‘จะนะรักษ์ถิ่น’ ย้ำรัฐบาลทำตามสัญญาถ้าเบี้ยวอีกจะมาชุมนุมหน้าทำเนียบขณะที่กรรมการสิทธิฯจี้กลไกจัดทำเอสอีเอ-ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ควรมีนักวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการมีส่วนร่วมด้วย ยันเดินหน้าสอบปมละเมิดสิทธิ์กลุ่มผู้ชุมนุมจะนะ ด้าน ‘บิ๊กตู่’ ระบุถ้าทำเอสอีเอจบครบถ้วนแล้วประชาชนยอมรับ ก็จะเดินหน้าโครงการต่อ

กลับบ้าน – กลุ่มชาวบ้านจะนะรักษ์ถิ่นที่ปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านอ.จะนะจ.สงขลาหลังรัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องเริ่มกระบวนการ SEA โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะใหม่ทั้งหมดเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 15 ธ.ค. ที่ถนนพระราม 5 ข้างทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นทำพิธีละหมาด ก่อนเก็บข้าวของสัมภาระและขยะต่างๆ จากนั้นเวลา 07.00 น. ขึ้นรถโดยสารปรับอากาศ 2 คันที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้เดินทางกลับบ้าน อ.จะนะ จ.สงขลา ใช้เวลาเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง ภายหลังรัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องจัดทำผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ เอสอีเอ และแผนแม่บทต่างๆ ใหม่ในโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต หรือนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ กลุ่มชาวบ้านระบุหากรัฐบาลไม่ทำตาม จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องอีก

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. กล่าวว่ายืนยันต้องดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากรวมตัวชุมนุมในลักษณะเลี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด จำเป็นต้องดำเนินคดี เพราะละเมิดกฎหมาย แม้กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง ไม่ให้ดำเนินคดี

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนายสุชาติ เศรษฐมาลินี กสม. แถลงประจำสัปดาห์ โดยนายสุชาติกล่าวว่า ตามที่กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการดำเนินโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง และการดำเนินโครงการอาจส่งผล กระทบรุนแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชาวบ้าน ทำให้มีการชุมนุมของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น เพื่อทวงสัญญาการแก้ปัญหา ซึ่งกสม.ได้ติดตามเฝ้าและลงพื้นที่ติดตามการชุมนุม และมีข้อเสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว รวมทั้งรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายสุชาติกล่าวว่า นอกจากนี้มีหนังสือแจ้งไปยังเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ทบทวนกระบวน การรับฟังความเห็นของประชาชนในโครงการ ที่รับฟังความเห็นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกสม.เป็นห่วงการรับฟังการแสดงความเห็นในรูปแบบนั้น จะไม่ครอบคลุมในการรับฟังความเห็นอย่างแท้จริง อีกทั้งโครงการยังมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคประชน หรือประชาชนกับประชาชนเอง ทั้งผู้ที่มีความเห็นด้วยและเห็นต่าง ดังนั้น กสม.จึงขอให้ ศอ.บต.พิจารณารับฟังความเห็นประชาชนให้มีช่องทางหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขณะที่นายวสันต์กล่าวว่า กสม.เห็นว่า กลไกการจัดทำเอสอีเอควรประกอบด้วย นักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน องค์กรภาคประชาสังคม หรือสถาบันวิชาการที่มีความรู้ และประสบการณ์ในการจัดกระบวนการการมีส่วนร่วม เพื่อวางแผนเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพวกเขา โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นายวสันต์กล่าวอีกว่า หลังจากนี้กสม. จะตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากโครงการต่อไป โดยก่อนหน้านี้ กสม.เคยรับเรื่องร้องเรียนในกรณีเดียวกันนี้เมื่อเดือนพ.ย.2562 แต่ตัวแทนผู้ร้องมีหนังสือขอถอนคำร้องจากการตรวจสอบเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายผ่านช่องทางอื่นแทน ทำ ให้เรื่องร้องเรียนครั้งก่อนยุติลง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กสม.หยิบยกขึ้นมาใหม่ และยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ โดยจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและเร่งด่วน เพื่อเป็นกลไกอำนวยความเป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป

วันเดียวกัน ที่ศอ.บต. จ.ยะลา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาติดตามงานด้านความมั่นคงและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวช่วงหนึ่งถึงการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมจะนะว่า ทุกอย่างจะทำได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับประชาชน ทั้งเรื่องการทำเอสอีเอ ต้องทำให้จบครบถ้วนสมบูรณ์ ประชาชนยอมรับได้ก็จะทำต่อ แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบก็ทำไม่ได้อยู่ดี อย่างนี้ดีหรือไม่ และรัฐบาลพร้อมเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่จะอย่างไรต้องมาดูกันอีกครั้ง รวมถึงการทำงาน การลงทุนต่างๆ รัฐต้องดูในทุกมิติ อะไรที่ทำได้ก็ทำก่อน แต่ต้องผ่านเอสอีเอ ก่อนทุกเรื่อง อันนี้ถือว่าเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องนี้ขอเน้นย้ำไปทางศอ.บต.ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน