มะละกอขยับ-ส้มตำพุ่ง ชงเลิกภาษีอาหารสัตว์

ของแพงฉุดไม่อยู่ ถึงคิว‘น้ำอัดลม’จ่อขึ้นอีกขวดละ 1 บาท นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทยเผยค่ายน้ำดำเจ้าใหญ่ส่งสัญญาณตั้งแต่ปลายปี อ้างต้นทุนเพิ่ม รอจังหวะเหมาะก็ได้ฤกษ์ปรับราคาใหม่ ร้านส้มตำจ๊ากครกแตก มะละกอแพงเว่อร์เป็นเท่าตัว แต่ยังกัดฟันขายเท่าเดิมหวั่นลูกค้าหนี ขาหมูเยอรมันก็อ่วม วัตถุดิบของสดมีแต่ขยับขึ้น หวั่นตรุษจีนหมูพุ่ง โลละ 300 บาท ชาวสมุยหนีแห่กินปลาทูแทน ส่งผลให้อาหารทะเลขายดีไปด้วย ทุกตลาดร้านอาหารวอนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาด่วน

กรณีปัญหาหมูแพงที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพประชาชน เพราะบรรดาข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยขึ้นราคากันระนาวจนชาวบ้านเดือดร้อน ล่าสุดต้องหันไปกินปลานิลและเนื้อจระเข้แทน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ปัญหาโดยเร็วนั้น

น้ำอัดลมจ่อขึ้นอีก 1 บาท

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทยเปิดเผยว่า มีสัญญาณการปรับราคาน้ำอัดลมจากผู้ประกอบการค่ายน้ำดำ เจ้าใหญ่รายหนึ่งในช่วงก่อนปีใหม่ปลายเดือนธ.ค.2564 มีการแจ้งขอปรับรายการส่งเสริมการขายเนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยมีผลทำให้ราคาขายปลีกหน้าร้านขยับขึ้นเฉลี่ยขวดละ 1 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศหรือแจ้งมายังผู้ค้าหรือสมาคมว่าจะมีการปรับขึ้นราคาอย่างเป็นทางการ โดยมองว่าผู้ผลิตจะต้องวางแผนการตลาดและประเมินความต้องการ รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคก่อนตัดสินใจว่าจะปรับราคาขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้ การปรับราคาสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลมไม่ต้องขออนุมัติการปรับขึ้นราคาจากกรมการค้าภายใน เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องแจ้งการปรับขึ้นราคาและเหตุผลมายังกรมการค้าภายในให้รับทราบ เพราะสินค้าประเภทนี้ไม่ใช่สินค้าควบคุม เพียงแต่เป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีที่ต้องติดตามเท่านั้น

ร้านส้มตำจ๊ากราคามะละกอ

ที่พัทยา จ.ชลบุรี กรณีของสดในตลาดราคาแพง รวมถึงมะละกอก็ขึ้นราคาด้วยนั้น ผู้สื่อข่าวออกสำรวจร้านส้มตำ ไหแตก เจ้ไก่ ซึ่งเป็นร้านดังของเมืองพัทยา ปรากฏว่าลูกค้ามานั่งกินในร้านน้อยกว่าปกติ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกค้าจะแน่นร้าน

น.ส.ไพรินทร์ เจริญสุข หรือเจ้ไก่ เจ้าของร้านกล่าวว่า มะละกอซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญขยับขึ้นราคาด้วย ก่อนหน้านี้ถุงหนึ่ง 10 กิโลกรัม ปรับขึ้นจาก 150 บาทเป็น 320 บาท เนื่องจากช่วงเทศกาล แต่ทางร้านยังขายราคาเดิม ส้มตำปูปลาร้า ตำไทย 60 บาท ล่าสุดราคามะละกอปรับลงมาแล้ว เหลือ 200 บาท แต่ถือว่ายังราคาแพงอยู่ ขณะที่ลูกค้าของร้านตอนนี้เงียบลงกว่าเดิมเยอะมาก ปกติวันเสาร์ลูกค้าเต็มร้าน อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ลูกค้านิยมสั่งผ่านแอพฯ มากขึ้น

‘กระทุ่มแบน’แจกอาหารสด

เวลา 10.00 น. ที่วัดท่าไม้ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร มีการตั้งโต๊ะแจกเนื้อไก่สดและผักกวางตุ้งปลอดสารพิษ รวมถึงอาหารสดอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมูแพง โดยมีผู้สนใจมาต่อแถวรับของจำนวนมาก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยช่วงโควิด-19 โดยชาวบ้านส่วนใหญ่บอกว่า จะนำกลับไปทำต้มจับฉ่าย เพราะกินได้ทั้งครอบครัวและอุ่นกินได้หลายมื้อ

นายพิสิษฐ์ กุลวัฒนเกียรติ ลูกศิษย์ของพระญาณวิกรม (พระอาจารย์อุเทน สิริสาโร) เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ กล่าวว่า การแจกของสดให้ชาวบ้านนำไปปรุงอาหารนั้น จัดมา 2 วันแล้ว มีทั้งเนื้อหมูสด ผักปลอดสารพิษ เนื้อไก่สด ลูกชิ้น และข้าวสาร ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสที่อยากช่วยผู้เดือดร้อนจากเนื้อหมูราคาแพง และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 บรรดาลูกศิษย์ที่มีกำลังทรัพย์และมีจิตใจเป็นทานบุญ จึงร่วมกันนำสิ่งของเหล่านี้มามอบให้วัดเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้กับชาวบ้าน

‘ตรัง’ของแพง-ลดปริมาณซื้อ

ที่ตลาดสดหน้าห้องเย็น ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง ศูนย์รวมการจำหน่ายสินค้า ของสด ของแห้ง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยประชาชนนิยมมาเลือกซื้ออาหารในช่วงเย็นนั้น จากการสำรวจแผงหมู ไก่ ปลาสด กุ้งหอยต่างๆ พบว่าทุกชนิดขยับราคาสูงขึ้น แต่ลูกค้าก็ยังคงซื้อ เพียงแต่ลดปริมาณลง จากที่เคยซื้อเป็นกิโลฯ ก็ลดเหลือครึ่งกิโลฯ จากสภาพเงินในกระเป๋า

น.ส.ผกาทิพย์ แซ่เตียว อายุ 32 ปี เจ้าของแผงเขียงหมูโกศักดิ์-มังกร เผยว่า ช่วงนี้หมูขายยากเพราะราคาแพงขึ้น กำลังซื้อของคนลดลง โดยร้านประจำที่เราเคยส่งก็สั่งลดปริมาณ รวมถึงลูกค้าที่เคยซื้อ 1 กิโลกรัม ก็เหลือครึ่งกิโลกรัม เพราะไม่มีกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ราคาหมูของร้านยังขึ้นได้ไม่สุด เพราะถ้าขึ้นมากๆ คนก็ไม่อยากซื้อแค่เข้ามาถามราคาก็เดินออกแล้วเพราะสู้ราคาไม่ไหว ดังนั้นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย

ปลาก็อั้นไม่อยู่-ขึ้นราคาด้วย

นางอุบลรัตน์ เอียดเหล็น อายุ 43 ปี เจ้าของแผงร้านเจ๊ศรีปลาสด กล่าวว่า หลังจากหมู ไก่ ปรับราคาสูงขึ้น ราคาปลาก็ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ แต่ลูกค้ายังเข้ามาซื้อตามปกติ แต่อาจลดปริมาณลงบ้าง ต้องยอมรับว่าประชาชนจับจ่ายน้อยลงเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ ค่าแรงต่ำ ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันสูงขึ้น รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย แต่โชคดีที่ลูกค้าของร้านส่วนใหญ่เป็นขาประจำ แม้ราคาของสดจะแพงขึ้น แต่ทางร้านก็ไม่ค่อยได้รับผลกระทบนัก ลูกค้ายังคงมาซื้อตามปกติ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนการซื้อปลาบางชนิดที่ราคาถูกลง หรือปริมาณลดลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปกติตลาดแห่งนี้หากเป็นช่วงเย็นเสาร์-อาทิตย์ จะมีลูกค้ามาซื้อหาอาหารสดอย่างคึกคัก แต่ภายหลังราคาสินค้า เช่น หมู ไก่ ไข่ไก่ ปลา และสัตว์น้ำราคาสูงขึ้น พฤติกรรมคนก็เปลี่ยนจากการมาจ่ายที่ตลาด กลับไปซื้อร้านค้าในหมู่บ้านแทน ให้พอแค่บริโภคแต่ละมื้อเท่านั้น

‘สมุย’แห่ปรุงเมนูปลาทู

ที่แผงขายอาหารทะเลบริเวณถนน เลียบชายหาดบ้านหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ประชาชนมาเลือกซื้ออาหารทะเล โดยเฉพาะปลาทูกลายเป็นเมนูยอดนิยมเนื่องจากราคาถูก นำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ที่สำคัญราคาถูกกว่าเนื้อหมูมาก จึงหันมาบริโภคปลาทะเลกันมากขึ้น ขณะที่ร้านข้าวแกงต่างๆ ก็ลดปริมาณการซื้อเนื้อหมูลง หันมาขายอาหารจากปลาแทน เช่น แกงส้มปลา ปลาทูต้มยำ ปลาทูราดพริก ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค โดยเฉพาะประชาชนรากหญ้า

นางสุพิณ ธงทวัฒน์ เจ้าของร้านข้าวแกงป้าพิณ กล่าววว่า ทางร้านปรับเปลี่ยนจากเนื้อหมูและเนื้อไก่มาเป็นเนื้อปลาแทน เนื่องจากขึ้นราคา จึงไม่อยากแบกต้นทุนที่สูง เพราะจะกระทบต่อผู้บริโภค เสี่ยงต่อการขาดทุน สำหรับเมนูที่ต้องใช้เนื้อหมู เนื้อไก่ จะปรุงอาหารเมื่อจำเป็นเท่านั้น ที่หันมาเปลี่ยนเป็นปลามาปรุงอาหารเนื่องจากปลาทะเลยังไม่ขึ้นราคา ส่วนเนื้อไก่ปรับราคา ต่อกิโลฯ 5-10 บาท อยากให้รัฐเร่งแก้ปัญหาให้เร็ว

น.ส.สาปีเยาะ จิ๊แฉะ อายุ 29 ปี แม่ค้าขายอาหารทะเล กล่าวว่า ลูกค้ามาเลือกซื้ออาหารทะเลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปลาทะเลชนิดต่างๆ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ส่วนกุ้ง ปูม้า หมึก จะขายดีช่วงเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยว ขณะที่ปลาทูเป็นปลาที่ขายดี ซึ่งร้านไม่ได้ขึ้นราคาเพราะไม่อยากให้ลูกค้าเดือดร้อน โดยปลาทูขายกิโลกรัมละ 120 บาท

นายปุณณัต จันทร์ยืนยง ชาวเกาะสมุย กล่าวว่า เนื้อหมูราคาสูงขึ้น ตนจึงหันมา บริโภคอาหารทะเลซึ่งหาซื้อง่าย กินแล้วดีต่อสุขภาพ แต่อยากให้รัฐเร่งแก้ปัญหา ปรับราคาเนื้อหมูให้ลงมาโดยด่วน สงสารประชาชนค่าครองชีพสูงแต่รายได้ลดลง

หวั่นตรุษจีนหมูพุ่งโลละ 300

นายโชคชัย แสงสุวรรณ เจ้าของร้านหมูกรอบชาชู ขาหมูเยอรมัน ร้านดังเมืองสงขลา เผยว่า ทางร้านสู้ภัยโควิด-19 แทบล้มลุกคลุกคลาน ยังมาเจอพิษหมูแพงอีก ได้รับผลกระทบมากเนื่องจากหมูเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ทำหมูกรอบชาชู ขาหมูเยอรมัน โดยเฉพาะหมูสามชั้น ซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดที่ใช้ทำหมูกรอบชาชู และเป็นหมูที่สั่งจากฟาร์มหมูโดยตรง ซึ่งนอกจากราคาจะแพงขึ้นแล้ว เครื่องปรุงต่างๆ ก็แพงมาก ทั้งรากผักชีและพริกปรับราคาขึ้น 100% ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขอขึ้นราคาเพื่อประคับประคองร้านให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้

นายโชคชัยกล่าวว่า การปรับราคานั้นเพราะเราอั้นไม่อยู่จริงๆ ขาหมูยกขาปรับขึ้นขาละ 30 บาท ถ้าเป็นเกี๊ยวขึ้นกล่องละ 5 บาท หมูกรอบชาชูขึ้นขีดละ 20 บาท ซึ่งลูกค้าเข้าใจว่าหมูแพงมาก ยังพอมีลูกค้าประจำที่ไม่เกี่ยงเรื่องราคา แต่ลูกค้าหลายคนที่สู้ราคาไม่ไหวหายไป ยอดขายของร้านจึงไม่ดีเท่าเมื่อก่อน และที่สำคัญช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง ยังไม่ทราบว่าหมูจะปรับราคาแพงขึ้นไปอีกเท่าไหร่ ต้องติดตามดูราคากันต่อไปว่าจะแพงถึงกิโลฯละ 300 บาทหรือไม่

แม่ค้าวอนเห็นใจขึ้นราคา

จ.พิจิตร ราคาหมูที่ปรับขึ้นกิโลฯ ละเกือบ 300 บาท ทำให้ร้านข้าวแกงหรือร้านอาหารต่างๆ ปรับราคาอาหารตาม อาทิ ข้าวผัดกะเพราหมูเดิมกล่องละ 30 บาท ขึ้นเป็น 45-50 บาท หมูทอดจากเดิมราคาขีดละ 30 บาท ปรับเป็นขีดละ 50-60 บาท

นางนิตยา แม่ค้าในตลาดสดเทศบาล 2 เมืองพิจิตร กล่าวว่า ตอนนี้ร้านอาหารตามสั่งปรับขึ้นราคากันหมดแล้ว โดยปรับขึ้นถึง 10-20 บาท เนื่องจากวัตถุดิบอาหารขึ้นราคาหลายรายการ ไม่เฉพาะเนื้อหมู แต่รวมไปถึงเนื้อวัว อาหารทะเล ผัก และน้ำมันพืชที่ยังไม่ลดราคา มีแต่ปรับขึ้นราคาทุกวัน เราจึงต้องจำใจปรับขึ้นด้วย ไม่อย่างนั้นก็อยู่กันไม่ได้ ต้องยอมรับว่ารัฐบาลแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ อีกทั้งไม่มีการควบคุมราคาอะไรเลยสักอย่าง คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้บริโภค ส่วนนายทุนก็รวยไป

จับตารัฐบาลแสดงฝีมือ

ที่ จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวสำรวจราคาส้มตำหลังพบมะละกอที่จำหน่ายต่อถุง 10 ก.ก. อยู่ที่ 200-280 บาท เพิ่มขึ้นจากปีแล้วซึ่งราคาแค่ถุงละ 60-70 บาทเท่านั้น โดยร้านดังอย่าง “ส้มตำตาแอ๊บ” ตลาดบ้านกอก ต.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น ยังขายราคาเดิม 30-60 บาท

นางละมุล คำวัฒน์ อายุ 65 ปี เจ้าของร้านกล่าวว่า ขายส้มตำมากว่า 20 ปี ขณะนี้มะละกอแพงมาก ช่วงเทศกาลปีใหม่ราคาต่อถุง 10 ก.ก. อยู่ที่ 300 บาท แม้ล่าสุดจะลดเหลือ 220-280 บาท แต่บางพันธุ์ เช่น พันธุ์ดำเนินยัง 280 บาท ขณะที่พันธุ์อื่น 200-250 บาท ต่างจากปีที่ผ่านมาถุง 10 ก.ก. อยู่ที่ราคา 60-70 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ร้านไม่ได้ขึ้นราคาส้มตำ ยังขายเท่าเดิมถุงละ 40-60 บาท เพราะสงสารลูกค้า สินค้าตอนนี้แพงขึ้นแทบทุกอย่าง น่าจะเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น เพราะมะละกอที่นี่รับมาจาก จ.นครปฐมและราชบุรี หากราคายังไม่ลง เราจำเป็นต้องขึ้นราคาส้มตำ เพราะแบกรับภาระไม่ไหวเช่นกัน รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาด้วย

ชงยกเลิกภาษีนำเข้าอาหารสัตว์

วันเดียวกัน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์ของไทยว่า สมาคมเตรียมยื่นหนังสือผ่านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้กระทรวงพิจารณาแก้ไขปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์แพง โดยเห็นว่ารัฐบาลควรยกเว้นภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ จากการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อให้ต้นทุนถูกลง

โดย 1.กากถั่วเหลือง ให้ยกเลิกอัตราภาษีนำเข้าในโควตาภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งขณะนี้กำหนดอัตราภาษี 2% ปัจจุบันมีผู้มีสิทธินำเข้าทั้งสิ้น 11 ราย คือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคม ผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร แห่งชาติ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด สมาคมพ่อค้าพืชผลไทย และสมาคมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป

2.ยกเลิกภาษีนำเข้าข้าวโพด โดยปัจจุบันไทยสามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ปีละ 5 ล้านตันเท่านั้น ไม่เพียงพอเพราะความต้องการใช้ทั้งหมดที่สูงถึง 8 ล้านตันและถูกจำกัดช่วงระยะเวลาการนำเข้า โดยสามารถนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเสรีได้เพียง 7 เดือน คือ ช่วงก.พ.-ส.ค.ของทุกปี โดยอ้างว่าไม่ต้องการให้เข้ามากระทบต่อผลผลิตในประเทศ และเมื่อผู้ผลิตต้องการนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็กลับมีเงื่อนไขว่าผู้นำเข้าต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน หรือที่เรียกว่ามาตรการ 3 ต่อ 1

วัตถุดิบไม่พอ-อาหารสัตว์แพง

3.ยกเลิกสัดส่วนการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในประเทศต่อการนำเข้า เช่น ข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้ผลิตต้องซื้อผลผลิตในประเทศข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศต่อการนำเข้าข้าวสาลีจากปัจจุบันที่กำหนดสัดส่วนอยู่ที่ 3 ต่อ 1 ซึ่งมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีข้อกำหนดนี้อีกต่อไป เพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยผลิตไม่เคยพอยังมีความต้องการสูง แม้ผู้ผลิตจะนำเข้ามาต่างประเทศแต่ก็ยังต้องซื้อผลผลิตในประเทศอยู่ดี

ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยราคาสูงที่สุดในโลกคือกิโลกรัมละ 11 บาท และต้องใช้มากที่สุดในบรรดาวัตถุดิบที่มีคือกว่า 8 ล้านตัน แต่ไทยปลูกได้แค่ 5 ล้านตัน ที่เหลือต้องนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน

“ต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นเพราะไทยผลิตวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ เราต้องนำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่เพราะผลผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี ปลาป่น และมันสำปะหลัง ใช้รวมกันประมาณ 20 ล้านตัน

นอกจากนี้วัตถุดิบอื่นๆ ก็มีอุปสรรค เพราะต้องนำเข้ามาแบบมีเงื่อนไขเหมือนข้าวโพด เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้กระทบกับราคาผลผลิตในประเทศ แต่กลับสร้างปัญหาต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ให้กับ ผู้ผลิต ทั้งการจำกัดการนำเข้า ข้อจำกัดเรื่องภาษี การขนส่งที่ไกล และค่าระวางเรือ ประกอบกับความต้องการใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ของจีนก็เพิ่มขึ้น

ขณะที่อาร์เจนตินา ก็มีนโยบายจำกัดปริมาณการส่งออกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ เพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ เนื่องจากประสบภัยแล้ง เช่นเดียวกับยูเครนและบราซิลที่ประสบปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีจำกัด ผู้รับซื้อข้าวโพดจึงหันไปซื้อข้าวโพดของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดในตลาดโลกสูงขึ้น 15-20% ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นเห็นตั้งแต่ก.ย.2563 และยาวมาถึงไตรมาสแรกของปี 2565 จนกระทั่งมีผลต่อราคาเนื้อสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ในปัจจุบัน” นายพรศิลป์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน