ก้าวไกลบี้สอบ-ทอ.ซื้อบินมะกัน
‘ตู่-ป้อม’ลอยกระทง-ทิ้งขัดแย้ง
จรุงวิทย์ลาออก‘กกต.’จ่อนั่งสว.
‘วิษณุ’ชี้ร่างรธน.ฉบับประชาชน ยื่นแก้อีกได้ แนะนำฉบับถูกตีตกเป็นบทเรียนเพื่อไทยเล็งเสนอแก้ทั้งฉบับหลังร่างกฎหมายประชามติผ่านสภา ก้าวไกลอัดนายกฯ ไม่คุมงบกองทัพอากาศทั้งที่เป็น รมว.กลาโหม ปล่อยซื้อเครื่องบินจากสหรัฐ 8 ลำ 4.5 พันล้าน ช่วงวิกฤตโควิด ‘บิ๊กตู่’หารือนักธุรกิจสหรัฐ ปลื้มคำชมเชื่อมั่นศักยภาพไทย พร้อมลงทุนเพิ่ม ไม่ห่วงการเมืองป่วน ‘บิ๊กป้อม’ ร่วมลอยกระทงนายกฯ-ครม. ลั่นขอลอยความขัดแย้งทั้งหมด ‘นิพนธ์’ลั่นไม่หนักใจ ศาลรัฐ ธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ‘จรุงวิทย์‘ไขก๊อกเลขาฯกกต. จ่อนั่งส.ว.
‘บิ๊กตู่’หารือนักธุรกิจสหรัฐ
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้อนรับคณะนักธุรกิจจากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (American Chamber of Commerce in Thailand: AMCHAM) ที่เข้าเยี่ยมคารวะผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ร่วมด้วย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย นำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังโควิด-19 ในรูปแบบเน็กซ์ นอร์มัล และการส่งเสริมความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ทั่วถึง และยั่งยืน ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การค้า และการลงทุน พร้อมขอให้ภาคเอกชนสหรัฐ ร่วมมือกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป
ด้านนาย Gregory Wong ประธาน AMCHAM กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกและนับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ได้พบปะกับหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีตัวแทนสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้กว่า 400 คน ย้ำว่า ภาคเอกชนสหรัฐเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก
พร้อมลงทุนเพิ่ม-ไม่ห่วงการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ประชุมร่วมกับคณะนักธุรกิจจากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการหลายร้อยบริษัทของสหรัฐ ได้พูดคุยทั้งในส่วนวิกฤตและโอกาส โดยเฉพาะความร่วมมือ ซึ่งคณะนักธุรกิจจากหอการค้าอเมริกันฯ พร้อมสนับสนุนไทยในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ สหรัฐมีธุรกิจขนาดใหญ่ มีการลงทุนในประเทศไทยแล้วประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรับว่าจะขยายการลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้สอบถามสถานการณ์ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองของไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มี เขาไม่ห่วง เขาชื่นชมด้วยซ้ำไป เขาไม่พูดถึงเลย เขาชื่นชมการทำงานของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายของนายกฯ ชื่นชม ไม่มีใครพูดถึง ผมว่าวันนี้เอาประเทศ ไทยให้รอดก่อน เอาเศรษฐกิจให้รอด เอาโควิดให้รอดก่อน เรื่องอื่นๆ พอได้แล้ว เรื่องการเมืองไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเถอะขอกัน”
เขียนจดหมายน้อยตอบชาวบ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า มีควันหลงจากการปฏิบัติภารกิจเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2564 ที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ แล้วได้เดินทางต่อไปยังวัดนางนองวรวิหาร เขตจอมทอง กรุงเทพฯ เพื่อถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงกลาโหม ปรากฏว่านายประเสริฐ แสงทับแห ชาวบ้าน อยู่บ้านเลขที่ 99/1 หมู่ 6 เขตจอมทอง ซึ่งเป็นผู้สูงอายุผู้พิการได้เขียนจดหมายน้อยถึง นายกฯ ใจความว่า “ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลสุดยอด สมกับนายกรัฐมนตรี ให้ลุงตู่ เจริญ-มีความสุข ช่วยชาวบ้านดี สุดยอด”
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์เห็นจดหมายฉบับ ดังกล่าวได้เรียกหาปากกาเขียนตอบทันทีว่า “ขอบคุณมากๆ ครับ ขอให้แข็งแรง ปลอดภัย มีความสุข อนุโมทนาบุญครับ” ลงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้ได้นำจดหมายตอบกลับของนายกฯ ไปให้กับคุณลุงประเสริฐ พร้อมต้นไม้มงคล “ทองอำพัน” ซึ่งลุงประเสริฐบอกว่า “ชื่นใจมาก ในชีวิตนี้ผมจะเก็บไว้โชว์”
‘บิ๊กป้อม’ลอยกระทง-ทิ้งขัดแย้ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีถึงการร่วมกิจกรรมลอยกระทง “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสานประเพณีไทย 1 ครอบครัว 1 กระทง รักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ปลอดโรคปลอดภัย” ในวันที่ 19 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ร่วมงานว่า “ก็มาลอย ลอยๆ แต่ว่าลงไปลอยไม่ได้ เดี๋ยวตกน้ำตาย” เมื่อถามว่าอยากลอยอะไรทิ้งไป พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็ลอยความขัดแย้งทั้งหมดไป ถ้าคิดว่ามี แต่ผมไม่มี”
พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีนายชุมพล จุลใส หรือลูกหมี อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) มาต้อนรับขณะลงตรวจเยี่ยมน้ำท่วมที่ จ.ชุมพร และสุราษฎร์ธานี มีแนวโน้มมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ว่า ให้ไปถามลูกหมี เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่นายชุมพล จะมาร่วมงาน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้
โฆษกรัฐแจงบิดเบือนภาพนายกฯ
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการนำภาพพล.อ.ประยุทธ์ ช่วงถ่ายภาพร่วมกันของผู้นำประเทศต่างๆ ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก เมื่อปี 2560 ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นภาพตัดมาเผยแพร่และบิดเบือนความจริง ว่านายกฯ ไม่เข้าใจและไม่ปฏิบัติตามคำพูดของช่างภาพว่า เป็นการบิดเบือนเพื่อโจมตีนายกฯ จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบจากภาพเต็ม ที่ไม่มีการตัดภาพผู้นำคนอื่น
โดยเหตุการณ์ดังกล่าว นายกฯไทย ร่วมโบกมือพร้อมผู้นำคนอื่นด้วย แต่ช่วงท้ายผู้นำหลายคนได้ลดมือลงแล้ว จึงดูเหมือนมีผู้นำหลายคนที่ไม่ได้ยกมือขึ้น อาทิ นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกฯ นิวซีแลนด์ นายจัสติน ทรูโด นายกฯ แคนาดา และนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย
“ขอให้ประชาชน รับข่าวสารอย่างมีสติ รอบคอบ จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งข่าว หากได้ดูคลิปวิดีโอฉบับเต็ม จะเห็นว่า นายกฯ ไม่ได้มีปัญหาต่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ สามารถพูดคุยกับผู้นำหลายคนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน ฝากเตือนถึงกลุ่มที่บิดเบือนและโจมตีว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง ขอให้ยุติการกระทำที่ส่งผลเสียต่อผู้อื่น” นายธนกรกล่าว
‘วิษณุ’จี้วิปแก้ปัญหาองค์ประชุม
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานการประชุมสภา ชิงปิดประชุมระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เครื่องสำอาง (ฉบับที่ …) พ.ศ… เนื่องจากมีสมาชิกร่วมประชุมน้อยว่า วันที่ 17 พ.ย. มีการประชุมร่วมรัฐสภา สมาชิกอยู่ครบถ้วน แต่ต้องเห็นใจเนื่องจากประชุมทั้งวันและประชุมหลายสภา ทั้งรัฐสภา และประชุมสภา ช่วงบ่ายตนไปชี้แจงร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เห็นว่ามีสมาชิกครบองค์ประชุม แต่เกินมาไม่มาก เนื่องจากอาจไปประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) เมื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.เครื่องสำอาง อภิปรายไปสักพักแล้วสมาชิกไม่อยู่ ซึ่งอาจไปพักกันหรือไม่ ภาพจึงเป็นไปอย่างที่เห็น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากนี้ต้องประสานให้ส.ส.รัฐบาล ควบคุมเรื่ององค์ประชุมมากกว่านี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การทำให้องค์ประชุมครบเป็นหน้าที่ของส.ส.ทุกคน โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องอยู่ เพราะเป็นการเสนอกฎหมายของรัฐบาล และเรื่องนี้ขอให้คณะกรรมการประสานงานสภา ผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ไปจัดการแล้ว ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุหลังจากนี้จะอยู่ประชุมเพื่อลงมติ แต่ไม่ขอแสดงตัวเป็นองค์ประชุมให้นั้น ก็ขอบคุณที่บอกให้รู้ วิปคงได้ยิน คงไปเตรียมการแล้ว
ชี้ร่างรธน.ฉบับปชช.ยื่นแก้อีกได้
ต่อข้อถามถึงกรณีรัฐสภาตีตกร่างรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนกลุ่มรี-โซลูชั่น กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 135,247 คน เป็นผู้เสนอ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หากจะเสนอเข้ามาอีก ทำได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ได้ กระบวนการทุกอย่างทำใหม่หมด ปีที่แล้วก็เดินมาทีนึงแล้ว ปีนี้ก็เดินอีก ถ้าต่อไปจะเดินอีกก็ไม่แปลก หากตรงใจ ถูกใจ อาจจะได้รับความเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นก็ได้ โดยต้องรู้จักเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นบทเรียนด้วยว่าทำไมถึงไม่ผ่าน ถ้าจะให้ผ่านต้องทำอย่างไร ซึ่งอาจจะไม่ผ่านหมด บางคำขอคงต้องเลือกเอา ประเด็นสำคัญที่ตกไป เพราะมีเรื่องไปผูกกับงบประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติด้วย
เมื่อถามว่าเรื่องนี้อาจถูกนำไปโยงกับการเคลื่อนไหวนอกสภา จะทำให้เรื่องต่างๆ วุ่นวายหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่น่าจะวุ่นวาย หากวุ่นวาย ใครที่มีหน้าที่ก็ไปจัดการ ถ้าทำไม่ให้วุ่นวายก็ทำได้
เพื่อไทยเล็งเสนอแก้ทั้งฉบับ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ฝ่าย ไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ระบุเหตุผลการเสนอแก้ไขเป็นการนำประเด็นรวมกับ 13 เรื่อง ที่ยื่นแก้ไขมาก่อนหน้านี้ว่า เราเสนอกันมาหลายรอบ นับครั้งไม่ถ้วน และยังมีความจำเป็นที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ไข ตนเห็นว่าถ้าจะเสนอแก้ครั้งหน้าต้องเสนอแก้ไขทั้งฉบับแล้ว เพราะที่ผ่านมากฎหมายประชามติยังไม่ผ่าน ถ้ากฎหมายประชามติผ่านแล้วก็ใช้ประชามติของประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญในภาพรวมทั้งฉบับ
“ถ้าเสนอแยกประเด็นไม่ได้ ก็เสนอแก้ทั้งฉบับโดยใช้ประชามติจากประชาชน คราวนี้ใครจะอ้างอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนรัฐธรรมนูญจะแก้ไขได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคต แต่เราต้องแสดงเจตนาไปว่ามีความจำเป็นที่ต้องแก้ไข และถ้าจะให้รอ ส.ว.หมดไปตามบทเฉพาะกาลก็จะนานเกินไป ซึ่งไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเรื่อยๆ เพื่อแสดงเจตนาอันแท้จริงที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด” นายประเสริฐกล่าว
‘เนาวรัตน์’เผยเหตุโหวตผ่าน
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชนว่า ตนมีเหตุผล 2 อย่าง คือ 1.เพื่อสนับสนุนหรือส่งเสริมหลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยชอบธรรมของภาคประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในสภา เหมือนกับที่ ส.ส. แสดงความคิดเห็น แต่จะต้องมีผู้เข้าชื่อ 50,000 ชื่อขึ้นไป
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประชาชนเข้าชื่อประมาณ 1.3 แสนคน จึงต้องให้เกียรติและช่วยทำให้การแสดงความคิดเห็นได้ปรากฏ ในสภา ซึ่งวาระนี้เป็นแค่ชั้นรับหลักการ เมื่อรับหลักการไปแล้วในวาระ 2 จะมีคณะ กรรมาธิการ (กมธ.) มากลั่นกรองว่าจะมีความเป็นไปได้อย่างไรบ้าง ตนไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาหลายส่วน แต่ไม่ได้เอาเนื้อหาเป็นหลัก แต่เอาในแง่ของความชอบธรรมของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน
2.เพื่อยืนยันว่ารัฐสภานี้เป็นรัฐสภาของประชาชน เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนทุกภาคส่วน ขอแค่เข้ามาโดยถูกต้อง
เชื่อบรรเทาอุณหภูมิการเมืองได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา จะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองสูงขึ้น นายเนาวรัตน์กล่าวว่า แล้วแต่ว่าจะมองกันอย่างไร แต่ตนเห็นว่าหากรับไว้ก็จะช่วยบรรเทาความร้อนแรงทางการเมืองภายนอกได้ ซึ่งน่าจะเห็นเจตนาดีของสภา ที่ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่คุณกำลังทำเป็นอย่างไร ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกประเด็น
เมื่อถามว่า หากภาคประชาชนเข้าชื่อได้ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด และยื่นมาที่รัฐสภาอีกครั้ง ยังยืนยันที่จะสนับสนุนหรือไม่ นายเนาวรัตน์กล่าวว่า “ในวาระแรกผมสนับสนุนทั้งนั้น อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าสภาไม่ได้ปิดกั้น หากไม่รับไปทั้งหมด ประชาชนจะสะท้อนว่าเสนอไปเท่าไหร่สภาก็ไม่รับ ประชาชนจะได้ไปกลั่นกรองว่าการเสนอนั้นต้องมีเหตุผลที่ชอบธรรมสอดคล้องกับความเป็นจริง”
ชทพ.ชูตั้งส.ส.ร.แก้ไข
ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผู้ดูแลทำนโยบายด้านการเมืองของพรรค เปิดเผยว่า วันที่ 19 พ.ย. เวลา 09.30 น. คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนานัดหารือเพื่อวางกรอบการจัดทำนโยบายเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ก่อนนำเข้าที่ประชุมใหญ่ของพรรค วันที่ 20 พ.ย. เบื้องต้นตนเตรียมเสนอให้บรรจุนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นหนึ่งในนโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง โดยยึดแนวทางที่เคยทำในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคชาติไทย ผ่านการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นของประชาชนและลดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งจะไม่เสนอแก้ไขในรายละเอียดเพราะเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร.
ส่วนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค วันที่ 20 พ.ย. มีวาระพิจารณาที่สำคัญคือการตั้งคณะกรรมการ เพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงการระดมความเห็นเพื่อทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง
พรรครัฐบาลจับมือชง 2 กม.ลูก
นายนิกร ในฐานะวิปรัฐบาล เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ให้สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…. ที่รอการประกาศใช้ ว่า ที่ประชุมวิปมีมติจะยกร่างเนื้อหารวมเป็นฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วน กรณีที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีความเห็นเฉพาะนั้นขอให้สงวนแล้วไปพิจารณาในชั้นแปรญัตติ และในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อให้การเสนอร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวมีความเป็นเอกภาพ และไม่แย้งกัน
‘ชลน่าน’แย้มล็อกวันยื่นซักฟอก
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 นั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านได้มีการพูดคุยกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงใช้ปัญหา และภาวะวิกฤตของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง เพราะการอภิปรายตามมาตรา 152 เป็นการอภิปรายเพื่อช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ซึ่งในสัปดาห์นี้เราจะพูดคุยกันถึงเรื่องเนื้อหาสาระที่เป็นปัญหาของประชาชน และเป็นข้อเท็จจริงที่เราอยากรู้ เช่น ปัญหาน้ำมันแพง และการแก้ปัญหาโควิดที่รัฐบาลยังแก้ไม่ได้
สำหรับกรอบเวลา เรายื่นได้ในสมัยประชุมนี้เท่านั้น คือจนถึงวันที่ 28 ก.พ.65 ซึ่งเราพูดคุยกันแบ่งเป็น 2 ช่วง คือยื่นภายใน วันที่ 15 ธ.ค.นี้ และหลังปีใหม่ประมาณเดือนม.ค. ซึ่งต้องดูปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง
ก.ก.อัดนายกฯไม่คุมงบทอ.
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 และคณะอนุกมธ.ครุภัณฑ์และไอซีที ในกมธ.งบประมาณปี 65 ให้สัมภาษณ์กรณีกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินโจมตี AT-6 จากสหรัฐ 8 ลำ จำนวน 4,500 ล้านบาท ว่า โครงการนี้ถูกตั้งงบไว้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 64 ซึ่งต้องทำโครงการตั้งแต่ปี 63 สมัย พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ที่ตั้งงบเข้ามาตอนนั้นมีการระบาดของโควิด-19 แล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ และกำกับดูแลกระทรวงกลาโหม ไม่ได้คำนึงถึงการจัดสรรงบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เฉพาะงบปี 64 กองทัพอากาศตั้งงบผูกพันข้ามปีที่เป็นโครงการจัดซื้ออุปกรณ์ขนาดใหญ่ทั้งหมดประมาณ 10,500 ล้านบาท ซึ่งในนั้นมีโครงการจัดซื้อเครื่องบิน 8 ลำดังกล่าวอยู่
ความจริงแล้วกองทัพอากาศจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ แบ่งซื้อเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกซื้อก่อน 8 ลำ ระยะที่สองซื้อ 4 ลำ ซึ่งเมื่อตั้งมาแบบนี้ ในฐานะที่พล.อ.ประยุทธ์ กำกับกระทรวงกลาโหม ทำไมไม่ชะลอออกไปก่อนสัก 1 ปี แทนที่จะซื้อทีละ 8 ลำ ซื้อทีละ 4 ลำก่อนได้หรือไม่ จะช่วยลดงบลงและสอดคล้องกับสถานการณ์ แต่เมื่อไม่ได้ทำ เงิน 4,500 ล้านบาทก็จะมาเป็นภาระในปีงบอีก 4-5 ปีข้างหน้าที่จะต้องทยอยจ่าย
กรณีกองทัพอากาศตั้งงบ 10,500 ล้านบาทเป็นงบผูกพันข้ามปี ซึ่งเมื่อพิจารณางบปี 65 โครงการดังกล่าวเป็นกฎหมายไปแล้ว ในฐานะ กมธ. จะไปยกเลิกโครงการก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือปรับเลื่อนออกไป ซึ่งตอนพิจารณางบปี 65 ตนได้พยายามปรับเลื่อนไปได้ 3 โครงการ รวมจำนวนเงินประมาณ 100,900 ล้านบาท แต่อีก 4,500 ล้านบาทนั้น ทางกองทัพได้พูดถึงความจำเป็นและบอกว่าจะลงนามได้ทัน ซึ่งได้ลงนามไปเมื่อเดือนส.ค.64 จึงปรับเลื่อนไม่ได้
เปิดช่องยื่นสอบซื้อเครื่องบิน
ในส่วนของสภา มีกมธ.ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ กมธ.การทหาร และกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่จะสามารถเรียกมาสอบถามรายละเอียด ดูเอกสารทีโออาร์ สัญญาจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ได้ แน่นอนว่าการจัดซื้ออาวุธไม่เหมาะสม แต่เราไปขวางไม่ได้แล้วเพราะเป็นกฎหมายตั้งแต่ปี 64 แต่ต้องตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสมากกว่าว่ามีอะไรหมกเม็ดอยู่ในนี้หรือไม่ ซึ่งในยุคของ พล.อ.อ.มานัต มีการตั้งโครงการค่อนข้างมาก และมีบริษัทที่เป็นพ่อค้าอาวุธหนึ่งรายที่จะได้โครงการค่อนข้างมากในยุคนั้น จึงเป็น ข้อสังเกตว่าทำไมพ่อค้ารายนี้ถึงได้หลายงาน และมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่โปร่งใสหรือไม่ ก็ต้องติดตามตรวจสอบต่อไป
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียดกรณีกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินโจมตี AT-6 จากสหรัฐ และยังไม่ได้ยินวาระการประชุมเรื่องนี้ ซึ่งปกติต้องมีคนเสนอหรือมีประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียน ผู้ได้รับความเดือดร้อน ผู้ที่ตรวจสอบพบการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ สามารถนำเรื่องมายื่นต่อ กมธ.ได้ หลังจากนั้น กมธ.จะตรวจสอบเบื้องต้น หากมีความน่าสนใจหรือเป็นที่สนใจของสังคม มีข้อเท็จจริงที่มากพอ เราจะพูดคุยกันและเสนอเรื่องเข้าสู่วาระการประชุม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง
ทอ.ยันผ่านสภาตั้งแต่ปี 63
รายงานข่าวเปิดเผยถึงงบโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตี AT-6 พร้อมอุปกรณ์ อะไหล่ ระบบสนับสนุน การฝึกอบรม และอุปกรณ์อื่นๆ จากบริษัท Textron Aviation Defense LLC จากประเทศสหรัฐ 8 ลำ วงเงินงบประมาณ 4,500 ล้านบาท ของกองทัพอากาศ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติตามที่กฎหมายกำหนด ว่า งบดังกล่าวเป็นงบพัฒนาขีดความสามารถกองทัพ ซึ่งเป็นโครงการผูกพันงบ 5 ปี ระหว่างปี 64-68 สรุปคือเป็นเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระบวนการรัฐสภาแล้วตั้งแต่ปี 63 เพื่อจัดตั้งงบในปี 64 หลังจากนั้นกองทัพอากาศได้พูดคุยเจรจาต่อรองกับบริษัทตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จนถึงการร่างสัญญา กระทั่งลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 24 ส.ค.64
“เรื่องดังกล่าวคิดว่าทางบริษัท ได้มาจัดแอร์โชว์ที่ดูไบ แล้วคงพูดในประเด็นนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบริษัทเอกชนที่จะโปรโมตว่าเขาสามารถจำหน่ายเครื่องบินรุ่นนี้ของบริษัทเขาได้” รายงานข่าวระบุ
‘นิพนธ์’ไม่หนักใจปมคุณสมบัติ
นายนิพนธ์ บุญญมณี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรี กรณีถูกสั่งให้พ้นจากนายกอบจ.สงขลา แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะตนจะได้ถือโอกาสชี้แจงเรื่องทั้งหมดว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ขณะนี้ตนกำลังรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามกำหนด แต่หากไม่ทัน สามารถขอขยายเวลาได้
ขอยืนยันว่าตนรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ให้เอกชน และไม่มีการทุจริต เงินทั้งหมด 51 ล้านบาท ยังอยู่ที่ อบจ.สงขลา เชื่อว่าการที่ไม่จ่ายให้เป็นเหตุผลสมควรแน่นอน เพราะรถเป็นสเป๊กพิเศษ เอาอุปกรณ์ต่างๆ มาผสมรวมกัน ไม่ใช่รถที่ออกมาจากโรงผลิตโดยตรง ฉะนั้นก่อนที่จะจ่ายเงินต้องมีการตรวจสอบว่ารถใช้ได้จริงหรือไม่ และในฐานะผู้บริหารองค์กรก็ควรมีอำนาจในการตรวจสอบวินิจฉัยว่าสิ่งที่สั่งซื้อใช้ได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ ผู้บริหารมีดุลพินิจได้
‘จรุงวิทย์’ไขก๊อกกกต.-นั่งส.ว.
วันเดียวกัน รายงานข่าวเปิดเผยว่า พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อประธานกกต.แล้วโดยให้มีผลในวันที่ 1 ธ.ค.64 หลังจากเมื่อต้นสัปดาห์ ได้รับหนังสือจากสำนักเลขาธิการวุฒิสภาสอบถามความประสงค์ว่าจะรับตำแหน่ง ส.ว.หรือไม่ คาดว่าพ.ต.อ.จรุงวิทย์จะแจ้งหนังสือตอบรับการเป็นส.ว.กลับไปยังสำนักเลขาธิการวุฒิสภาภายในวันที่ 23 พ.ย.นี้
การไปดำรงตำแหน่งส.ว.ของพ.ต.อ.จรุงวิทย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้พล.อ.อ.มนัส รูปขจร อดีตฝ่ายเสนาธิการรมว.กกลาโหม และนายอนุมัติ อาหมัด ได้ยื่นลาออกจากการเป็นส.ว. ซึ่งบุคคลที่มีชื่อในบัญชีสำรองที่จะได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งในลำดับถัดไป 2 ราย คือนายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่อยู่ในรายชื่อลำดับที่ 6 และพล.อ. ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ที่ชื่ออยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 7 แต่มีรายงานว่าพล.อ. ชัยชาญได้มีหนังสือแจ้งสํานักเลขาธิการวุฒิสภา ไม่ขอรับตำแหน่งส.ว.ทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภาจึงได้มีหนังสือสอบถามมายัง พ.ต.อ. จรุงวิทย์ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 8
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ เป็นเลขาธิการกกต. ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.61 จนปัจจุบันเป็นเวลา 3 ปีเศษ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 5 ปีตามสัญญาจ้างที่พ.ร.ป.กกต.กำหนด