ศบค.ห่วง10จว.
ยังฉีดวัคซีนน้อย
ร้านอาหารแห่ฟ้อง ‘บิ๊กตู่’ พร้อมสธ.-กทม. และคลัง สั่งปิดกิจการจากโควิดฐานละเมิด จี้ชดใช้กว่า 6 ล้าน ศาลประทับรับฟ้อง นัดสืบพยานก.พ.ปีหน้า ศบค.ระบุทั่วประเทศติดเชื้อใหม่ลดลง ป่วยเพิ่ม 7,982 ตาย 68 สธ.ชี้แม้ยอดลดลงแต่ก็ยังแกว่งตัวสูง ห่วงลักลอบเข้าประเทศทำให้ติดเชื้อพุ่ง เฝ้าระวังเข้ม 6 จังหวัดติดเชื้อยังสูง เผย 10 จว.ฉีดวัคซีนยังต่ำ เปิดผลอาการหลังฉีดไขว้และกระตุ้นเข็ม 3 พบมีอาการต้องเข้าร.พ.น้อย ส่วนใหญ่แค่เป็นไข้ ปวดเวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ พบเสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับวัคซีน ครม.ไฟเขียวเงินกู้ 3.6 พันล้านวิจัย พัฒนาวัคซีนโควิดของไทย
ร้านอาหารแห่ฟ้อง‘บิ๊กตู่-สธ.-กทม.’
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ศาลเเพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กลุ่มผู้ประกอบกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม 3 ราย ยื่นฟ้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1, กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2, กระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 3 กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 4 ความผิดละเมิด เรียกค่าเสียหาย ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสาม ทุนทรัพย์รวม 6,116,685 บาท และขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ที่ส่งผลให้ร้านจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มต้องปิดการประกอบกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน
โดยสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ตลอดจนการดำเนินการของจําเลยที่ 1 และการบริหารจัดการแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคดังกล่าวที่ผิดพลาด อันเป็นที่มาให้จําเลยที่ 1 ได้ประกาศและ หรือออกคำสั่งและหรือข้อกำหนดตามมาตรา 9 ของพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสังกัดจำเลยที่ 2 รมว.สาธารณสุข และรมช.สาธารณสุขเจ้าหน้าที่ในสังกัดจําเลยที่ 3 ได้กระทําละเมิดต่อโจทก์ระหว่างวันที่ 17 มี.ค.2563 จนถึงวันฟ้อง
ศาลประทับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ พ.5195/2564 นัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 3 ก.พ.2565 เวลา 13.30 น.
ป่วยโควิดเพิ่ม 7,982-ตายอีก 68
ด้าน ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 7,982 ราย ติดเชื้อสะสม 1,943,424 ราย หายป่วยเพิ่ม 8,029 ราย หายป่วยสะสม 1,826,492 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 68 ราย เสียชีวิตสะสม 19,462 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 97,470 ราย อยู่ในร.พ. 42,371 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 55,099 ราย มีอาการหนัก 2,181 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 466 ราย
ภาพรวมผู้ติดเชื้อวันนี้มาจาก 67 จังหวัด รวมกันสูงสุด 4,990 ราย คิดเป็น 64% 4 จังหวัดชายแดนใต้ 1,490 ราย คิดเป็น 19% กทม.และปริมณฑล 1,348 ราย คิดเป็น 17% เรือนจำ 144 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 10 ราย ได้แก่ รัสเซีย 3 ราย และกัมพูชา 7 ราย (ช่องทางธรรมชาติ)
ผู้เสียชีวิต 68 ราย รวม 29 จังหวัด มาจากภาคกลางและตะวันออก 25 ราย ภาคใต้ 15 ราย กทม. 10 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 ราย ปริมณฑล 6 ราย และภาคเหนือ 4 ราย โดยราชบุรีพบเสียชีวิต 8 ราย นครศรีธรรมราช 7 ราย กาญจนบุรี 4 ราย ชลบุรี 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิต 1-3 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 38 ราย และหญิง 30 ราย อายุ 32-93 ปี ค่ากลางอายุ 71 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปี และมีโรคประจำตัวรวมกัน 97% ไม่มีโรคเรื้อรัง 3%
กทม.ติดเชื้อเพิ่ม
ภาพรวมทุกภูมิภาคติดเชื้อลดลง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 7 วัน ยกเว้นกทม.ที่มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยจังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 ราย มี 22 จังหวัด 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 827 ราย สะสม 402,425 ราย 2.สงขลา 497 ราย สะสม 49,012 ราย 3.เชียงใหม่ 492 ราย สะสม 17,817 ราย 4.นครศรีธรรมราช 455 ราย สะสม 31,308 ราย 5.ปัตตานี 451 ราย สะสม 38,757 ราย 6.ยะลา 336 ราย สะสม 42,015 ราย 7.ชลบุรี 280 ราย สะสม 102,349 ราย 8.ขอนแก่น 248 ราย สะสม 19,132 ราย 9.ระยอง 248 ราย สะสม 41,818 ราย และ 10.สมุทรปราการ 215 ราย สะสม 123,369 ราย
สำหรับ 12 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ นราธิวาส 206 ราย, สุราษฎร์ธานี 194 ราย, ตรัง 189 ราย, จันทบุรี 174 ราย, ราชบุรี 160 ราย, พัทลุง 143 ราย, ตาก 129 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 120 ราย, ปทุมธานี 120 ราย, เพชรบุรี 117 ราย, ปราจีนบุรี 108 ราย และสระแก้ว 104 ราย
ฉีดวัคซีนแล้ว 77 ล้านโดส
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 3 พ.ย. ฉีดเพิ่มขึ้น 817,382 โดส สะสม 77,831,474 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 43,112,788 ราย คิดเป็น 59.8% ของประชากร เข็มสอง 32,223,467 ราย คิดเป็น 44.7% ของประชากร และเข็มสาม 2,495,219 ราย คิดเป็น 3.5% ของประชากร
เผย 10 จว.ฉีดวัคซีนยังต่ำ
วันเดียวกัน นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ภาพรวม 77.8 ล้านโดส วันนี้รายงานเพิ่มขึ้น 8 แสนโดส โดยการฉีดเข็ม 1 ครอบคลุม 59.8% ประมาณ 43.1 ล้านราย เข็ม 2 ครอบคลุม 44.7% เข็มสามอยู่ที่ 3.5% โดยพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวฉีดวัคซีนภาพรวมเข็ม 1 ถึง 80.5% ส่วนเข็ม 2 อยู่ที่ 61.2% โดยมุ่งเน้นพิเศษกลุ่มสูงอายุ
“อย่างไรก็ตาม 10 จังหวัดที่ฉีดวัคซีนต่ำสุด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น นครพนม หนองบัวลำภู บึงกาฬ ส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ช่วง 36-43% แต่ภาพรวมฉีด 60 ปีขึ้นไปยังค่าสูงกว่าภาพรวมประชากร ส่วนการฉีดนักเรียนอายุ 12-17 ปี ฉีดเข็มที่ 1 แล้ว 56.3% ของเป้าหมาย ประมาณ 2.5 ล้านคน สำหรับพื้นที่สีฟ้า 17 จังหวัด ฉีดได้ 70% แล้ว คือกทม. สมุทรปราการ ชลบุรี และภูเก็ต”
นพ.เฉวตสรรกล่าวต่อว่า สำหรับอาการที่พบหลังฉีดวัคซีนโควิดแบบสลับชนิดและการกระตุ้นเข็ม 3 ส่วนใหญ่อาการเล็กน้อย แทบไม่มีอาการ ทั้งนี้ จากการรวบรวมเฉพาะที่มีการรายงานว่า มีอาการมาพบแพทย์และอยู่ใน ร.พ. หรือเป็นผู้ป่วยใน พบว่า จากการฉีดสลับเข็มซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้าที่ฉีดไปหลายล้านโดส พบเข้ารักษาในร.พ. จำนวน 955 ราย ส่วนใหญ่เจอไข้ 31% ปวดศีรษะ 23% คลื่นไส้ 19% อาเจียน 19% และเวียนศีรษะ 17% มีรายงานเสียชีวิตหลังรับวัคซีน 205 ราย คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้วพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่มีเหตุบังเอิญร่วม 30 ราย สรุปไม่ชัดเจนว่าเกี่ยวกับวัคซีนหรือไม่ 14 ราย ข้อมูลไม่เพียงพอ 7 ราย และต้องเก็บข้อมูลเพิ่ม 154 ราย
การฉีดกระตุ้นเข็ม 3 คือ ซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า พบนอน ร.พ. 163 ราย ถือว่าน้อยมาก อาการเด่น คือ ไข้ 35% ปวดศีรษะ 31% คลื่นไส้ 23% ปวดกล้ามเนื้อ 22% และอาเจียน 22% พบรายงานเสียชีวิต 10 ราย สรุปว่าไม่เกี่ยวข้องวัคซีน 2 ราย กำลังรวบรวมข้อมูล 8 ราย
ส่วนกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยไฟเซอร์ พบผู้ป่วยใน 48 ราย ถือว่าน้อยมาก อาการที่พบคือ เวียนศีรษะ 27% ไข้ 22% ปวดศีรษะ 20% คลื่นไส้ 20% และเจ็บแน่นหน้าอก 18% เสียชีวิต 6 ราย พิจารณาแล้วไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่เป็นเหตุการณ์ร่วมช่วงเวลาใกล้เคียงการฉีด 1 ราย ไม่สามารถสรุปได้ 1 ราย ข้อมูลไม่เพียงพอ 1 ราย และกำลังรวบรวมข้อมูล 3 ราย
พบ 3 รายเสียชีวิตโยงฉีดวัคซีน
สำหรับภาพรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูลวันที่ 24 ต.ค. รายงาน 1,296 ราย คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้ว 842 ราย ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน เป็นเหตุร่วมจากโรคอื่น 541 ราย ได้แก่ เลือดออกในสมอง 37 ราย การติดเชื้อในระบบประสาทและสมอง 2 ราย ปอดอักเสบรุนแรง 257 ราย (เป็นโควิด 243 ราย) ลิ่มเลือดในปอดอุดตัน 4 ราย และโรคหัวใจและหลอดเลือด 109 ราย และโรคอื่นๆ ที่พบ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งคอหอยหลังช่องปาก เพราะฉะนั้นการเจอเสียชีวิตแล้วมา สอบสวนส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน วัคซีนยังมีความปลอดภัย สรุปว่าเกี่ยวข้องมีเพียง 3 ราย คือภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ 2 ราย และอาการแพ้รุนแรงร่วมกับภาวะช็อก 1 ราย สรุปไม่ได้ว่าเกี่ยวกับวัคซีน 66 ราย ข้อมูลไม่เพียงพอ 41 ราย และรอสรุปสาเหตุ 191 ราย ระบบรายงานเป็นมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกยอมรับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 10 จังหวัดที่มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 ได้น้อยที่สุด ได้แก่นครพนม 36.9% หนองบัวลำภู 37.2% บึงกาฬ 37.3% กาฬสินธุ์ 39.4% สกลนคร 39.6% แม่ฮ่องสอน 40.3% ร้อยเอ็ด 41% อ่างทอง 41.8% สุรินทร์ 41.8% และชัยภูมิ 42.3%
สธ.เฝ้าระวังเข้ม 6 จว.
นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยรายงานติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 7,982 ราย เสียชีวิต 68 ราย แนวโน้มป่วยปอดอักเสบลดลงจากวันที่ 22 ต.ค. 2,585 ราย เหลือ 2,181 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจลดลงจาก 583 ราย เหลือ 466 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตยังแกว่งตัวใน 2 สัปดาห์อาจจะไม่ชัดเจน แต่ก็ลดลงจากก่อนหน้านี้มาเยอะประมาณ 60-70 ราย ในช่วงนี้ ส่วนรายพื้นที่ภาพรวมกทม.และปริมณฑลลดลงต่อเนื่อง ชายแดนใต้รายงาน 19% ของผู้ติดเชื้อใหม่ มีแนวโน้มคงตัวลดลงช้าๆ ส่วนจังหวัดอื่นๆ 67 จังหวัด ทิศทางลดลงมีบ้าง แม้จะแกว่งตัวแต่ก็ลดลง ส่วนการตรวจ ATK วันที่ 4 พ.ย. รายงานตรวจ 67,086 ตัวอย่าง พบผลบวก 3,001 ตัวอย่าง
“จากการวิเคราะห์ข้อมูลจังหวัดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 6 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด ได้แก่นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ ตาก ระยอง จันทบุรี และขอนแก่น วันนี้อัตราส่วนติดเชื้ออยู่ที่ 22% หรือ 1 ใน 5 ของการติดเชื้อวันนี้ ทุกพื้นที่ระดมสรรพกำลังหาคลัสเตอร์และปัจจัยเสี่ยง และมีการเติมวัคซีนลงไปในพื้นที่เหล่านี้ ขอให้ประชาชนมารับการฉีด จะลดการป่วยหนักและเสียชีวิต โดย 6 จังหวัดนี้ นครศรีธรรมราชติดเชื้อไต่ระดับ ก.ย.-พ.ย. และมีทิศทางเริ่มลดลงบ้าง, เชียงใหม่ มีคลัสเตอร์ตลาด โดยช่วงต.ค.ยังไม่เยอะ แต่ปลายต.ค.มาพ.ย.เพิ่มขึ้นชัดเจน, ระยองเพิ่มตั้งแต่ส.ค. แกว่งตัวระดับค่อนข้างสูง แต่ดูโทนลดลงบ้างหลังผ่านมาถึงต.ค. แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ความสำคัญจับตามองเต็มที่, ตาก โดยเฉพาะแม่สอด เจอการติดเชื้อระบาดในคลัสเตอร์ต่อเนื่อง จำนวนแกว่งตัวสูงอยู่, จันทบุรี แนวโน้มสูงขึ้นช่วงต.ค. พ.ย.เริ่มลดลงบ้างเล็กน้อย และขอนแก่น จำนวนที่สูงแกว่งตัว ส.ค.-ก.ย. ลดลงไม่ชัดเจน แต่หลายพื้นที่ระดมกำลังเต็มที่”
ส่วนการเดินทางเข้าประเทศมีรายงานจากเพื่อนบ้านลักลอบช่องทางธรรมชาติ และคนไทยบางส่วนที่ไปพาคนเหล่านี้เข้ามา ขอความร่วมมือช่วยกันให้ปัญหาสุขภาพเราคลี่คลายไปได้ และเดินหน้าประเทศราบรื่น ซึ่งการเปิดประเทศมา 3-4 วัน นักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาจำนวนมาก เวลาเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อมาทางช่องทางธรรมชาติ วันนี้ 7 รายจากกัมพูชาทั้งสิ้น เป็นความกังวลใจอยากให้ช่วยกันดูแล เจ้าหน้าที่ดำเนินการเต็มที่ คนในชุมชนต้องร่วมด้วย เจ้าของกิจการต่างๆ ใช้แรงงานที่ถูกต้อง
นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ผู้เสียชีวิต 68 ราย อายุกลาง 71 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง 97% มาจากภาคกลางและตะวันออก 25 ราย ภาคใต้ 15 ราย กทม. 10 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 ราย สำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ตั้งแต่ พ.ค. จนถึงต้น พ.ย.หรือปัจจุบัน พื้นที่ชายแดนใต้มีจุดจำนวนแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องช่วง ส.ค.-ต.ค. เห็นแนวโน้มลดชัดเจนแล้ว ยะลา นราธิวาส สงขลาเริ่มลดลง แต่ปัตตานียังระดับคงตัวระดับสูงเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ส่วน 6 จังหวัดที่พบเพิ่มขึ้นและพบคลัสเตอร์นั้น สำหรับคลัสเตอร์ที่พบ ได้แก่เรือนจำ กทม. 44 ราย เชียงใหม่ 16 ราย, สถานบันเทิง กทม. 12 ราย, สถานศึกษา ฉะเชิงเทรา 2 ราย, โรงแรม กทม. 20 ราย, แคมป์ก่อสร้าง ล้งผลไม้ จันทบุรี 4 ราย, บริษัท สถานประกอบการ เชียงใหม่ 6 ราย กทม. 4 ราย, ค่ายทหาร ชลบุรี 3 ราย และตลาด เชียงใหม่ 61 ราย
นักท่องเที่ยวต่างชาติติดเชื้อ 10
นพ.เฉวตสรรกล่าวด้วยว่า หลังเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. รวมแล้ว 3 วัน โดยวันที่ 3 พ.ย. มีรายงานผู้เดินทางจากต่างประเทศ 2,614 ราย แบ่งเป็นเข้าระบบ Test&Go หรือกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องกักตัว โดยเข้ามาผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ สามารถเดินทางต่อได้ทันที จำนวน 2,283 ราย สะสม 6,305 ราย, ระบบแซนด์บ็อกซ์ 101 ราย สะสม 270 ราย และระบบกักตัวตามปกติ 230 ราย สะสม 549 ราย แบ่งเป็นกักตัว 7 วัน 160 ราย และกักตัว 10 วัน 389 ราย โดยวันที่ 3 พ.ย.มีรายงานพบผู้ติดเชื้อ 4 ราย จากระบบ Test&Go 1 ราย และระบบกักตัว 3 ราย จากที่รายงานเมื่อวานพบ 6 ราย จึงพบผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดรวม 10 ราย
“ส่วนประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยจำนวนสูง วันที่ 3 พ.ย. พบว่า มาจากสหรัฐอเมริกา เข้า Test&Go 196 ราย ญี่ปุ่น 339 ราย เยอรมนี 142 ราย อังกฤษ 105 ราย และเกาหลีใต้ 64 ราย จังหวัดปลายทางที่ นักท่องเที่ยวไปเมื่อมาถึง คือกทม. สมุทรปราการ ชลบุรี นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี จะเห็นว่ามีความคึกคัก ทั้งนี้ชาวต่างชาติที่สนใจลงทะเบียนในขณะนี้มีจำนวนมากหลายหมื่นราย มีระบบตรวจสอบประวัติการรับวัคซีน และข้อมูลต่างๆ เพื่ออนุมัติให้เดินทางเข้ามาในระบบของ Thailand Pass ซึ่งเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกและเข้าถึงได้ผ่านเว็บไซต์ หลักฐานการตรวจสอบก็สามารถเชื่อมโยงตรวจสอบเมื่อเดินทางมาถึงได้
ถามย้ำถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทยต้องฉีดวัคซีนครบโดสแบบไหนอย่างไร นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ประวัติการรับวัคซีนจะดูว่าเป็นวัคซีนที่เรารับรองหรือไม่ ที่รับรอง คือ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โมเดอร์ ซิโนฟาร์ม และสปุตนิกวี ส่วนครบโดสคือเท่าไรก็ขึ้นกับชนิดวัคซีน อย่างจอห์นสันฯ คือ 1 เข้ม ยี่ห้ออื่น 2 เข็ม จึงยังไม่พูดถึงเข็มกระตุ้น ส่วนระยะเวลานานเท่าไร ส่วนใหญ่ต้องฉีดเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ถือว่าภูมิคุ้มกันขึ้นได้ดี มีประสิทธิภาพดี
เปิดเรียนออนไซต์แล้ว 1.2 หมื่น
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ศธ.ได้รายงานภาพรวมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ให้ที่ประชุมครม. รับทราบ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหว่งว่าเมื่อเปิดเรียนแล้วพบปัญหาอุปสรรคหรือไม่ ซึ่งศธ.ได้รายงานว่าขณะนี้มีนักเรียนอายุ 12-18 ปี ได้รับวัคซีนกว่า 2.8 ล้านคนแล้ว ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับวัคซีนเข็มแรกกว่า 90% ส่วนเข็ม 2 ได้รับไปแล้วกว่า 60% ทั้งนี้ยังมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 87,000 คน คาดว่าภายในเดือนพ.ย.นี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับวัคซีนอย่างน้อยเข็มแรกครบทุกคน และขณะนี้มีผู้ปกครองยื่นความประสงค์ให้ลูกฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 3.8 ล้านคน จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพล.อ.ประยุทธ์อยากให้ศธ.ประชาสัมพันธ์ว่าศธ.มีความพร้อมในการเปิดภาคเรียนรูปแบบออนไซต์แล้ว
“จากข้อมูลที่รับรายงาน พบว่ามีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ เปิดเรียนรูปแบบออนไซต์ 12,000 แห่ง ซึ่งจะในวันที่ 15 พ.ย.นี้ จะมีโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนสังกัดอื่นๆ จะเปิดเรียนออนไซต์เพิ่มมากขึ้น ศธ.เชื่อว่าประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในการเปิดเรียนมากขึ้น ส่วนเปิดเรียน 3 วันที่ผ่านมา ยังไม่มีข้อมูลนักเรียนเสี่ยงติดเชื้อ โควิด-19 แต่อย่างใด”
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมมอบหมายถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่าภายหลังการเปิดประเทศมีผู้ติดเชื้อเข้ามา มีความกังวลอย่างไรบ้างว่า นายกฯ ติดตามผลการดำเนินงานของการเปิดประเทศมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะด้านสาธารณสุขเท่านั้น ส่วนเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มาจากการเดินทางนั้น พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่านับตั้งแต่วันที่ 1-3 พ.ย.มีผู้เดินทางเข้าประเทศไทยทั้งหมด 7,124 คน จาก 3 ระบบ คือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ผู้ที่เดินทางเข้าในระบบแซนด์บ็อกซ์ และคนที่เข้าระบบกักกันตัว ทั้งหมดนี้มีผู้ติดเชื้อรวม 6 คนเท่านั้น และได้รับการดูแล
“ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่นบางจุดในสนามบินที่เป็นช่วงเวลาที่มีผู้เดินทางเข้ามาเยอะ และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขมีจำนวนน้อยอยู่ ทางสาธารณสุขเร่งดำเนินการหาเจ้าหน้าที่มาเพิ่มเติมได้ครบถ้วน คาดว่าปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลาย ส่วนอีกปัญหาพบสายการบินตรวจเอกสารตั้งแต่ต้นทางไม่ครบถ้วน เมื่อมาถึงไทยเลยเกิดปัญหา ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ประสานงานในการจัดระเบียบให้เข้มว่าต้นทางที่จะรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องต้องทำอย่างไรบ้าง ส่วนระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) แม้จะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 1 พ.ย.แล้ว แต่ในช่วงนี้ระยะเปลี่ยนผ่าน นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยจะอยู่ภายใต้ระบบการขอหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (ซีโออี) อยู่ แต่เมื่อระบบไทยแลนด์ พาส ได้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเริ่มในวันที่ 8 พ.ย. ปัญหาในการตรวจสอบต่างๆ จะคลี่คลายไปทั้งหมด ซึ่งนายกฯ ติดตามครบทุกมิติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศ”
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการเปิดเทอมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นายกฯ ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเปิดประเทศอย่างที่มีคนกล่าวหา ทั้งนี้รมว.ศึกษาธิการรายงานให้ครม.รับทราบ โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา นับจนถึงวันที่ 2 พ.ย.ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 800,000 กว่าคน เข็มที่ 2 จำนวน 557,000 คน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการฉีด 87,000 คน ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขจะเร่งฉีดให้ครบถ้วน สำหรับการฉีดวัคซีนให้กับเด็กและนักเรียนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยตัวเลขวันที่ 3 พ.ย.ฉีดวัคซีนแล้ว 3 ล้านกว่าคน คิดเป็น 78 เปอร์เซ็นต์ จากยอดที่แจ้งประสงค์ฉีดวัคซีน 840,000 คน
“สำหรับโรงเรียนที่มีการเปิดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ 12,110 โรงเรียน จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 35,000 โรงเรียน ทั้งนี้แม้ตัวเลขอาจจะยังไม่มาก แต่รมว.ศึกษาธิการก็ให้ข้อมูลว่า โรงเรียนในพื้นที่กทม.และต่างจังหวัดขอเวลาและไปเปิดวันที่ 15 พ.ย.”
ครม.เทงบ 3.6 พันล.วิจัยวัคซีน
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ครม.อนุมัติโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ChulaCov19 mRNA เพื่อทำการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 และการผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนวัคซีน เพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน กรอบวงเงิน 2,316 ล้านบาท และเห็นชอบในหลักการโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 (Baiya) กรอบวงเงิน 1,309 ล้านบาท ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2564 มีรายละเอียดดังนี้ 1.โครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 “ChulaCov19 mRNA” กรอบวงเงิน 2,316 ล้านบาท เพื่อดำเนินการทดสอบวิจัยในอาสาสมัครระยะที่ 3 เพื่อใช้ในการขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์ที่องค์การอาหารและยา (อย.) กำหนด และเพื่อการผลิตวัคซีนสำหรับทดสอบระยะที่ 3 และเตรียมการผลิตสำหรับขึ้นทะเบียนรับรองจาก อย. ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ใช้ได้เอง และสามารถต่อยอดเทคโนโลยีนี้สู่การผลิตวัคซีนสำหรับป้องกันโรคอื่นๆ รวมถึงโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้ที่ประชุมมอบหมายให้จุฬาฯ ดำเนินการกำหนดกลไกการกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
2.โครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 (Baiya (ผลิตจากใบยา) กรอบวงเงิน 1,309 ล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในส่วนของการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 3 อาสาสมัครอย่างน้อย 10,000 คน ตามหลักเกณฑ์ของอย. เพื่อให้ไทยสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้ตั้งแต่ต้นน้ำด้วยตัวเอง และสามารถฉีดกระตุ้นภูมิให้ประชาชนคนไทยได้อย่างน้อย 60 ล้านโดสต่อปี โครงการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาวัคซีน โควิด-19 ที่ผลิตในไทยและผ่านการทดสอบในระยะต่างๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ทั้งนี้ที่ประชุมมอบหมายให้จุฬาฯ เร่งจัดทำรายงานผลการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 ของวัคซีน ใบยา เสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาอนุมัติงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป
‘บิ๊กตู่’สั่งกวาดล้างขนแรงงานเถื่อน
ด้านน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายของแรงงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมสั่งการอย่างเด็ดขาดว่าหากใครที่มีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทั้งตำรวจ ทหาร และมหาดไทย รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด ผ่านมาจับกุมทุกวันไม่ว่าใครที่เกี่ยวข้องจะดำเนินคดีทั้งหมด นอกจากนี้ยังให้สืบสวนสอบสวนหาถึงนายทุนและหาข้าราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยจะเร่งดำเนินการในทุกๆ วัน
คาดธ.ค.3 แสนมาเที่ยวภูเก็ต
ด้านนายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำโดยไม่ต้องกักตัว ว่า ช่วงแรกคงจะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาทันทีทันใด จากการประเมินร่วมกันของภาคเอกชน คาดว่าหากในช่วงเดือนพ.ย.และธ.ค.นี้ การระบาดในต่างประเทศไม่เกิดขึ้นมากกว่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเป้าหมาย และภายในประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดได้ เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 เมื่อบวกกับนักท่องเที่ยวคนไทย ซึ่งขณะนี้มีการเดินทางเข้ามามากขึ้นจากเดิม โดยจะเห็นได้จากตัวเลขของเที่ยวบินต่างๆ ที่ค่อนข้างเต็ม ดังนั้น จึงตั้ง เป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทายกันเองว่า ในเดือนธ.ค.2564 จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณวันละ 10,000 คน และตลอดทั้งเดือนจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามารวม 300,000 คน จะทำให้เกิดการ กระจายรายได้ทั่วถึงขึ้น
“นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยหลังจากวันที่ 15 พ.ย.ไปแล้ว จะเพิ่มจำนวนประเทศที่สามารถเดินทางเข้ามาได้เพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มแซนด์บ็อกซ์ หลังจากนี้จำนวนประเทศจะลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ จะมีเที่ยวบินตรงจากมอสโก ซึ่งที่นั่งบิซิเนสคลาสเต็มทั้งหมด หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ จะมีบินตรงมาจากซิดนีย์อีกด้วย”
ศูนย์บางซื่อเปิดจองคิวฉีดไขว้
วันเดียวกัน ศูนย์บางซื่อเปิดจองคิวฉีดไขว้ “แอสตร้าฯ-ไฟเซอร์”ผ่าน 4 ค่ายมือถือ
โดยเพจเฟซบุ๊ก “CVC กลางบางซื่อ” เปิดจองคิวฉีดวัคซีน #เข็มที่ 1 สูตรไขว้ AP ชนิดวัคซีน เข็มที่ 1 แอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 ไฟเซอร์ มีระยะห่าง 28 วัน (4สัปดาห์) สำหรับผู้ที่ไม่เคยรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีอายุตั้งแต่ 18 ปี
โดยลงทะเบียนผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เริ่มลงทะเบียนวันที่ 4 พ.ย. 64 ฉีดวัคซีน วันที่ 5-30 พ.ย.64 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เวลา 9.00 – 17.00 น. ทุกวันฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
สำหรับผู้ที่จองคิวผ่านเครือข่าย สูตร SA มาก่อนหน้านี้จะได้รับการเปลี่ยนสูตรฉีดวัคซีนอัตโนมัติเป็นสูตร AP ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.64 เป็นต้นไป