แก๊งเอสเอ็มเอสดูดข้อมูล
‘รมต.’เตือน-ยังมีแค่เฟส3

‘ชัยวุฒิ’ รมต.ดีอีเอสยอมรับแก๊งเอสเอ็มเอส ลวงประชาชนให้กรอกข้อมูล อ้างเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 4 เผยคนร้ายสร้างเว็บ-แอพฯ ปลอมล้วงข้อมูล เตือนอย่าหลงเชื่อกดดู ยันคนละครึ่งมีแค่เฟส 3 จี้กสทช.เร่งประสานเครือข่ายมือถือสกัดข้อความแปลกๆ ส่วนคดีดูดเงินบัตรเครดิต-เดบิต เดินหน้าสอบเส้นทางการเงิน แบงก์ชาติแจงคืนเงินบัตรเดบิตที่ถูกโกงครบแล้ว ส่วนกลุ่มบัตรเครดิตสั่งยกเลิกรายการ ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ พร้อมวาง 4 แนวทางป้องกันเกิดเหตุซ้ำ

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 23 ต.ค. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นำส.ส.พรรคพปชร. วางพวงมาลาเนื่องใน วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ พระบรมราชานุสรณ์ พระลานพระราชวังดุสิต

นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์กรณีมีการส่งข้อความทางเอสเอ็มเอสให้กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 ว่า ขอเตือนประชาชนว่าโครงการคนละครึ่งมีแค่เฟสที่ 3 จำนวนเงิน 1,500 บาท โดยจะใช้ได้ถึงเดือนธ.ค.นี้ และมีสิทธิ์ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเหลืออยู่บางส่วน ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์คนละครึ่ง.com หรือแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง

นายชัยวุฒิกล่าวต่อว่า ยอมรับว่ามีสร้างเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นปลอมขึ้นมาให้มีชื่อคล้ายกับของจริง เพื่อหลอกลวงประชาชน โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงดีอีเอส ต้องดำเนินการปิดกั้น เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้ตั้งขึ้นมาเพื่อดูดข้อมูลของประชาชนไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกำชับให้รีบแก้ปัญหานี้โดยเร็ว พร้อมฝากเตือนประชาชน กรณีที่มีเอสเอ็มเอส หรือการแชร์ลิงก์ที่ส่งมาอย่าเข้าไปดูหรือไปใช้บริการ หากไปให้ข้อมูลอาจจะเกิดความเสียหายได้

เมื่อถามว่าจะขอความร่วมมือบริษัทเครือข่ายมือถือเพื่อเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ได้พูดคุยกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทราบว่ากำชับไปที่ผู้ให้บริการเครือข่ายทุกค่ายมือถือแล้วให้ตรวจสอบการใช้เอสเอ็มเอส หากผู้ส่งไม่มีข้อความชัดเจนหรือทำผิดกฎหมาย ขอให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบอีกครั้งก่อนส่งข้อความ และให้เข้มงวดอย่าปล่อยให้มีการส่งเอสเอ็มเอสไปหาประชาชน ส่วนกระทรวงดีอีเอสจะใช้สื่อ โซเชี่ยลติดตามในกรณีที่พบข้อความแปลกจะรีบปิดกั้นให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีที่มีการดูดเงินจากบัตรเดบิต บัตรเครดิตของประชาชนนั้น นายชัยวุฒิกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน และเห็นว่าเส้นทางของเงินไปไหนบ้าง หลายแอพพลิเคชั่น ดำเนินการอยู่ในต่างประเทศ โดยกระทรวงดีอีเอส และตำรวจจะติดตามนำคนผิดมาดำเนินคดีต่อไป

ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยชี้แจงเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2564 กรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้า โดยเกิดจากมิจฉาชีพสุ่มข้อมูลบัตรและนำไปสวมรอยทำธุรกรรม พบว่าระหว่างวันที่ 1-17 ต.ค. 2564 มีบัตรของธนาคารจำนวน 10,700 ใบ ถูกนำไปทำธุรกรรมลักษณะดังกล่าว มูลค่ารวมประมาณ 130 ล้านบาท ซึ่งแต่ละธนาคารมีระบบการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติตามลักษณะประเภทร้านค้าและประเภทสินค้าอยู่แล้ว จากเหตุการณ์ดังกล่าว ธนาคารจึงเพิ่มมาตรการป้องกันและดำเนินการแก้ปัญหาไปแล้ว

ธปท.และสมาคมธนาคารไทย ขอชี้แจงการดำเนินการเพิ่มเติมล่าสุดของธนาคาร ดังนี้

1.วันศุกร์ที่ 22 ต.ค. 2564 ธนาคารได้คืนเงินให้แก่ลูกค้าบัตรเดบิตที่ได้รับความเสียหายในกรณีข้างต้นครบทุกรายแล้ว ส่วนของบัตรเครดิตได้ดำเนินการตั้งพัก เร่งตรวจสอบ และยกเลิกรายการ โดยลูกค้าไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติและไม่มีการคิดดอกเบี้ย

2.ธนาคารยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1.ตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติให้ครอบคลุมธุรกรรมที่มีจำนวนเงินต่ำและที่มีความถี่สูง 2.ติดตามเฝ้าระวังรายการธุรกรรมจากต่างประเทศเป็นพิเศษ 3.แจ้งเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมทุกรายการตั้งแต่รายการแรก

และ 4.ประชาสัมพันธ์วิธีการป้องกันความเสี่ยง เช่นการปรับวงเงินในบัตรให้เหมาะสมกับการใช้จ่าย หลีกเลี่ยงการผูกบัตรกับเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ไม่น่าไว้ใจ ทำให้ปริมาณธุรกรรมผิดปกติในลักษณะดังกล่าวลดลงมาก โดยธนาคารจะติดต่อสอบถามลูกค้าเพิ่มเติมกรณีพบรายการต้องสงสัย

ทั้งนี้ หากพบความเสียหายเพิ่มเติมจากกรณีข้างต้น ลูกค้าบัตรเดบิตจะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ

นอกจากนี้ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย หารือแนวทางเพื่อผลักดันให้ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรทุกราย กำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการบังคับใช้การยืนยันตัวตนก่อนทำรายการชำระเงินกับบัตรเดบิตสำหรับทุกร้านค้าออนไลน์ โดยเฉพาะร้านค้าในต่างประเทศ เช่นการใช้ระบบการยืนยันตัวตนของเครือข่ายบัตร ที่ให้ลูกค้าต้องยืนยันตัวโดยใส่เลข OTP ก่อนร้านค้าทำการตัดบัญชี

ซึ่งเป็นการดูแลความปลอดภัยที่เข้มกว่ามาตรฐานที่เครือข่ายบัตรกำหนดไว้ รวมทั้งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงในการทำธุรกรรมของลูกค้า และนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ป้องกันและตรวจจับภัยคุกคามทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ธปท.และสมาคมธนาคารไทย ขอเรียนว่าระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มีการบริหารความเสี่ยงสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และธนาคารร่วมกับชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ชมรมบัตรเครดิต และศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคธนาคาร (TB-CERT) ในการพัฒนาระบบป้องกันให้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ

และร่วมกันสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการทางการเงินดิจิตอลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเพิ่มความระมัดระวังการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่นการทำธุรกรรมกับแพลตฟอร์มที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนใช้งาน หรือไม่มีการใช้ OTP รวมทั้งหมั่นตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพที่จะกระทำการทุจริตทางการเงินใดๆ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้มากขึ้นต่อไป

ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมผ่านช่องทางบริการต่างๆ ของธนาคาร หรือที่ ธปท.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน