒนาก็ยินดีต้อนรับ เพื่อจะได้ช่วยกันทำงานกันต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคเก่าแก่ เป็นที่รู้จักของประชาชนอยู่แล้ว
‘ชูศักดิ์’ยก 3 ข้อแย้งศาลรธน.
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็นส.ส. ของนายไพบูลย์ ไม่สิ้นสุดลงนั้น เมื่อได้อ่านสาระสำคัญของคำวินิจฉัยซึ่งไม่เป็นเอกฉันท์แล้ว ส่วนตัวไม่เห็นด้วยในบางประเด็น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ คือการที่พรรคประชาชนปฏิรูปเลิกพรรคการเมืองของตนตามข้อบังคับพรรคและนายไพบูลย์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและเป็น ส.ส.ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐได้ ซึ่งศาลเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับพรรค และเป็นไปตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
1.รัฐธรรมนูญมาตรา 45 บัญญัติถึงเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่ข้อบังคับพรรคประชาชนปฏิรูป ที่กำหนดให้พรรคเลิกกันโดยให้อำนาจคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีมติเลิกพรรคการเมืองนั้น น่าจะไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
2.เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 96 มาตรา 97 และมาตรา 98 ที่กำหนดห้ามมิให้มีการควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภา และการควบรวมพรรคการเมือง จะทำได้เฉพาะเป็นการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่เท่านั้น นอกจากนี้การควบรวมพรรคการเมืองจะต้องทำโดยที่ประชุมใหญ่ของแต่ละพรรค การเมือง แต่การกระทำเช่นเดียวกับพรรคประชาชนปฏิรูป ไม่ได้ส่งเสริมระบบพรรค การเมือง แต่เป็นการถดถอยของระบบพรรค การเมือง
3.ศาลรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายข้างมากวินิจฉัยว่าการเลิกพรรคเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับพรรค แต่ก็ควรต้องพิจารณาโดยถ่องแท้ว่าถูกต้องชอบธรรมเหมาะสมแล้วหรือ
ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเช่นนี้แล้ว ต้องถือว่าเป็นที่สุด แต่ประเด็นนี้จะสร้างบรรทัดฐานในทางลบให้กับระบบพรรคการเมืองในโอกาสต่อไป