พ่อค้าจ๊าก-พาเหรดขึ้นราคา ทุกเมนูเกี่ยวกับหมู-ไข่กระทะ ปศุสัตว์รับแล้ว-มีระบาดจริง เท574ล.เยียวยา‘อหิวาต์หมู’
ยอมรับแล้วมีโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูระบาดจริง อธิบดีปศุสัตว์ เผยตรวจพบเชื้อที่ฟาร์มเลี้ยงจ.นครปฐม ประกาศเป็นเขตโรคระบาดแล้วพร้อมควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 ก.ม. ส่วนหมูเป็นที่สงสัยว่าติดเชื้อเตรียมทำลายทิ้งทั้งหมด ครม.อนุมัติงบ 574 ล้านชดเชยสุกรที่ถูกทำลาย 1.5 แสนตัวใน 56 จังหวัด ด้านกระทรวงพาณิชย์สั่งตรึงราคาไก่ไปอีก 6 เดือนจนถึงมิ.ย. พร้อมเพิ่มจุดเนื้อหมูราคาถูกอีก 1 พันแห่ง ขณะที่กระทรวงพลังงานยอมคงราคาแก๊สหุงต้ม 318 บาท/ถึง15ก.ก.ต่อไปอีกถึงสิ้นมี.ค.
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) แถลงข่าวสถานการณ์ไข่ไก่และไก่เนื้อว่า หลังจากมีการประกาศขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีก ฟองละ 20 สตางค์ ส่งผลทำให้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ราคาฟองละ 3 บาท หรือขึ้นราคาแผงละ 6 บาท ในวันที่ 11 ม.ค. ทั้งนี้ จะหารือกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่อีกครั้ง เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการประกาศปรับขึ้นราคาดังกล่าว เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ยังไม่ควรปรับราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นซ้ำเติมประชาชนเวลานี้ โดยจะตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตต่อฟองอยู่ที่ 2.85 บาท เพื่อดูว่าการปรับขึ้นครั้งนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ จะได้พิจารณาความเป็นไปได้ในการขอความร่วมมือให้ตรึงราคาไข่ไก่อีกครั้ง แต่ต้องดูแลไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ได้รับผลกระทบด้วย
อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาราคาหมูแพงนั้นอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อเสนอของบกลางมาชดเชยราคาหมูเนื้อแดงในโครงการพาณิชย์ลดราคา ในก.ก.ละ 150 บาท เพื่อให้สามารถขยายโครงการออกไปได้ หลังจากจะสิ้นสุดในสิ้นเดือนม.ค.นี้ และขยายจุดจำหน่ายหมูราคาถูก จากปัจจุบันมี 667 จุดทั่วประเทศ โดยระหว่างนี้จะขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันเตรียมความพร้อมเปิดจุดจำหน่ายเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 จุด ซึ่งจะเน้นจุดที่ประชาชนเข้าถึง แต่หากจุดไหนไม่เหมาะสมก็จะยุบจุดไปอยู่จุดที่ประชาชนเข้าถึงมากแทน
“อย่างไรก็ตาม ส่วนความกังวลว่าราคาหมูจะพุ่งไปถึงก.ก.ละ 300 บาทในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้น ประเมินว่าขณะนี้ราคาหมูเริ่มทรงตัวแล้ว ซึ่งราคาเนื้อหมูโดยเฉลี่ยขณะนี้ราคาหมูหน้าฟาร์มอยู่ที่ 108 บาทต่อก.ก. ราคาหมูหน้าเขียงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 180-200 บาทต่อกิโลกรัม” นายวัฒนศักย์กล่าว
สำหรับราคาเนื้อไก่ที่หลายฝ่ายห่วงว่าจะมีการปรับราคาสูงขึ้นหลังประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อหมูราคาแพงมาบริโภคเนื้อไก่แทนนั้น นายวัฒนศักย์กล่าวว่า การบริโภคไก่เนื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีนัยยะสำคัญหรือเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ได้หารือร่วมกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่และสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีมติร่วมกันที่จะให้ประกาศราคาจำหน่ายเนื้อไก่และไก่มีชีวิตหน้าฟาร์มเพื่อใช้เป็นราคากลางจำหน่ายต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน หรือจนถึงเดือนมิ.ย. 2565 เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาในช่วงที่สถานการณ์การบริโภคยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ และหากมีการฉวยโอกาสปรับราคาจำหน่ายสูงเกินควรทั้งกรมการค้าภายในจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ตลาดเกิดความปั่นป่วน

ลดราคา – กระทรวงพาณิชย์จัดโครงการรถโมบายขายสินค้าลดราคา จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพราคาต่ำกว่าท้องตลาดให้ชาวบ้าน ลดความเดือดร้อนช่วงสินค้าราคาแพง ที่ชุมชนวัดทองบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กทม. เมื่อ 11 ม.ค.
สำหรับราคาไก่มีชีวิตหน้าฟาร์มให้จำหน่ายที่ 33.50 บาทต่อก.ก. ไก่สดทั้งตัวรวม/ไม่รวมเครื่องใน 60-65 บาทต่อก.ก. เนื้อน่อง/สะโพก 60-65 บาทต่อก.ก. และเนื้ออก 65-70 บาทต่อก.ก. หมูเป็นหน้าฟาร์ม 108 บาทต่อก.ก. ส่วนในระยะยาวให้กรมปศุสัตว์และผู้เลี้ยงเร่งเพิ่มการผลิตโดยเร่งด่วน ซึ่งการเลี้ยงไก่ใช้ระยะเวลาประมาณ 45 วัน
วันเดียวกัน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวงประเมินสถานการณ์ วางแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลประชาชน โดยจะต้องแก้ไขทั้งผลกระทบเฉพาะหน้าและเร่งหาแนวทางช่วยเหลือในระยะยาวให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ผลิตสินค้า และประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งเน้นย้ำให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนเป็นที่ตั้ง
“กรณีที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะ ราคาไข่ไก่ และ เนื้อไก่ เริ่มทยอยปรับราคาสูงขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยกรมการค้าภายในจะลงพื้นที่ติดตามและหากพบการฉกฉวยขึ้นราคา ก็จะมีการดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค แต่หากมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในรายการใดก็สามารถทำเรื่องมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิสูจน์เป็นรายกรณีไปว่ามีความจำเป็น ไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรรายย่อยจากการกดราคาทางนโยบาย และเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดตลาดอีก” นายธนกรกล่าว
นายธนกรเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเพื่อรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 574.11 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรค อหิวาต์แอฟริกาในสุกร และโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า สำหรับเงินจำนวนนี้จะใช้ไปเพื่อชดเชยราคาสุกรที่ถูกทำลายตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 2564 – 15 ต.ค. 2564 หลังสุกรเป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่รุนแรง ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. – 15 ต.ค. 2564 ในพื้นที่ 56 จังหวัด จำนวน 4,941 ราย หลังจากสุกรได้รับผล กระทบจากการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (เอเอสเอฟ) จำนวน 159,453 ตัว
วันเดียวกัน นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย กล่าวว่าหลังจากกรมปศุสัตว์ ประกาศพบเชื้อ ASF ในประเทศไทยนั้น อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทย ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเลี้ยงสุกรหลังจากนี้จะมีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นต้องบริหารจัดการฟาร์มอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม และจะมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกคงไม่สามารถทำได้อีกจนกว่าไทยจะสามารถควบคุมการระบาดได้
นายอภิศักดิ์ อังคสิทธิ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คนที่ 1 ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า หลังจากนี้กรมปศุสัตว์จะต้องจะล็อกดาวน์ ห้ามเคลื่อนย้ายสุกรและซากในพื้นที่ที่ตรวจพบเชื้อ แล้วฝังกลบตามระเบียบของโรคระบาด โดยรัฐบาลชดเชยค่าเสียหายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ASF เป็นเชื้อที่ไม่ติดคน ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบกับผู้บริโภคที่เป็นไปได้ที่จะนำสุกรมีชีวิตในพื้นที่พบเชื้อมาชำแหละ แต่ต้องควบคุมการเคลื่อนย้ายไม่ให้ข้ามเขต ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้กรมปศุสัตว์ตัดสินใจเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการส่งออกไม่สามารถทำได้แล้ว
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่าการฟื้นฟูและเยียวยาตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 500 ล้านบาทนั้น ไม่พียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสุกรแม่พันธุ์ของไทยกว่า 22 ล้านตัว เหลือเพียง 5 แสนตัว ราคาเฉลี่ยตัวละ 2 หมื่นบาท ผู้เลี้ยงบางรายใช้เงินลงทุนสูงกว่า 1 พันล้านบาท และยังเป็นหนี้อยู่เนื่องจากหมูตายหมดแล้ว ซึ่งรัฐบาลต้องหาแนวทางดูแลกลุ่มที่ยังเป็นหนี้เหล่านี้ด้วย
ส่วนการเลี้ยงในอนาคตต้องปรับตัว เข้มงวดให้มากที่สุด เช่นเดียวกับจีน จะมีจุดทำความสะอาดคนงานทุกจุด พาหนะที่ใช้ ห้ามออกจากฟาร์ม ทำให้การเลี้ยงสุกรรอด โดยปัจจุบันราคาสุกรมีชีวิต ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ลดลงจากเดิมในช่วงที่ ASF ระบาดทำให้ราคาหมูพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 140 บาท โดยสุกรมีราคาแพงอยู่ประมาณ 1 ปี ส่วนราคาสุกรมีชีวิตของไทยขณะนี้กิโลกรัมละ 110 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม กิโลกรัมละ 70-75 บาท

หมูถูก – จนท.พาณิชย์จังหวัดยะลาตรวจสอบจุดขาย ‘หมูถูก’ โครงการหมูพาณิชย์ลดราคาช่วยชาวบ้านลดค่าครองชีพ หลังจากราคา หมูแพงอย่างต่อเนื่อง ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 ม.ค.
ที่ จ.มหาสารคามราคาเนื้อหมูในตลาดมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะหมูราคาถูกมาเปิดขายแบ่งเบาภาระประชาชน แต่ก็มีไม่เพียงพอ สำหรับมหาสารคาม มีการเปิดขายหมูราคาถูก 3 จุด ในช่วงเช้าคือ อ.เมือง อยู่ด้านข้าง ปณ.มหาสารคาม และในตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสาราคาม รวมทั้งที่อ.กันทรวิชัย เฉลี่ยปริมาณเนื้อหมูที่ราคาถูกที่นำมาวางขายจุดละ 60-70 กิโลกรัมต่อวัน โดยเปิดขายราคากิโลกรัมละ 150 บาท แต่ปริมาณความต้องการของประชาชนมีสูง เปิดขายไม่นานก็หมดลง
จากการสอบถามร้านค้าที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะร้านไข่กระทะเปลญวน ตั้งอยู่หลังวัดนาควิชัย เทศบาลเมืองมหาสารคาม เป็นร้านอาหารหมูกระทะชื่อดัง ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบประเภท แป้ง เนย กุนเชียง หมูยอ หมู ไข่ไก่ ในการประกอบอาหาร ที่ด้านหน้าร้านได้มีการติดป้ายประกาศแจ้งการปรับเปลี่ยนราคาสินค้า ให้กับลูกค้าได้ทราบเนื่องจากวัตถุดิบเนื้อหมูมีการปรับราคาสูงขึ้น ข้อความว่า “เรียนลูกค้าร้านเปลญวน เนื่องจากวัตถุดิบ เริ่ม 1 มกราคม 2565 มีการปรับราคา ร้านเปลญวนจึงขอปรับราคา ขนมปังญวนเป็น ชิ้นละ 12 บาทจาก 10 บาท”
ที่ จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าราคาเนื้อหมูปลีกที่จังหวัดเชียงใหม่ยังพุ่งสูงต่อเนื่องราคาหมูสันคอ และ 3 ชั้นขยับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท ส่งผลกระทบกับชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องใช้เนื้อหมูมาประกอบอาหารจำหน่าย ล่าสุดร้านหมูสะเต๊ะ เจ้าดังของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดขายมานานกว่า 30 ปี และเรียกได้ว่าเป็นหมูสะเต๊ะที่ราคาถูกที่สุดของเชียงใหม่ก็ทนแบกรับภาระไม่ไหว ขอปรับขึ้นราคาต่อไม้ขึ้นมาอีก 1 บาท
ด้านร้าน “หมูสะเต๊ะอร่อย” หรือที่ชาวเชียงใหม่เรียกกันติดปากว่าร้าน “หมูสะเต๊ะหน้าปรินส์” ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ขายมานานกว่า 30 ปี ตั้งอยู่บนถนนเจริญเมือง ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นที่รู้จักและถือเป็นเจ้าดังอันดับต้นๆ ของเชียงใหม่
นางสมศรี คำจูกัลย์ เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า หลังจากเปิดขายมานานกว่า 30 ปีเพิ่งมาเจอปีนี้ที่ราคาเนื้อหมูแพงที่สุด และได้รับผล กระทบมากที่สุด เริ่มแรกร้านเปิดขายเมื่อกว่า 30 ปีมานั้นขายอยู่ที่ไม้ละ 50 สตางค์ ซึ่งราคานี้รวมกับชุดน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ และอาจาด แล้ว หลังจากนั้นก็ขายราคานั้น ผ่านไปก็ปรับขึ้นราคามาเป็น 1 บาท และเมื่อ 10 ปีก่อนก็ขยับราคามาอยู่ที่ 2 บาท และเปิดขายราคานั้นเรื่อยมา กระทั่งเมื่อช่วงปลายเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาหมูขยับขึ้นต่อเนื่องจนมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท ไม่สามารถแบกภาระต้นทุนได้ไหว และแจ้งกับทางลูกค้าล่วงหน้าว่าจะขึ้นราคามาอยู่ที่ไม้ละ 3 บาท แม้จะขยับราคาขึ้นไม้ละ 1 บาทแต่ก็เพิ่มปริมาณของหมูแต่ละไม้ขึ้นด้วยเพื่อให้เหมาะสมกับราคาที่ปรับขึ้น
“ผ่านมา 1 เดือนสำหรับการปรับราคาเป็นไม้ละ 3 บาท แต่ก็ยังพบว่าราคาเนื้อหมูยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด จึงอยากวอนภาครัฐให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาเนื้อหมู และราคาอาหารการกินอื่นๆ ที่ขยับราคาขึ้นสวนกับภาวะเศรษฐกิจช่วงโควิดที่แทบจะหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย พร้อมกันนี้ก็อยากวอนให้ลูกค้าเข้าใจความจำเป็นที่ต้องมีการขยับราคาขึ้นหลังจากไม่ได้ปรับราคามานานกว่า 10 ปีแล้ว”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านขายไข่ไก่ย่านตลาดเมืองใหม่จังหวัดเชียงใหม่ ร้านขายไข่ไก่ปลีก-ส่งอับดุลการีม ที่ร้านได้ปรับราคาไข่ไก่ทุกเบอร์ขึ้นแผงละ 3 บาทขณะที่บางร้านเพิ่งปรับราคาขึ้นวันนี้เช่นที่ร้านอรณ์ตลาดเมืองใหม่เพิ่งปรับราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นวันนี้เฉลี่ยแผงละ 2-3 บาท เพราะแบกรับต้นทุนจากฟาร์มและบริษัทใหญ่ไม่ไหว ส่วนราคาไข่เป็ดที่ร้านยังทรงตัวเท่าเดิมคือแผงละ 120-130 บาท
ขณะที่บรรดาร้านขายปลีก ยอมรับว่าต้องปรับราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นแผงละ 3 บาทเพราะต้นทุนที่รับมาในราคาสูงเช่นกัน รวมทั้งร้านขายไข่ไก่ ทั้งปลีกและส่งอำเภอรอบนอก ก็ปรับราคาขึ้น ทำให้ไข่เบอร์ X แผงละ 125 บาท เบอร์ 0 แผงละ 120 เบอร์ 1 แผงละ 110 ขายเกลี้ยง คงเหลือแต่เบอร์รองลงมา ซึ่งราคานี้เป็นราคาขายไข่ไก่ของร้านขายส่ง และปลีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้อาหารทุกชนิดที่มีส่วนผสมของหมู ไม่ว่าจะเป็นร้านโจ๊ก, หมูปิ้ง, อาหารตามสั่งทุกอย่าง ไส้อั่ว, แม่ค้าพ่อค้าจะปิดป้ายบอกขอเพิ่ม 5 บาท เพื่อให้อยู่ได้ และลูกค้าก็ไม่เดือดร้อน ส่วนไข่ดาว อาหารตามสั่งทางร้านก็ขอเพิ่มจาก 5 บาท เป็น 7-10 บาท
ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากแม่ค้าขายหมูปิ้ง นมสด ย่านถนนเชียงใหม่ลำพูน อ.สารภี เปิดเผยว่า หมูปิ้งยามเช้าตามข้างถนนนั้น บางร้านก็ยังขายไม้ละ 5 บาทอยู่แต่จะลดปริมาณหมู บางร้านก็เพิ่มเป็น 6-7 บาท ซึ่งตนก็เพิ่มจาก 5 บาท เป็น 6 บาท
ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาขายเนื้อหมู ในตลาดสดแกรนด์ อ.อุทัย พบว่ามีประชาชนมาจับจ่ายซื้อเนื้อหมูสดบางตา น.ส.วิลาสิรินธร์ สุดาทิพย์ อายุ 40 ปี แม่ค้าขายเนื้อหมูสด กล่าวว่า จากราคาเนื้อหมู ส่วนประกอบของเนื้อหมู ทุกชนิดปรับขึ้นจากเดิมเท่าตัว ส่งผลกระทบกับเขียงหมูที่ขายอย่างมาก ราคามีการปรับขึ้นตลอด ล่าสุดมีการแจ้งมาว่าจะปรับขึ้นอีก 10 บาท จนไม่สามารถติดป้ายบอกแสดงราคาได้ ลูกค้าที่ซื้อเพื่อไปประกอบอาหารถ้าเห็นป้ายบอกราคาจะเดินผ่านไปเลย ไม่แวะซื้อหรือดู เปลี่ยนไปเลือกซื้ออย่างอื่นไปประกอบอาหารแทน
ส่วนร้านราชาบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง ขายต้มเลือดหมู ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ตั้งอยู่ภายในตลาดโต้รุ่งแกรนด์ อ.อุทัย จ.พระนคร ศรีอยุธยา ต้องปิดป้าย ที่ตู้กระจกของร้านว่า “หมูกรอบ หยุดขาย” พร้อมกับป้ายแจ้งของขึ้นราคาอาหารที่เป็นเมนูหมู
นายวัลลพ ฉัยยา อายุ 36 ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า ตนกับพี่ชายเปิดร้านขายมากว่า 20 ปี ยังไม่เคยเห็นว่าราคาเนื้อหมูชำแหละจะมีราคาสูงมากถึงเท่าตัวแบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่จะมีราคาแพงขึ้นในช่วงเทศกาลเช่นตรุษจีน มากกว่า ราคาเริ่มปรับมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เรื่อยมาจนมา 5 บาท 10 บาท จนมาสูงสุดช่วงก่อนปีใหม่หมูกิโลละ 200 กว่าบาท ทำให้กำไรสูญหายไปมากกว่าครึ่ง ช่วงๆ แรกทางร้านยังปรับราคาของเมนูอาหารขึ้นจากเดิม 5 บาท ในส่วนของหมูกรอบที่ต้องงดขาย ซึ่งเป็นเนื้อหมูสามชั้นมีราคาแพงมาก เราต้องนำมาต้ม มาทอด มีต้นทุนในการผลิต เราจะมาเพิ่มราคาหมูกรอบและลดปริมาณลงทั้งขนาดของหมูกรอบกับลูกค้าทำไม่ได้จึงไม่มีขายเมนูหมูกรอบเลยดีกว่า
ที่ จ.ตรัง นายโกสิทธิ์ รอดหาญ อายุ 54 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยในพื้นที่หมู่ที่ 3 ต.ห้วยนาง อ.ห้วยยอด นำผู้สื่อข่าวดูฟาร์มเลี้ยงหมูที่ปล่อยทิ้งร้าง และจุดฝังกลบหมูตาย ที่บริเวณหน้าสวนปาล์มน้ำมันที่ยังคงเป็นร่องรอยใหม่ หลังจากหมูประมาณ 100 ตัว ตายด้วยโรคระบาดเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ตนขาดทุน เป็นหนี้ประมาณ 500,000 บาท จนถึงขณะนี้ยังต้องล้างทำความสะอาด และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทุกๆ สัปดาห์ แต่ยังไม่กล้าซื้อหมูรุ่นใหม่มาเลี้ยง
นายโกสิทธิ์เปิดเผยว่า ตนเลี้ยงหมูมานานกว่า 10 ปี ไม่เคยเกิดเหตุโรคระบาดในหมูมาก่อน แต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว หมูที่เลี้ยงไว้ประมาณ 100 ตัว ประกอบด้วย แม่พันธุ์ 10 ตัว ซึ่งกำลังตั้งท้องใกล้คลอด หมูขุนอายุ 2 เดือน กว่า 50 ตัว และลูกหมูตัวเล็ก อีกกว่า 30 ตัว ได้ตายลงจากโรคระบาด โดยเริ่มทยอยตายจากแม่หมู ซึ่งมีอาการตกลูกแล้วตาย และสุดท้ายก็ลามไปยังตัวอื่นๆ แล้วก็ตายทั้งหมด เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอห้วยยอด ให้เข้ามาตรวจสอบ พร้อมเก็บตัวอย่างเลือดตรวจ โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า เชื้อขึ้น 2 ขีด ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเป็นเชื้ออะไร และเจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร เพียงแต่ให้คำแนะนำว่าให้เร่งนำซากไปทำลายทั้งหมด
นายโกสิทธิ์เปิดเผยด้วยว่า เท่าที่ทราบช่วงหน้านี้มีหมูตายไปจำนวนมาก ทั้งในพื้นที่อำเภอรัษฎา และอำเภอห้วยยอด เฉพาะตำบลห้วยนาง อำเภอห้วยยอด ประมาณ 7 ฟาร์ม ที่มีหมูตายทั้งหมด และเจ้าของรีบขาย เพราะกลัวติดเชื้อ และขณะนี้ก็ปล่อยฟาร์มร้าง ไม่กล้าเลี้ยงรุ่นใหม่ ส่วนตัวไม่ทราบสาเหตุว่าเชื้อระบาดดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งๆฟาร์มตั้งอยู่ห่างไกลในสวนปาล์มน้ำมัน ไม่ได้ใกล้ชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ และส่วนราชการก็ไม่ได้มีการช่วยเหลือแต่อย่างใด ทุกคนจึงปล่อยฟาร์มทิ้งไว้ ไม่มีใครกล้าเลี้ยง เพราะกลัวว่าถ้าเริ่มลงทุนเลี้ยงใหม่จะเกิดโรคระบาดซ้ำ จะยิ่งเกิดความเสียหาย เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษาได้
วันเดียวกัน นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการช่วยฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกรรายย่อย ผู้เลี้ยงหมูในภาคเหนือ และภาคอีสาน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่กรมปศุสัตว์ก็พบการระบาดของเอเอสเอฟแล้วที่จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมาในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ก็ได้รับรายงานการเกิดโรคไม่ต่างกับสื่อมวลชน ดังนั้นหลังจากมีการป่วยตายของหมู ทำให้ราคาหมูในประเทศแพง
“เสนอกระทรวงพาณิชย์ให้มีการนำเข้าหมูมาบริโภคภายในประเทศก่อน หลังจากที่หมูไทยหายจากระบบ เบื้องต้น สามารถนำเข้าหมูจากเพื่อบ้านในราคาถูกได้ภายใน 3 วัน ขอเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติการนำเข้าเท่านั้น ส่วนที่พบเอเอสเอฟในไทย เบื้องต้นคงไม่กระทบการส่งออกเพราะขณะนี้หมูไทยไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศ ไม่มีให้ส่งออกแล้ว” นายประภัตรระบุ

อหิวาต์หมู – นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงผลตรวจฟาร์มหมูและโรงฆ่าหมูในจ.ราชบุรี และนครปฐม พบโรค อหิวาต์หมูในโรงฆ่า ที่นครปฐม จำนวน 1 แห่ง เมื่อวันที่ 11 ม.ค.
ปศุสัตว์รับ-พบอหิวาต์ฯหมู
วันที่ 11 ม.ค. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกร กล่าวว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เผยข้อมูลว่าพบรายงานสถานการณ์การเกิดโรค African Swine Fever หรือ ASF ในสุกรว่ากรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตรวจสอบไประยะหนึ่งแล้ว แต่ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล เพื่อได้ขั้นตอนครบถ้วนละเอียดรอบคอบ รอบด้าน เป็นไปตามข้อกฎหมายและระเบียบ เมื่อรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลได้ครบถ้วนจะรายงานให้สาธารณชนทราบตามความเป็นจริงโดยจะไม่ปกปิดหรือปิดบังใดๆ
โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ไม่ได้นิ่งนอนใจสั่งการด่วนจัดชุดเฉพาะกิจลงตรวจสอบสภาวะโรคในพื้นที่เสี่ยง สุ่มตรวจสอบเพิ่มเติมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น ในวันที่ 8-9 ม.ค.65 รวมทั้งหมด 10 ฟาร์ม 305 ตัวอย่าง และโรงฆ่าสัตว์ 2 แห่ง 4 ตัวอย่าง
อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ในวันที่ 8 ม.ค.สุ่มดำเนินการในพื้นที่ราชบุรี เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 6 ฟาร์ม รวม 196 ตัวอย่าง และวันที่ 9 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่นครปฐม เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 4 ฟาร์ม 109 ตัวอย่าง และ 2 โรงฆ่า 4 ตัวอย่าง รวม 113 ตัวอย่าง เพื่อเข้าไปสำรวจโรคและเก็บตัวอย่างจากเลือดสุกรที่ฟาร์ม (blood sampling) และจากบนพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์ (surface swab) นำไปตรวจหาโรคส่งวิเคราะห์ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์
ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่าง และพบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่าง จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจากนครปฐม
สำหรับการดำเนินงานกรณีตรวจพบโรคในประเทศ กรมปศุสัตว์ต้องประกาศเป็นเขตโรคระบาด และควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดที่พบโรค ร่วมกับจะต้องพิจารณาทำลายสุกรที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค หรือมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับฟาร์มที่เป็นโรคและจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในรัศมีการควบคุมโรค การเคลื่อนย้ายสุกรทุกวัตถุประสงค์จะต้องได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ โดยคำนึงถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งการขออนุญาตนำสุกรเข้ามาเลี้ยง ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์จะต้องแจ้งการพบโรคไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เพื่อแจ้งเตือนให้ประเทศสมาชิกทราบ

ขึ้นราคา – ท่าเรือโดยสารคลองแสนแสบ ติดป้ายประกาศปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร เพิ่มอีกระยะทางละ 1 บาท เนื่องจากไม่สามารถตรึงราคาเดิมต่อไปได้จากปัญหาน้ำมันแพง เมื่อวันที่ 11 ม.ค.
แก๊ส318บ./ถัง15ก.ก.ถึงสิ้นมี.ค.
วันที่ 11 ม.ค. นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ด้านพลังงานโลกยังมีความผันผวน ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) หรือก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดย ณ วันที่ 5 มกราคม 2565 อยู่ที่ 682.90 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบได้กับราคาขายปลีกแอลพีจีที่ 412 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพและภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมปัญหาและดูแลประชาชนไม่ให้รับความเดือดร้อนในเรื่องแอลพีจี ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบการทบทวนการกำหนดราคาแอลพีจี โดยให้คงราคาไว้ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2565
นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังมีมติเห็นชอบการบรรเทาผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (Natural Gas for Vehicles:NGV หรือเอ็นจีวี ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยขอความอนุเคราะห์ ปตท. คงราคาขายปลีกเอ็นจีวีที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม และคงราคาขายปลีกเอ็นจีวี โครงการ “เอ็นจีวี เพื่อลมหายใจเดียวกัน” ให้กับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ 13.62 บาทต่อกิโลกรัมต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.2565-15 มี.ค.2565