กลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์
ติดเชื้อทั่วปท.พรวด740คน
จับตาหลังปีใหม่ระบาดหนัก
จี้กลับจากตปท.ให้รายงานตัว
กำชับวัด-ศาสนสถานเข้มโควิด
สธ.แถลงเปิด 2 ซูเปอร์สเปรดเดอร์ แพร่เชื้อ ‘โอมิครอน’ คลัสเตอร์นักศึกษาที่กรุงเทพฯ สังสรรค์ในผับป่วยแล้ว 52 คน กับที่กาฬสินธุ์จากผัวเมียกลับจากเบลเยียมลามหนัก 248 คน สธ.ห่วงยอดป่วยโอมิครอนพุ่งพรวด 740 คน กระจายไปแล้ว 33 จังหวัด กรุงเทพฯ มากสุด 273 คน จากต่างประเทศ 489 คน ห่วง 2 วันป่วยถึง 200 คน ล้วนกลุ่มญาติกลับมาจากต่างประเทศแพร่เชื้อในครอบครัว-ชุมชน ศบค.จี้ตรวจเชิงรุก จี้ตรวจเอทีเคกลับไปภูมิลำเนา วัด-ศาสนสถาน สถานที่จัดกิจกรรม เข้มโควิด คาดหลังปีใหม่อีสานระบาดหนัก ย้ำหน่วยราชการให้เวิร์ก ฟรอมโฮม 14 วัน ป่วยโควิดขาลง 2 พันกว่า ตายลดเหลือ 17 คน
โควิดรายวัน 2,575-ตาย 17
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย พบว่า มีรายงานติดเชื้อรายใหม่ 2,575 ราย ติดเชื้อภายในประเทศ 2,360 ราย จากระบบเฝ้าระวังและบริการ 2,360 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 59 ราย ติดเชื้อในเรือนจำ 40 ราย จากต่างประเทศ 116 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 ทั้งสิ้น 2,217,287 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 2,695 ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 ทั้งสิ้น 2,162,138 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 33,502 ราย อาการหนัก 614 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 153 ราย
มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 17 ราย เป็นชาย 10 ราย หญิง 7 ราย เป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 16 ราย มีโรคเรื้อรัง 7 ราย เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ที่ จ.สงขลา 4 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวนทั้งสิ้น 21,647 ราย มียอดฉีดวัคซีนเพิ่มเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. จำนวน 464,144 โดส ทำให้มียอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ทั้งสิ้น 103,439,403 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 283,070,246 ราย เสียชีวิตสะสม 5,429,791 ราย
ขณะที่ 10 จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 358 ราย ชลบุรี 191 ราย สมุทรปราการ 84 ราย อุบลราชธานี 73 ราย ขอนแก่น 68 ราย กาฬสินธุ์ 65 ราย นครศรีธรรมราช 63 ราย สงขลา 62 ราย นครราชสีมา 57 ราย เชียงใหม่ 56 ราย
กลับปีใหม่วอนตรวจเอทีเค
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า จะเห็นว่า จังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในภาคอีสานเริ่มเข้ามาอยู่ใน 10 จังหวัดแรก ต้องให้ระมัดระวังกันด้วย ซึ่งคงจะเห็นปรากฏการณ์ของการกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล ตรงนี้ต้องช่วยกัน ต้องฝาก อสม. ลูกหลานที่กลับภูมิลำเนาจำเป็นต้องได้รับการตรวจ อย่างน้อย แอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) หรือกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อรอดูอาการ
นอกจากนี้ ในการประชุม ศปก.ศบค.ได้พูดถึงคลัสเตอร์ต่างๆ ที่พบ อาทิ คลัสเตอร์โรงงาน สถานประกอบการ พบที่ จ.ชลบุรี เพชรบุรี และขอนแก่น คลัสเตอร์ตลาดพบที่ จ.ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ มุกดาหาร เชียงใหม่ สมุทรสาคร และยโสธร คลัสเตอร์แคมป์ คนงานพบที่ จ.อุบลราชธานี คลัสเตอร์ค่ายทหาร ชุมชนพบที่ จ.เพชรบูรณ์ คลัสเตอร์ร้านอาหาร สถานบันเทิง พบที่ จ.อุบลราชธานี ลำปาง เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์รายงานที่ประชุมว่า เฉพาะวันที่ 29 ธ.ค. พบผู้ติดเชื้อพันธุ์โอมิครอน 149 ราย มีการกระจายไปทั่วประเทศ โดยที่ กทม. สะสม 273 ราย กาฬสินธุ์ วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 98 ราย ทำให้มียอดสะสม 226 ราย โดยเป็นการสุ่มตรวจหาสายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์เดลตายังเป็นสายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่แพร่ระบาดในประเทศ 90.94 เปอร์เซ็นต์ โอมิครอนอยู่ที่ 9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแนวโน้มคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเฝ้าระวัง
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ส่วนการเฝ้าระวังบุคคล ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศทางอากาศ ช่วงเดือน พ.ย. เข้ามา 1.3 แสนราย เดือน ธ.ค. 2.6 แสนราย ซึ่งมาทางเทสต์แอนด์โกมากที่สุด โดยในช่วงการตรวจหาเชื้อเดือน ธ.ค. พบว่ากราฟพุ่งขึ้นจากประมาณ 30 รายในช่วงก่อนคริสมาสต์ แต่ขณะนี้กราฟชันขึ้นมาถึง 87 ราย ฉะนั้น ขอเตือนถึงผู้ประกอบการ สถานประกอบการ ประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันดู
จากเทสต์แอนด์โก 87
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ได้แบ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อในวันที่ 29 ธ.ค. พบว่า มาจากช่องทาง เทสต์แอนด์โก 87 ราย แซนด์บ็อกซ์ 21 ราย แบบกักตัวทีน 7 ราย ลักลอบช่องทางธรรมชาติ 1 ราย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พูดคุยกันโดยนำชนิดของช่องทางการเดินทาง เพื่อมาศึกษาเพื่อวางแผนกัน และยังพบว่า วันที่พบเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในวันที่ 0-3 คิดเป็น 86.21 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้หากเราตรวจดีๆ ในช่วง วันที่ 4-7 จะเพิ่มขึ้นมาอีก 9.48 เปอร์เซ็นต์ และมากกว่า 7 วันไปแล้ว 4.31 เปอร์เซ็นต์ และขณะนี้เราได้มีการปรับแผนการตรวจ หาเชื้อของผู้ที่มาทางเทสต์แอนด์โกแล้ว เป็น 2 ช่วงคือ วันที่ 0-3 และวันที่ 5-6
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ที่ประชุม ศปก.ศบค.ยังหารือกันเรื่องวัคซีน อยากเน้นย้ำคนในกลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะขณะนี้ได้รับวัคซีนเข็มที่หนึ่งเพียง 75.1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต
โดยจังหวัดที่กลุ่มผู้สูงอายุที่ยังได้วัคซีนไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ปัตตานี นครนายก ราชบุรี กาญจนบุรี และมีถึง 28 จังหวัดที่กลุ่มผู้สูงอายุได้รับวัคซีนเพียง 60-69 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม ยะลา นราธิวาส แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก ตาก สุโขทัย อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม ปราจีนบุรี สระแก้ว กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น ยโสธร อำนาจเจริญ พัทลุง สตูล สระบุรี ตราด ถือว่ามีการฉีดน้อยมาก จึงเน้นย้ำให้ไปฉีดวัคซีน วัคซีนช่วยได้ ทำให้ความรุนแรงน้อยลง และเสียชีวิตลดน้อยลง
9 หมื่นคนรอเข้าไทย
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะที่จังหวัดที่มีการฉีดวัคซีนเข็มที่หนึ่งยังไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งจังหวัด มี 38 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม นราธิวาส ปัตตานี แพร่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร ชัยนาท นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี นครนายก ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สมุทรสงคราม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี สระแก้ว ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี พัทลุง สตูล กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม บึงกาฬ หนองบัวลำภู สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี จึงขอกรุณาจังหวัดเหล่านี้ ไปฉีดวัคซีนให้มากๆ
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ที่มีพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธาน ได้หารือ ใน 2-3 ในประเด็นเกี่ยวกับช่วงเทศกาลปีใหม่ เกี่ยวกับการเดินทางกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่จะเข้าประเทศ ผ่านระบบไทยแลนด์ พลัส ซึ่งลงทะเบียนไว้กว่า 2 แสนคน ผ่านการอนุมัติ กว่า 1.1 แสนคน รอเข้ามาประมาณ 9 หมื่นคน
ซึ่งพบว่าเดินทางเข้ามาน้อยกว่าลงทะเบียน 40-50 เปอร์เซ็นต์ โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามตัวทุกคนที่เข้ามา ด้วยการให้ลงทะเบียน แอพพลิเคชั่นหมอชนะ ให้ได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ และตรวจคัดกรอง ด้วยวิธี RT-PCR ให้ได้ผลทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ซ้ำ 2 ครั้งเช่นกัน
ขอขรก.เวิร์กฟรอมโฮม 14 วัน
ส่วนข้อห่วงใยคนไทย ที่เดินทางไปต่างประเทศและจะกลับเข้าประเทศไทย มีตัวเลข 1 ใน 3 ของชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเดินทางไปแบบเดี่ยว หรือเป็นครอบครัว ขอให้ดูแลตัวเอง และครอบครัวให้ดี ขอให้มีการกักตัวเอง เพื่อสังเกตอาการ พร้อมกับตรวจเช็กด้วย เอทีเค หากมีอาการให้มาตรวจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อได้
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับความเป็นห่วงว่าหลังเทศกาลปีใหม่ จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะคนไทยที่ไปท่องเที่ยว หรือกลับภูมิลำเนา ที่จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานหลังวันที่ 1 ม.ค.2565 ขอให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามประกาศฉบับที่ 40 โดยเฉพาะส่วนราชการ ขอให้ทำงานที่บ้านหรือเวิร์ก ฟรอมโฮม เป็นเวลา 1-14 วัน ขณะที่ภาคเอกชน ขอความร่วมมือทำงานจากที่บ้าน เพราะการ กลับมาของทุกคนถือว่ามีความเสี่ยง จึงต้อง มีการควบคุมเพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อ
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ทั้งนี้ โควิด-19 มาในบรรยากาศที่มีการเฉลิมฉลอง และไม่ว่าจะมารุนแรงแค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับสุขอนามัยส่วนตัว ในการป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาล ให้คิดว่า ตัวเองหรือคนในครอบครัว มีโอกาสนำเชื้อมาหาเราได้ทั้งสิ้น ยิ่งเป็นคนนอกครอบครัวยิ่งต้องป้องกันให้มากที่สุด การ์ดต้องไม่ตกแล้วต้องทำอย่างนี้ไปอีกสักพักใหญ่ เพื่อป้องกัน ตัวเองและคนที่รับรวมถึงประเทศชาติ
ตู่กำชับจัดวันเด็กออนไลน์
เวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการ ข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะมีความเสี่ยงอยู่หลายประการ แต่เราจำเป็นต้องตัดสินใจบนพื้นฐานความเสี่ยง แต่จะลดลงด้วยความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกคน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ที่จะทำให้ทุกคนปลอดภัย ทั้งจากสถานการณ์โควิดและสถานการณ์ ท่องเที่ยว
ดังนั้น ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง ให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะสถานประกอบการต่างๆ ต้องซื่อสัตย์ ทำตามกฎหมาย และระเบียบ จากการเปิดให้บริการทั้งหมด ตามที่ขออนุญาตและอนุมัติใหม่ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตาม จะต้องถูกปิดทันที รวมทั้งงานวันเด็กขอให้ใช้การจัดงานผ่านระบบออนไลน์
ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงลง โดยเฉพาะเด็กๆ รวมถึงผู้ปกครอง ซึ่งภูมิต้านทานต่างกันอยู่แล้ว วันนี้ได้เน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีนให้มากยิ่งขึ้น หลายคนยังไม่ยอมตัดสินใจ ตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตัดสินใจฉีดวัคซีนให้ครบโดส โดยฟังความคิดเห็นจากสาธารณสุขและแพทย์ว่า เมื่อฉีดแล้วจะดีขึ้นอย่างไร และจะบูสเตอร์ได้เมื่อใด ยืนยันว่าวัคซีนทุกยี่ห้อได้รับการรับรองมาแล้ว
ชุมชนร่วมมือป้องกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการตั้งรับการแพร่ระบาดโควิด-19 นอกเหนือจากการเวิร์กฟรอมโฮม จะมีมาตรการอะไรขึ้นอีกหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า คิดว่าที่เราทำวันนี้ก็ครบถ้วน แต่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ส่วนตัวคิดว่าเราทำได้ดีกว่าหลายประเทศ ทุกอย่างหลายประเทศทำหลังเรา ประเทศไทยทำมาตั้งแต่ต้นปี 2563 การแก้ไขปัญหามาตามลำดับ เรื่องการล็อกดาวน์ และขั้นตอนต่างๆ แก้ปัญหามาจนถึงทุกวันนี้ สถิติผู้เสียชีวิตต่ำกว่า 20 ราย มีผู้ติดเชื้อก็มีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่รักษาหาย เป็นผลที่เราดูแลเกี่ยวกับเรื่องวัคซีน การเข้าถึง ระบบการตรวจสอบคัดกรอง
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าประชาชนมีขีดความสามารถเพียงพอ ขอความกรุณาให้ใช้ชุดตรวจเอทีเค ด้วยตนเอง เพราะแพร่ระบาดเร็ว ใครรู้ว่าเสี่ยงก็ขอให้ตรวจตัวเองบ้างระยะเวลา 7 วัน อย่างนายกฯ ตรวจไม่รู้กี่ครั้ง เวลาไปไหนมาไหนเพราะอยู่ท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก ทำงานร่วมกับ คนอื่นเยอะ ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันตัวเองไม่มีอะไรดีไปกว่าการป้องกันตัวเอง และมีสติ มีความยับยั้งชั่งใจในการจะสนุกสนาน ต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด ในปัจจุบันทุกอย่างก็ต้องร่วมมือกัน ตนไม่อาจไปบังคับใครได้ เป็นเรื่อง ของสังคม ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ ประชาสังคม ประชาชน และชุมชนต้องร่วมมือกัน
ฉลองปีใหม่ไม่ประมาท
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ว่า เทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการตั้งความหวังในสิ่งดีๆ ตลอดปีและตลอดไป แม้ชาวไทยและชาวโลกจะประสบกับการแพร่ระบาดโควิดมาต่อเนื่องกว่า 2 ปีแล้ว แต่ไทยเราก็ร่วมแรงร่วมใจ ฝ่าฟันช่วงเวลาอันยากลำบากนั้น มาจนเราสามารถเปิดประเทศ เปิดกิจการ และต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกครั้ง ซึ่งมาจากความอดทน ทุ่มเท เสียสละของทุกคน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า รวมถึงประชาชนทุกคน ที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐ
ทุกวันนี้ผมดีใจที่ยังเห็นประชาชนส่วนใหญ่ ใส่หน้ากากอนามัยกันในสถานที่ต่างๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายบังคับเหมือนบางประเทศ หน้ากากอนามัยกลายเป็นอุปกรณ์ สำคัญที่คนไทยไม่ลืมที่จะใส่เมื่อออกจากบ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ ผมต้องขอขอบคุณ ทุกๆ ท่านมา ณ ที่นี้
แม้เราจะสู้ด้วยกันมาจนสามารถควบคุมยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้ แต่เจ้าโควิดตัวร้ายยังไม่ยอมให้เราปิดเกมได้ง่ายๆ กลับกลายพันธุ์ไปเป็นโอมิครอน ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดายยิ่งกว่าเดิม และติดได้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว แต่สิ่งที่ยังเบาใจได้บ้างก็คือ ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่ฉีดวัคซีนแล้ว จะไม่มีอาการรุนแรง และส่วนใหญ่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล โดยมีรายงานจากต่างประเทศว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน อาจมีอาการรุนแรงจนถึง เสียชีวิตได้ ดังนั้นถึงแม้ท่านจะฉีดวัคซีนแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้แพร่เชื้อ ต่อผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
ดังนั้น ในช่วงวันหยุดในเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนชาวไทย ยังคงไม่ประมาท นั่นคือการใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และตลอด เวลาเมื่อต้องพบปะกับผู้อื่น หรือขณะกำลังเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความแออัด โดยเฉพาะในอาคารที่อากาศถ่ายเทได้ไม่ดี และหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือถึงเวลาฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว ให้รีบไปฉีดวัคซีนในสถานที่ต่างๆ ที่รัฐจัดเตรียมให้ เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ผ่านไปให้ได้ ไม่ให้เกิดภาวะผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล และหลังกลับจากการเดินทางจากต่างจังหวัดหรือไปงานสังสรรค์ ขอให้ท่านคอยสังเกตอาการตนเอง หรือตรวจโรคด้วยตนเองหากมีอาการที่น่าสงสัย และหากทำได้ ขอให้เวิร์ก ฟรอมโฮม ในช่วงแรกก่อนจะกลับเข้าที่ทำงาน และใส่หน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด
มั่นใจเป็นเจ้าภาพถกเอเปก
“ผมในฐานะผู้นำรัฐบาลและ ศบค. ขอเรียน ว่า ผมให้ความสำคัญกับการควบคุมโรค ที่สมดุลกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน รัฐบาลได้วางแนวทาง เพื่อให้ประเทศไทยฟื้นตัวให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งในปี 2564 ที่กำลังจะผ่านไปนั้น เป็นอีกปีที่ไทยเราต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ แต่เราก็สามารถฝ่าฟันผ่านมาได้ และ ณ วันนี้ เราพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง เปิดรับโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ
โดยเฉพาะ การเป็นเจ้าภาพเอเปก ด้วยระบบและรากฐานความพร้อมที่เราได้วางไว้ในปีนี้ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า ปี 2565 ที่กำลังจะเข้ามาถึง จะต้องเป็นปี ที่ดีขึ้นกว่าเดิมของประเทศไทยอย่างแน่นอน” พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
ปลัดสธ.แจงชี้ป่วยพุ่งหลังปีใหม่
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการทำแบบจำลองหรือฉากทัศน์การระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงหลังปีใหม่ ว่า จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มมากขึ้น สธ.จึงจัดทำฉากทัศน์การระบาดของโรคโควิด ขึ้นมา 3 รูปแบบ ซึ่งกรณีที่ระบุว่า อาจมีการติดเชื้อถึง 3 หมื่นคน และเสียชีวิต 170-180 รายต่อวันนั้น เป็นการคาดการณ์ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด คือ มีการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคได้น้อยหรือไม่ปฏิบัติเลย แต่หากปฏิบัติตามมาตรการทั้งการป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา (Universal Prevention) และมาตรการ VUCA ร่วมกับสามารถเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้มากกว่าปกติ ซึ่งขณะนี้ สธ.กำลังเร่งฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ก็จะสามารถควบคุมการระบาดภายในประเทศ ได้ดี ผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับที่สามารถดูแลได้ เป็นไปตามสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่คาดการณ์ไว้
“การทำฉากทัศน์เป็นการจำลองสถานการณ์ ของการระบาดเพื่อได้เตรียมมาตรการรับมือ ซึ่งในการระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาในช่วงที่มีการผ่อนคลายมาตรการ รวมถึงการเปิดประเทศ ก็มีการทำฉากทัศน์ พร้อมออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมป้องกันโรค และพบว่าประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคอย่างดี ทำให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจริง ต่ำกว่าสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่คาดการณ์ไว้” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากตามฉากทัศน์ที่แย่ที่สุด ในช่วงปีใหม่นี้ขอให้ประชาชนเข้มมาตรการป้องกันตนเองสูงสุด ทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง หากจำเป็นต้องไปร่วมงานที่มีคนจำนวนมาก หรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ให้เลี่ยงสถานที่ที่เป็นห้องปรับอากาศระบบปิด การหมุนเวียนอากาศไม่ดี เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่โรค รวมถึงไปรับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น เพื่อเพิ่มภูมิต้านโรค โดยเฉพาะ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
2 คลัสเตอร์ใหญ่แพร่โอมิครอน
ที่สธ. นพ.โอภาส การ์ยกวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ ในประเทศไทย ว่า จํานวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่พบในประเทศ 2 ใน 3 เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ อีก 1 ส่วนเป็นผู้สัมผัส โดยวันนี้ จะยกมา 2 คลัสเตอร์ที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่ คลัสเตอร์ จ.กาฬสินธุ์ ติดเชื้อใน 11 อำเภอ รวม 248 ราย ที่เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ แพร่ไป อุดรธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู สกลนคร ลำพูน อุบลราชธานี พิษณุโลก ลำปาง และเพชรบูรณ์
จากกรณีนี้ เป็นผู้ป่วยเดินทางมาจากต่างประเทศ และเดินทางไปสถานบันเทิงที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้เดินทางไปหลายแห่ง แต่จุดที่เป็นปัญหาภายในร้าน เช่น Bar K (ชื่อสมมติ) เนื่องจากศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) ยังไม่ให้เปิดผับบาร์ คาราโอเกะ ทางร้านจึงปรับเป็นร้านอาหาร แต่วิธีจัดการระบบระบายอากาศ ยังเหมือนเดิม ฉะนั้น ความเสี่ยงลดลงไม่มาก
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า อีกคลัสเตอร์นักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อ 52 ราย เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีประวัติรับประทานอาหาร ดื่มสุรา ร่วมกันในร้านอาหารคล้ายผับร้าน A (ชื่อสมมติ) ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8-14 ธันวาคม ที่ผ่านมา คล้ายกันกับคลัสเตอร์ข้างต้น คือ ห้องปรับอากาศถ่ายเทไม่ดี ซึ่งหลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เก็บสิ่งส่งตรวจ พบเชื้อในเครื่องปรับอากาศ แสดงให้เห็นว่าเป็นอีกจุดหนึ่ง ที่มีความสำคัญ พบว่า หลายร้านไม่ได้ดำเนินการ ตามมาตรการ โควิด ฟรี เว็ตติ้ง อยู่กันค่อนข้าง แออัด ระบบระบายอากาศไม่ดี จึงต้องยกตัวอย่าง มาเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระมัดระวัง
ป่วยโอมิครอนแล้ว 740 คน
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ แถลงว่า ขณะนี้พบสายพันธุ์โอมิครอน แล้ว 108 ประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาตรวจพบทุกรัฐ ทำให้ติดเชื้อพุ่งขึ้น 2 แสนรายต่อวัน สำหรับสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนยังพบ 3 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่ยังเป็น BA.1 ประมาณ 4.4 หมื่นราย ส่วนประเทศไทยตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 มีการตรวจสายพันธุ์มาตลอด ภาพรวมเราตรวจประมาณ 8 พันกว่าตัวอย่าง พบสายพันธุ์โอมิครอนสะสม 740 ราย คิดเป็น 8-9% พบเกือบทุกเขตสุขภาพ ยกเว้นเขตสุขภาพที่ 2 คือ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก
โดยพื้นที่ที่ตรวจพบมากที่สุดคือ กทม. เนื่องจากเราตรวจผู้เดินทาง จากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ จะลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบบ Test&Go และรอผลตรวจจากสถานพยาบาลใน กทม. รองลงมา คือ เขตสุขภาพที่ 7 ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ที่มีคลัสเตอร์ใหญ่ และเขตสุขภาพที่ 11 ภาคใต้ฝั่งอันดามัน เช่น ภูเก็ต สมุย
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่านมา คือวันที่ 27-28 ธ.ค. 2564 การตรวจสายพันธุ์รวมทุกกลุ่มทั้งจากในประเทศและเดินทางมาจากต่างประเทศ พบว่า สัดส่วนของสายพันธุ์ โอมิครอนเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วขณะนี้เป็น 66.5% อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าวันนี้เรามีโอมิครอนแล้ว 66% เนื่องจากตัวอย่างที่ สุ่มตรวจ ส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางมาจาก ต่างประเทศ ซึ่งทั่วโลกมีการติดเชื้อโอมิครอนมาก การตรวจพบสัดส่วนของโอมิครอนจากคนที่มาจากต่างประเทศจึงมากไปด้วย รวมถึงการตรวจผู้ที่มีประวัติสัมผัสคนกลับมาจากต่างประเทศ อย่างคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ จึงมีโอกาสเป็นโอมิครอนสูงมากกว่า
หากคิดเฉพาะการตรวจในผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะระบบ Test&Go Sandbox หรือกักตัว เราเจอคนเป็นโอมิครอนสัดส่วนถึง 75% ถือว่าเยอะขึ้น จึงต้องจับตากลุ่มนี้เป็นพิเศษ แม้ตรวจ RT-PCR วันแรกที่มาถึงประเทศไทยจะเป็นลบก็ตาม ต้องติดตามต่อและกำหนดตรวจซ้ำช่วงวันที่ 5-6 เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้น เพราะฉะนั้น 2 วันที่ผ่านมา เราตรวจพบ โอมิครอน 200 กว่าราย ขณะที่ผู้ป่วยภาพรวมทั่วประเทศช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีประมาณ 5 พันราย ก็คิดเป็นประมาณ 5-6% ดังนั้น พื้นที่ประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นเดลตาอยู่
กระจายอยู่ใน 33 จังหวัด
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ส่วนเจอโอมิครอนที่ไหนบ้าง เมื่อเจอโอมิครอนจะแจ้งผู้ส่งตัวอย่างไปควบคุมสอบสวนโรค หาผู้สัมผัสเสี่ยงเอามาตรวจ ขณะนี้พบ 33 จังหวัดที่มีการตรวจพบโอมิครอน ส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ส่วนที่มีการติดเชื้อในประเทศ มี 19 จังหวัด ยังเกี่ยวโยงกับผู้เดินทางเข้าประเทศ คลัสเตอร์ใหญ่ที่สุดคือกาฬสินธุ์ที่มี 200 กว่าราย กระจายหลายจังหวัด ภาพรวมติดเชื้อโอมิครอน 740 ราย มาจากต่างประเทศ 489 ราย และติดเชื้อภายในประเทศ 251 ราย ทั้งนี้ ตรวจยืนยันด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวแล้ว 104 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตรวจพบโอมิครอน จากการติดเชื้อในประเทศมี 19 จังหวัด ดังนี้ เขตสุขภาพที่ 1 เชียงใหม่ 1 ราย มีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อโอมิครอน และลำพูน 4 ราย สัมผัสคลัสเตอร์กาฬสินธุ์, เขตสุขภาพที่ 7 กาฬสินธุ์ 119 ราย ขอนแก่น 12 ราย มหาสารคาม 42 ราย และร้อยเอ็ด 50 ราย เป็นพนักงานเสิร์ฟ และคนที่มารับประทานอาหารสถานที่เดียวกันกับผู้ติดเชื้อที่กลับจากเบลเยียม และสัมผัสเคสยืนยัน คลัสเตอร์กาฬสินธุ์ เขตสุขภาพที่ 8 อุดรธานี 3 ราย สัมผัสผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่เดินทางกลับจากเบลเยียม เลย 2 ราย สัมผัสเคส กทม. หนองคาย 2 ราย สัมผัสเคสยืนยัน และหนองบัวลำภู 1 ราย สัมผัสเคสยืนยันคลัสเตอร์กาฬสินธุ์
เขตสุขภาพที่ 9 สุรินทร์ 1 ราย สัมผัส ผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่เดินทางกลับจากเดนมาร์ก และชัยภูมิ 1 ราย เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง จ.ชลบุรี และกาฬสินธุ์ เขตสุขภาพที่ 10 อุบลราชธานี 3 ราย กลับจากพื้นที่เสี่ยงไปสังสรรค์ร้านดื่มกลางคืน มุกดาหาร 1 ราย กลับจากพื้นที่เสี่ยงไปสังสรรค์ร้านดื่มกลางคืน และยโสธร 1 ราย สัมผัสคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ เขตสุขภาพที่ 11 ภูเก็ต 2 ราย กระบี่ 1 ราย ประวัติ HRC สัมผัสผู้ติดเชื้อโอมิครอน เขตสุขภาพที่ 12 ปัตตานี 3 ราย สัมผัสผู้ติดเชื้อเดินทางมาจากการแสวงบุญ ซาอุดีรอาระเบีย และเขตสุขภาพที่ 13 กทม. 2 ราย สัมผัส ผู้ติดเชื้อที่เป็นสามีนักบินมาจากไนจีเรีย และเจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปประชุมหลายจังหวัด
แนะ 6 วิธีสวดมนต์ข้ามปี
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แถลงทำบุญปีใหม่วิถีไทย ลดเสี่ยง โควิด ว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่มีการรวมตัวทำบุญกันจำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจของอนามัยโพลพบว่า ประชาชน 24.9% กังวลว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 จากการรวมกลุ่มสวดมนต์ข้ามปี และ 21.5% กังวลการระบาดจากการรวมกลุ่มทำบุญ ตักบาตร ดังนั้น ขอให้หน่วยงานจัดงานคุมเข้มความปลอดภัย เข้มปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโดยเน้นสวมหน้ากาก ซึ่งผลสำรวจพบว่าการสวมหน้ากากในศาสนสถานพบสวมถูกต้อง 87% ไม่ถูกต้องหรือไม่สวม 13% จึงต้องให้สวมถูกต้องมากขึ้น
ส่วนกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี บางจังหวัดงดจัดกิจกรรม แต่บางจังหวัดหรือหน่วยงานพิจารณาให้จัด ข้อปฏิบัติให้การสวดมนต์คืนข้ามปีมีความปลอดภัย เริ่มต้นชีวิตดี ขอให้ทำดังนี้ 1.ผู้จัดและผู้ร่วมงานรับวัคซีนครบ 2 เข็มอย่างน้อย 14 วัน ตรวจเอทีเค 72 ชั่วโมงก่อนจัดหรือร่วมงาน 2.จัดเตรียมหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ 3.ปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT
4.มีอาการไข้ ไอ จาม งดร่วมกิจกรรม 5.ควบคุมการเข้าออก มีจุดคัดกรองตรวจไข้ และ 6.เมื่อเสร็จกิจกรรมอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ส่วนผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงลดความเสี่ยงด้วยการอยู่บ้าน ร่วมพิธีผ่านทางออนไลน์แทน จุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือจุดสัมผัสร่วม ได้แก่ หนังสือสวดมนต์ เบาะรองนั่ง เก้าอี้ เน้นย้ำให้ทำความสะอาดให้ดีให้บ่อย ล้างมือบ่อยๆ
กำชับศาสนสถานเข้มโควิด
นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า สถานที่อีกแห่งที่ขอความร่วมมือป้องกันโควิด ศาสนสถานไหว้เทพเจ้าแก้ปีชง ซึ่งมีทั้งกทม.และปริมณฑลหลายแห่งและต่างจังหวัด กิจกรรมเสี่ยงสำคัญในการไหว้พระแก้ปีชงคือ สัมผัสสิ่งของร่วมกัน ปากกา ของไหว้ กระดาษเงินกระดาษทอง ศาสนสถานขอให้ปฏิบัติตามมาตรการ โควิด ฟรี เซ็ตติ้ง ป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา ไม่แออัด เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก และล้างมือ
ส่วนการแจ้งข้อมูล เบาะแส หรือร้องเรียนผู้ฝ่าฝืนมาตรการป้องกันโควิด พี่น้องประชาชน แจ้งได้ 2-3 ช่องทาง โดยช่องทางแรกแจ้งต่อผู้กำกับดูแลในส่วนของสถานที่ได้โดยตรง ช่องทางที่สองแจ้งผ่านทางสแกนคิวอาร์โค้ด และช่องทางที่สามคือ มีเฟซบุ๊ก “ผู้พิทักษ์อนามัย” Covid Watch เพื่อให้ประชาชน ที่พบเห็นเหตุการณ์สามารถแจ้งเข้ามาได้ ซึ่งกรมจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบทุกวัน

ระดมตรวจ – เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดมตรวจหาเชื้อโควิดในกลุ่มชาวบ้าน และกลุ่ม ผู้มีความเสี่ยงสูง หลังพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนรายแรกในพื้นที่ ที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านกิ่วหลวง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.
ลำปางแห่ตรวจโควิดแน่น
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่ รพ.สต.บ้านกิ่วหลวง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ชาวบ้านใน ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ ต่างทยอย เดินทางมารอเข้าคิวเพื่อตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด หลังจากในพื้นที่พบผู้ป่วยเชื้อโอมิครอน 1 ราย เป็นรายแรกของ จ.ลำปาง ทางผู้ใหญ่บ้าน และอสม. จึงแจ้งให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านผู้ป่วย และชาวบ้านทั่วไปเข้ารับการตรวจเพื่อความสบายใจและสร้างความมั่นใจในชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุข อำเภอ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.บ้านกิ่ว อำนวยความสะดวก
นายคมสัน วงค์จักรคำ ผู้ใหญ่บ้านกิ่วพัฒนา หมู่ 10 เปิดเผยว่า ผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ให้ความร่วมมืออย่างดี เมื่อมาถึงได้กักตัวและตรวจหาเชื้อซ้ำ จึงพบเชื้อและเข้ารักษาได้เร็ว คนในครอบครัวที่สัมผัสเสี่ยงสูง 5 คน ทำการกักตัวอยู่ ตอนนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม
พิจิตรยกเลิกสวดมนต์ข้ามปี
ด้านนพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจิตร กล่าวว่า หลังจากที่ทาง ทีมแพทย์ได้นำผลตรวจของหญิงอายุ 33 ปี อยู่ที่ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร ประกอบอาชีพส่วนตัว มีประวัติได้รับ วัคซีนมาแล้ว 2 เข็ม และได้เดินทางกลับมาจากประเทศดูไบ ผลตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ คือ โอมิครอนรายแรกของจังหวัด โดยอยู่ระหว่างการรักษาในห้องแยกโรค ร.พ.พิจิตร อาการดีขึ้น ส่วนน้องชาย ผู้ป่วยที่ไปดูไบด้วยกัน เป็นผู้เสี่ยงสูงอยู่ระหว่าง การกักตัว และรอตรวจซ้ำ ตามมาตรการทางสาธารณสุข ผู้ป่วยฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม
นายวิศิษฎ์ อภิสิทธ์วิทยา รองสสจ.พิจิตร กล่าวว่า จ.พิจิตรสั่งยกเลิกสวดมนต์ข้ามปีทุกวัด คอนเสิร์ต เคานต์ดาวน์ปีใหม่ที่มีรวมกันจำนวนมาก อีกทั้งยังมีคำสั่งให้ยกเลิกตักบาตรทำบุญในช่วงปีใหม่ที่รวมตัวกันมากๆ เพื่อป้องโรคโควิดแล้ว
โคราชพบโอมิครอน 2 คน
ด้านพญ.หญิงอารีย์ เชื้อเดช รองนายแพทย์สสจ.นครราชสีมา รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แล้ว 2 ราย เดินทางมาจากประเทศอังกฤษ โดยไทม์ไลน์ของผู้ป่วยรายแรก เป็นชาย สัญชาติอังกฤษ อายุ 59 ปี ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 เป็น วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม และไฟเซอร์อีก 1 เข็ม มีผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อ 3 ราย คือ แฟนสาว และเจ้าหน้าที่โรงแรม 2 คน
ส่วนรายที่ 2 เป็นหญิงไทยอายุ 37 ปี ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม มีประวัติเดินทางมาจากประเทศอังกฤษ พบผู้สัมผัสใกล้ชิด มี 1 ราย เป็นน้องชาย ตรวจหาเชื้อพบว่า ป่วยติดเชื้อ อยู่ระหว่างรอผลตรวจหาสายพันธุ์ ทั้งนี้ ทางจังหวัดได้ออกหนังสือด่วนที่สุด แจ้งไปยังทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัด ให้เน้นกำชับประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับ ปีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้เฝ้าระวังป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเน้นพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางไปรวมตัวกันจำนวนมากในช่วงเทศกาล
ขณะที่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 49 ราย จากนอกพื้นที่ 6 ราย และในพื้นที่ 43 ราย
นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้นายอำเภอทั้ง 32 อำเภอ รวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีมาตรการบังคับอย่างเข้มข้นในการตรวจสอบผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ ขอให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมยับยั้งการแพร่ระบาดโรคโควิด
ขอนแก่นขยายศูนย์ตรวจ
ที่หน้าอาคาร 298 เตียง ร.พ.ขอนแก่น เปิดจุดบริการศูนย์ตรวจโควิด-19 โดยนพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.ร.พ. ขอนแก่น กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์ตรวจ โควิด-19 ของโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ตั้งอยู่ที่หน้าอาคารสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งค่อนข้าง จะคับแคบ อีกทั้งจะปะปนกับผู้ป่วยนอกทั่วไป เนื่องจากแต่เดิมไม่มีสถานที่ที่จะให้บริการส่วนนี้ ส่วนการตรวจอย่างมากวันละ 100 คน แต่เราเป็นจังหวัดใหญ่และในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์ซึ่งประชาชนกลับมาบ้านหลายคนเป็นห่วง ทำให้จุดนี้เตรียมเปิดยาวในช่วงปีใหม่ ตั้งเต็นท์ มั่นใจว่า จะรับมือได้
กาฬสินธุ์เร่งตรวจเชิงรุก
ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีกาฬสินธุ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกจาก สสจ.กาฬสินธุ์ สาธารณสุขอำเภอ ร.พ.กาฬสินธุ์ สาธารณสุขเทศบาล และสำนักงานควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น ยังคงนำรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทานออกให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน และกลุ่มบุคคลที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ที่ปรากฏในไทม์ไลน์ผู้ป่วยยืนยันอย่างต่อเนื่อง เป็นวันที่ 4
นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นพ.สสจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ภาพรวมใน จ.กาฬสินธุ์ยังอยู่ในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะยังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์คลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยาที่กลับมาจากประเทศเบลเยียม ที่มาใช้บริการร้านอาหารกึ่งผับในตลาดโรงสี ที่ป่วยสายพันธุ์โอมิครอน และเป็นคลัสเตอร์ มีผู้ติดเชื้อหลายรายนั้น ล่าสุดจากการค้นหาเชิงรุก และสอบสวนโรค พบผู้ป่วยเชื่อมโยงคลัสเตอร์นี้รวมทั้งหมด 197 ราย ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นสายพันธุ์โอมิครอนเกือบทั้งหมด เพราะการติดเชื้อเชื่อมโยงกัน
ขณะที่ศูนย์อำนวยการต้านโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ สถานการณ์ล่าสุด ซึ่งจากการคัดกรองเชิงรุกมาตั้งแต่ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยใหม่ล่าสุดวันนี้ 65 ราย สอบสวนโรคพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยากลับจากต่างประเทศ และร้านอาหารในตลาดโรงสี 18 ราย สถานบันเทิงร้านคิวบาร์ อ.นามน 4 ราย พนักงานท้องถิ่น 1 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยันกระจาย อยู่หลายอำเภอ 29 ราย มาจากพื้นที่เสี่ยง 1 ราย และอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคอีก 12 ราย
อุดรเคาะประตูจี้รายงานตัว
ที่ชุมชนคลองเจริญ 1 เขตเทศบาลนครอุดรธานี นายเพชร สาเจริญ ประธานชุมชนคลองเจริญ 1 และนางวรรณรดา คนงาม ประธาน อสม.คลองเจริญ 1 พร้อมกับ เจ้าหน้าที่ อสม.จำนวน 5 คน ได้ประกาศ ผ่านหอกระจายข่าว และเดินเคาะประตูบ้านในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 274 หลัง ประชากร 1,512 คน เพื่อแจ้งข่าวสารว่า บุคคลใดที่เดินทางมาจาก จ.กาฬสินธุ์ ให้รายงานตัวกับกำนัน, ผญบ., อสม., จนท.รพ.สต. หรือ ร.พ.ใกล้บ้าน เพื่อลงทะเบียนในโปรแกรม โควิด-19 วอชเอาท์ และตรวจเอทีเค กักตัวอยู่ที่บ้านตัวเอง 7 วัน ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุข
ด้านสสจ.มหาสารคาม รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน แล้ว 42 ราย โดยจ.มหาสารคาม ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” มากที่สุด โดยมีอันดับที่ 1 คือ กรุงเทพมหานคร กาฬสินธุ์ ภูเก็ต ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ขณะที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้ออกประกาศให้นักเรียน นิสิต บุคลากร ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยัน หรือที่ผู้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงที่ปรากฏในไทม์ไลน์ของผู้ป่วย ยืนยัน ให้เข้ารับการคัดกรองการตรวจหาเชื้อ ที่บริเวณอาคารพลศึกษา มมส
อุดรพบโมมิครอนเพิ่มอีก 2 คน
ที่ห้องประชุมคำชะโนด ชั้น 2 อาคาร 2 ศาลากลาง จ.อุดรธานี นายวันชัย จันทร์พร นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว นายจำรัส กังน้อย รองผวจ.อุดรธานี ร่วมประชุมศูนย์ปฏิบัติการ จ.อุดรธานี กับนายอุเทน หาแก้ว รองนายแพทย์ สสจ.อุดรธานี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมทางไกลกับ 20 อำเภอ ติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่
โดยเฉพาะการตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ “โอมิครอน” เพิ่มขึ้นอีก 2 ราย เป็นครูกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยม โรงเรียนแห่งหนึ่ง และครูผู้ช่วยหญิง อายุ 26 ปี ชาว จ.ขอนแก่น แต่มีบ้านพักอยู่ในตัวเมืองอุดรธานี รวมเป็น 5 ราย โดย 3 รายแรกมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 11 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ
นครพนมยืนยันแล้ว 4
ที่ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลาง จ.นครพนม นายวรรณพล ต่อพล รอง ผวจ.นครพนม นพ.ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผอ.ร.พ.นครพนม นพ.กิตติเชษฐ์ ธีรกุลพงศ์เวช รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.นครพนม (ด้านเวชกรรมป้องกัน) แถลงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 9 ราย แยกเป็นติดเชื้อในพื้นที่ 1 ราย อีก 8 รายติดเชื้อนอกพื้นที่ รวมผู้ป่วยสะสม 5,272 ราย
ในจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อนอกพื้นที่ 8 ราย มี 2 รายคู่สามีภรรยา เพศชาย อายุ 50 ปี สัญชาติ สวีเดน และหญิงอายุ 37 ปี เดินทางจากเมืองโมทาลา ประเทศสวีเดน พร้อมญาติ 7 คน
ล่าสุด พบติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ในพื้นที่ จ.นครพนม จำนวน 4 ราย อ.ธาตุพนม 2 ราย อ.เมือง 1 ราย และ อ.นาหว้า อีก 1 ราย โดย 2 รายแรกเดินทางมาจากต่างประเทศ ส่วน 2 รายหลังเดินทางมาจากต่างจังหวัด
แม่บ้านมุกดาหารป่วย-เที่ยวทั่ว
ด้านนายเฉลิมพล มั่งคั่ง ผวจ.มุกดาหาร กล่าวว่า พบเป็นผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน รายแรกในจังหวัด เป็นแม่บ้านหญิง อายุ 24 ปี อยู่ในเขตเทศบาลเมือง มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด 4 ราย มีไทม์ไลน์เดินทางไปหลายพื้นที่ ทั้งสังสรรค์กับเพื่อนและร่วมสูบบุหรี่ไฟฟ้า
นพ.ประภาส ผูกดวง นพ.สสจ.สระแก้ว กล่าวว่า มีรายงานผลตรวจยืนยันพบผู้ป่วยพันธุ์โมิครอน ที่อ.วังน้ำเย็น 1 ราย เป็นชายชาวอิตาเลียน อายุ 59 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว มีประวัติเดินทางเข้ามาประเทศไทย แบบ Test & Go (EQ) เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. จากประเทศต้นทางสวิตเซอร์แลนด์ เข้าพักที่ The Corner Lodge (SHA Plus) จ.ชลบุรี ได้รับวัคซีน โมเดอร์นามาแล้ว 2 เข็ม
ด้านนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผวจ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อโอมิครอน 2 ราย ทางจังหวัดก็ได้สั่งการให้กับทางทุกอำเภอ แจ้งไปยัง อสม. ผู้ปกครองท้องที่ ท้องถิ่น ในเรื่องของบุคคลที่เดินทางมาจากต่างพื้นที่แล้วต้องมีการเฝ้าระวังกักตัวสำหรับผู้มีอาการเสี่ยงและให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
กาญจน์ป่วยเพิ่ม 28 คน
ที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จ.กาญจนบุรี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 28 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 1 ราย ทั้งหมด เข้ารับการรักษาตัวที่ ร.พ.ในจังหวัดแล้ว