ชาวแอฟริกาในไทย8ประเทศ
เฝ้าระวังเสี่ยงต่ำอีก453ราย
‘ตู่’สั่งคุมเข้มลอบเข้าชายแดน
เร่งฉีดวัคซีนครบ100ล.โดส

ศบค.ส่งเอสเอ็มเอสตามตัว 252 คนจากแอฟริกาให้รีบมาตรวจเชื้อ ‘โอไมครอน’ ด้วยอาร์ที-พีซีอาร์ เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่บินมาจาก 8 ประเทศแอฟริกา พร้อมกักตัว 14 วัน สั่งเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่ำอีก 453 คน พบ ‘โอไมครอน’ ลามเพิ่ม 5 ประเทศ ทั้งโปรตุเกส ออสเตรีย สวีเดน สเปน ญี่ปุ่น ไทยติดเชื้อรายวันอีก 4,886 เสียชีวิตเพิ่ม 43 สธ.เร่งฉีดวัคซีนให้ครบเป้าหมาย 100 ล้านโดสภายในอาทิตย์นี้ พบ 27 จว.ฉีดวัคซีนต่ำกว่า 60% เผยแม่ฮ่องสอนน้อยสุดไม่ถึงครึ่ง พบร้านอาหารในกทม.แอบเปิดขายเหล้า

ไทยติดเชื้อเพิ่ม 4,886-ตาย 43

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 1 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลกล้วนมีผลกับประเทศไทย ต้องมีการติดตาม โดยวันนี้ทั่วโลกพบติดเชื้อสะสม 263 ล้านกว่าคน เพิ่มขึ้นวันเดียว 5.85 แสนกว่าคน เสียชีวิต 5.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7,617 คน สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวัน 5 อันดับแรก คือ 1.สหรัฐอเมริกา 106,876 คน 2.เยอรมนี 55,880 คน 3.ฝรั่งเศส 47,177 คน 4.อังกฤษ 39,716 คน และ 5.รัสเซีย 32,648 คน ส่วนภายใน 20 อันดับแรกส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรปและอเมริกา มีเวียดนามอยู่อันดับ 11 คือ 13,972 คน

ส่วนประเทศไทยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 4,886 คน หากต่ำกว่า 5 พันคนก็ถือว่าดีขึ้น เราไม่อยากให้เกิด แต่เราต้องอยู่กับโรคนี้ ตัวเลขป่วยสะสม 2,120,758 คน หายป่วยเยอะกว่า 6,326 คน เสียชีวิตเพิ่ม 43 คน รักษาอยู่ในร.พ. 35,859 คน อาการหนัก 1,351 คน และใส่เครื่องช่วยหายใจ 340 คน ภาพรวมสถานการณ์ลดลงจากช่วงกลางปี คือส.ค. ทิศทางกราฟลงต่อเนื่องทั้งผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต

สำหรับผู้เสียชีวิต 43 รายวันนี้มาจากภาคใต้ 15 ราย ภาคกลาง 11 ราย ภาคอีสาน 8 ราย เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 607 ถึง 95% มีเด็กชายอายุ 5 เดือนเสียชีวิต 1 ราย ที่จ.สงขลา มีโรคหัวใจแต่กำเนิด พบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ในจ.นครศรีธรรมราช 5 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 20,814 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 263,035,743 ราย เสียชีวิตสะสม 5,233,046 ราย

สำหรับ 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด คือ 1.กทม. 794 ราย สะสม 422,868 ราย 2.สงขลา 270 ราย สะสม 61,240 ราย 3.สุราษฎร์ธานี 240 ราย สะสม 25,689 ราย 4.นครศรีธรรมราช 204 ราย สะสม 40,873 ราย 5.ชลบุรี 198 ราย สะสม 107,835 ราย 6.เชียงใหม่ 171 ราย สะสม 26,370 ราย 7.สมุทรปราการ 140 ราย สะสม 128,759 ราย 8.ปัตตานี 119 ราย สะสม 45,900 ราย 9.ประจวบคีรีขันธ์ 117 ราย สะสม 18,238 ราย และ 10.ชุมพร 100 ราย สะสม 15,003 ราย

โฆษกศบค.กล่าวต่อว่า เราพบว่าคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้น คือ 1.โรงงาน/สถานประกอบการ ที่ปราจีนบุรี ลพบุรี สระบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี ทั้งโรงกลึง โรงงานเกษตร เครื่องจักรกล 2.ตลาด ที่ขอนแก่น อุดรธานี สุราษฎร์ธานี จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งตลาดผลไม้ ตลาดสด ภาครัฐและเอกชน 3.พิธีกรรมทางศาสนา งานศพ งานบุญ 4.แคมป์คนงาน ระยอง สุรินทร์ สระแก้ว ขอนแก่น 5.โรงเรียนสถานศึกษา ประจวบคีรีขันธ์ สระแก้ว เชียงใหม่ เลย และอุบลราชธานี ซึ่งลงถึงโรงเรียนอนุบาล 6.ค่ายทหาร ชลบุรี 7.ร้านอาหาร/สถานบันเทิง อุบลราชธานี อุดรธานี

ฉีดวัคซีนแล้ว 93.5 ล้านโดส

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า เรื่องการฉีดวัคซีนนั้นยังอยู่ในสัปดาห์การฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.-5 ธ.ค. เพื่อบรรลุเป้าหมาย 100 ล้านโดส เดิมเรากำหนดไว้วันที่ 30 พ.ย.ซึ่งก็ใกล้เคียง ที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข นำตัวเลขมารายงานว่า 93,536,449 โดส คงเหลือ 6.4 ล้านโดส ถึงจะครบ 100 ล้านโดส ซึ่งวันหนึ่งฉีดประมาณ 5 แสนกว่าโดส เรียกว่าพยายามเร่งเต็มที่ ก็คุยกันว่าหากครอบคลุมถึงการครอบคลุมประชากรไทย มี 2 ตัวเลข คือ 1.ตามสิทธิการรักษาประมาณ 67 ล้านคน ส่วนที่เอา 100 ล้านโดสเรารวมประชากรแฝงต่างด้าวรวมเข้าไป 5 ล้านคน จึงเป็น 72 ล้านคนเป็นตัวตั้ง ทำให้ความครอบคลุมต่างกัน ดังนั้นหากเอาเฉพาะคนไทย 67 ล้านคน เราฉีดได้ 72.22% ซึ่งตามทฤษฎีบอกว่าฉีด 70% ก็จะควบคุมป้องกันโรคได้ ส่วนเข็มสองได้ 62.03% เข็มสาม 5.19% และเข็มสี่ 15,521 โดส คิดเป็น 0.02% ถ้าเอา 72 ล้านคน ความครอบคลุมจะลดลงมาเล็กน้อย เข็มแรก 67.24% เข็มสอง สาม สี่ จึงลดลง

“สัปดาห์รณรงค์จนถึงวันที่ 5 ธ.ค.พยายามเพิ่มยอดให้ได้ก็ขอให้ช่วยกัน ซึ่งจะเพิ่มตรงไหนได้บ้างนั้น จังหวัดที่ต้องเร่งให้ได้ คือจังหวัดที่ความครอบคลุมต่ำ คือแม่ฮ่องสอน ต่ำกว่า 50% ส่วนที่ต่ำกว่า 60% มี 26 จังหวัด คือขอนแก่น แพร่ อุบลราชธานี ชัยภูมิ สิงห์บุรี สระแก้ว สตูล ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครนายก ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี ตาก ราชบุรี นครพนม หนองบัวลำภู ลพบุรี ปัตตานี บึงกาฬ สกลนคร นราธิวาส” นพ.ทวีศิลป์กล่าว และว่าขอความร่วมมือจังหวัดเหล่านี้เดินเข้ามารับการฉีดวัคซีน ถ้าต่ำกว่า 60% ยังไม่ถึง 70% ต้องช่วยกัน คนใดคนหนึ่งฉีดวัคซีนก็ไม่ได้ทำให้สังคมเราปลอดภัย ต้องได้ 70% ขึ้นไป รวมถึงเข็ม 2 ด้วย จึงจะมีภูมิ โดยเฉพาะตอนนี้เชื้อสายพันธุ์โอไมครอนกำลังเข้ามาก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคบ้าง”

บริการเชิงรุก – ประชาชนจำนวนมากเข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด กับจุดบริการเชิงรุก ซึ่งเปิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนและเร่งฉีดให้ได้ตามเป้าหมาย ที่โรงยิมเนเซียม 2 สนามกีฬากลาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.

‘โอไมครอน’ลามเพิ่มอีก 5 ปท.

นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า การเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย. หรือ 1 เดือนที่ผ่านมา สะสม 133,061 คน ติดเชื้อ 171 ราย คิดเป็น 0.13% ส่วนใหญ่อยู่ในระบบ Test&Go เข้ามา 106,211 คน ติดเชื้อ 83 คน คิดเป็น 0.08%, ระบบแซนด์บ็อกซ์ เข้ามา 21,438 คน ติดเชื้อ 44 คน คิดเป็น 0.21% และระบบกักตัวเข้ามา 5,412 คน ติดเชื้อ 44 คน คิดเป็น 0.81% ดังนั้นถือว่าคุ้มค่ามากที่จะให้มาตรการเหล่านี้คงต่อ เพื่อให้มีผู้เดินทางจากต่างประเทศ นำเม็ดเงินเข้ามาเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นในปลายปีนี้ แต่เมื่อมีสายพันธุ์โอไมครอนก็ต้องมีมาตรการเน้นย้ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข เห็นชอบว่าต้องเข้มเหมือนเดิม จากเดิมที่ปรับลงมาเป็น ATK ก็ใช้การตรวจ RT-PCR มาตรฐานการตรวจที่สูงที่สุดที่จะควบคุมโรคได้

โฆษกศบค.กล่าวต่อว่า ประเทศที่เข้ามามากที่สุด คือ 1.สหรัฐอเมริกา 14,730 คน 2.เยอรมนี 12,099 คน 3.เนเธอร์แลนด์ 8,478 คน 4.อังกฤษ 6,701 คน 5.รัสเซีย 5,307 คน 6.ญี่ปุ่น 5,146 คน 7.ฝรั่งเศส 5,003 คน 8.เกาหลีใต้ 4,741 คน 9.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4,338 คน และ 10.อิสราเอล 4,035 คน ที่ต้องนำเรียนเพราะต้องให้ความสำคัญแต่ละประเทศ เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนมาจากทางแอฟริกาใต้ แต่ประเทศที่เข้ามายังไม่เกี่ยวข้องกับแถบแอฟริกาใต้ แต่โรคตอนนี้เป็นโกลบอล ไปไหนมาไหนได้ คนมาจากอเมริกาอาจจะไปแวะที่แอฟริกาใต้มาก่อนก็ได้ เป็นความสำคัญของมาตรการที่ต้องคงไว้ นอกจากนี้ เรายังทำข้อมูลประเทศต้นทางที่มีผู้เดินทางเข้ามาว่ามีอัตราติดเชื้อเท่าไร ซึ่งประเทศที่มีอัตราสูงก็ไม่ถึง 1% ทั้งนั้น เนื่องจากให้มีการตรวจ RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเข้ามา ถือเป็นกรองชั้นหนึ่ง แต่เชื้อโรคไม่ได้แปลว่าตรวจแล้วไม่เจอจะปล่อยเข้า เรามีการตรวจหลายชั้น จึงมาเจอ 171 รายดังกล่าว

“ส่วนสายพันธุ์โอไมครอน ที่ประชุมสธ.ให้กรมควบคุมโรครายงานลักษณะของตัวเชื้อ เปรียบเทียบความรุนแรงและการก่อโรคของสายพันธุ์ที่น่ากังวลต่างๆ เท่าที่รวบรวมมา อาการของอัลฟา เบตา แกมมา เดลตา คล้ายกัน ส่วนโอไมครอนข้อมูลยังน้อย เบื้องต้นยังไม่พบความแตกต่าง ส่วนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียยังมีอยู่ เรื่องสูญเสียการรับกลิ่นรสยังไม่ค่อยเจอ อาการป่วยที่พบยังไม่รุนแรง แต่มีรายงานเสียชีวิต ความเร็วการแพร่โรคเดลตา มากกว่าอัลฟา 60% ทางแอฟริกาใต้บอกว่า โอไมครอนน่าจะเร็วมากขึ้นกว่าด้วย ส่วนโอกาสติดเชื้อจำนวนทวีคูณ โอไมครอนคาดว่าเพิ่มขึ้นกว่าไวด์ไทป์ยังไม่มีข้อมูลหลักฐานยืนยัน ความรุนแรงยังไม่ยืนยัน ส่วนวัคซีนยังป้องกันอาการรุนแรงได้ ถึงเน้นย้ำว่าคนยังไม่ฉีดวัควีน โดยเฉพาะภาคอีสาน ฉีดประมาณ 50% 1 คน ฉีด 1 คนยังไม่ฉีด ชวนอีกคนมารับการฉีดเลย ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าวัคซีนยังป้องกันอาการรุนแรงได้ ระยะฟักตัวเดลตาสั้นมาก 4.5 วัน ส่วนโอไมครอนยังไม่มีข้อมูล ผลต่อภูมิคุ้มกันยังกังวลว่าหลบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีนัยสำคัญและมีโอกาสติดเชื้อได้ซ้ำสูงขึ้น ประเทศที่ติดเชื้อและพบแล้วรายงานแล้วมีเพิ่มขึ้น ในแอฟริกา 8 ประเทศรับทราบแล้ว ยุโรปพบเพิ่มขึ้นที่โปรตุเกส ออสเตรีย สวีเดน สเปน เอเชียพบที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศที่พบเป็นการนำเชื้อเข้า คือเดินทางมาจาก 8 ประเทศในแอฟริกา เช่นอิสราเอล กลับมาจากมาลาวี 3 ราย, อิตาลี ครอบครัว 5 รายกลับจากโมซัมบิก, เดนมาร์กเป็นนักเดินทางเข้าจากแอฟริกาใต้, เช็กติดเพราะคนมาเคยอยู่นามิเบีย”

ตาม 252 คน 8 ปท.เสี่ยงสูงตรวจ

จากการศึกษาประเทศต่างๆ ที่ติดเชื้อมาจึงเกิดมาตรการขึ้นมา คือ มาตรการติดตามคนมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดย 1.คนมาจากกลุ่ม 8 ประเทศเสี่ยงสูง คือ บอตสวานา เอสวาตีนี เลโซโท มาลาวี โมซัมบิก นามิเบีย แอฟริกาใต้ และซิมบับเว ตั้งแต่วันที่ 15-27 พ.ย. เข้ามาในระบบแซนด์บ็อกซ์ 255 คน ออกจากประเทศไปแล้ว 3 คน คงค้าง 252 คน ติดตามได้ 11 คน ที่ประชุมจึงเน้นย้ำให้ประชาสัมพันธ์คนไทยหรือต่างชาติที่คงเหลือ 252 คน ที่มาจาก 8 ประเทศเสี่ยงนี้ให้มารายงานตัว เพื่อตรวจ RT-PCR ฟรี โดยกรมควบคุมโรคจะติดตามส่งข้อความขอความร่วมมือตรวจ RT-PCR เร็วที่สุดกับร.พ.รัฐไม่เสียค่าใช้จ่าย และให้แสดงข้อความนี้กับร.พ. หมายความว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหนในประเทศ ก็ไปแสดงตัวและบอกได้เลย และส่งผลตรวจเข้าระบบหมอชนะ และให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโควิดเข้มงวด และ 2.ประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำมาทั้งหมด 453 คน ทั้งจากแซนด์บ็อกซ์และกักตัว ก็ไม่ค่อยน่ากังวลเท่าใดนัก ยังเสี่ยงต่ำ

“ขอความร่วมมือผู้เดินทางมา 2 ประเด็น คือ 1.มาจาก 8 ประเทศเสี่ยงสูง ถ้าเดินทางมาถึงไทยตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. อยู่ในระบบแซนด์ บ็อกซ์ ให้คุมไว้สังเกต 14 วัน ตรวจหาเชื้อตามช่วงเวลา ส่วนอยู่ในระบบกักตัวแต่ยังไม่ครบ 14 วัน ให้ขยายกักตัวครบ 14 วัน ตรวจหาเชื้อก่อนออกมา หรือกรณีออกมาจากสถานที่กักตัวแต่ยังไม่ครบ 14 วัน ขอให้คุมไว้สังเกตจนครบ 14 วัน ถ้าอยู่บ้านก็อยู่กับบ้าน อย่าไปไหน และมาตรวจหาเชื้อ, กรณีเดินทางถึงไทยตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. ทั้งระบบแซนด์บ็อกซ์และกักตัว ต้องกักตัว 14 วัน ตรวจหาเชื้อ 3 ครั้ง 2.มาจาก ประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา เดินทางถึงไทยตั้งแต่ 15 พ.ย.-5 ธ.ค. ในระบบแซนด์บ็อกซ์ให้คุมไว้สังเกตอาการครบ 14 วัน มีอาการตรวจหาเชื้อเลย เข้ามาระบบกักตัว ให้กักตัวจนครบตามกำหนด ติดตามคุมไว้สังเกตจนครบ 14 วัน ส่วนคนไทยเดินทางถึงไทยตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.ในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์และกักตัว ให้กักตัว 14 วัน และตรวจหาเชื้อ 3 ครั้ง

“กระทรวงการต่างประเทศประสานว่า ไม่ให้มีการเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันนี้ คือวันที่ 1 ธ.ค. ขอให้รับทราบความไม่สะดวก เพราะต้องจัดการเรื่องต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ” นพ.ทวีศิลป์กล่าวและว่า ทั้งนี้ การกักตัวจะเข้าระบบ AQ ที่ต้องจ่ายเงินเอง ส่วนคนไทยที่กลับเข้ามา แต่ไม่มีเงินจ่ายเองได้ ให้โรงแรมประสานเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เพื่อประสานมายังกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรค เพื่อนำเข้ากักตัวต่อในสถานกักกันของสถาบันบำราศนราดูรต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสไลด์ของศบค.รายงานว่า กลุ่ม 8 ประเทศเสี่ยงสูงโอไมครอนเข้ามาในระบบแซนด์บ็อกซ์ 255 คน ออกไปแล้ว 3 คน คงค้าง 252 คน ติดตามได้ 11 คน เข้ามาในระบบกักตัว 78 คน คงค้าง 78 คน ติดตามได้ 12 คน

ส่วนกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำเข้าระบบแซนด์ บ็อกซ์ 321 คน คงค้าง 321 คน ติดตามได้ 16 คน และระบบกักตัว 132 คน คงค้าง 132 คน ติดตามได้ 2 คน รวมทั้งเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำทั้งหมด 786 คน กลับไปแล้ว 3 คน เหลือคงค้างในเมืองไทย 783 คน ขณะนี้ตามตัวได้แล้ว 41 คน

ศบค.จี้เข้ม SHA-SHA พลัส

นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.ฝากมาว่า เราต้องการเปิดประเทศ ต้องการให้กิจการกิจกรรมทำได้ในทุกที่โดยมีมาตรฐาน SHA, SHAพลัส, ไทยสต็อปโควิด หรือ มาตรฐานอื่นๆ อีกหลากหลายที่มีออกมา ซึ่งทางกรุงเทพมหานครมีตัวอย่างที่ถือเป็นพื้นที่ สีฟ้า โดยได้รายงานว่าจากการที่กรุงเทพ มหานครประเมินสถานประกอบการที่จะได้มาตรฐาน SHA พลัสนั้น มีการรายงานเป็นวันๆ ซึ่งในวันที่ 1 ธ.ค.นี้รายงานว่าเพิ่มได้ 1,679 แห่ง ตามด้วยภัตตาคาร ร้านอาหาร 584 แห่ง และโรงแรมอีก 500 กว่าแห่ง นอกนั้นเป็นสถานที่นันทนาการ สถานที่ท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว

ถ้าถามว่า 1,679 แห่งนั้นมากหรือน้อย คิดว่าในกรุงเทพมหานคร น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้ จากรายงานระบุว่าตัวเลขสะสมสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน SHA แล้ว 9,196 แห่ง, มาตรฐาน SHA พลัส 1,631 แต่อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างเลิกวัคซีน เจ้าหน้าที่ พนักงาน อีกหลายอย่าง ดังนั้นการที่เรียกร้องต้องการเปิดกิจการกิจกรรมจำหน่ายอาหารแบบเสรีอย่างเต็มที่ มีช่วงเวลาขยายเพิ่มขึ้นในการอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ต้องขอฝากให้ทุกแห่งช่วยดูแลตัวเองในการปรับมาตรฐานของร้านให้ขึ้นมาอยู่ในระดับ ที่สามารถมั่นใจได้ว่าเปิดการขายแล้วลูกค้าหรือทางร้านเองมีความปลอดภัย

“กรุงเทพมหานครรายงานว่าได้ตรวจสถานที่ไปทั้งหมด 15,840 แห่ง จำนวนที่ตรวจ 10,161 ครั้ง ซึ่งมี SHA 2,609 แห่ง ไม่มี SHA 5,000 กว่าแห่ง และมีขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1,892 แห่ง ไม่มีขาย 6,000 กว่าแห่ง และยังรายงานด้วยว่ามีการตักเตือน เพราะมีเหตุเรื่องการดื่มสุรา แต่สถานที่นั้นไม่มี SHA ถึง 172 แห่ง จึงเรียกได้ว่ามาตรฐานตัวเองไม่ถึง แต่แอบขายสุรา เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมาสั่งปิดไปแล้วหนึ่งราย”

ผบ.ตร.สั่งตาม 783 คนมาตรวจ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กล่าวถึงโควิดสายพันธุ์โอไมครอนว่าตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2564 เป็นต้นมาได้ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ไปสำรวจตรวจสอบว่ามีชาว ต่างชาติที่เดินทางมาโดยเฉพาะจากประเทศแอฟริกา ซึ่งเมื่อวานนี้ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้มารายงานว่า 783 ราย ตอนนี้พยายามเข้าถึงทั้ง 783 รายเพื่อไปตรวจเชิงรุก เราพยายามติดตามตลอด ส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เชื่อว่าคงกระจายไปทั่ว โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว รวมถึงกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งตระหนกตกใจ เพราะเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการอย่างรวดเร็วร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อถามว่าหลังจากนี้หากมีการเดินทางเข้ามาของกลุ่มคนกลุ่มนี้อีกได้สั่งการสตม.อย่างไรบ้าง พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลทราบแล้วในเรื่องของชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามา อย่างไรก็ตามมีมาตรการเข้มที่สนามบินก็ทำเต็มที่ ส่วนช่องทางธรรมชาติเข้มงวดมากขึ้นจะเห็นได้จากผลการจับกุมที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้ออะไรก็ตาม ก็ยังคุมเข้มอยู่ และขอให้มั่นใจ

‘บิ๊กตู่’สั่งสกัดลอบเข้าปท.

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม เข้าใจสถานการณ์และมีความห่วงใย สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุข ความมั่นคง คมนาคม การท่องเที่ยว เฝ้าระวังและกลั่นกรองเป็นพิเศษไม่ให้เชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนเข้าประเทศไทยได้ ล่าสุดกำหนดให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้าไทยตรวจแบบ RT-PCR เช่นเดิม โดยเริ่มทันทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พร้อมสั่งการฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ เร่งสกัดการลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายทุกช่องทาง เพื่อปิดกั้นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว ล่าสุดการท่องเที่ยวเเห่งประเทศไทยยืนยันไม่พบสัญญาณการชะลอตัวของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย มีเพียงบางประเทศในแถบยุโรปสถานการณ์ไวรัสกลับมาระบาดซ้ำซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับไวรัสกลายพันธุ์ “โอไมครอน” รวมทั้งกังวลว่ารัฐบาลของประเทศนั้นๆ อาจสั่งล็อกดาวน์ จึงทำให้มีชะลอการเดินทางออกไปก่อน ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 2564 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยระหว่างวันที่ 1-29 พ.ย. 2564 จำนวน 128,466 คน

นายธนกรกล่าวว่า ส่วนประเทศไทย ขณะนี้ภาพรวมแผนการบริหารจัดการและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลเร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับทุกคนทุกพื้นที่ วัคซีนมีเพียงพอสำหรับคนไทยทั้งประเทศ และทุกชนิดสามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโควิด-19 ที่มีอาการได้ เห็นผลลัพธ์ในการลดอาการติดเชื้อรุนแรงหรือป่วยหนักได้เป็นอย่างดี

“นายกฯ มีความเข้าใจสถานการณ์เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ฝากเตือนประชาชนอย่าวิตกกังวล แต่ต้องยังคงต้องตั้งการ์ดสูง ป้องกัน เชิญชวนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ครบโดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และความปลอดภัยให้ตัวเองและครอบครัว ในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการสกัดกั้นไม่ให้เชื้อ โอไมครอนเข้าไทย” นายธนกรกล่าว

จันทบุรีคุมเข้มโอไมครอน

นพ.อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ นายแพทย์สสจ.จันทบุรี กล่าวถึง ไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนในส่วนของจ.จันทบุรีว่า ตอนนี้หลายประเทศประกาศห้ามผู้ที่เดินทางมาจากประเทศดังกล่าวเข้ามาในประเทศ รวมทั้งประเทศไทยมีมาตรการสั่งห้ามด้วยเช่นกัน สิ่งที่น่ากังวลใจคือว่าประเทศแถบแอฟริกาเป็นพันธมิตรด้านการค้าอัญมณีที่มีการนำเข้าซื้อขายพลอย ระหว่างประเทศมายาวนาน เบื้องต้นทางจ.จันทบุรีประสานไปยังตม.เพื่อประสานต่อไปยังท่าอากาศยานให้ตรวจสอบคนไทยที่จะเดินทางเข้ามาย้อนหลังไป 14 วันว่าเดินทางไปประเทศเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีให้ดำเนินการกักตัวไว้เลย หากมีความเสี่ยงสูงก็จะตรวจคัดกรองและแจ้งให้ทราบ

ส่วนพื้นที่ตัวเมืองจันทบุรีค่อนข้างจะดูยาก แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าพลอยเป็นกลุ่มเฉพาะ ทางสสจ.ประสานงานกับสมาคมผู้ค้าอัญมณี ตลาดพลอยต่างๆ ถ้ามีคนไทยหรือคนที่รู้จักเดินทางมาจากประเทศเหล่านี้ ขอให้แจ้งสสจ. เพื่อจะได้เข้าไปสอบสวนว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ปัจจุบันการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ยังสามารถตรวจพบเจอได้ ส่วนนักท่องเที่ยวหลายคนชอบไปท่องเที่ยวในแถบนี้ก็ต้องเฝ้าระวัง เพราะด้านการท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปได้หลายประเทศ ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนชาวจันทบุรีที่ได้รับทราบข่าวว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรป ชาวไทยที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านี้ในรอบ 14 วัน ขอให้แจ้งสสจ., ร.พ.หรือรพ.สต.ได้เลย ทางเราจะเข้าไปดำเนินการค้นหาเพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจโรคต่อไป

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิดขอให้ไปฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิดได้ทุกสายพันธุ์

โคราชคุมเข้ม 6 คลัสเตอร์

นพ.วิชาญ คิดเห็น รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 77 ราย ติดเชื้อนอกพื้นที่ 5 ราย และติดในพื้นที่ 72 ราย รักษาหาย 31,424 ราย ยังรักษาอยู่ 1,195 ราย ป่วยสะสม 32,875 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 2 ราย เป็นชายอายุ 53 ปี ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง และหญิงอายุ 77 ปี ต.สำโรง อ.โนนไทย เสียชีวิตสะสม 256 ราย

ทั้งนี้ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ต่ำกว่า 100 รายติดต่อกัน 4 วัน แต่ยังพบการติดเชื้อในชุมชนค่อนข้างต่อเนื่อง จึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาด 6 คลัสเตอร์ดังนี้ 1.คลัสเตอร์โรงแป้งมันอีสาน ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง ป่วยสะสม 56 ราย 2.คลัสเตอร์บริษัท ราชสีมา-จอหอโภคภัณฑ์ จำกัด โรงงานชำแหละสุกร บ้านหนองออก ต.จอหอ อ.เมือง เชื้อลุกลาม 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.โนนไทย ป่วยสะสม 70 ราย 3.คลัสเตอร์บริษัท หินโบราณ จำกัด ต.หมูสี อ.ปากช่อง ติดเชื้อสะสม 31 ราย

4.คลัสเตอร์หมู่ 8 ต.ทองหลาง อ.จักราช สอบสวนโรคเป็นการสัมผัสเชื้อจากกิจกรรมทางสังคมทั้งไปมาหาสู่และร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ผู้ป่วยบุคคลในครอบครัวและเพื่อนบ้าน ป่วยสะสม 16 ราย 5.คลัสเตอร์ หมู่ 21 ต.ทัพรั้ง อ.พระทองคำ พบผู้ป่วยรายแรกเป็นชายอายุ 88 ปี ประวัติเดินทางไปร่วมงานกฐินสามัคคีที่วัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) จ.ชัยภูมิ ป่วยสะสม 18 ราย 6.คลัสเตอร์บ้านไทยสามัคคี หมู่ 14 ต.หนองแวง อ.เทพารักษ์ พบผู้ป่วยรายแรกเป็นชายอายุ 31 ปี ประกอบอาชีพขายแพะ เดินทางไปหลายพื้นที่นำเชื้อมาติดครอบครัว เครือญาติและเพื่อนบ้าน ป่วยสะสม 17 ราย

ปลดล็อก 7 อำเภอท่องเที่ยว

นพ.วิชาญกล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเห็นชอบหลักการให้ผ่อนปรนเปิด 7 อำเภอ เป็นพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว ประกอบด้วย อ.เมือง อ.ปากช่อง อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.โชคชัย อ.สีคิ้ว อ.วังน้ำเขียว และอ.พิมาย โดยใน 7 อำเภอนี้สามารถดื่มเครื่องดื่มแฮลกอฮอลล์ภายในร้านอาหารได้ไม่เกินเวลา 22.00 น. แต่ร้านอาหารจำเป็นต้องขออนุญาตผ่านมาตรฐาน SHA ก่อน สำหรับผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานบริการ สถานบันเทิง อาบอบนวดยังคงปิดให้บริการ

เชียงใหม่ป่วยเพิ่ม 198

ส่วนจ.เชียงใหม่ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 198 ราย ติดเชื้อในจังหวัด 190 ราย และอีก 8 รายติดเชื้อจากต่างจังหวัด ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เม.ย.2564 จำนวน 26,484 ราย เสียชีวิตสะสม 127 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทุกประเภท 2,713 ราย รักษาหายแล้ว 23,656 ราย ผู้ที่รักษาหายวันนี้ 313 ราย ส่วนการตรวจ ATK จำนวน 1,531 ราย พบผู้มีผลบวก 140 ราย

ส่วนการบริหารจัดการวัคซีนจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 1,447,934 คน คิดเป็นร้อยละ 83.73 จากประชากรจังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดแล้ว 269,175 คน คิดเป็นร้อยละ 82.14, กลุ่ม 7 โรคเรื้อรังฉีดแล้ว 135,847 คน คิดเป็นร้อยละ 112.14 และ กลุ่มประชาชนทั่วไป ฉีดแล้ว 1,042,912 คน คิดเป็นร้อยละ 81.44

ภูเก็ต-ตรัง-สตูลป่วยเพิ่มต่ำร้อย

ส่วนจ.ภูเก็ต พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 93 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 92 ราย และผู้ติดเชื้อ test&go 1 ราย หายป่วยกลับบ้าน 119 ราย ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,038 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสม 17,802 ราย ผู้ติดเชื้อแซนด์บ็อกซ์ 258 ราย ผู้ติดเชื้อ test &go 21 ราย และเสียชีวิตสะสม 137 ราย

เฝ้าระวัง 130 คนจากแอฟริกา

วันเดียวกัน นพ.กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตกล่าวว่า เชื้อโอไมครอน เป็นเชื้อกลายพันธุ์ตัวใหม่ สามารถติดง่าย แต่อาการที่เกิดขึ้นยังไม่มาก ข้อมูลทางวิชาการถือว่ายังไม่มาก มีการปรับปรุงข้อมูลกันตลอดเวลา และทางกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการเฝ้าระวังโดยเฉพาะการปิดช่องทางที่จะเดินทางเข้ามา ภูเก็ตใช้มาตรการเดียวกับที่ทางระดับประเทศได้ประกาศไว้ในประเทศเสี่ยงสูง 8 ประเทศจากแอฟริกา โดยห้ามเข้ามาภูเก็ตแล้ว ในโครงการ Test&Go และไม่ให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ใน 8 ประเทศดังกล่าว และตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.ไม่ให้เดินทางเข้ามาแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาภูเก็ตแล้วจาก 8 ประเทศ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พ.ย.มีจำนวน 130 คน ได้ติดตามควบคุมโรคในจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่แล็บเดย์ศูนย์ที่สนามบินภูเก็ตยังไม่พบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ ได้ให้คุมไว้สังเกตอาการ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคธุรกิจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ด้านนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าฯ ภูเก็ตกล่าวว่า ภูเก็ตต้องเดินหน้าต่อไป ต้องทำการควบคุม โควิด-19 หากมีผู้ป่วยมากขึ้นเตียงว่างยังมี ยังไม่วิกฤต อยู่ในโหมดสแตนด์บาย ไม่ประมาท มีความพร้อมเตรียมรับตลอดเวลาแม้จะมีสายพันธุ์ใหม่เข้ามา แต่เราป้องกันเต็มที่และต้องเดินหน้าเรื่องปากท้องประชาชน รายได้จาก นักท่องเที่ยวที่เข้ามา ภาคธุรกิจประเมินว่าจะเข้ามาอาจถึง 3 แสนคน ดังนั้น ภูเก็ตจะก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

สงขลาคึก 300 ร้านค้าเพิ่มเปิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีจ.สงขลาเตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองท่องเที่ยวระยะที่ 2 ในเดือนธ.ค.นี้ โดยจะดำเนินการเปิดในระยะแรก 3 พื้นที่ได้แก่อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา และอ.เมือง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของสงขลา ทางจังหวัดเตรียมความพร้อมสถานประกอบการต่างๆ เอาไว้ ภายใต้มาตรการปลอดภัย สําหรับองค์กร (Covid Free Setting) ขณะนี้ร้านอาหารในพื้นที่อ.เมืองสงขลาต่างตื่นตัวดูแลกันเอง ภายในร้านอาหารด้วยกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและประชาชนที่มาใช้บริการ โดยส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนทั้งเจ้าของร้านและพนักงานแล้วทั้งหมด

นายประพันธ์ ฉลวยธนาพร ผู้ประสานงานชมรมผู้ประกอบการร้านจำหน่ายอาหารอำเภอเมืองสงขลา กล่าวว่า ทางชมรมประสานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาเพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการร้านจำหน่ายอาหาร ทั้งเจ้าของร้านและพนักงานทั้งหมด โดยทยอยเข้ารับวัคซีน ส่วนของชมรม 285 ร้านค้า เกือบ 3,000 คน ร้านอาหารในอำเภอเมืองสงขลา จึงมีความพร้อมที่จะรองรับ และให้บริการกับลูกค้าและประชาชนทั่วไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผ่นป้ายการันตีมาติดที่ร้านว่าร้านอาหารของเรานั้นได้รับวัคซีนครบโดส ให้ผู้ใช้ บริการมีความมั่นใจได้

สำหรับจ.สงขลาพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 270 ราย ซึ่งต่ำกว่า 300 รายต่อเนื่องเป็นวันที่สอง อยู่อันดับ 2 ของประเทศ รวมติดเชื้อสะสม 62,648 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย ซึ่งไม่ได้รับวัคซีนและมีโรคเรื้อรัง เสียชีวิตสะสม 270 ราย นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลก็ลดลงเหลือ 5,500 คน ที่หายป่วย 56,680 คน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน