ยอดป่วยพุ่งพรวด 1,145รายแล้ว
กทม.พบติดเชื้อมากสุด325คน
ห่วงตั้งวง‘กิน-ดื่ม’ฉลองปีใหม่
วอนเอกชนให้เวิร์กฟรอมโฮม

‘โอมิครอน’พุ่งไม่หยุด ยอดป่วยทะลุพันแล้ว 1,145 คน กรุงเทพฯ-กาฬสินธุ์-ภูเก็ต พบมากสุด 3 จังหวัด ศปก.ศบค.ชี้ถ้าจำเป็นต้องล็อกดาวน์เลือกเฉพาะพื้นที่ระบาดหนักก่อน อธิบดีกรมวิทย์การแพทย์ห่วงลามวง 2 และ 3 พุ่งขึ้น ศบค.แถลง โควิดกลับมาขาขึ้น ป่วยเพิ่ม 3,111 ราย มาจากต่างประเทศ 112 ราย ติดเชื้อเกิน 100 คน เพิ่มเป็น 5 จังหวัดแล้ว โอมิครอนผัวเมียกาฬสินธุ์ลามหนัก ป่วยแล้ว 230 คน ชลบุรีพบ 28 คน กาญจน์เจอแล้ว 1 หนุ่มอังกฤษมางานแต่ง กักเสี่ยงสูง 4 คน อนุทินให้ดาบสสจ.สั่งยกเลิกจัดงานได้หากฝ่าฝืนมาตรการสธ. ของดล้อมวงสังสรรค์ช่วงปีใหม่

โควิดขาขึ้นอีก 3.1 พัน

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด 19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 3,111 ราย สะสม 2,223,435 ราย หายป่วย 3,241 ราย สะสม 2,168,494 ราย เสียชีวิต 26 ราย สะสม 21,698 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 33,243 ราย มีอาการหนัก 588 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 148 ราย

ผู้เสียชีวิต 25 ราย มาจาก 17 จังหวัด ได้แก่ กทม. 4 ราย, อุบลราชธานี เชียงใหม่ ลำปาง นครศรีธรรมราช สงขลา ชลบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ แม่ฮ่องสอน ตาก นครสวรรค์ กระบี่ สุราษฎร์ธานี จันทบุรี และลพบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 14 ราย หญิง 12 ราย อายุ 39 – 95 ปี ค่ากลางอายุ 76 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปี และมีโรคประจำตัวรวมกัน 96%

จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 ราย มี 5 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 430 ราย สะสม 440,205 ราย 2.ชลบุรี 310 ราย สะสม 113,023 ราย 3.อุบลราชธานี 150 ราย สะสม 22,535 ราย 4.สมุทรปราการ 113 ราย สะสม 132,302 ราย 5.นครศรีธรรมราช 103 ราย สะสม 47,827 ราย 6.ขอนแก่น 91 ราย สะสม 24,323 ราย 7.ภูเก็ต 86 ราย สะสม 18,723 ราย 8.เชียงใหม่ 63 ราย สะสม 29,054 ราย 9.อุดรธานี 62 ราย สะสม 20,994 ราย และ10.สงขลา 60 ราย สะสม 65,469 ราย

ขณะที่ติดเชื้อเพียงหลักหน่วยมี 23 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร สระแก้ว จังหวัดละ 9 ราย, นราธิวาส น่าน เลย จังหวัดละ 8 ราย, มุกดาหาร ลำพูน ศรีสะเกษ สุพรรณบุรี จังหวัดละ 7 ราย, พะเยา สมุทรสงคราม หนองคาย หนองบัวลำภู จังหวัดละ 6 ราย, นครพนม 5 ราย, นครนายก 4 ราย, ระนอง สกลนคร จังหวัดละ 3 ราย, ชัยนาท พิจิตร แพร่ อุทัยธานี จังหวัดละ 2 ราย, สิงห์บุรี และอุตรดิตถ์ จังหวัดละ 1 ราย ส่วนไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ 1 จังหวัด คือ สุโขทัย

จากตปท.เข้าไทยป่วยทะลุพัน

ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำ 154 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 112 ราย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 18 ราย, สหราชอาณาจักร 12 ราย, ฟินแลนด์ 11 ราย, รัสเซีย 9 ราย, สวีเดน 8 ราย, ออสเตรเลีย 7 ราย, มาเลเซีย 6 ราย, ฝรั่งเศส เยอรมนี ประเทศละ 5 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 ราย, อิสราเอล 3 ราย, คาซัคสถาน สเปน อิตาลี ลาว สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ ประเทศละ 2 ราย และเบลเยียม ไอร์แลนด์ กัมพูชา โปแลนด์ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ยูเครน ซาอุดีอาระเบีย โครเอเชีย สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ประเทศละ 1 ราย โดยมาทางอากาศทั้งหมด ได้แก่ เข้าระบบ Test&Go 89 ราย แซนด์บ็อกซ์ 11 ราย และเข้าระบบกักตัว 12 ราย ภาพรวมตรวจหาเชื้อพบตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึง จำนวน 51 ราย คิดเป็น 45.54% ตรวจหาเชื้อพบช่วงวันที่ 1-3 จำนวน 13 ราย คิดเป็น 11.61% ตรวจเจอช่วงวันที่ 4-7 จำนวน 39 ราย คิดเป็น 34.81% และตรวจพบหลังวันที่ 7 จำนวน 9 ราย คิดเป็น 8.04%

ผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-30 ธ.ค. สะสม 282,197 คน ติดเชื้อ 1,159 คน คิดเป็น 0.41% ได้แก่ ระบบ Test&Go 235,355 คน ติดเชื้อ 820 คน คิดเป็น 0.35% แซนด์บ็อกซ์ 40,386 คน ติดเชื้อ 132 คน คิดเป็น 0.33% และกักตัว 6,456 คน ติดเชื้อ 207 คน คิดเป็น 3.21% (กักตัว 7 วัน 2,060 คน กักตัว 10 วัน 3,728 คน และกักตัว 14 วัน 668 คน) โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 188,893 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 1,636 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 82,641 คน ท่าอากาศยานสมุย 6,200 คน และท่าอากาศยานอื่นๆ 2,827 คน

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 383,753 โดส สะสม 104,278,364 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 51,267,054 ราย คิดเป็น 71.2% ของประชากร เข็มสอง 46,080,159 ราย คิดเป็น 64% ของประชากร และเข็มสาม 6,931,151 ราย คิดเป็น 9.6% ของประชากร

เจอ‘โอมิครอน’แล้ว 1.1 พันคน

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจหาสายพันธุ์ โควิด-19 ในผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ผู้ติดเชื้ออาการรุนแรงในประเทศ และคลัสเตอร์ใหญ่ๆ รวมถึงผู้ติดเชื้อบริเวณชายแดน ข้อมูลสะสมตั้งแต่เปิดประเทศ วันที่ 1 พ.ย.-30 ธ.ค.2564 พบผู้ติดเชื้อ โอมิครอน รวม 1,145 ราย ในจำนวนนี้เป็นการติดเชื้อจากต่างประเทศ 620 ราย และในประเทศ 525 ราย

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ผู้ติดเชื้อโอมิครอน เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. จำนวน 211 ราย มาจากต่างประเทศ 43 ราย และในประเทศ 168 ราย โดยแนวโน้มพบว่าเจอการติดในประเทศมากกว่ามาจากต่างประเทศ และหากพบคลัสเตอร์เดียวกัน ที่มีผู้ติดเชื้อต้องสงสัยจำนวนมาก อาจใช้วิธีสุ่มตรวจสายพันธุ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจทุกราย เพื่อให้ทราบสถานการณ์เท่านั้น ไม่ต้องรู้ถึงระดับรายปัจเจกบุคคล

“การระบาดในประเทศเป็นวง 2 วง 3 น่าจะมีมากขึ้น โดยเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนมากที่สุด 325 ราย เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 309 ราย พบที่ จ.กาฬสินธุ์ มากที่สุด และเขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 128 ราย พบที่ จ.ภูเก็ต มากที่สุดขณะที่การรักษาผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ โอมิครอน ใช้การดูแลไม่ต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ” นพ.ศุภกิจกล่าว

ศบค.นัดถกหลังปีใหม่

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีความเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้พบคลัสเตอร์ที่มีการติดเชื้อโควิด มาจากปัจจัยเสี่ยงในร้านที่เป็นห้องปรับอากาศ ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี และมีการตรวจพบเชื้อโควิดอยู่ในเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นควรใช้เวลาในการรับประทานอาหารให้น้อยที่สุด และระหว่างที่ไม่รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ให้สวมใส่หน้ากากตลอดเวลา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้อย่างมาก

ด้านพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผอ.ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กล่าวถึงการเฝ้าระวังสถานการณ์โควิดช่วงเทศกาลปีใหม่ว่านายกฯ เน้นย้ำอยู่ตลอดในเรื่องการประชา สัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลมีความเป็นห่วงประชาชนทุกฝ่าย นอกจากนี้ในด้านการเกาะติดสถานการณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้กำชับทุกหน่วยงานให้เตรียมความพร้อม ในส่วนศปก.ศบค. ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนจัดทีมพร้อมตอบโต้สถานการณ์วิกฤต ด้านการแพร่ระบาดที่จะเกิดขึ้น ทั้งการรักษาพยาบาล การควบคุมโรค และแก้ปัญหาในวิกฤตต่างๆ ขณะเดียวกันหลังช่วงเทศกาลปีใหม่จะเรียกประชุมศบค.ทันทีในสัปดาห์แรกของเดือนม.ค. เพื่อติดตามสถานการณ์

คิดล็อกดาวน์พื้นที่ลามหนัก

พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า นอกจากนั้น สิ่งที่จะช่วยได้หลังผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่ ในส่วนของประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา เดินทางท่องเที่ยว และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเอกชน ขอความร่วมมือให้มีการทำงานจากที่บ้าน หรือ เวิร์กฟรอมโฮม โดยในส่วนของหน่วยงานภาครัฐกำหนดระยะเวลาเบื้องต้น 7 วัน ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของหน่วยงานนั้นๆ และการจัดทำงานให้เหมาะสม ขณะที่เอกชนก็ต้องขอความร่วมมือด้วย พร้อมทั้งการให้ตรวจหาเชื้อโควิดแบบแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) เพื่อตรวจเชิงรุกว่าบุคคลใดมีโอกาสติดเชื้อ หากติดเชื้อจะได้ควบคุมได้ทันท่วงที

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังช่วงปีใหม่ หากพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจะมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้นอีกหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า แผนที่เราทำมาอย่างหนักและทำมาอย่างต่อเนื่องทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล เชื่อว่ามีมาตรการอื่นที่จะทำได้โดยไม่ต้องกลับไปล็อกดาวน์ ไม่ว่าการระบาดจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือ เฝ้าระวังเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากจะมีกิจกรรมหลายอย่างที่เกิดการรวมตัวและการเคลื่อนย้ายของประชาชน ทั้งรัฐบาลและนายกฯ ได้เตรียมการและสั่งการมาอย่างต่อเนื่องโดยให้ทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวัง ร่วมมือและปฏิบัติกิจกรรมในช่วงปีใหม่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เมื่อถามย้ำว่า หากไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์ มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะใช้การล็อกเป็นรายจุดพื้นที่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า “ใช่ ยกตัวอย่าง เซลล์ที่เล็กที่สุด ถ้าเกิดการระบาดในเขต ตำบล หรืออำเภอ ก็ดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ย้ำสสจ.เข้มจัดกิจกรรม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดกิจกรรมเคานต์ดาวน์ปีใหม่ 2565 ว่า ขอให้ประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ยึดหลักการป้องกันตัวเองสูงสุด สวมหน้ากากอนามัยให้มากที่สุด เลี่ยงรับประทานอาหารโดยใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ขอให้ร่วมมือในการตรวจหาเชื้อด้วยเอทีเค ใน 24-48 ชั่วโมงก่อนเข้าร่วมงานต่างๆ ด้วยชุดตรวจที่มีมาตรฐานได้รับรองจาก อย.

“คำสั่งของ สธ. ให้หน่วยงานสาธารณสุขทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ ด้านนพ.สสจ.ที่อยู่ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เมื่ออนุมัติให้จัดกิจกรรมใดๆ ในจังหวัดไปแล้ว ช่วงปีใหม่นี้ก็ต้องลงพื้นที่ ตรวจสอบกิจกรรมนั้นๆ ว่าเป็นไปตามที่ขออนุญาตไว้หรือไม่ หากพบว่ามีสิ่งใดที่เสี่ยงต่อการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรค ก็ขออย่าได้เกรงใจใครในการสั่งยุติกิจกรรมนั้นๆ เพราะสิ่งที่เรายึดถือคือความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน” นายอนุทินกล่าว

มท.สั่งขรก.เวิร์กฟรอมโฮม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ได้มีบัญชาให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในสถานที่ราชการ และหน่วยงานของรัฐ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายหลังเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 1-14 ม.ค.2565 ตนจึงได้สั่งการและประสานไปยังอธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผวจ.ทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯ พิจารณาดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งหน่วยงาน (เวิร์กฟรอมโฮม) ระหว่างวันที่ 1-14 ม.ค. ตามความเหมาะสม โดยต้องไม่กระทบต่องานการให้บริการประชาชน ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มหรือเคลื่อนที่ของคนจำนวนมาก เช่น การประชุม การสัมมนา การฝึกอบรม และการจัดสอบ เป็นต้น หากมีความจำเป็นให้จัดกิจกรรมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด ยกเว้นหากพิจารณาแล้วว่าการยกเลิก ระงับ หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมใดอาจเกิดผลเสียแก่ทางราชการ ต้องจัดกิจกรรมภายใต้มาตรการป้องกันโรคโควิด เช่น มาตรการความปลอดภัยองค์กร (โควิด ฟรี เซ็ตติ้ง) ตามที่สธ.กำหนดอย่างเต็มขีดความสามารถ

วอนงดตั้งวงสังสรรค์

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ การรวมกลุ่ม รวมญาติ กิน ดื่ม สังสรรค์ในอาคารปิด ซึ่งมีพื้นที่จำกัด หรือมีความคับแคบ แออัด การระบายอากาศไม่เพียงพอ รวมทั้งพฤติกรรมการพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด มีการสัมผัสใกล้ชิด ตะโกน ร้องเพลง ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ ภาชนะร่วมกัน ดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน เป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโอกาสการติดและแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่กระจายได้ง่ายและเร็วขึ้น

ข้อมูลจากการสำรวจ อนามัยโพล วันที่ 30 ธ.ค.2564 พบว่า ประชาชนร้อยละ 79.4 มีความรู้สึกกังวลกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิดในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยร้อยละ 77.2 คิดว่าเป็นช่วงที่มีการรวมกลุ่มสังสรรค์ กลับต่างจังหวัดและท่องเที่ยว ในขณะที่ ร้อยละ 68.8 กลัวว่าจะมีการระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในประเทศ และร้อยละ 46.7 คิดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศยังสูงอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่า ร้อยละ 85 ใช้บ้านหรือที่พักเป็นสถานที่ในการฉลองปีใหม่ จึงขอความร่วมมือประชาชน งดรวมตัวตั้งวงกินอาหารดื่มเหล้าสังสรรค์ ถ้าไม่มั่นใจควรให้ตรวจ เอทีเค ก่อนรวมกลุ่ม และใช้อุปกรณ์ดื่มกินเฉพาะบุคคล กินอาหารปรุงสุก สะอาด

ลำปางเจอโอมิครอนคนที่ 2

ขณะที่ นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลำปาง รายงานว่า พบผู้ป่วยสายพันธุ์โอมิครอน รายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 24 ปี เดินทางกลับจากประเทศอังกฤษ รายละเอียดไทม์ไลน์ ประวัติการเดินทางอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค

โอมิครอนกาฬสินธุ์ลาม 121

ด้านศูนย์อำนวยการต้านโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 48 ราย เป็นคลัสเตอร์เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยากลับจากประเทศเบลเยียม และร้านอาหารกึ่งผับในตลาดโรงสี 16 ราย โรงเรียนแก้งนางราษฎร์บำรุง อ.ดอนจาน 4 ราย รับเหมาก่อสร้าง อ.ยางตลาด 5 ราย สัมผัสผู้ป่วย ยืนยัน 16 ราย และอยู่ระหว่างสอบสวนโรครวม 7 ราย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์ดังกล่าวแล้ว 224 ราย ผลตรวจเป็นสายพันธุ์โอมิครอน 121 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างการยืนยันสายพันธุ์

อุบลฯงดตักบาตรปีใหม่

ด้านนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผวจ.อุบลราชธานี ได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการทั้งสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง ตำรวจ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน มีการกระจายไปในพื้นที่ 12 อำเภอจาก 25 อำเภอ โดยให้นายอำเภอและตำรวจตรวจร้านจำหน่ายอาหารที่ลักลอบขายสุรา พบฝ่าฝืนให้สั่งปิด พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อควบคุมเชื้อให้อยู่ในวงจำกัด โดยล่าสุดพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 150 คน ยืนยันเป็นผู้ติดเชื้อจากร้านเอกมัย 487 อีก 93 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างการสอบสวนโรค

โอมิครอนผับพุ่ง 230 คน

ขณะที่นายจีระชัย ไกรกังวาร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองวารินชำราบ จ.อุบล ราชธานี ออกประกาศแจ้งประชาชนงดกิจกรรมรวมตัวทำบุญตักบาตรเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2565 ที่สวนสาธารณะทุ่งคำน้ำแซบในวันที่ 1 มกราคม สืบเนื่องจาก อ.วารินชำราบ พบประชาชนติดเชื้อมากเป็นอันดับที่ 1 ของจังหวัด กว่า 3,340 คน และยังพบมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่การระบาดจากคลัสเตอร์สถานบันเทิงร้านเอกมัย 487 ซึ่งสุ่มนำเชื้อจากผู้ติดเชื้อไปหาสายพันธุ์กลุ่มแรก 3 คน และชุดที่สองอีก 5 คน รวม 8 คน พบเป็นสายพันธุ์โอมิครอนทั้ง 8 คน จึงสรุปผู้ติดเชื้อจากร้านดังกล่าวขณะนี้ 230 คน และกลุ่มเสี่ยง อีก 603 คน ติดเชื้อโอมิครอนทั้งหมด คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด จึงมีคำสั่งปิด ร้านดังกล่าวเพิ่มไปถึงกลางเดือนม.ค. และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ประกอบการ

ชลบุรีเจอแล้ว 28 คน

ที่สสจ.ชลบุรีรายงานว่า จากการตรวจเชิงลึกของสสจ.และสาธารณสุขอำเภอ พบผู้ติดเชื้อใหม่ จำนวน 310 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ยอดสะสมผู้เสียชีวิตสะสม 793 ราย ยังพบผู้ติดเชื้อกระจาย 8 อำเภอ วันนี้พบผู้ติดเชื้อที่มากที่สุดที่อำเภอบางละมุง 208 ราย ศรีราชา 29 ราย เมืองชลบุรี 29 ราย พานทอง 10 ราย พนัสนิคม 6 ราย สัตหีบ 16 ราย บ้านบึง 2 ราย เกาะจันทร์ 1 ราย

ผู้ติดเชื้อที่พบจากคลัสเตอร์ใหม่อีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอุปกรณ์ท่อ วาล์ว ใน จำกัด อ.สัตหีบ 6 ราย สะสม 6 ราย บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน อ.สัตหีบ 4 ราย สะสม 4 ราย และโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ใน อ.เมือง 7 ราย สะสม 19 ราย คนที่พักอาศัยในจ.ระยอง เข้ามารักษาในจ.ชลบุรี 8 ราย สะสม 5,489 ราย และจังหวัดอื่นๆ รวมสะสม 1,882 ราย นอกจากนั้นยังพบผู้ติดเชื้อจากกลุ่มอาชีพเสี่ยงพบปะผู้คนจำนวนมาก 11 ราย บุคลากรทางการแพทย์ 10 ราย

นพ.วิชัย ธนาโสภณ รองนพ.สสจ.ชลบุรี กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน แล้ว 28 ราย ซึ่งมาจากต่างประเทศระบบ เทสต์แอนด์โก และแซนด์บ็อกซ์ 20 ราย โดย 19 รายตรวจพบในวันแรก มี 1 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ กักตัวในโรงแรมอำเภอบางละมุง 19 ราย ศรีราชา 1 ราย การติดเชื้อภายในประเทศ 8 ราย จากการสุ่มตรวจ อ.บางละมุง เมื่อสุ่มพบ 1-2 ราย ได้สุ่มตรวจมากขึ้น พบสายพันธุ์โอมิครอน 6 ราย ในวันที่ 29 ธ.ค.

กาญจน์เจอรายแรกแล้ว

ด้านสสจ.กาญจนบุรี พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนแล้ว 1 ราย เป็นชายชาวอังกฤษ อายุ 58 ปี เดินทางมากับเพื่อน 4 คน จากประเทศไอซ์แลนด์ โดยเข้าประเทศไทยมาในระบบเทสต์แอนด์โก ก่อนจะมาร่วมงานแต่งงานเพื่อนในพื้นที่ อ.พนมทวน แต่เมื่อไปถึงงาน เจ้าหน้าที่พบไม่สวมหน้ากากอนามัย จึงไม่อนุญาตให้เข้าไปร่วมงาน ต้องรออยู่ด้านนอก จากนั้นได้เดินทางเข้าที่พักภายในโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองกาญจนบุรี

ต่อมาวันที่ 30 ธ.ค. ชายชาวอังกฤษรายดังกล่าวมีไข้ ทางโรงแรมจึงประสานไปยัง ร.พ.พหลพลพยุหเสนา มาตรวจพบติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ในวันที่ 31 ธ.ค. โดยอยู่ในความดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด

ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันอีก 3 คน ผล ตรวจไม่พบติดเชื้อโควิด แต่ต้องกักตัวตามมาตรการสธ.อย่างเคร่งครัด ส่วนคนขับรถที่ชายชาวอังกฤษเช่ามางานแต่งที่เป็นผู้สัมผัสเสียงสูง เจ้าหน้าที่เร่งติดตามให้มากักตัวต่อไป

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน