ถ้าไม่ยอมมามอบตัว เข้ม-ห้ามพกพาอาวุธ

ผบช.น. ‘สำราญ นวลมา’ สั่งเข้ม รถอาสากู้ภัยทุกคันต้องปราศจากอาวุธ หลังอาสาสมัครของ 2 มูลนิธิดังเปิดศึกยิงถล่มกันเอง เหตุมาจากกระทบกระทั่งในการทำงานอาสาสมัคร เผยล่าสุดกลุ่ม ผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ฝ่าย ก็ยังไม่ยอมเข้ามามอบตัว ถึงตำรวจพอจะทราบตัวแล้วก็ตาม ลั่นหากสำนวนการสอบสวนเสร็จก็จะขออออกหมายจับได้ทันที

จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู และอาสามูลนิธิเพชรเกษม จนขั้นมีการสาดกระสุนใส่กันจนปลอกกระสุนกระจายเกลื่อนกลางถนนและมีผู้บาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันปตท. ถนนเกษตร-นวมินทร์แขวง จรเข้บัว เขตลาดพร้าว กทม. เมื่อคืนวันที่ 14 ม.ค. สาเหตุมาจากการกระทบกระทั่งกันระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผบช.น. เปิดเผยความคืบหน้าว่าตนได้รับรายงานจากพล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 ว่าได้ดำเนินการตรวจสอบ พร้อมกับมีการเรียกอาสาของมูลนิธิทั้ง 2 แห่งมาหารือถึงกรณีที่เกิดปัญหาแล้ว

ส่วนเรื่องทางคดี ก็ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผบช.น. ที่ดูแลงานด้านกฎหมายและคดีเข้ามาควบคุมและกำหนดประเด็นการสอบสวน ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถนำตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ฝ่ายมาดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย โดยแยกเป็นกลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่กระทำความผิดที่จะต้องถูกดำเนินคดี

ด้านพล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น. กล่าวว่า ล่าสุดทราบตัวผู้ก่อเหตุ ทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ของทั้ง 2 มูลนิธิ ก็ได้ประสานมายังตำรวจนครบาลว่า จะนำตัวผู้ก่อเหตุมามอบตัว แต่จนถึงขณะนี้ยัง ไม่ได้นำตัวมาแต่อย่างใด เพราะยังไม่ได้ระบุวันเวลา อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่เองก็จะไม่รอให้ผู้ก่อเหตุมามอบตัว โดยหลังจากรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ก็จะขออำนาจศาลออกหมายจับทันทีที่สำนวน คดีพร้อม

พล.ต.ต.ไตรรงค์กล่าวต่อว่า คดีนี้แบ่งออกเป็น 2 พื้นที่ คือของ สน.ทุ่งสองห้อง จะแบ่งออกเป็น 2 คดี คือคดีทำร้ายร่างกาย และคดียิงปืนขึ้นฟ้าข่มขู่ ซึ่งในคดีนี้มี ผู้ต้องหาชัดเจนแล้ว 2 คน และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานอีกบางส่วน ส่วนที่ สน.โคกคราม อีก 1 คดี คือคดีทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธ มีผู้กระทำผิดไม่ต่ำกว่า 3 คน

ซึ่งผบช.น.ได้ย้ำมาว่าให้เร่งรัดการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้โดยเร็วที่สุด และทำคดีอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงด้วย แต่ก็ไม่ได้ขีดเส้นตายการทำงานของพนักงานสอบสวน หรือ ผู้ต้องหาแต่อย่างใด เพียงเน้นย้ำให้พนักงานสอบสวนและตำรวจฝ่ายสืบสวนทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนตัวผู้ต้องหา หากสำนึก ได้ ก็ควรรีบเข้ามอบตัวก็จะเป็นประโยชน์กว่า

พล.ต.ต.ไตรรงค์ยังกล่าวถึงกรณีที่มูลนิธิเพชรเกษมที่ออกวิ่งทับซ้อนเส้นทางรับ-ส่งผู้ป่วยโดยไม่มีใบอนุญาตว่า หลังจากนี้ จะเร่งประสานไปยังหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตว่า ทางมูลนิธิได้ยื่นเอกสารขออนุญาตแล้วหรือไม่ ส่วนกรณีที่อาจต้องตรวจค้นรถของอาสากู้ภัยทุกคันที่ออกปฏิบัติงานนั้น ทางผบช.น.ก็ให้แนวนโยบายมาแล้ว ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพราะรถกู้ภัยทุกคันจะต้องไม่มีอาวุธ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน