วัคซีนจุฬาฉลุย
จ่อทดลองเฟส3

ติดเชื้อเพิ่ม 6,901 ราย เสียชีวิตอีก 55 ยอดรักษาลดเหลือต่ำกว่าแสนเผย 17 วันรับท่องเที่ยวแล้ว 6.3 หมื่น ภาพรวมติดเชื้อ 81 ราย ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 86 ล้านโดส อุบลฯ วุ่นคลัสเตอร์รถนักเรียนลาม พบครู นักเรียน ผู้ปกครองติดเชื้อพุ่ง 70 มีกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวกว่าพัน ผู้ว่าฯ สั่งสธ.และโรงเรียนคุมเข้มด่วน โคราชปิดโรงเรียนดัง หลังพบน.ร.ติดเชื้อ ลำปางเจอคลัสเตอร์เณร ลูกศิษย์วัดติดเชื้อ 7 ราย “บิ๊กตู่”นายกฯ จี้ “อนุทิน”เร่งฉีดวัคซีนให้ 11 ล้านที่ยังเหลือ ขีดเส้นภายใน 15 ธค.นี้ จุฬาฯ เผยวัคซีน ChulaCov19 เตรียมเข้าสู่วิจัยเฟส 3 ฉีดจริงต้นปีหน้า ก่อนรวบรวมเพื่อขึ้นทะเบียนต่อ ขณะที่วัคซีนใบยายังขาดอาสาสมัครสูงอายุ

ติดเชื้อใหม่ 6,901 -ตายเพิ่ม 55

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 6,901 ราย ติดเชื้อสะสม 2,044,125 ราย หายป่วยเพิ่ม 7,556 ราย หายป่วยสะสม 1,933,199 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 55 ราย เสียชีวิตสะสม 20,254 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 90,672 ราย อยู่ใน ร.พ. 44,038 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 46,634 ราย มีอาการหนัก 1,742 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 406 ราย ภาพรวมผู้ติดเชื้อวันนี้มาจาก 67 จังหวัด รวมกันสูงสุด 4,297 ราย คิดเป็น 64% กทม.และปริมณฑล 1,313 ราย คิดเป็น 19% ส่วน 4 จังหวัดชายแดนใต้ 1,132 ราย คิดเป็น 17% เรือนจำ 144 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 15 ราย ได้แก่ สิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ มาเลเซีย ประเทศละ 1 ราย สหรัฐอเมริกา 2 ราย เมียนมา 2 ราย มาตามช่องทางธรรมชาติ 1 ราย และกัมพูชา 6 ราย มาตามช่องทางธรรมชาติ 3 ราย

ผู้เสียชีวิต 55 ราย มาจาก 30 จังหวัด ภาคใต้สูงสุด 16 ราย ภาคเหนือ 12 ราย ภาคกลางและตะวันออก 10 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 ราย ปริมณฑล 5 ราย และกทม. 3 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 26 ราย และหญิง 29 ราย อายุ 39-99 ปี ค่ากลางอายุ 70 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีและมีโรคประจำตัวรวมกัน 89% ไม่มีโรคเรื้อรัง 11%

จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 รายมี 20 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 878 ราย สะสม 413,436 ราย 2.สงขลา 592 ราย สะสม 55,659 ราย 3.นครศรีธรรมราช 365 ราย สะสม 36,098 ราย 4.เชียงใหม่ 278 ราย สะสม 23,350 ราย 5.ยะลา 214 ราย สะสม 45,349 ราย 6.ชลบุรี 205 ราย สะสม 105,418 ราย 7.ปัตตานี 201 ราย สะสม 43,661 ราย 8.สุราษฎร์ธานี 201 ราย สะสม 22,309 ราย 9.สมุทรปราการ 187 ราย สะสม 126,415 ราย และ 10.ตาก 152 ราย สะสม 23,176 ราย

ฉีดวัคซีนแล้ว 86 ล้านโดส

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 วันที่ 17 พ.ย. ฉีดเพิ่มขึ้น 819,319 โดส ฉีดสะสม 86,890,826 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 46,005,152 ราย คิดเป็น 63.9% ของประชากร เข็มสอง 37,939,622 ราย คิดเป็น 52.7% ของประชากร และเข็มสาม 2,946,052 ราย คิดเป็น 4.1% ของประชากร

ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-17 พ.ย. สะสม 63,659 คน ได้แก่ ระบบ Test&Go 47,308 คน แซนด์บ็อกซ์ 13,368 คน กักตัว 7 วัน 1,172 คน และกักตัว 10 วัน 1,811 คน โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 42,797 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 410 คน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 210 คน ท่าอากาศยานหัวหิน 7 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 18,907 คน และท่าอากาศยานสมุย 1,328 คน ภาพรวมพบผู้ติดเชื้อ 81 คน คิดเป็น 0.13%

เร่งฉีด 11 ล้านคนภายใน 15 ธ.ค.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการประชุมเตรียมความพร้อมเปิดประเทศในจังหวัดภาคอีสานว่า ภาคอีสานค่อนข้างควบคุมสถานการณ์โควิดได้ดี ซึ่งคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 11 ล้านคนส่วนหนึ่งอยู่ในภาคอีสาน จึงต้องเร่งฉีดด้วย ส่วนรายละเอียดการเปิดภาคอีสานอยู่ที่ผู้ว่าฯ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หากพิจารณาว่าการฉีดวัคซีนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้ตามเป้าหมายก็เปิดได้

นายอนุทินกล่าวต่อว่า วันนี้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้คนที่ยังไม่ได้ฉีดอีกราว 11 ล้านคนให้เสร็จในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงและส่งไลน์มากำชับเรื่องนี้ หากฉีด 11 ล้านคนครบก็จะทำให้ฉีดวัคซีนให้คนไทยได้เกือบทุกคน และบอกได้เลยว่าประเทศไทยฉีดวัคซีนได้ 100%

โรงเรียนดังโคราชปิด 14 วัน

ส่วนจ.นครราชสีมา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 107 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 31,737 ราย รักษาหายแล้ว 29,738 ราย ยังรักษาอยู่ 1,753 ราย มีเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชายอายุ 88 ปี มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด 19 และมีโรคประจำตัวเป็นถุงลมโป่งพอง เสียชีวิตเมื่อเวลา 05.50 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่ร.พ.มหาราชนครราชสีมา และพบผู้ต้องขังในเรือนจำกลางนครราชสีมาติดเชื้อเพิ่ม 9 รายยอดป่วยสะสม 1,932 ราย ส่วนทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา อ.สีคิ้ว ป่วยสะสม 506 รายเท่าเดิม รวมยอดผู้ต้องขังในจังหวัดที่ป่วยโควิด 2,438 ราย

นอกจากนี้ พบการติดเชื้อเพิ่มเติม ทำให้โรงเรียนบุญวัฒนา ต.หัวทะเล อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษชื่อดังของจังหวัด ต้องออกประกาศด่วนปรับแผนการเรียนการสอนทุกระดับชั้น ให้เรียนออนไลน์ที่บ้าน เพื่อทำความสะอาดอาคารเรียนและจุดสัมผัสเสี่ยง โดยกำหนดให้สลับมาเรียนออนไซต์ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2564

ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา มีนักเรียนชั้นม.3 ซึ่งเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดมาจากผู้ปกครอง ซึ่งติดเชื้อมาจากเพื่อนบ้านที่อยู่ในเขตต.หนองไผ่ล้อม อ.เมืองนครราชสีมา ทำให้ครูผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน รวมถึงครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลายเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ต้องกักตัวทันที

สอบสวนโรค ค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก พบว่าเพื่อนร่วมห้องเรียนและเพื่อนในวงโยธวาทิต กับครูผู้สอน รวม 80 คน ซึ่งเป็น ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ถูกสั่งกักตัวและตรวจคัดกรอง ATK ยังไม่พบติดเชื้อ ต่อมาวันที่ 16 พ.ย.พบว่า ครูผู้สอน 1 ราย ตรวจ RT-PCR ผลยืนยันว่าติดเชื้อโควิด ทางโรงเรียนจึงปรับการเรียนการสอนทันที โดยให้ปิดเรียนออนไซต์ตั้งแต่วันที่ 18-19 พ.ย. เพื่อทำความสะอาดห้องเรียน อาคารเรียนของโรงเรียน จุดสัมผัสเสี่ยง และสำนักงาน สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา 270 คน และนักเรียนกว่า 4,000 คน ให้นักเรียนทุกระดับชั้นเรียนออนไลน์ 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.- 3 ธ.ค.64 และกำหนดให้สลับมาเรียนออนไซต์ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.นี้

เคสรถน.ร.อุบลฯกักตัวนับพัน

จากกรณีพบรถตู้รับส่งนักเรียนในเขตอำเภอเมือง จ.อุบลราชธานี มีนักเรียนติด โควิดร่วมเดินทาง เบื้องต้นแพร่เชื้อแล้ว 24 คน พบกลุ่มเสี่ยงกว่า 290 คน ต้องสั่งปิดเรียนออนไซต์ 5 โรงเรียน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดตามที่เสนอข่าวแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแพร่ระบาดในโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนติดโควิดมาจากเพื่อนที่นั่งรถตู้รับส่งแล้วนำมาแพร่ติดต่อกันในเขต อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ล่าสุดพบผู้ป่วยเพิ่ม 11 ราย เป็นเด็กนักเรียนและครู รวมมีผู้ป่วยจากคลัสเตอร์รถรับส่งนักเรียนแล้ว 35 ราย ทำให้นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและโรงเรียนเข้าดูแลกวดขันรถรับส่งนักเรียนให้ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังระหว่างวิ่งรถรับส่งเด็กนักเรียนในส่วนของโรงเรียนที่ยังเปิดทำการเรียนการสอนอยู่ขณะนี้ รวมทั้งโรงเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาใน อ.น้ำยืน และอ.น้ำขุ่น ที่พบการระบาดใน 3 โรงเรียน เพราะเด็กติดเชื้อจากผู้ปกครองมาแพร่สู่เพื่อนนักเรียนและครู มียอดป่วยแล้ว กว่า 70 คน โดยให้เข้าไปดูแลครอบครัว ผู้ติดเชื้อ เพื่อไม่ให้มาแพร่สู่กันได้อีก จากการระบาดของโรงเรียนในเมืองและต่างอำเภอ มีนักเรียนและครูที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวรวมกันกว่า 1,000 คน

เชียงใหม่ป่วยเพิ่ม 276-ตายอีก 3

ส่วนจ.เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 276 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 270 ราย ส่วนอีก 6 ราย เป็นผู้ติดเชื้อจากต่างจังหวัด ยอด ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือนเม.ย. 2564 จำนวน 23,642 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย เสียชีวิตสะสม 102 ราย

ลำปางวุ่นคลัสเตอร์เณร-ลูกศิษย์

ที่จ.ลำปางพบการติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดคลัสเตอร์ในวัด มีสามเณรและลูกศิษย์ติดเชื้อรวม 7 รายจากวัด 4 แห่ง กระจายใน 3 อำเภอ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางรายงานว่า พบ 2 รายแรกติดเชื้อ เป็นสามเณรและลูกศิษย์วัดหัวทุ่ง ต.แม่สัน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งติดเชื้อมาจากต่างจังหวัด โดยสามเณรรูปหนึ่งมีประวัติเดินทางกลับบ้านที่อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนจะมาจำวัดที่จ.ลำปาง ส่วน 2 ราย พบที่วัดชุมชนบ้านต้า ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง โดยสามเณรเดินทางไปอ.แม่สอด ร่วมกับสามเณรในอ.ห้างฉัตร ที่ป่วยไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ที่วัดชุมชนบ้านลำปางกลาง อ.เมือง และที่วัดในพื้นที่อ.เกาะคา พบสามเณรป่วยติดเชื้ออีก 3 ราย ทำให้คลัสเตอร์นี้มีสามเณรและลูกศิษย์วัดติดเชื้อสะสม 7 ราย

หลังจากพบสามเณรป่วยติดเชื้ออยู่หลายวัด ทำให้พระสงฆ์และสามเณรรูปอื่นภายในวัดต้องกักตัว

สงขลายังวิกฤตติดเชื้อพุ่ง 592

ที่จ.สงขลา มีผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 592 คน มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ติดเชื้อยืนยันสะสม 55,659 คน ไม่รวมผู้ติดเชื้อในเรือนจำ เสียชีวิตสะสม 224 ราย จากผู้สูงอายุ ไม่ได้รับวัคซีน และมีโรคประจำตัว ผู้ป่วยติดเชื้อนอนรักษาโรงพยาบาลแนวโน้มลดลงเหลือ 5,650 คน รักษาหายกลับบ้าน 50,550 คน

นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าฯ สงขลากล่าวว่า สาเหตุที่พบผู้ติดเชื้อตัวเลขยังสูงมาจากการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนและสถานที่เสี่ยงระบาดและแนวโน้มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เมื่อพบผู้ติดเชื้อสาธรณสุขจะนำเข้าสู่กระบวนการรักษา หากไม่รุนแรงแยกกักตัวที่บ้านหรือในชุมชนและหากอาการหนักส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาล

คุมโควิด – เจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจสาธารณสุข ต.บาราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยไม่อนุญาตให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเดินทางออกนอกพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด เมื่อวันที่ 18 พ.ย.

น.ร.ชายแดนใต้เมินฉีดวัคซีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีกลุ่มนักเรียนอายุ 12-18 ปีได้รับวัคซีนร้อยละ 52 ของกลุ่มเป้าหมาย ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับวัคซีนร้อยละ 70 ทำให้การเปิดเรียนระบบออนไซต์ในช่วงเปิดเรียนภาค 2 ไม่ได้ โดยเฉพาะนักเรียนชั้นม.3 และม.6 ต้องสอบเรียนต่อระดับที่สูงยังไม่ได้พบครูในชั้นเรียน ทั้งที่ผลสัมฤทธิ์ในเกณฑ์ต่ำ

ด้านนายพรศักดิ์ จินา ศึกษาธิการ จ.สงขลา กล่าวว่า พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจ.สงขลานักเรียนได้รับวัคซีน ร้อยละ 50 ของนักเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ฉีดวัคซีนทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากปฏิเสธการรับวัคซีน เช่นจ.ปัตตานีมีโรงเรียน 763 โรง เด็กนักเรียนอายุเข้าเกณฑ์รับวัคซีน 48,527 คน ฉีดเข็มแรก 51% ส่วนเข็มที่ 2 จำนวน 28 %

สำหรับจ.ยะลา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 237 ราย ทำให้กลับไปอยู่ลำดับที่ 5 ใน 10 จังหวัดติดเชื้อโควิด-19 สูงสุด ยอดป่วยสะสม 45,547 ราย กำลังรักษา 3,021 ราย รักษาหายแล้ว 44,383 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 1 ราย ในอ.เบตง 1 ราย เสียชีวิตสะสม 318 ราย

‘วัคซีนChulaCov19’วิจัยเฟส 3

วันเดียวกัน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วัคซีน ChulaCov19) กล่าวในงานเสวนาความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ของจุฬาฯ “นวัตกรรมของไทย ความหวังของโลก” ผ่านเฟซบุ๊ก Chulalongkorn University ว่า ขณะนี้ทั่วโลกฉีดวัคซีนโควิดไปแล้วกว่า 7,500 ล้านโดส ครึ่งหนึ่งเป็นชนิดเชื้อตาย 3 พันกว่าล้านโดส มาจากจีน บราซิล อินเดีย ซึ่งช่วยชีวิตคนได้มาก และอีกเกือบ 2 พันล้านโดสเป็น mRNA ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรายได้สูง และอีก 1 พันกว่าล้านโดสเป็นไวรัลเวกเตอร์

ทั้งนี้ หากรอวัคซีนโดยไม่พัฒนาเองคงไม่ได้ ประเทศต่างๆ จึงต้องพัฒนา รวมถึงไทย ทั่วโลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 200-300 ชนิด โดย 14 ชนิดได้รับอนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน โดยมี 8 ชนิดที่ให้ใช้ได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐ ปัจจุบันประเทศไทยมี 6 เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ส่วนจุฬาฯ มี 2 เทคโนโลยี คือ mRNA และโปรตีนซับยูนิต แม้ไทยจะช้า แต่เราจะพึ่งตัวเองได้

“จุฬาฯ พัฒนาวัคซีน ChulaCov19 โดยผลิตจริงและประกันคุณภาพ ประมาณพ.ค.-มิ.ย. ผ่านการทดลองเฟส 1 และเข้าสู่เฟส 2 ปัจจุบันเตรียมวัคซีนรุ่น 2 และ 3 ไว้กรณีรุ่น 1 ไม่สามารถใช้ได้หากโควิดข้ามสายพันธุ์ ซึ่งทดสอบในหนูแล้ว แต่ในการทดลองอาสาสมัครระยะที่ 1 ตั้งแต่มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น 36 คน อายุ 18-55 ปี และอีกกลุ่ม 36 คนสำหรับอายุมากขึ้น คืออายุ 56-75 ปี หลังจากนั้นเลือกโดสที่เหมาะสมเพื่อไปสู่ระยะที่ 2 อีก 150 คน อายุ 18-59 ปี ทั้งหมดฉีดครบ 2 เข็มตามครบ 1 เดือน ข้อมูลทยอยออกมา” ศ.นพ.เกียรติกล่าว

ศ.นพ.เกียรติกล่าวอีกว่า ผลสรุปเบื้องต้นภาพใหญ่จำนวน 36 คน (อายุ 18-55 ปี) วัคซีนปลอดภัย มีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย แต่จะดีขึ้นประมาณ 1-2 วันครึ่ง โดยภูมิคุ้มกันกระตุ้นทั้ง B Cell และ T Cell ได้สูง ซึ่งจุฬาฯ จับมือห้องปฏิบัติการทั้ง สวทช. และมหิดล ก็ไปในทางเดียวกัน ซึ่งข้อมูลมาจากห้องแล็บที่มีการให้วัคซีนทั้งโดสต่ำ โดสกลาง และโดสสูง และมีการเปรียบเทียบกับไฟเซอร์ รวมถึงดูเรื่องการข้ามสายพันธุ์ ทั้งอัลฟา เบตา และเดลตาซึ่งป้องกันได้ ยิ่งโดสสูงก็ยิ่งป้องกันได้ นอกจากนี้ยังทดสอบในเชื้อที่สังเคราะห์ขึ้น ก็ยืนยันไม่แตกต่างจากเชื้อจริงที่เรามีการทดลอง โดยการทดลองทั้งหมด พบว่าข้ามสายพันธุ์ได้ทั้งหมดเช่นกัน

พบได้ผลสูงกว่าไฟเซอร์ 2 เท่า

ศ.นพ.เกียรติกล่าวต่อว่า สำหรับคณะกรรมการกลางทางวิชาการที่ติดตามความปลอดภัยมีการพิจารณาว่า เมื่อโรคระบาดหนักขนาดนี้ หากใช้โดสต่ำอาจต้องบูสต์เร็ว จึงตัดสินใจว่าเฟส 2 จะใช้โดสสูงเป็น 50 ไมโครกรัม ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจากอย. และจะนำมาเปรียบเทียบระหว่างการฉีดวัคซีน ChulaCov19 และฉีดน้ำเกลือ (กลุ่มฉีดน้ำเกลือ 29 วัน เพื่อความปลอดภัยจะได้ ไฟเซอร์) ประเด็นที่น่าสนใจคือวัคซีนนี้กระตุ้น T Cell สูงมาก สูงกว่าไฟเซอร์ 2 เท่า แม้ภูมิฯตกมาหลัง 4 สัปดาห์ก็ยังใกล้เคียงกับไฟเซอร์

“ขณะนี้เราทดลองผ่านเฟส 1 และเฟส 2 มาแล้ว ต้องขอบคุณ อย.มากที่ทำงานเชิงรุก และให้ข้อแนะนำแนวทางที่ชัดเจน โดยเราเตรียมเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับคู่เทียบ คือไฟเซอร์ว่า เราไม่ด้อยกว่า และปลอดภัยในอาสาสมัคร โดยวัคซีนขณะนี้ผลิตในประเทศไทย เป็นเมดอินไทยแลนด์ เสร็จเรียบร้อย มีการบรรจุขวดแล้ว เหลือรอตรวจประกันคุณภาพ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนจะรับอาสาสมัครได้ก่อนสิ้นปี และฉีดจริงต้นปี คาดว่าจะเสร็จภายในมี.ค. และรวบรวมข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนต่อไป” ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จุฬาฯ กล่าว และว่า ทั้งนี้ หากได้ขึ้นทะเบียนในภาวะฉุกเฉินก็ต้องรับเงื่อนไขอย. ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยต้องติดตามคนฉีดวัคซีน ChulaCov19 อีก 3 หมื่นคน และเก็บข้อมูลความปลอดภัย ประสิทธิผลว่าได้อย่างไร แต่ความจริงคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนอาจเหลือไม่มาก ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคู่ขนาน คือ การฉีดกระตุ้นเข็ม 3 จึงต้องเริ่มเตรียมทดสอบในอาสาสมัครอายุน้อยลงด้วย

คาดฉีดจริงมิย.ปีหน้า

“ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีมาเยี่ยมที่จุฬาฯ รับฟังปัญหาและทางออกจริงจังมาก ผมเสนอว่า หากอยากเห็นอย่างน้อย 1 วัคซีนไทยได้ขึ้นทะเบียนในปีหน้า หากโชคดีเร็วกว่านั้นจะเป็นของขวัญปีใหม่ไทย จึงควรให้งบฯ เหมือนในต่างประเทศ โดยมีงบฯ 3 พันล้านบาทต่อ 1 วัคซีนมากองไว้ และมีระบบการอนุมัติเงินเป็นกรอบ ขั้นตอนการอนุมัติต้องมีความคล่องตัว ซึ่งท่านให้ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการประสานกับเราตลอดเวลา ว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน ซึ่งท่านรักษาสัญญา โดยเงินที่เราขอไป 2.3 พันล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 1.3 พันล้านเป็นส่วนพัฒนาวัคซีน ทดลองในอาสาสมัคร ส่วนอีก 1 พันล้านเป็นค่าใช้จ่ายวัตถุดิบและการผลิตหลักล้านโดสขึ้นไป ทั้งหมดทำให้การทำงานง่ายขึ้น ต้องกราบขอบพระคุณ และจะใช้ทุกบาททุกสตางค์อย่างรอบคอบ และใช้ตามจริง” ศ.นพ.เกียรติกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า วัคซีนจุฬาฯ จะได้ใช้จริงเมื่อไร ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า หากไม่มี อะไรสะดุด ทั้งการหาอาสาสมัคร หรือประสิทธิภาพ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน น่าจะกลางปี หรือมิ.ย. 2565 เร็วที่สุด หรืออาจไปถึงก.ย.2565

เมื่อถามกรณีการฉีดวัคซีนกระตุ้นสำหรับคนฉีดไขว้ ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า ต้องหารือกับ อย. ก่อน เพราะต้องถามว่า ปีหน้าจะใช้วัคซีนอะไร อย่างไร ก็จะกลายเป็นเข็ม 3 หรือ 4 ดังนั้น อาจต้องมีการออกแบบการขึ้นทะเบียนให้เป็นเข็ม 3 และ 4 แต่เราก็จะขอขึ้นทะเบียนเข็ม 1 และ 2 ก่อน เพื่อไม่ให้ด้อยกับคู่เทียบ

วัคซีนใบยาทดลองเฟส 2 ต้นปี 65

ด้านผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ CEO บริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด (วัคซีนจุฬาฯ-ใบยา) กล่าวว่า สำหรับทีมใบยาเริ่มพัฒนาวัคซีนใบยามาเรื่อยๆ และดำเนินการก่อสร้างสถานที่ผลิตในจุฬาฯ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมาย และมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเดือนก.ค.เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ผลิตวัคซีนล็อตแรกในการทดลองอาสาสมัครช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. โดยในเดือนก.ย.ที่ผ่านมาเริ่มทดลองในอาสาสมัครเฟส 1 จำนวน 96 คน โดยกลุ่มอายุ 18-60 ปี ฉีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามความปลอดภัย และผลการกระตุ้นภูมิฯ เบื้องต้น ซึ่งความปลอดภัยขณะนี้ ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ส่วนผลกระตุ้นภูมิฯ ยังต้องติดตามดู 50 วันหลังจากอาสาสมัครเริ่มเข้ามาโครงการซึ่งรอผลอยู่

“ขณะนี้กำลังรอรับอาสาสมัครกลุ่มผู้ สูงอายุ 61-75 ปี ซึ่งการทดสอบวัคซีนในเวลาที่คนในกทม.ฉีดวัคซีนไปมากแล้ว ทำให้ค่อนข้างยากซึ่งเปิดรับสมัครมา 1 เดือน ยังได้จำนวนไม่ครบ จึงต้องรออาสาสมัครกลุ่มผู้สูงอายุอยู่ เพื่อรอทดลองในกลุ่มสูงอายุในเดือนธ.ค. อย่างไรก็ตาม เรามีวัคซีนรุ่น 2 ในเดือนนี้ผลิตออกมาแล้ว และเตรียมทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในเดือน ม.ค.2565 และในเดือนก.พ.2565 จะเลือกวัคซีนที่ดีที่สุดมาทดลองเฟส 2 ต่อไป” ผศ.ภญ.ดร.สุธีรากล่าวและว่า ความคืบหน้าวันนี้คงไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นทีมวัคซีนประเทศไทยทั้งหมด ส่วนวัคซีนใบยาคาดว่าจะใช้ได้จริงประมาณไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ของปีหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน