ระดมพลอาทิตย์14พย.
เดินไป‘สนามหลวง’ด้วย
ทนายของอานนท์ใส่ชื่อตู่
เรียกขึ้นเบิกความคดี 112

ม็อบนัดชุมนุมใหญ่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันอาทิตย์นี้ เผย 8 เครือข่ายผนึกกันทั้งครช.-ทะลุฟ้า-วีโว่-ธรรมศาสตร์และการชุมนุมด้วย ส่อระอุเคลื่อนมวลชนเดินไปสนามหลวงด้วย ด้านศาลอาญาตรวจหลักฐาน ‘อานนท์’ คดีปราศรัยม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.63 และโดนฟ้องคดี 112 ทนายความเผยไม่กังวล ใส่ชื่อ‘พล.อ. ประยุทธ์’ขึ้นเบิกความพยานจำเลยด้วย

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อ.1629/2564 ที่พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำราษฎร ในข้อหาหมิ่นประมาทสถาบันฯ ตามมาตรา 112, ยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.บ. โรคติดต่อฯ, พ.ร.ก ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ จากกรณีร่วมปราศรัยในการชุมนุม “เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตย” หรือม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563

นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมาศาล พร้อมเปิดเผยว่าเป็นวันนัดพิจารณา นัดตรวจพยานหลักฐานในเหตุการณ์ชุมนุม แฮร์รี่พอตเตอร์ ซึ่งนายอานนท์ขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งฝ่ายโจทก์ได้ยื่นบัญชีพยานมาแล้ว ฝ่ายจำเลยหรือตนได้เตรียมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุทั้งหมด 90 ลำดับ เพื่อนำมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่นายอานนท์ได้ปราศรัยในวันนั้น เป็นไปโดยสุจริตและมีข้อเท็จจริงรองรับ ไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

เมื่อถามว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มี คำวินิจฉัยว่า การจัดชุมนุมของนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง เสนอปฏิรูปสถาบัน เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครอง ทนายได้พูดคุยกับนายอานนท์หรือไม่ นายนรเศรษฐ์ ตอบว่า ได้พูดคุยเพราะตนเป็นทนายความ จึงได้เข้าไปเยี่ยม หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว แต่ตนขอเรียนอย่างนี้ว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคท้ายระบุไว้ว่าการดำเนินการไม่กระทบกระเทือนต่อการดำเนินคดีอาญานั้น หมายความว่าการพิจารณาคดีอาญา ก็จำเป็นต้องพิจารณาตามองค์ประกอบในทางอาญาที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว จำเลยในคดีอาญาจะผิดเลยหรือถูก ตนขอยกตัวอย่างกรณีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าเป็นการชุมนุมที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเมื่อมีการดำเนินคดีอาญา ก็มีแกนนำหลายคนที่ถูกพิพากษาลงโทษเหมือนกัน ดังนั้นแล้วความผิดในทางอาญากับความผิดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต้องแยกออกจากกัน จะมีแค่บางส่วนที่นำมาเป็นพยานหลักฐานได้

เมื่อถามว่ามีความกังวลกับการดำเนินคดีหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ ตอบว่า ในคดีนี้ตนไม่มีความกังวล เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั้นไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ของวันที่ 3 ส.ค. 63 แต่เป็นการวินิจฉัยในเหตุการณ์ของวันที่ 10 ส.ค.63 ดังนั้นจึงเป็นคนละเหตุการณ์อยู่แล้ว และนายอานนท์ก็พร้อมที่จะต่อสู้คดี แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาเป็นระยะเวลา 2 เดือนแล้ว เวลาที่ตนซึ่งเป็นทนายไปปรึกษาหารือ ส่งเอกสาร และไม่สามารถเอาคลิปวิดีโอต่างๆ ไปปรึกษาแนวทางการสู้คดีกับนายอานนท์ได้ ทำให้การต่อสู้ของนายอานนท์ในคดีนี้เป็นไปได้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะจำเลยถูกขังอยู่

หลังศาลตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น ต่อมาเวลา 12.00 น. นายนรเศรษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ฝ่ายโจทก์ขอสืบพยาน 18 คน ส่วนฝ่ายจำเลยขอสืบพยาน 23 คน หนึ่งในนั้น ฝ่ายจำเลยได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเบิกความเป็นพยานด้วย เนื่องจากนายอานนท์ได้กล่าวปราศรัยพาดพิงถึงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ให้ข่าวเกี่ยวกับกฎหมาย มาตรา 112 และศาลนัดสืบพยานนัดแรก วันที่ 1 พ.ย. 2565

ด้านเฟซบุ๊ก ‘อานนท์ นำภา’ แกนนำราษฎร และทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความ เผยแพร่เนื้อความบนจดหมายเปิดผนึกถึงบรรดา ‘พี่น้องกบฏ’ โดยเนื้อความของจดหมายระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ทำให้ผู้ที่ถวิลหาสังคมที่มีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และต้องการปฏิรูปสถาบัน ตามระบอบประชาธิปไตยเป็น ‘กบฏ’

ช่วงหนึ่งของจดหมายยังระบุด้วยว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นตีความคลาดเคลื่อนหลายอย่าง ซึ่งต่อไปคงมีนักวิชาการออกมาให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ และหากเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ กับประเทศนี้ ก็ถือว่ามีส่วนในการจุดไฟนั้นขึ้นมาด้วย

ท้ายจดหมายทิ้งข้อความระบุว่า “ผม (อานนท์ นำภา) ภูมิใจที่ได้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องทุกคนตั้งแต่วันแรกๆ จนถึงวันที่ผมอยู่ในคุก ความตั้งใจเดิมเป็นเช่นไรก็ยังคงเป็นเช่น นั้น และหากมีผู้ใดจะหมุนเข็มนาฬิกาให้ประเทศไทยกลับไปปกครองด้วยระบอบที่ ผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิ์ขาดในการปกครอง ไม่ฟังเสียงของราษฎร ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ ผมเองยินดีประกาศตนเป็นกบฏต่อระบอบนั้น ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ย.นี้ เครือข่ายราษฎรกลุ่มต่างๆ ได้แก่ คณะรณรงค์รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทะลุฟ้า วีโวลันเทียร์ เหล่าทัพราษฎร ธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฯลฯ ได้ประกาศนัดชุมนุม ในเวลา 15.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเคลื่อนไปยังสนามหลวง

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มวลชนกลุ่มปฏิรูปสถาบัน เเละกลุ่มราษฎรเอ้ย ประมาณกว่า 30 คน ได้ เดินทางมาชุมนุมบริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลอาญาเเละมีการอภิปรายหัวข้อ “ปฏิรูปไม่ได้แปลว่าล้มล้าง” ผ่านเครื่องเสียงขนาดย่อม โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ., บก.น.2 และตำรวจ สน.พหลโยธิน รวม 2 กองร้อยคอยดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในเเละหน้าศาลอาญา โดยตำรวจศาลมีการนำโซ่กุญเเจมาคล้องประตูทางเข้าศาลอาญาเพื่อรักษาความปลอดภัยด้วย

สำหรับผู้ที่ปราศรัย ประกอบไปด้วย น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้ พะเยา, นายกฤษพล ศิริกิตติกุล โจเซฟ รวมถึงอดีตแกนนำกลุ่ม นปช.อย่าง “เอม ลายดอก” เนื้อหาในการปราศรัยครั้งนี้ เป็นการยืนยันข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ โดยย้ำว่าไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง การวิพากษ์วิจารณ์และการไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 พ.ย. และเปรียบเทียบการรัฐประหารที่ผ่านมาว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการล้มล้างการปกครองเช่นเดียวกันหรือไม่

กิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของการชุมนุมวันนี้ คือการอ่านแถลงการณ์ 2 ภาษา เนื้อหา กล่าวถึง ปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีการอ้างคำพูดที่ตัวแทนประเทศไทย พูดในที่ประชุมสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือ UPR ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งผู้ปราศรัยระบุเป็นการตอบไม่ตรงตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

นอกจากนี้ ที่ชุมนุมยังนัดหมายชุมนุมใหญ่ วันที่ 14 พ.ย. เวลา 15.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน และจะเคลื่อนขบวนไปยังสนามหลวง กระทั่งเวลา 18.15 น. การชุมนุมได้ยุติลง และมวลชนต่างทยอย กันกลับ

ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด แกนนำม็อบคณะราษฎร และนางอังคณา นีละไพจิตร ตัวแทนกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายม็อบที่หน้าอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2563 จำนวน 9 คน มายื่นฟ้องทางแพ่งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผบ.ตร. เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อเสรีภาพการชุมนุม และสิทธิในชีวิตและร่างกาย ค่ารักษาพยาบาล จำนวน 3,020,147 บาท และขอให้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นขัดขวาง และใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายการชุมนุมสาธารณะและหลักสากล

นางอังคณาเปิดเผยว่า วันนี้มาฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผบ.ตร.กรณีใช้กำลังสลายการชุมนุม ซึ่งมองว่าเหตุการณ์ขณะนั้นยังไม่มีผู้ชุมนุม และยังมีการสัญจรไปมาตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ทำให้ประชาชนในบริเวณนั้นได้รับผล กระทบ และถือเป็นการสลายการชุมนุมตั้งแต่ยังไม่ใช่เวลานัดหมายชุมนุม ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งหมดได้รับบาดเจ็บรวม 9 ราย จึงมาขอความเป็นธรรมในวันนี้ โดยค่าเสียหายทั้งหมดเฉลี่ยคนประมาณ 3 แสนบาท และ มีผู้เสียหาย 1 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด เรียกค่าเสียหาย 4 แสนกว่าบาท โดยได้ นำหลักฐานเป็นภาพถ่ายมาและมีใบรับรองแพทย์แนบมาด้วย

ขณะที่น.ส.ชลธิชาหรือลูกเกด หนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุม กล่าวว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มีการประชุมสภา และยังไม่ได้เริ่มมีการชุมนุม แต่ตำรวจปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ทั้งการตั้งแนวรั้วกันพื้นที่ การใช้น้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุม ซึ่งการกระทำดังกล่าวมองว่า ผิดหลักสากล และผิดต่อหลักกฎหมาย และในวันดังกล่าวไม่ได้มีการแจ้งหรือเจรจา เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความรุนแรง ทำให้มีทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และบาดเจ็บสาหัสโดยการฟ้องในวันนี้จะเป็นการเรียกค่าใช้จ่ายการได้รับบาดเจ็บ และค่าเสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิการเดินทาง รวมถึงความเสียหายที่ เกิดขึ้นจากการถูกขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพ เพราะมองว่า การที่ตำรวจตั้งเครื่องกีดขวางการใช้สิทธิในการชุมนุมนั้นความ เสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามก่อนชุมนุมเราได้แจ้งการชุมนุมแล้ว และจากเหตุการณ์ดังกล่าวตนกับผู้ชุมนุมประมาณ 6 คนถูกดำเนินคดีข้อหาพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะและฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นพนักงานอัยการว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่

ทั้งนี้ ศาลแพ่งได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.5341/2564 และนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 8 ก.พ.2565 เวลา 09.00 น.

ม็อบราษฎร – กลุ่มราษฎรเอ้ย ชุมนุมอ่านแถลงการณ์ ‘ปฏิรูปไม่ได้แปลว่าล้มล้าง’ ที่หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ขณะที่ 8 กลุ่มองค์กรนัดชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันที่ 14 พ.ย.ที่จะถึงนี้

ฟ้องแพ่ง – ผู้เสียหายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 9 คนยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากเหตุสลายชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 63 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาฯ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 พ.ย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน