บุกก่อเหตุกลางห้างดัง
ค่าหัว5หมื่นหาเบาะแส
ผบช.ก.ส่งตร.กองปราบฯ ช่วยคลี่คดีชิงทองขอนแก่น ด้านชุดสืบสวนสอบเครียดชายต้องสงสัยชิงทองห้างดังขอนแก่น ใช้เวลา 8 ชั่วโมงก่อนเก็บดีเอ็นเอเปรียบเทียบและปล่อยตัวไป ยันคลี่คลายคดีได้แน่ พร้อมตั้งรางวัลแจ้งเบาะแส 5 หมื่นบาท จากเหตุคนร้ายบุกเดี่ยว ใช้ปืน 9 ม.ม.ยิงขู่ชิงทอง 11 บาท มูลค่าร่วมล้านแล้วหลบหนีไปได้ เผยใช้กระสุนซ้อมก่อเหตุ พบทำถุงพลาสติกตกข้างร้านทอง เร่งเก็บหลักฐาน เปิดภาพวงจรปิดเช็กไทม์ไลน์ ทั้งช่วงเข้ามาก่อเหตุและช่วงหลบหนีพบไปแถวสถานีรถไฟขอนแก่น

ล่าชิงทอง – ภาพวงจรปิด คนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนจี้ร้านทองในห้างเซ็นทรัล ขอนแก่น กวาดทองรูปพรรณ 11 เส้น หนัก 33 บาท หลบหนีไป ตร.เร่งไล่ล่า พร้อมตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท ขณะเดียวกัน ตำรวจกองปราบฯ ร่วมไล่ล่าคนร้าย เมื่อวันที่ 21 พ.ย.
จากกรณีคนร้ายสวมเสื้อยืดแขนสั้น สีขาว นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ใช้ปืนขนาด 9 ม.ม. บุกเดี่ยวเข้าชิงทองในร้านทองกีรติ ภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น โดยคนร้ายได้สร้อยทอง รูปพรรณจำนวน 11 เส้น น้ำหนักเส้นละ 3 บาท รวม 33 บาท แล้วหลบหนีไป ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่ศปก.สภ.เมืองขอนแก่น พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม ผบก.สส.ภ.4 พร้อม พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น และพ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เรียกประชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4 ชุดสืบสวนภ.จว.ขอนแก่นและสืบสวนสภ.เมืองขอนแก่น เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทอง
พ.ต.อ.ปรีชากล่าวว่า หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 4 เข้าตรวจสอบในร้านทอง พบว่าคนร้ายทำถุงหิ้วพลาสติกลักษณะสี่เหลี่ยม ข้างนอกขาว ด้านในเป็นลาย ตกอยู่ที่พื้นในร้านทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 4 จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานและนำไปตรวจหาดีเอ็นเอของคนร้าย ขณะที่จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดภายในห้างและระบบรักษาความปลอดภัยของห้างนั้น เบื้องต้นทราบว่ามีรปภ.รักษาความปลอดภัยในชั้นที่มีร้านทองและธนาคารรวม 4 คน
“สำหรับคนร้ายนั้นใส้เสื้อยืดแขนสั้น สีขาว มีลายเป็นตัวหนังสือ ซึ่งเดินมาจากริมถนนรถไฟทางด้านถนนศรีจันทร์ เดินผ่านลานข้าวเหนียว เข้ามายังภายในห้าง และเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ร้านทองบริเวณชั้น 2 และก่อนที่จะเข้าในร้านทองคนร้ายเอาผ้าปิดหน้าลง และเป็นจังหวะที่รปภ.ที่เดินอยู่บริเวณดังกล่าวเห็น จึงตะโกนให้เอาผ้าสีดำที่ปิดหน้าออก แต่คนร้ายไม่ฟัง วิ่งเข้าไปก่อเหตุ เชื่อว่าคนร้ายใช้ปืนขนาด 9 ม.ม.แต่ใช้กระสุนลูกซ้อม เพราะปลอกกระสุนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 หัวเป็นกระสุนลูกซ้อม ซึ่งกระสุนชนิดนี้มีเสียงดังมาก และมีขายในร้านบีบีกัน ชึ่งตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 4 ได้เก็บไปตรวจพิสูจน์แล้ว
ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของผู้ต้องสงสัยเป็นชาย 1 รายที่ตำรวจควบคุมตัวได้หลังเกิดเหตุนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุดจึงจะจับกุมได้ โดยจะสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายจากกลุ่มคนที่เป็นพนักงานในห้างที่ลาออกไป และกลุ่มคนที่เข้ามาก่อสร้างภายในห้าง
พล.ต.ต.นพเก้า ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น กล่าวว่า จากการประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนร่วม บก.สส.ภ.4 สืบสวน ภ.จว.ขอนแก่นและสืบสวนสภ.เมืองขอนแก่น เพื่อวางแนวทางในการสืบสวนหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ เบื้องต้นเชื่อว่าคนร้ายลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว ยังไม่พบบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนทองรูปพรรณที่คนร้ายได้ไปนั้น เป็นสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก เส้นละ 3 บาท รวม 11 เส้น มีมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท และคนร้ายทำตกไว้ที่ลานข้าวเหนียว 1 บาท ทั้งนี้ตั้งรางวัลนำจับให้กับคนแจ้งเบาะแสคนร้ายไปสู่การจับกุม 50,000 บาท และหากประชาชนรายใดพบเบาะแสคนร้ายสามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์ 0-4322-1162,0-4322-6557 และเบอร์ 08-9620-7739 ตลอด 24 ช.ม.
ต่อมาช่วงเย็น พล.ต.ต.นพเก้า เปิดเผยอีกว่า ผู้ต้องสงสัยที่ได้มีการควบคุมตัวมาเมื่อคืนนี้ จากการที่สอบปากคำนานกว่า 8 ชั่วโมง ขณะนี้ให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 4 เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และปล่อยตัวชายคนดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตำรวจพบชายต้องสงสัยกำลังให้ตำรวจไปติดตามอย่างใกล้ชิดแล้ว
ทั้งนี้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด หลังจากที่คนร้ายก่อเหตุเสร็จ วิ่งออกจากห้างไปทางด้านประตูฝั่งทิศตะวันออก ผ่านบริเวณลานข้าวเหนียว วิ่งข้ามถนนศรีจันทร์ ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปภายในชุมชนหลักเมือง ห่างจากห้างเซ็นทรัล ขอนแก่น ประมาณ 100 เมตร มุ่งหน้าไปทางสถานีรถไฟขอนแก่น แต่เนื่องจากภายในชุมชนหลักเมืองกล้องวงจรปิดไม่สามารถใช้งานได้ จึงไม่สามารถบันทึกภาพขณะที่คนร้ายวิ่งผ่านไปได้ แต่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟขอนแก่น ของตำรวจชุดสืบสวน พบว่า คนร้ายได้วิ่งผ่านมาทางสถานีรถไฟ
ขณะที่พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. สั่งการให้พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการลงพื้นที่สนับสนุนการสืบสวนร่วมกับทางตำรวจท้องที่เป็นการด่วน เนื่องจากคนร้ายก่อเหตุโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและอยู่ในความสนใจของประชาชน แม้ก่อนหน้านี้จะมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 รายแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่า ผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวคือคนร้ายตัวจริงหรือไม่ การสืบสวนหาตัวคนร้ายก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป