กทม.ยังนำ -ติดโควิด ชี้เข็มกระตุ้นกันป่วย

เผยตัวเลขผู้ป่วยโควิดใหม่ยังคงพุ่งสูง ล่าสุด 7,793 คน ตาย 18 ศพ กทม.ยังครองแชมป์อันดับหนึ่ง 777 ราย ตามด้วยสมุทรปราการและชลบุรี ด้านปลัดสำนักนายกฯ ประกาศเข้มมาตรการรับมือ สั่ง WFH ต่อถึง 31 ม.ค. พร้อมตรวจเอทีเคทุกสัปดาห์ อธิบดีกรมควบคุมโรคยันวัคซีนเข็มกระตุ้นป้องกัน ‘โอมิครอน’ ได้ถึง 80-90% หนุ่มใหญ่เมืองชลดับสลดหลังฉีดไฟเซอร์เพียงวันเดียว ตร.ป่าตองเร่งหาตัวสองนักท่องเที่ยวผัวเมียชาวรัสเซียหลังฝ่ายหญิงผลตรวจเป็นบวก แต่ทั้ง 2 เช็กเอาต์จากโรงแรมที่พักไร้ร่องรอย

เผยยอดป่วยโควิดกว่า2.3ล้าน

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.โควิด-19) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7,793 ราย จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7,459 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 42 ราย ติดเชื้อจากผู้เดินทางต่างประเทศ 270 ราย และติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขังเพิ่ม 22 ราย

ผู้ป่วยยืนยันสะสม 92,973 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวนทั้งสิ้น 2,316,408 ราย หายป่วยเพิ่มวันนี้ 5,202 ราย หายป่วยสะสม 48,630 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวนทั้งสิ้น 2,217,124 ราย วันนี้มีผู้เสียชีวิต 18 ราย เสียชีวิตสะสม 218 ราย เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 รวม 21,916 ราย ส่วนผู้ป่วยรักษาอยู่ 77,368 ราย แบ่งเป็นรักษาในโรงพยาบาล (ร.พ.) 43,645 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 33,723 ราย อาการหนัก 527 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 105 ราย

ขณะที่จำนวนผู้รับวัคซีนสะสมตั้งแต่ วันที่ 28 ก.พ.-14 ม.ค. รวม 108,916,435 โดส ใน 77 จังหวัด จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 51,751,305 ราย เข็มที่ 2 สะสม 47,445,961 ราย และเข็มที่ 3 สะสม 9,719,169 ราย

18จว.ป่วยเกิน100-กทม.อันดับ1

สำหรับผู้เสียชีวิต 18 ราย แบ่งเป็น ชาย 11 ราย หญิง 7 ราย ในจำนวนนี้ เป็นคนไทย 16 ราย อังกฤษและอเมริกัน อย่างละ 1 ราย โดยกทม.เสียชีวิต 2 ราย สมุทรปราการ 1 ราย ชัยภูมิ นครราชสีมา จังหวัดละ 2 ราย เชียงใหม่ 2 ราย แม่ฮ่องสอน 1 ราย นครศรีธรรมราช และภูเก็ต จังหวัดละ 2 ราย สุราษฎร์ธานี 1 ราย ชลบุรี 3 ราย ปราจีนบุรีและสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย

ส่วน 10 อันดับจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศรายใหม่สูงสุด อันดับ 1 กทม. 777 ราย สะสม 8,436 ราย อันดับ 2 สมุทรปราการ 681 ราย สะสม 6,687 ราย อันดับ 3 ชลบุรี 525 ราย สะสม 10,394 ราย อันดับ 4 ภูเก็ต 420 ราย สะสม 4,493 ราย อันดับ 5 นนทบุรี 419 ราย สะสม 3,504 ราย อันดับ 6 อุบลราชธานี 269 ราย สะสม 5,042 ราย อันดับ 7 ปทุมธานี 239 ราย สะสม 1,581 ราย อันดับ 8 นครศรีธรรมราช 194-ราย สะสม 2,444 ราย อันดับ 9 เชียงใหม่ 179 ราย สะสม 2,892 ราย และอันดับ 10 ขอนแก่น 177 ราย สะสม 3,321 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไป ยังมีอีก 8 จังหวัด คือ นครราชสีมา 167 ราย, สุราษฎร์ธานี 131 ราย, บุรีรัมย์ 128 ราย, นครปฐม 123 ราย, ระยอง 123 ราย, อุดรธานี 121 ราย, กาญจนบุรี 108 ราย และสมุทรสาคร 103 ราย ส่วนติดเชื้อเพียงหลักหน่วยมี 2 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี 7 ราย และนราธิวาส 4 ราย

ศบค.แนะสูตรวัคซีนเข็มกระตุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การฉีดวัคซีน ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้วรวม 108,916,435 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 เพิ่มขึ้น 56,398 ราย คิดเป็นร้อยละ 71.8 ของจำนวนประชากรทั้งหมด เข็มที่ 2 เพิ่มขึ้น 144,824 ราย คิดเป็นร้อยละ 65.9 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 401,265 ราย คิดป็นร้อยละ 13.5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ศบค. ยังได้ออกประกาศแนวทางการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแก่ประชาชน โดยผู้ที่ถึงกำหนดรับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค และเข็มที่ 2 เป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ช่วงระหว่างเดือนส.ค.-ต.ค. 64 ให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนแอสตร้าฯ ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 เป็นวัคซีนแอสตร้าฯ ช่วงระหว่างเดือน ส.ค.-ต.ค. 64 ให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนไฟเซอร์ และผู้ที่เคยรับวัคซีนชนิดเชื้อตายครบ 2 เข็ม ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวัคซีนแอสตร้าฯ

ส่วนผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ให้ฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตร้าฯ สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบเกณฑ์ หรือครบตามเกณฑ์น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ก่อนการติดเชื้อ ทั้งนี้สามารถใช้สูตรอื่นที่ผ่านการรับรองทางวิชาการได้ ภายใต้จำนวนวัคซีนที่มีในพื้นที่

เผยบิ๊กตู่เตือนอีก-อย่าประมาท

วันเดียวกัน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เตือนประชาชนอย่าประมาท จากการแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แม้เชื้อจะไม่รุนแรงในเด็กและคนสูงอายุ แต่ยังทำให้มี ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ยืนยันรัฐบาลเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ ขอเพียงประชาชน ร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention งดเข้าสถานที่เสี่ยง ชะลอเดินทางตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเตือนภัยระดับ 4 หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น การแพร่ระบาดลดระดับลง อาจมีการพิจารณาลดระดับ ในระยะถัดไป

ขณะที่รายงานภาพรวมการฉีดวัคซีน โควิด-19 สรุปจำนวนผู้ที่ได้รับได้รับวัคซีนสะสม ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. – 13 ม.ค. มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 สะสม 553,086 ราย

นายธนกรกล่าวอีกว่า สรุปสถานภาพ การจัดตั้งร.พ.สนาม (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ม.ค.) ตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมสถานพยาบาลเพื่อรองรับการรักษา ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตามระดับอาการ ดังนี้ 1. สถานะร.พ.สนามของกระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกรุงเทพ มหานคร (กทม.) รวมสถานะการจัดตั้งร.พ.สนามจาก 3 หน่วยงาน ปัจจุบันมีทั้งหมด 118 แห่ง พร้อมรับ 24,646 เตียง รับผู้ป่วยแล้ว 2,611 เตียง และสามารถรองรับได้เพิ่มเติมอีก 22,035 เตียง และ 2.สถานะศูนย์แยกกักชุมชน (Community Isolation) ของ อว. มีทั้งหมด 11 แห่ง พร้อมรับ 2,951 เตียง รับผู้ป่วยแล้ว 201 เตียง และสามารถรองรับได้เพิ่มเติม 2,705 เตียง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ 14 วันที่ผ่านมา แผนการชะลอการระบาดถือว่าสามารถควบคุมได้ดี ขอความร่วมมือประชาชนมารับวัคซีนให้ครบตามที่สาธารณสุขแนะนำ เน้นมาตรการ ATK First ขณะเดียวกันการดำเนินการของมาตรการทางการแพทย์มีระบบสายด่วนประสานผู้ติดเชื้อ ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1330 หรือสายด่วนในระดับจังหวัด ขณะนี้ยังเน้นการดูแลที่บ้าน Home Isolation เป็นหลัก เนื่องจากจำนวนของผู้ป่วยที่มีอาการน้อยมากมีจำนวนมากที่สุด ประมาณร้อยละ 90 การดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีระบบการติดตามและดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์จากร.พ.

ยันเข็มกระตุ้นกัน‘โอมิครอน’ดี

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์และประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 ว่า ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนไปได้แล้วกว่า 108 ล้านโดส ซึ่งในเดือนม.ค.นี้ สธ.ตั้งเป้าการฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 9 ล้านโดส ขณะนี้ผ่านไปได้ครึ่งทางสามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้า และเมื่อติดตามประเมินผลประสิทธิภาพของวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการวัดผลในพื้นที่จริง (Real World Effectiveness) พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพดีมาก ในการป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคโควิดทุกสายพันธุ์ได้ถึง 90-100% ทั้งการฉีดสูตรปกติ สูตรไขว้ หรือบูสเตอร์โดส

“อีกทั้งยังสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีพอสมควร แต่สิ่งที่สำคัญคือ ระยะเวลาในการฉีดวัคซีน หากผ่านพ้น 3 เดือนไปแล้วประสิทธิภาพจะค่อยๆ ลดลง เพราะฉะนั้นการได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือบูสเตอร์โดสจึงเป็นเรื่องสำคัญ จากข้อมูลบ่งชี้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็ม 3 ทั้งสูตรแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) และไฟเซอร์ (Pfizer) มีประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้มากถึง 80-90 % จากการระบาดที่จต..กาฬสินธุ์” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการบริหารจัดการวัคซีนเข็มกระตุ้นมีดังนี้ 1.ผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า ครบในเดือนส.ค.-ต.ค. 64 ให้ฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2.ผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ครบ 2 เข็ม ในเดือนส.ค.-ต.ค. 64 ให้ฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ และ 3.ผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายครบ 2 เข็ม ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็ม 2 ในเดือนก.ย.-ต.ค. 64 ให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้นได้ภายในเดือนม.ค. ส่วนผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อให้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า กระตุ้นได้ 1 เข็ม สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ แต่คนไหนที่ได้รับครบแล้วยังไม่ต้องกระตุ้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

กอ.รมน.สั่งเข้มสกัดต่างด้าว

ด้านพ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค. กอ.รมน. ได้เรียกประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. ผ่านระบบประชุมทางไกล (VTC) โดย พล.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ เสธนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกอ.รมน. เป็นประธานนั้น หน่วยขึ้นตรงได้รายงานความคืบหน้าการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พร้อมรับมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติงานเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ภาครัฐ โดยเลขาธิการ กอ.รมน. เน้นย้ำในการป้องกันและรับมือการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ

ในส่วนของกอ.รมน. ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค และรอง ผอ.รมน.จังหวัด ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด และเตรียมความพร้อมด้านสถานที่, เจ้าหน้าที่, อุปกรณ์ และยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, การรองรับผู้ป่วยในรูปแบบการรักษาตัวเองจากที่บ้าน (HI) และศูนย์แยกโรคของชุมชน (CI) และร.พ.สนาม ตลอดจนบูรณาการเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง, ฝ่ายปกครอง พร้อมสหวิชาชีพเข้าตรวจสถานประกอบการ โรงงาน ร้านอาหาร เพื่อควบคุมให้การปฏิบัติเป็นไปตามมาตรการ ศบค. อย่างเคร่งครัด

พร้อมกำชับให้กำลังพลทุกนายที่ต้องเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่กอ.รมน. ต้องเข้ารับการตรวจคัดกรอง ATK ก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้ง

สำหรับสถิติการจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองและขบวนการนำพา ในห้วงที่ผ่านมา ยังคงพบมีการลักลอบเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงต้นเดือน ม.ค. จับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ 2,392 ราย ส่วนมากเข้ามาเพื่อมาหางานทำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และบางส่วนต้องการเดินทางกลับประเทศต้นทาง ขณะเดียวกันสามารถจับกุมขบวนการนำพาได้ 24 ราย พบเป็นคนไทย 18 ราย และเมียนมา 6 ราย จากการสอบสวนพบว่าได้รับการว่าจ้างจากนายทุนที่มีความต้องการแรงงานต่างด้าว โดยมีการเรียกเก็บค่านายหน้าจากแรงงานสูงถึง 18,000-25,000 บาทต่อคน

สปน.สั่งWFHถึงสิ้นเดือนม.ค.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ได้ลงนามในประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เรื่องแนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 (ฉบับที่ 11) โดยให้บุคลากร สปน. ปฏิบัติงานภายในที่พัก (WFH เวิร์ก ฟรอม โฮม) อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ตั้งแต่วันที่ 15-31 ม.ค. โดยการปฏิบัติงานดังกล่าวต้องไม่กระทบกับภารกิจการให้บริการประชาชน ให้รองปลัดสำนักนายกฯ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ ผู้ช่วยปลัดสปน. ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนัก ผอ.กอง ผอ.ศูนย์ ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผอ.กลุ่มตรวจสอบภายใน ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต และผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ปฏิบัติงานที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ

ให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสปน. กำกับ ควบคุม ดูแลบุคลากรในสังกัดให้ปฏิบัติงานภายในที่พักในเวลาราชการ ทั้งนี้บุคลากรที่เดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ให้ปฏิบัติงานภายในที่พัก

ให้บุคลากรที่เข้าปฏิบัติงานที่ สปน.ตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อหาเชื้อโควิด-19 โดยชุด ATK ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในวันแรกที่เข้าปฏิบัติงาน

ต้นเหตุคลัสเตอร์ไปรษณีย์ลาม

ที่จ.นครราชสีมา คณะกรรมการโรคติดต่อ จ.นครราชสีมา แจ้งว่าล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 162 ราย เสียชีวิต 1 ราย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 35,834 ราย รักษาหายแล้ว 33,927 ราย รักษาอยู่ 1,617 ราย เสียชีวิต 290 ราย ขณะเดียวกันได้จับตาคลัสเตอร์สำคัญ ที่ต้องควบคุมการแพร่ระบาด คือคลัสเตอร์ศูนย์ไปรษณีย์นครราชสีมา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง ซึ่งเป็นศูนย์คัดแยกและกระจายพัสดุจดหมายในพื้นที่เขต 3 โดยมีปลายทาง 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งผู้ป่วยรายแรกเป็นลูกจ้างแผนกลำเลียงและขนส่ง เริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.64 หลังจากมีอาการไข้ เวียนศีรษะ และปวดเมื่อยตามร่างกาย ต่อมาวันที่ 26 ธ.ค. 64 อาการไม่ดีขึ้น จึงซื้อชุดตรวจ ATK มาตรวจเอง ปรากฏผลบวก

วันที่ 27 ธ.ค.64 ไปตรวจซ้ำอีกครั้งที่ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ผลตรวจ RT-PCR ยืนยันติดเชื้อ ต่อมาพบผู้ป่วยอีก 2 ราย เป็นคนในครอบครัวผู้ติดเชื้อ แต่คนในครอบครัวไม่ได้รายงานให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ วันที่ 30 ธ.ค.64 หน่วยงานไปรษณีย์ จัดเลี้ยงสังสรรค์โต๊ะจีน มี ผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน โดยผู้ติดเชื้อเข้าร่วมด้วย ผลตรวจหาเชื้อผู้ร่วมงานเลี้ยงทุกคน พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในแผนกไปรษณีย์ด่วนพิเศษ 5 ราย แผนกลำเลียงและขนส่ง 8 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์นี้ทั้งหมด 15 รายแล้ว ขณะนี้ทางทีมสอบสวนโรคสาธารณสุข จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจหาเชื้อกับพนักงานไปรษณีย์แห่งนี้ทั้งหมด 230 ราย เบื้องต้นยังไม่พบติดเชื้อเพิ่ม แต่ให้กลุ่มเสี่ยงสูงกักตัวเป็นเวลา 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการ

ปณ.แจงพ่นฆ่าเชื้อพัสดุทุกชิ้น

ล่าสุดบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เผยแพร่หนังสือชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ไปรษณีย์นครราชสีมา ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมากนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงสิ้นเดือนธ.ค. 64 เจ้าหน้าที่มีการสั่งอาหารมารับประทานในช่วงพักแล้วไปปฏิบัติงานต่อ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ 2 คน มีอาการไข้ จึงหยุดงานและไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งทางร.พ.แจ้งผลการตรวจพบว่าติดเชื้อ จึงเข้ารับการรักษาในร.พ. โดยไปรษณีย์ไทยได้ประสานกับสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ เข้าสอบสวนโรค พบมีเจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยงสูง 30 คน จึงได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อ และกักตัวทันที

ภายหลังพบว่าเจ้าหน้าที่ในกลุ่มเสี่ยงสูงและอยู่ในระหว่างกักตัว ติดเชื้อเพิ่มอีก 13 คน รวมผู้ติดเชื้อทั้งหมด 15 คน ซึ่งได้เข้ารับการรักษาและหายเป็นปกติแล้ว สามารถกลับมาปฏิบัติงานได้ครบทุกคนในวันที่ 15 ม.ค. นอกจากนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ไปรษณีย์นครราชสีมาทั้งหมด 223 คนเข้ารับการตรวจหาเชื้อแล้ว ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มแต่อย่างใด

ทั้งนี้ศูนย์ไปรษณีย์นครราชสีมา ได้ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนพัสดุทุกชิ้น และพื้นที่ให้บริการตามมาตรการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือทุกครั้งหลังมีการสัมผัสกับจดหมาย พัสดุ และการออกไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่

อุบลฯงดเรียนออนไซต์ต่ออีก

ที่จ.อุบลราชธานี คณะกรรมการโรคติดต่อจ.อุบลราชธานี ที่มีนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มีมติที่ 5/2565 ให้โรงเรียนทั้งจังหวัดงดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ เรียนออนไลน์ต่อไปอีก 1 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 18-24 ม.ค. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดยังไม่ดีขึ้น โดยยังพบคนติดเชื้อวันละเกือบ 300 คน กระจายอยู่ในหลายอำเภอ และมีคนกลุ่มเสี่ยงที่ถูกกักตัวสังเกตอาการเกือบ 4,000 คน ปัจจุบันจังหวัดมีคนติดเชื้อทั้งสิ้น 3,920 คน ในจำนวนนี้ 80 คน เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา อีก 772 คน เป็นเด็กอายุระหว่าง 6-18 ปี ซึ่งติดเชื้อจากคนในครอบครัว จึงมีมติให้ปิดเรียนต่อ เพื่อรอสถานการณ์ให้คลี่คลายมากกว่านี้

สำหรับวันนี้ มีผู้ติดเชื้อ 269 คน เสียชีวิตสะสมตั้งแต่มีการระบาดเมื่อปี 2563 รวม 198 คน ส่วนคลัสเตอร์ร้านอาหารกึ่งผับเอกมัย 487 ยังพบอีก 4 คน รวมมีคนติดเชื้อจากคลัสเตอร์นี้เพียงแห่งเดียว 780 คน คนกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวสังเกตอาการ 2,196 คน และเกิดการแพร่ระบาดตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.2564 ถึงปัจจุบันเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว ส่วนร้านอาหารกึ่งผับในต่างอำเภอที่เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ร้านเอกมัย 487 อีก 3 แห่ง พบคนติดเชื้อรวม 344 คน กลุ่มเสี่ยงอีก 728 คน

ภูเก็ตติดเชื้อเพิ่มวันละครึ่งพัน

ที่จ.ภูเก็ต วันที่ 14 ม.ค. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต รายงานสถานการณ์โควิด-19 จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 3 เม.ย. 2564 ถึงปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) ภูเก็ต

ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 530 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 420 ราย ผู้ติดเชื้อภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 99 ราย ผู้ติดเชื้อ test & go 11 ราย ผู้ติดเชื้อยังคงรักษาตัวในร.พ. 4,406 ราย หายป่วยกลับบ้าน 369 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 25,520 ราย

เชียงใหม่ผู้ป่วยสีเขียวเยอะสุด

ส่วนที่จ.เชียงใหม่ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 190 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 179 ราย อีก 11 ราย เป็นผู้ติดเชื้อจากต่างจังหวัด ทำให้ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือนม.ค. อยู่ที่ 3,086 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ 2,085 ราย โดยเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย (สีเขียว) 1,732 ราย อาการปานกลาง (สีเหลือง) 335 ราย อาการหนัก (สีแดง) 18 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยังคงสะสมอยู่ที่ 194 ราย

หนุ่มใหญ่ดับหลังฉีดไฟเซอร์

ที่ จ.ชลบุรี ร.ต.อ.ธวัชชัย ลาพันธุ์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.พนัสนิคม รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยสว่างเหตุทุ่งเหียง มีผู้เสียชีวิตภายในห้องเช่า บ้านเลขที่ 82/5 หมู่ 5 ต.บ้านช้าง อ.พนัสนิคม ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องพัก สภาพเปลือยนอนคว่ำหน้าเสียชีวิต มีคราบอาเจียนแห้งบนพื้น ใบหน้าทับแนบกับพื้น มีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องสภาพเปิดแอพพลิเคชั่นยูทูบค้างไว้ ทราบชื่อนายอรรถพันธ์ กลีบสุวรรณ อายุ 50 ปี พบบัตรอุทิศร่างกายและบัตรการรับวัคซีน โดยเพิ่งเข้ารับวัคซีนเข็มแรก ยี่ห้อไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

จากการสอบถามนายสมหมาย บวรศรีมุกดา อายุ 60 ปี ผู้พบศพคนแรก เล่าว่า ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของผู้เสียชีวิตว่าไม่สามารถติดต่อได้ ตนโทร.หาผู้ตายแต่ก็ติดต่อไม่ได้เช่นกัน จึงรีบมาดูที่บ้านพักพบประตูปิด จึงขอให้เจ้าของบ้านเช่าใช้กุญแจสำรองเปิดเข้าไป พบนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตที่พื้นห้อง จึงรีบแจ้งตำรวจและกู้ภัยให้เข้ามาตรวจสอบ

ส่วนน.ส.บี (นามสมมติ) ภรรยาผู้ตาย กล่าวว่า พักอยู่คนละบ้านกับผู้ตาย ด้วยความเป็นห่วง เที่ยวมาหาผู้ตายถึง 3 รอบ เห็นผู้ตายครั้งสุดท้ายเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 15 ม.ค. ก่อนจะกลับออกมานอนที่บ้านและโทรศัพท์หาผู้ตายอีก ผู้เสียชีวิต บ่นว่าโทร.ทำไมนักหนากำลังดูหนังจากโทรศัพท์มือถือ จากนั้นจึงหลับไป พอเช้าจึงรีบมาที่บ้านเกิดเหตุพบไฟเปิดอยู่ ส่วนบ้านยังคงปิดเงียบ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบรับ กระทั่งเปิดประตูพบว่าเสียชีวิตแล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย และสอบถามทางญาติผู้ตายระบุว่าไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ในเบื้องต้นต้องส่งศพไปผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยทางญาติหวั่นว่าเป็นเพราะวัคซีนหรือเปล่าที่ทำให้เสียชีวิต แต่ไม่กล้าพูดออกสื่อ คงต้องรอผลการผ่าพิสูจน์ต่อไป

เร่งตามหา2ทัวริสต์ติดโควิด

เวลา 13.50 น.วันเดียวกัน สภ.ป่าตอง ได้รับแจ้งจากโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ เอ็กซ์เพรส ถ.หาดป่าตอง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ว่าเมื่อเวลา 13.38 น. ร.พ.กรุงเทพ ภูเก็ต แจ้งผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของ นางออลก้า ไทร์สต็อก อายุ 36 ปี และสามี สัญชาติรัสเซีย ว่า นางออลก้าติดเชื้อโควิด-19 ส่วนสามีมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ

ทั้งสองคนเข้าพักโรงแรมเข้าพักเมื่อวันที่ 5 ม.ค.-15 ม.ค. รวมเป็นเวลา 10 วัน และได้ไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ร.พ.กรุงเทพภูเก็ต เมื่อวันที่ 14 ม.ค. และในวันเดียวกันนี้ เวลา 13.38 น. ทางร.พ.โทร.มาแจ้งผลการตรวจโควิด-19 กับทางโรงแรมว่าภรรยามีผลบวก ส่วนสามีถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 เช็กเอาต์ออกจากโรงแรมไปแล้ว ไม่ทราบว่าจะไปพักที่ใด หรือเดินทางไปที่ใด เบื้องต้นทางโรงแรมได้ประสานไปยังหน่วยงานสาธารณสุขจ.ภูเก็ต ให้ทราบแล้ว

เผย‘เจนนี่-วัชระ’ติดโควิด

บริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด ออกหนังสือแจ้งว่า ‘เจนนี่ ปาหนัน’ และ ‘วัชระ สุขชุม’ นักแสดงในสังกัดจีเอ็มเอ็ม ได้เข้ารับการตรวจ RT-PCR หาเชื้อโควิด-19 ที่ร.พ.วันเดียวกันนี้เวลา 14.00 น. และในเวลา 17.00 น. ทางร.พ.แจ้งผลตรวจว่าพบเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ เจนนี่ มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว โดยระหว่างนี้ได้กักตัวอยู่ในที่พัก เพื่อรอเข้ารับการรักษาตัวต่อที่ร.พ.ตามมาตรการที่ถูกต้องต่อไป

ทั้งนี้ ทางเจนนี่และบริษัทได้ทยอยแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ใกล้ชิดในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยง ให้ทุกคนเฝ้าระวัง เพื่อสังเกตอาการของตัวเองแล้ว โดยงานทั้งหมดของเจนนี่ถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะรักษาหายดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน