ศบค.ถกคุมโอมิครอน
ปรับมาตรการเข้มทั่วปท.
ตั้งเป้ามค.-ฉีด10ล.โดส
‘ท่องเที่ยว’โวยลั่นถูกฝัง
‘สธ.’เตือนภัยด่วนสั่งยกระดับคุมโอมิครอนเป็นขั้นที่ 4 ขอให้ งดไปพื้นที่เสี่ยง งดดื่มในร้าน หลีกเลี่ยงรวมตัวเป็นกลุ่มงดเดินทางข้ามจังหวัดด้วยขนส่งสาธารณะ รวมทั้งเดินทางข้ามประเทศ ให้ตรวจเอทีเคเป็นประจำ ศบค.ชุดใหญ่ถกวันนี้เล็งปรับพื้นที่สีทั่วประเทศ ขณะที่ติดเชื้อรายวันพุ่ง ป่วยใหม่ครึ่งหมื่น ตายเพิ่ม 11 ชลบุรีติดเชื้อแซงกทม. สุพรรณบุรีเจอป่วยโอมิครอนวันเดียว 10 ราย ขอนแก่นวุ่นคลัสเตอร์ค่ายทหารติดเชื้ออื้อ หลังทหารไปฉลองปีใหม่กับเพื่อน นำเชื้อเข้ามาแพร่ในค่าย ธุรกิจท่องเที่ยวโวยถูกฝังทั้งเป็นจากพิษโควิด จี้รัฐบาลสื่อสารให้ชัดเจนว่า อยู่ร่วมกับโควิดได้ ไม่อันตราย สธ.ตั้งเป้าฉีดวัคซีน 10 ล้านโดสภายในเดือนมค.นี้ ‘โมเดอร์นา’ ส่งวัคซีนเพิ่ม 1.3 ล้านโดส
ติดเชื้อพุ่งอีก-เกินครึ่งหมื่น
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมี ผู้ติดเชื้อใหม่ 5,775 ราย ติดเชื้อสะสม 2,245,250 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,673 ราย หายป่วยสะสม 2,185,502 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 11 ราย เสียชีวิตสะสม 21,780 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 37,968 ราย มีอาการหนัก 536 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 146 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 11 ราย มาจาก 8 จังหวัด ได้แก่ สงขลา 4 ราย และ กทม. ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ ตาก และลพบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 8 ราย หญิง 3 ราย อายุ 37-90 ปี ค่ากลางอายุ 72 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีและมีโรคประจำตัวรวมกัน 91%
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.ชลบุรี 769 ราย สะสม 115,902 ราย 2.สมุทรปราการ 494 ราย สะสม 133,430 ราย 3.กทม. 454 ราย สะสม 442,566 ราย 4.เชียงใหม่ 378 ราย สะสม 29,935 ราย 5.อุบลราชธานี 348 ราย สะสม 24,290 ราย 6.ขอนแก่น 242 ราย สะสม 25,162 ราย 7.ภูเก็ต 226 ราย สะสม 19,448 ราย 8.ระยอง 121 ราย สะสม 46,564 ราย 9.นครศรีธรรมราช 120 ราย สะสม 48,503 ราย และ 10.อุดรธานี 116 ราย สะสม 21,401 ราย ซึ่งติดเชื้อเกิน 100 รายทั้งหมด และยังมีอีก 2 จังหวัดติดเชื้อเกิน 100 ราย คือ ฉะเชิงเทรา 108 ราย และมหาสารคาม 100 ราย
ขณะที่ติดเชื้อเพียงหลักหน่วยลดลงเหลือเพียง 6 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร 7 ราย, ระนอง เลย จังหวัดละ 3 ราย, สุโขทัย 2 ราย, แพร่ และสิงห์บุรี 1 ราย
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำ 77 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 215 ราย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 25 ราย, รัสเซีย 18 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี ฝรั่งเศส ประเทศละ 13 ราย, คาซัคสถาน สหราชอาณาจักร ประเทศละ 12 ราย, ไม่บอกประเทศต้นทาง 12 ราย, สวิตเซอร์แลนด์ 9 ราย, อินเดีย สวีเดน ประเทศละ 8 ราย, ออสเตรีย 7 ราย, แคนาดา 5 ราย, เดนมาร์ก ออสเตรเลีย อิสราเอล มาเลเซีย ประเทศละ 4 ราย, สเปน กัมพูชา ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ ประเทศละ 3 ราย, ไอซ์แลนด์ ศรีลังกา มองโกเลีย โปรตุเกส ฮังการี กาตาร์ ตุรกี อิตาลี ไอร์แลนด์ ประเทศละ 2 ราย และอิหร่าน ยูเครน ฟิลิปปินส์ เช็ก ชิลี โอมาน อียิปต์ สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ จอร์แดน และเกาหลีใต้ ประเทศละ 1 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 135 ราย แซนด์บ็อกซ์ 62 ราย ระบบกักตัว 17 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 1 ราย
ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-5 ม.ค. 2565 มี 40,018 คน ติดเชื้อ 814 คน คิดเป็น 2.03% ได้แก่ ระบบ Test&Go 24,056 คน ติดเชื้อ 544 คน คิดเป็น 2.26% แซนด์บ็อกซ์ 12,418 คน ติดเชื้อ 183 คน คิดเป็น 1.47% และกักตัว 3,544 คน ติดเชื้อ 87 คน คิดเป็น 2.45%
สธ.ยกระดับด่วนขั้น4คุมโควิด
วันเดียวกัน ที่ร.พ.วชิระภูเก็ต จ.ภูเก็ต นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงด่วนถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ประเทศไทย ว่า วันนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 5,775 ราย เสียชีวิต 11 ราย ผู้ป่วยหนักและใส่เครื่องช่วยหายใจลดลง แต่จะเห็นว่าผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากวันที่ 5 ม.ค. ที่พบการติดเชื้อประมาณ 3,800 ราย เป็นการระบาดเพิ่มขึ้นเข้าสู่อีกระลอกหนึ่ง จะทำให้มีการระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระยะนี้เป็นสายพันธุ์โอมิครอนที่เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค.และมีการระบาด แต่โอมิครอนส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แต่ต้องป้องกันระวังให้มาก ไม่อยากให้มีการติดเชื้อ เนื่องจากส่วนหนึ่งยังมีอาการรุนแรงได้ ขณะที่จังหวัดที่ติดเชื้อเกินร้อยรายเพิ่มขึ้นถึง 11 จังหวัด แสดงว่ามีการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยวันนี้ชลบุรีมีการติดเชื้อสูงสุด 769 ราย สมุทรปราการ 484 ราย และกทม. 454 ราย ส่วนการฉีดวัคซีนพบว่าเข็มแรกฉีดได้ 71% เข็มสอง 64% และเข็มสาม 9.8%
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า การระบาดเป็นไปตามคาดการณ์ฉากทัศน์ โดยผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตลดลง แต่มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดจากการเข้าไปใช้บริการสถานที่ระบบปิด ร้านอาหารกึ่งผับ การจัดกิจกรรมงานเลี้ยง งานบุญศาสนา ที่อาจระวังไม่เพียงพอและทำให้เกิดการระบาด และการเดินทางมีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อ จึงอยากให้ประชาชนที่กลับจากต่างจังหวัดสังเกตอาการตนเอง 14 วัน หากทำงานที่บ้านได้จะดีมากโดยเฉพาะช่วงสัปดาห์แรก และตรวจ ATK เป็นประจำ จะช่วยให้พบเชื้อได้รวดเร็วและเข้าไปควบคุมป้องกันได้อย่างรวดเร็ว และให้จังหวัดต่างๆ เน้นใช้กฎหมาย โดยเฉพาะร้านอาหารและสถานบริการให้ปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สธ.อยากจะเปลี่ยนระดับการเตือน จากเดิมระดับ 3 เป็นระดับ 4 โดยมีข้อแนะนำเพิ่มขึ้น คือ 1.อาจปิดสถานที่เสี่ยงที่ทำให้มีการแพร่เชื้อ หรือเพิ่มมาตรการต่างๆ มากขึ้นให้เกิดความปลอดภัยในสถานที่เสี่ยงนั้นๆ 2.ชะลอการเดินทางต่างๆ เช่นการเดินทางไปทำงาน อยากให้ทำงานที่บ้าน หรือถ้าไม่จำเป็นก็ชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด เพราะการเคลื่อนย้ายทำให้เกิดการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วได้ 3.จำกัดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ ต้องมีมาตรการเคร่งครัดมากขึ้น รวมกลุ่มลดลง ไม่ให้มีการแพร่เชื้อต่อได้
งดเดินทาง-ทำกิจกรรมรวมหมู่
และ4.ปฏิบัติตามมาตรการ VUCA คือ V เร่งฉีดวัคซีน U ป้องกันตนเองครอบจักรวาล รักษาระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากาก นึกตลอดเวลาว่าคนข้างตัวอาจเป็นผู้ติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ พยายามแยกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่รวมกลุ่มระบบปิด พยายามอยู่ในที่โล่งแจ้ง C COVID Free Setting ขอให้ ผู้ประกอบการพัฒนาบริการตามมาตรการ โดยผู้ให้บริการและผู้รับบริการฉีดวัคซีนครบถ้วน ตรวจ ATK เมื่อจำเป็น จัดสภาพแวดล้อมให้มีอากาศถ่ายเท ไม่ให้ติดเชื้อแพร่เชื้อ การวัดไข้ มีเจลแอลกอฮอล์ และ A การตรวจ ATK เป็นประจำ ทุก 3 วันหรือทุกสัปดาห์ หากพบการติดเชื้อให้โทร. 1330 เพื่อขอคำแนะนำการรักษา ซึ่ง สธ.จะเน้นให้ผู้ที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยดูแลที่บ้านและติดต่อระบบการแพทย์และสาธารณสุขได้ตลอดเวลา โดยมีการจัดยาและเวชภัณฑ์ให้ หากมีอาการมากขึ้น จะมีระบบฟาสต์แทร็กเข้าสู่ร.พ.อย่างรวดเร็ว หากมีอาการมากหรือมีอาการก็ไปรักษาที่ร.พ.ได้ ร.พ.จะรับไว้ควบคุมและดูแลรักษาต่อไป
“ขณะนี้มีการระบาดรุนแรงมากขึ้น สธ.ให้ระดับ 4 เน้นไม่เข้าไปสถานที่เสี่ยงต่างๆ ชะลอการเดินทาง จำกัดการรวมกลุ่ม ทำตาม VUCA เคร่งครัด ขอความร่วมมือประชาชน เพื่อชะลอการระบาดในครั้งนี้ ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปได้ และสธ.จะทำงานเต็มที่ดูแลประชาชนต่อไป” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
ชงศบค.ปรับพื้นที่สีทั่วปท.
นพ.เกียรติภูมิให้สัมภาษณ์ภายหลังลง พื้นที่ร.พ.วชิระภูเก็ต จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานตามระบบแซนด์บ็อกซ์ว่า ขณะนี้ จ.ภูเก็ต เริ่มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับภาพรวมของประเทศ และเป็นไปตามการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 150 รายต่อวัน ส่วนใหญ่มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วย ทำกิจกรรมรวมกลุ่มกัน รวมถึงผู้ที่ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยผู้ติดเชื้อ 98% ไม่มีอาการ ที่เหลือมีอาการเล็กน้อย และ ไม่พบผู้เสียชีวิตมากว่า 2 สัปดาห์
“จากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ โอมิครอนทั่วโลก จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่รับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงมีโอกาสที่จะพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น ได้กำชับให้ติดตามประเมินสถานการณ์การติดเชื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมทรัพยากร ทั้งด้านเตียง ยาและเวชภัณฑ์ รองรับ โดยให้เน้นการจัดระบบการรักษาที่บ้านหรือชุมชน เนื่องจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย พร้อมมีระบบติดตามอาการ และสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ติดเชื้อและครอบครัว เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองและแดง รวมถึงให้บริการผู้ป่วยอื่นๆ ได้ตามปกติ นอกจากนี้ ให้เพิ่มการจัดบริการฉีดวัคซีนเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนมากที่สุด รวมทั้งจะ เสนอศบค.ชุดใหญ่ให้ปรับพื้นที่สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วประเทศมีมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวยังคงไว้ตามเดิม แต่ให้ระงับการลงทะเบียนระบบ Test&GO ต่อไปจนถึง วันที่ 31 ม.ค. 2565”
ชลบุรีติดเชื้อพุ่งแซงกทม.อีก
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า ขณะนี้ทั่วโลกติดเชื้อใกล้ 300 ล้านคน กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล อังกฤษ ฝรั่งเศส และในหลายๆ ทวีป แต่อัตราการเสียชีวิตลดลงจากเดิม 2.2% เหลือ 1.8% เพราะเชื้ออ่อนแรงลง มีการฉีดวัคซีนทั่วโลกกว่าพันล้านโดส และการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการระบาดทั่วโลกจะมีผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย
วันนี้ประเทศไทยติดเชื้อรายใหม่ 5,775 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 7 วันที่พบ 3,561 ราย ถือว่าเพิ่มค่อนข้างมาก โดยกทม.และปริมณฑล ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 310 ราย ชายแดนใต้ 49 ราย ทั่วประเทศ 1,462 ราย การระบาดกระจายทั่วประเทศมากน้อยต่างกัน วันนี้ชลบุรีติดเชื้อจำนวนมากอันดับ 1 ตามด้วยสมุทรปราการ และ กทม. จังหวัดที่ติดเชื้อจำนวนมากเป็นจังหวัดท่องเที่ยว มีการเดินทางหนาแน่น หรือเกิดคลัสเตอร์ที่เคยรายงาน เช่น ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ที่มีการดื่มสุรา ทำผิดมาตรการ เช่น อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดีคนทำผิดแล้ว
ส่วนผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศพบ 215 ราย มาจาก Test&Go 135 ราย แซนด์บ็อกซ์ 62 ราย ผู้ป่วยอาการหนักและใส่เครื่องช่วยหายใจลดลง พบผู้เสียชีวิต 11 รายเกือบทั้งหมดอายุเกิน 60 ปีและมีโรคประจำตัวเรื้อรัง แต่มีแนวโน้มลดลง สอดคล้องสถานการณ์ทั่วโลก เพราะฉีดวัคซีนเกินร้อยล้านโดส ดังนั้นหากยังไม่ฉีดวัคซีน ขอให้พาไปรับวัคซีน ซึ่งช่วยลดการเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นยังต้องระวังสายพันธุ์โอมิครอน จากการมีกิจกรรมฉลองช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ การเข้าสถานที่เสี่ยง อย่างร้านอาหารกึ่งผับบาร์ทำผิดกฎหมายที่มีการรวมตัวแออัด งานเลี้ยงงานบุญ ที่ทำให้ติดเชื้อมากขึ้น และคนเดินทางมากขึ้น ซึ่งยังต้องประเมินผลและแจ้งเตือนประชาชน ดังนั้นหลังกลับจากปีใหม่ขอให้เน้นทำงานที่บ้านในช่วงสัปดาห์แรก หากจำเป็นต้องกลับเข้าไปทำงานให้ตรวจ ATK อย่างน้อย 2 ครั้งห่างกัน 3 วัน เพื่อระวังทั้งตัวเองและผู้ที่ทำงานร่วมกัน กรณีผลบวกให้ติดต่อสายด่วน 1330 เพื่อลงทะเบียนรับยา อุปกรณ์ และติดตาม มีการรักษาเวลา 10 วัน และช่วงนี้ ขอให้งดไปสถานที่เสี่ยงร้านอาหารกึ่งผับบาร์ สถานที่แออัด และป้องกันตนเองด้วย VUCA
“ภาพรวมแนวโน้มเส้นกราฟที่ทำนายไว้สูงขึ้นเร็ว ถ้าเป็นไปตามคาดการณ์ โดยไม่มีมาตรการหรือความร่วมมือของประชาชน อาจติดเชื้อรายวันเกินหมื่นคนเร็ววันนี้ แต่การเสียชีวิตยังมีแนวโน้มลดลง ต้องให้กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีน แม้โอมิครอนความรุนแรงมีน้อย แต่ถ้าติดเชื้อกลุ่มเสี่ยงก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเข็ม 1, 2, 3 หรือเข็มกระตุ้นยังสำคัญ หลังปีใหม่ใครยังไม่ฉีดไปฉีด ถึงกำหนดนัดให้ไปฉีดเพื่อความปลอดภัย” นพ.โอภาสกล่าว
เปิดมาตรการยกระดับชั้น 4
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ที่ประชุมอีโอซี สธ.ประกาศแจ้งเตือนภัยโควิดระดับ 4 เป็นการแจ้งเตือนของสธ.ที่ประเมินในภาพรวม เพื่อขอความร่วมมือดำเนินกิจการต่างๆ คือ1.งดไปสถานที่เสี่ยง งดรับประทานอาหาร ดื่มสุราในร้าน โดยสถานที่เสี่ยง ได้แก่ สถานที่ระบบระบายอากาศไม่ดี รวมตัวแออัด ไม่ใส่หน้ากาก เช่นร้านอาหารกึ่งผับที่เห็นหลายคลัสเตอร์ 2.หลีกเลี่ยงกิจกรรมรวมตัวจำนวนมาก 3.การเดินทางข้ามจังหวัดเท่าที่จำเป็น ขอให้งดโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภทหาก ไม่จำเป็น แต่หากมีความจำเป็นขอให้ระวัง ซึ่งขนส่งสาธารณะมีมาตรการเข้มงวด ทั้งใส่หน้ากาก ตรวจ ATK กรณีใช้เวลาโดยสารนาน และ4.งดเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากต่างประเทศมีการระบาดสูง เช่น อเมริกา ยุโรป และคนกลับมาติดเชื้อจำนวนมาก ซึ่งคนที่ เดินทางกลับมาต้องกักตัว โดยสธ.จะเสนอ ศบค.วันที่ 7 ม.ค. ให้เข้มงวดเรื่องกักตัวเพิ่มขึ้น
“การแจ้งเตือนภัยโควิดระดับ 4 เป็นการแจ้งเตือน (Alert) และขอความร่วมมือประชาชนในการดำเนินการทั้ง 4 ประเด็น แตกต่างจากมาตรการที่ศบค.กำหนด ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมาย เช่นการปรับระดับพื้นที่สี การปิดสถานที่ การห้ามต่างๆ ที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยพรุ่งนี้ศบค.จะประชุมปรับมาตรการ พื้นที่สี และมาตรการเข้าออกประเทศต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า เรื่องของสถานที่เสี่ยงนั้นมี 3 ปัจจัย คือสิ่งแวดล้อมระบบระบายอากาศไม่ดี มีคนไปรวมตัวจำนวนมาก สถานที่แออัด และกิจกรรมที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ดังนั้น โรงงานที่มีระบบระบายอากาศดี เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย ไม่จับกลุ่มกินอาหารหรือสูบบุหรี่ร่วมกัน ไม่ถือเป็นสถานที่เสี่ยง และที่ผ่านมาหากโรงงานพบผู้ติดเชื้อ แต่ใช้มาตรการ Bubble&Seal จะควบคุมโรคได้ดีกว่าการปิดโรงงาน ที่ทำให้คนงานกระจายตัวกลับบ้านทำให้โรคแพร่กระจาย จึงไม่แนะนำให้ปิดโรงงาน แต่ให้แยกผู้ติดเชื้อออกมา จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า และโรงเรียนก็ไม่เป็นสถานที่เสี่ยง เพราะมีมาตรการดูแลอย่างดี คัดกรองบุคลากรทางการศึกษาเป็นระยะ แต่พยายามจำกัดสถานที่ต่างๆ ให้เสี่ยงน้อยลง
ไม่ปิดโรงเรียน-โรงงาน
“โรงเรียนไม่จำเป็นต้องปิด เพราะไม่ใช่สถานที่เสี่ยง หากมีระบบระบายอากาศดี นั่งเรียนไม่แออัดหนาแน่น ใส่หน้ากากอนามัย แต่จะมีจุดเสี่ยง 2-3 จุด เช่น โรงอาหาร หากปรับจุดรับประทานอาหารไม่ให้เสี่ยงมาก เกินไปก็เปิดได้ หรือกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกัน เช่น เชียร์กีฬา ร้องเพลงร่วมกันที่ถอดหน้ากาก หากงดได้ก็ไม่ถือเป็นจุดเสี่ยง” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า ส่วนงานวันเด็กที่ตรงกับวันเสาร์ที่ 8 ม.ค.นี้ ขอให้ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงกัน อย่างกรณีมีกิจกรรมโรงหนังให้เด็กเข้าไปดูหนังฟรี หากมีระบบระบายอากาศดี มีการจำกัดจำนวนคน สวมหน้ากากอนามัย ถ้าทำได้แล้วไม่เสี่ยงก็ทำได้ แต่ขอให้ประเมินว่าคุ้มหรือไม่ที่จะจัด หากควบคุมเด็กไม่ได้อาจจะเลื่อนดีกว่า นอกจากนี้ แต่ละพื้นที่ก็จัดกิจกรรมไม่เหมือนกัน บางแห่งจัดพาไปเที่ยวชมป่าชมสวน ความเสี่ยงก็ต่ำ แต่หากจับเด็กมานั่งรับประทานอาหารรวมกันก็เสี่ยงสูง จะเหมารวมไม่ได้ ส่วนการจัดงานรับปริญญาก็อยู่บน หลักการเดียว หากไม่หนาแน่น เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากาก ก็ดำเนินการได้ ขอให้ผู้จัดงานพิจารณาอันไหนต้องขอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา เพราะเรามีพื้นที่สี เช่น กิจกรรมอะไรที่ห้ามจัด หรือจัดได้ โดยให้คณะกรรมการโรคติดต่อต่อจังหวัดพิจารณา ก็ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป
ยันไม่มีล็อกดาวน์
เมื่อถามว่าขณะนี้ประชาชนต้องไม่ไปรับประทานอาหารข้างนอก หรือห้างสรรพสินค้าต้องปิดหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เป็นการแจ้งเตือนประชาชน เพราะการใช้ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ต้องระมัดระวัง การรับประทานอาหารต้องถอดหน้ากาก หากถอด ไม่นานความเสี่ยงก็น้อยลง รวมถึงคนที่เราไปรับประทานอาหารร่วมด้วย หลายครั้งใช้วิธีตรวจ ATK ก่อนไปรับประทานก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงระดับ 5 ที่ต้องงดหมด ยังไม่ต้องล็อกดาวน์ จึงขอความ ร่วมมือ ส่วนห้างสรรพสินค้าต้องพิจารณาว่า จุดไหนมีความเสี่ยง คือ เราไม่ได้ปิดแบบเหมาโหล เราปิดเฉพาะจุดเสี่ยงจริงๆ ที่เห็นคือผับบาร์คาราโอเกะอย่างไรก็ไม่ให้เปิดในช่วงนี้ ที่เสี่ยงน้อยกว่าก็ไม่ให้ปิดโดยไม่จำเป็น เพราะคนก็ต้องทำงาน หากปิดหมดก็จะต้องกลับภูมิลำเนา จะยิ่งเสี่ยงนำเชื้อไปแพร่ได้
เมื่อถามว่ามีกี่จังหวัดที่จะปรับเป็นสีแดง สีแดงส้ม นพ.โอภาสกล่าวว่า เรื่องนี้สธ.เตรียมเสนอ แต่ขอให้ผ่านการพิจารณาของศบค.ก่อน ซึ่งจะประชุมในวันที่ 7 ม.ค.นี้ อย่าง ขณะนี้ถ้าดูสถานการณ์จะมีอยู่ 10 จังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อเกิน 100 ราย ต่อวัน แต่ก็จะต้องประเมินอีกครั้ง ส่วนมาตรการที่จะเข้าไปดำเนินการนั้นเบื้องต้นกรณีสีแดง สีแดงส้ม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นทำไม่ได้หากพื้นที่ไหนถูกยกระดับก็ทำไม่ได้ ส่วนที่เกิดเหตุขึ้นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต้องไปดูอะไรฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการเอาผิดทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นพ.โอภาสให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุขยกระดับแจ้งเตือนภัยโควิดจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 ว่า ขณะนี้มีการติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องประกาศยกระดับมาตรการขึ้นเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยจะเน้นการปิดการให้บริการสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ซึ่งจากการแถลงของปลัด สธ.เน้นย้ำชัดเจนว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์ แต่จะจำกัดการทำกิจกรรมและสถานที่เสี่ยง เช่น สถานที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ส่วนมาตรการต่างๆ ที่จะออกมา จะต้องมีการหารือร่วมกับศบค.ก่อนประกาศใช้
ลุยฉีดวัคซีนม.ค.ตั้งเป้า 10ล.โดส
นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า สำหรับแผนการฉีดวัคซีนช่วงม.ค.นี้ จะเน้น 4 กลุ่ม คือ 1.คนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย เหลือไม่มากแล้ว ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ 2.รอฉีดเข็ม 2 ประมาณ 2-3 ล้านคน 3.คนที่ฉีดเข็ม 2 ครบตั้งแต่มิ.ย.-ต.ค.ต้องเรียกมาฉีด หรือฉีดครบ 2 เข็มมาแล้ว 3 เดือนให้ไปรับบริการได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งรมว.สธ.ให้นโยบายวอล์กอินได้ แต่ขอให้ประสานล่วงหน้าก่อน และ4.เข็มบูสเตอร์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ฉีดเข็ม 3 เกิน 3 เดือนแล้ว บุคลากรด่านหน้า และประชาชนโรคประจำตัวที่ฉีดแล้วภูมิคุ้มกันเพิ่มไม่ดี เช่นต้องกินยากดภูมิ เป็นต้น ก็ไปรับได้ โดยรวมแล้วคำนวณประมาณใกล้ๆ 10 ล้านโดสในม.ค.ถือว่าขณะนี้มีเพียงพอ
“ยิ่งฉีดเข็มกระตุ้นห่าง ภูมิคุ้มกันขึ้นดีกว่า แต่พอยิ่งฉีดห่าง ระหว่างรอฉีดเข็มกระตุ้นมีโอกาสติดเชื้อได้ ในสถานการณ์การระบาดของโรคจำนวนมาก ต้องชั่งใจว่าจะฉีดเร็วแต่ภูมิคุ้มกันขึ้นอาจจะไม่ดีนัก แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ดี กับรอฉีดให้ภูมิขึ้นดีแล้วเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ตอนนี้คำแนะนำคือเข็มกระตุ้นใช้เวลา 3 เดือนหลังฉีดครบ 2 เข็มหรือ 3 เข็ม ส่วนกรณีข้อมูลการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 3 เข็ม หรือ Tripple A กำลังรอข้อมูลจากทางบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งกรมควบคุมโรคประสานไปที่บริษัทและออกซ์ฟอร์ด เพื่อขอเอกสารฉบับจริงตัวเต็ม เพื่อให้อนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคศึกษาในรายละเอียดและออกมาตรการต่อไป”
ชี้อีก 7-10 วันพบผู้ติดเชื้อปีใหม่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากถึง 5,775 ราย เสียชีวิต 11 ราย การติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลพวงมาจากเทศกาลปีใหม่ คาดว่าอีก 7-10 วันจะค่อยๆ ปรากฏจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดในช่วงเทศกาลปีใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้เสียชีวิตไม่ถึง 20 คน เป็นผลมาจากการรับวัคซีน แต่ยังต้องรับวัคซีนต่อไปเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และติดตามผู้ป่วยอาการหนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อไม่ค่อยมีอาการ หรืออาการน้อย
“ส่วนจะปิดกิจกรรมกิจการอะไรบ้างยังต้องรอดูสถานการณ์ แต่คงเป็นเรื่องการจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นปัจจัยหลักของการแพร่เชื้อ หากสถานการณ์เลวร้ายต้องล็อกดาวน์หรือไม่ยังตอบไม่ได้ แต่ มาตรการที่สธ.ทำไป เพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชน เพราะไม่มีอะไรมีค่าและสำคัญกว่าชีวิต การรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิดจะใช้โฮม ไอโซเลชั่น(Hi) และคอมมูนิจี้ ไอโซเลชั่น(Ci) เป็นหลัก เพื่อให้เหลือเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรง”
ยืดเข้าเทสต์แอนด์โกถึง 15 มค.
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการชะลอผู้เข้าประเทศระบบ Test&Go ซึ่งผู้ลงทะเบียนไว้แล้วยังค้างท่อไม่ได้เดินทาง ให้เดินทางเข้ามาถึงวันที่ 10 ม.ค.นั้น จะขยายไปจนถึง 15 ม.ค. เพื่อระบายนักท่องเที่ยวที่ค้างในระบบ แต่ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซื้อประกันไว้ตรงตามที่เอกสารแสดง เพราะที่ผ่านมาพบนักท่องเที่ยวป่วยและไม่ยอมอยู่ในระบบ อีกทั้งซื้อประกันไม่ครอบคลุม มีการสำแดงใบประกันสุขภาพปลอม และต่อไปการเดินทางเข้ามาต้องมาในระบบแซนด์ บ็อกซ์ และกักตัวเท่านั้น ซึ่งได้ขยายเพิ่มแซนด์บ็อกซ์ในพื้นที่อื่น เพื่อไม่ให้ภูเก็ตต้องรับผิดชอบหนักแค่จังหวัดเดียว ได้แก่ 1.สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า) 2.ชลบุรี (เกาะล้าน) 3.ระยอง (เกาะเสม็ด) 4.ตราด (เกาะช้าง และเกาะกูด) 5.พังงา (เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่ ไม่รวมเขาหลัก) และ 6.กระบี่ (เช่น เกาะพีพี)
ธุรกิจท่องเที่ยวโวยโดนฝังทั้งเป็น
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนภาคธุรกิจการท่องเที่ยว นำโดย นายนฤต วชิรอมรเลิศ ตัวแทนภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเดินทางมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อ ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อผู้บริหารสธ.ถึงกรณีการสื่อสารว่าโควิดมีความน่ากลัวเกิน จริง ทำให้ต้องปิดธุรกิจการท่องเที่ยว จนได้รับผล กระทบจำนวนมาก พร้อมนำพวงหรีดติดป้ายว่า “สธ.ฝังการท่องเที่ยวทั้งเป็น” มาตั้งด้วย
นายนฤตกล่าวว่า พวกตนมาจากตัวแทนภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งการโรงแรม สายการบิน มัคคุเทศก์ ร้านอาหาร ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข้อมูลว่าโควิดมีอานุภาพทำลายล้างเกินจริง จนไม่สามารถดำเนินชีวิต ประกอบกิจการต่างๆ ได้ ซึ่งถูกสั่งปิดเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว และเมื่อสธ.ยกระดับการแจ้งเตือนเป็นระดับ 4 ก็จะยิ่งซ้ำเติม ภาคธุรกิจ จึงอยากให้สธ.ทำความเข้าใจกับประชาชนว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอนไม่รุนแรง รักษาหายได้ และขอให้ประชาชน อยู่กับสถานการณ์โควิดให้ได้ และขอให้ นำระบบ Test&go กลับมาใช้กับนัก ท่องเที่ยวเหมือนเดิม และขอให้ลดจำนวนวันกักตัว
“หลายประเทศมีการปรับตัว วางแผนระบบสาธารณสุข และทำให้ภาคการธุรกิจดำรงอยู่ได้ อย่างสเปน แม้อัตราติดเชื้อสูง ก็ยังปรับตัวใช้ชีวิตปกติ แต่ประเทศไทยไม่ใช่ อยากให้สธ.ออกแบบมาตรการคุมโควิดที่ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเปิดกิจการและอยู่ร่วมกับโควิดได้ ไม่อยากถูกฝังกลบแบบนี้ ตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แทนที่จะได้รับการฟื้นฟู กลับถูกฝังกลบ อัตราเสียชีวิตจากโควิดในไทยไม่ถึง 1% แต่คนฆ่าตัวตาย คนตกงาน สูงขึ้น ขอให้พิจารณาภาคการท่องเที่ยว อย่าปิดเลย” นายนฤตกล่าว
กาญจน์วุ่นคลัสเตอร์ใหม่
ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จ.กาญจนบุรี รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 28 ราย รักษาหาย 31 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 217 ราย ผู้ป่วยสะสม 24,495 ราย หายป่วยสะสม 24,049 ราย เสียชีวิตสะสม 229 ราย
ผู้ป่วยรายใหม่ เป็นชาย 9 ราย หญิง 19 ราย โดยมีคลัสเตอร์กลุ่มใหม่ที่ติดเชื้อจากการไปเที่ยวสถานบันเทิงในยามค่ำคืนตั้งอยู่ที่ท่าน้ำ ต.บ้านเหนือ อ.เมืองกาญจนบุรี เป็นหญิงอายุ 21 ปี ชาวต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี ชายอายุ 19 ปี หญิงอายุ 20 และ 24 ปี ชาวต.พังตรุ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รวม 4 ราย
สงขลาตายโควิดอีก 4
ด้านจ.สงขลาพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม 64 ราย ยอดสะสม 67,177 ราย ผลมาจากการปลดล็อกในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยไม่ได้รับวัคซีน 3 ราย และได้รับวัคซีน 1 เข็ม 1 ราย แต่มีโรคประจำตัว ผู้เสียชีวิตสะสม 313 ราย
จากกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันในพื้นที่ 26 ราย กลุ่มตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ 15 ราย และกลุ่มเดินทางมาจากต่างจังหวัด 10 รายในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบในอ.หาดใหญ่มากสุด รองลงมาอ.เมือง นอนโรงพยาบาล 1,060 ราย รักษาหายกลับบ้าน 65,804 ราย
สุพรรณบุรีป่วยโอมิครอนอีก 10
ส่วนจ.สุพรรณบุรี พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 15,063 ราย รักษาอยู่ 121 ราย หายแล้ว 14,672 ราย เสียชีวิต 270 ราย โดยวันนี้พบติดเชื้อโอมิครอนรายใหม่ 10 ราย สะสม 20 ราย
จากการรายงานข้อมูลพบว่าการติดเชื้อโอมิครอนเป็นคลัสเตอร์ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศกาตาร์ และผู้สัมผัสเสี่ยงสูง อ.อู่ทอง 6 ราย คลัสเตอร์ผู้เดินทางมาจากประเทศเดนมาร์ก และผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอ.ดอนเจดีย์ 3 ราย และผู้ช่วยโค้ชชาวต่างชาติ อ.เมือง 1 ราย ส่วนรายใหม่ 10 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค
นครสวรรค์แห่ฉีดวัคซีน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแพร่ระบาดของโควิด ระลอก 5 ทำให้ประชาชนจำนวนมากตื่นตัวเดินทางเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 3 โดยโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์เปิดบริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 สำหรับผู้ที่เคยฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสองเข็มกับโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โดยผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ และผู้ที่ฉีดวัคซีนสูตรไขว้เข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค เข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าฯ สามารถเข้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ได้ตามสถานที่จังหวัดกำหนด โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า
ขณะเดียวกันขอความร่วมมือจากผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาจากจังหวัดเสี่ยงในช่วงเทศกาลปีใหม่ตรวจ ATK หาเชื้อและเวิร์กฟรอมโฮม ก่อนทำงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
ขณะที่จ.นครสวรรค์ ติดเชื้อเพิ่ม 72 ราย ยอดสะสม 18,615 ราย
ชุมแพวุ่นคลัสเตอร์ค่ายทหาร
นพ.ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจ.ขอนแก่น มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากมีการเฉลิมฉลองและรวมกลุ่มกันตามบ้านเรือน และร้านอาหารที่อนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนั่งดื่มในร้านได้ จนกลายเป็นคลัสเตอร์ร้านอาหารกึ่งผับ เช่นเดียวกับที่อ.ชุมแพ พบกำลังพลของค่ายทหารแห่งหนึ่ง ในอ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ติดเชื้อโควิด-19 จากการไปเฉลิมฉลองกับเพื่อน โดยไม่ทันระวังตัวแล้วกลับเข้าไปปฏิบัติงานค่าย จนเกิดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้สัมผัสใกล้ชิด 124 ราย กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ ขณะนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับค่ายทหาร และอ.ชุมแพ ทำการซีล และจัดตัดตั้ง community isolation และคัดแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อออกจากกัน เพื่อลดการแพร่ระบาด กลุ่ม ผู้ติดเชื้อจะได้รับการรักษาตามอาการ ส่วนใหญ่แล้วแสดงอาการน้อยมาก ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 242 ราย จากเมื่อวาน 164 ราย
“แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น ทุกวัน อาจจะส่งผลทำให้เตียงไม่พอรักษาผู้ติดเชื้อ จ.ขอนแก่นปรับยุทธศาสตร์ในการรับมือเพื่อให้จํานวนผู้ติดเชื้อไม่มากเกินกำลังสาธารณสุข และเศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้ ไม่จําเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาแบบ ผู้ป่วยในของโรงพยาบาล ใช้แนวทางการพักรักษาที่บ้าน หรือสถานที่รัฐจัดให้ มีการปรับเกณฑ์การรับผู้ป่วยที่ชัดเจน โดยผู้ที่มีผลการตรวจ ATK เป็นบวกให้เข้ารับการรักษา ใน HI CI ไม่จำเป็นต้องตรวจ RT PCR การบริหารจัดการใน HI CI สั่งให้ทุกอำเภอ ทุกหน่วยบริการ เตรียมความพร้อมรับผู้ติดเชื้อ การลงทะเบียน การจัดระบบสื่อสาร โทรศัพท์ ไลน์ ตรวจเยี่ยมสนับสนุนทาง TeleMed ระบบสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น”
โมเดอร์นา 1.3 ล.โดสถึงไทย
ภญ.สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป แซดพี เทอราพิวติกส์ ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทโมเดอร์นาประกาศถึงข้อมูลของระดับภูมิคุ้มกันในการยับยั้งไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน หลังจากการใช้วัคซีนโมเดอร์นาเข็มกระตุ้นสูตรมาตรฐาน mRNA-1273 ขนาด 50 ไมโครกรัม สามารถเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในการยับยั้งโควิดสายพันธุ์โอมิครอนได้ประมาณ 37 เท่า ขณะที่การใช้วัคซีน mRNA-1273 เข็มกระตุ้นขนาด 100 ไมโครกรัม เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันยับยั้งสายพันธุ์โอมิครอนได้เพิ่มขึ้นประมาณ 83 เท่า ทั้งนี้ โมเดอร์นาจะพัฒนาวัคซีนโควิด 19 เข็มกระตุ้นสูตรใหม่ที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อสายพันธุ์โอมิครอน (วัคซีนสูตร mRNA-1273.529) เพื่อนำไปสู่การศึกษาทางคลินิกต่อไป
“ขณะนี้ได้รับการยืนยันจากบริษัทโมเดอร์นาว่าจะสามารถส่งมอบวัคซีนโควิด 19 โมเดอร์นาในงวดนี้จำนวน 3.7 ล้านโดส ให้แก่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ภายในม.ค. 2565 โดยจะเริ่มทยอยนำเข้าตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 1.3 ล้านโดส วันที่ 8 ม.ค. 8.7 แสนโดส และวันที่ 17 ม.ค. 1.53 ล้านโดส รวมส่งมอบตั้งแต่งวดแรกจนถึงปัจจุบัน 5.6 ล้านโดส” ภญ.สุนัยนากล่าว
จับตาศบค.ยกระดับพื้นที่
ด้านพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผอ.ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมามีการประชุม ศปก.ศบค. เพื่อสรุปมาตรการเสนอที่ประชุมศบค.วันที่ 7 ม.ค. ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม จะเป็นประธาน โดยเป็นประเด็นการปรับระดับพื้นที่สี การกำหนดมาตรการสำหรับกิจการ กิจกรรมต่างๆ เพิ่มเติม รวมถึงแนวทางการเดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้รอฟังผลการประชุม และในการประชุมดังกล่าวยังจะหารือถึงการยกระดับมาตรการตอบโต้สถานการณ์ระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำและสั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะนำเข้าที่ประชุมเพื่อให้เป็นมาตรการที่เป็นทางการออกมา โดยมาตรการที่ว่าคือการเตรียมความพร้อมของโฮมไอโซเลชั่น คอมมูนิวตี้ไอโซเลชั่น โรงพยาบาลหลัก เพื่อให้การบูรณาการของ เจ้าหน้าที่มีความคล่องตัว ทุกอย่างต้องเป็นการทำงานเชิงรุก และมั่นใจจากประสบการณ์ของประชาชน เจ้าของกิจกรรม กิจการต่างๆ หากมีการแพร่ระบาดจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว
พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือกิจการที่ไม่ทำตามมาตรการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต้องเข้าไปดูแล นายกฯย้ำให้ไปกำกับถ้าพบกิจกรรม กิจการใดไม่ทำตามมาตรการ ต้องปิดชั่วคราวเพื่อจัดการระบบ ทำได้เมื่อไหร่ถึงจะได้เปิด ส่วนใครฝ่าฝืนมาตรการก่อให้เกิดความเสียหาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมศบค.ชุดใหญ่ วันที่ 7 ม.ค. คาดว่าจะมีการเสนอพิจารณาการปรับพื้นที่โซนสี ที่ส่วนใหญ่จะถูกปรับให้เป็นพื้นที่สีส้ม และพื้นที่สีเหลืองบางจังหวัด แต่ไม่มีพื้นใดถูกปรับให้อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มหรือสีแดง นอกจากนั้นจะขอความร่วมมือประชาชนในการเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ ส่วนการจัดกิจกรรม หรืองานบุญ งานพิธีประเพณีต่างๆ จะมีมาตรการรองรับที่เข้มข้นมากขึ้น
ทั้งนี้ในที่ประชุมจะมีการยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์เชิงรุก โดยบูรณาการส่วนราชการทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ตอบสนองได้ทันต่อท่วงที โดยจะต้องเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม ส่วนจะดำเนินการเต็มระบบเหมือนการแพร่ระบาดในรอบที่ผ่านมาหรือไม่นั้น ให้อยู่กับพื้นที่เป็นผู้ประเมินสถานการณ์ตามตัวเลขของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการคัดกรองของแพทย์ ทั้งระบบ Home Isolation และ community isolation ซึ่งเป็นจุดแรกที่ต้องเร่งดำเนินการด้านสาธารณสุขในภาพรวม หากผู้ที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ เข้าโรงพยาบาลทั้งหมด คนที่มีอาการมาก รวมไปถึงผู้ป่วยในโรคอื่น อาจจะได้รับผลกระทบ ก็จะยุ่งไปหมด เรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญ จึงต้องเร่งจัดระเบียบ และประชา สัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ
‘บิ๊กตู่’ถกศบค.ชุดใหญ่วันนี้
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 7 ม.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีวาระการประชุมที่น่าสนใจดังนี้ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ, ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ศปก.กก.) รายงานความก้าวหน้าการเปิดประเทศ และการดำเนินการสำหรับพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว (แซนด์บ็อกซ์)
นอกจากนี้ที่ประชุมจะพิจารณาตามที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อ โควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข (ศปก.สธ.) เสนอ ได้แก่เรื่องการปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ และมาตรการป้องกันควบคุมโรค, การปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร, แผนการให้บริการวัคซีน และแผนการจัดหายารักษาโรค โควิด-19 (ยาต้านไวรัส Paxlovid) และที่ประชุมจะพิจารณาแนวทางการยกระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด ตามที่ศูนย์ปฏิบัติการบริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เสนอ

ลุยตรวจ – เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพระนคร กทม. ระดมตรวจหาเชื้อโควิดใน กลุ่มพนักงานคนไทยและต่างชาติ ที่ทำงานในสถานบริการบันเทิงย่านถนนข้าวสาร หลังผู้ติดเชื้อพุ่งพรวดมากขึ้นหลังเทศกาลปีใหม่ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.

ศูนย์พักคอย – อบต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อโควิดและกลุ่มเสี่ยง ภายในศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งพรวดจำนวนมาก เมื่อวันที่ 6 ม.ค.