ห่วงกทม.ติดเชื้อยังพุ่งสธ.ย้ำเตือนภัยระดับ4
‘โอมิครอน’ ระบาดทุกพื้นที่ครบ 77 จว.ทั่วไทยแล้ว ติดเชื้อโอมิครอนพุ่ง 10,721 คน กรุงเทพฯมากสุด 4,178 คน คาดปลายม.ค.นี้เข้ามาแทนเดลตา กรมวิทย์ระบุคนติดเชื้อซ้ำเป็น โอมิครอน 100% ศบค.เผยติดเชื้อรายวันเกิน 8.6 พัน ตายเพิ่ม 13 กทม.ป่วยเกินพัน ‘ปลัดสธ.-อธิบดีควบคุมโรค’ พบนายกฯ รายงานแนวโน้มผู้ติดเชื้อในกทม.ยังสูง สธ.ย้ำยังเตือนภัย โควิดระดับ 4 ทุกพื้นที่ ยังไม่ปรับลดเนื่องจากติดเชื้อยังสูง เตือนกทม. ปริมณฑล 8 จว.ท่องเที่ยวการ์ดสูง ศบศ.ไฟเขียว ‘ชะอำ-หัวหิน’ นำร่องพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ติดเชื้อใหม่ 8.6 พัน-ตายเพิ่ม 13
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 8,640 ราย ติดเชื้อสะสม 2,361,702 ราย หายป่วยเพิ่ม 8,641 ราย หายป่วยสะสม 2,256,982 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 13 ราย เสียชีวิตสะสม 22,000 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 82,720 ราย มีอาการหนัก 540 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 118 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 13 ราย มาจาก 10 จังหวัด ได้แก่ กทม. 4 ราย, ชลบุรี 2 ราย, นนทบุรี บุรีรัมย์ อุบลราชธานี แม่ฮ่องสอน สงขลา จันทบุรี ตราด และราชบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 10 ราย หญิง 3 ราย อายุ 24-100 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว 92%
กทม.ป่วยพุ่ง 1.6 พัน
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,630 ราย 2.สมุทรปราการ 700 ราย 3.ชลบุรี 482 ราย 4.นนทบุรี 469 ราย 5.ภูเก็ต 377 ราย 6.ปทุมธานี 294 ราย 7.ขอนแก่น 273 ราย 8.นครราชสีมา 189 ราย 9.อุบลราชธานี 155 ราย และ 10.นครปฐม 151 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 10 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช 144 ราย, พระนครศรีอยุธยา 143 ราย, ระยอง 140 ราย, บุรีรัมย์ 124 ราย, ลพบุรี 124 ราย, ราชบุรี 121 ราย, ฉะเชิงเทรา 117 ราย, สุราษฎร์ธานี 114 ราย, เชียงใหม่ 113 ราย และศรีสะเกษ 104 ราย
ส่วนติดเชื้อเพียงหลักหน่วยมี 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ 9 ราย, บึงกาฬ 8 ราย, พิจิตร 8 ราย และสิงห์บุรี 6 ราย
ขณะที่การติดเชื้อมาจากเรือนจำ 20 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 195 ราย ใน 42 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย 33 ราย, อินเดีย 20 ราย, ฝรั่งเศส 14 ราย, เยอรมนี 11 ราย, กาตาร์ 10 ราย, อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ประเทศละ 9 ราย, ยูเครน สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ประเทศละ 6 ราย, ปากีสถาน สวีเดน อิสราเอล ประเทศละ 5 ราย
นอกจากนี้ พบติดเชื้อ 4 ราย ใน 5 ประเทศ, 3 ราย ใน 2 ประเทศ, 2 ราย ใน 8 ประเทศ และ 1 ราย ใน 14 ประเทศ โดยเข้าระบบ Test&Go 52 ราย แซนด์บ็อกซ์ 95 ราย ระบบกักตัว 46 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 2 ราย
นักท่องเที่ยวติดเชื้อเกือบ 5 พัน
ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1-20 ม.ค. 2565 รวม 139,633 ราย ติดเชื้อ 4,914 ราย คิดเป็น 3.52% มาจากระบบ Test&Go 66,339 ราย ติดเชื้อ 2,501 ราย คิดเป็น 3.77% แซนด์บ็อกซ์ 51,218 ราย ติดเชื้อ 1,936 ราย คิดเป็น 3.78% และกักตัว 22,076 ราย ติดเชื้อ 477 ราย คิดเป็น 2.16%
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 20 ม.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 523,090 โดส ฉีดสะสม 111,323,026 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 51,968,988 ราย คิดเป็น 72.1% ของประชากร เข็มสอง 47,945,145 ราย คิดเป็น 66.6% ของประชากร และเข็มสาม 11,408,893 ราย คิดเป็น 15.8% ของประชากร
‘ปลัดสธ.’รายงานนายกฯ
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสาธารณสุข พร้อมนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. โดยใช้เวลาหารือ 30 นาที
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานถึงสถานการณ์การแพร่ระบาด ที่พบว่าในพื้นที่กทม.มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น และถึงจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ แล้วก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขขั้นสูงสุด
‘โอมิครอน’ระบาดทุกจว.แล้ว
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ในไทยว่า ขณะนี้ไม่มีจังหวัดไหนที่ไม่พบเชื้อโอมิครอนแล้ว หรือพบทุกพื้นที่แล้ว โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564-20 ม.ค. 2565 พบป่วยโอมิครอนสะสม 10,721 ราย จังหวัดที่พบโอมิครอนสูงสุด 10 จังหวัด คือ กทม. 4,178 ราย, ชลบุรี 837 ราย, ภูเก็ต 434 ราย, ร้อยเอ็ด 355 ราย, สมุทรปราการ 329 ราย, สุราษฎร์ธานี 319 ราย, กาฬสินธุ์ 301 ราย, อุดรธานี 217 ราย, เชียงใหม่ 214 ราย และขอนแก่น 214 ราย โดยสมุทรปราการและเชียงใหม่ถือว่าพบเพิ่มขึ้น
“ภาพรวมแนวโน้มถือว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงแรกสัดส่วนอาจไม่เป็นตามความเป็นจริงเพราะเน้นการตรวจผู้ที่มาจากต่างประเทศ และในประเทศตรวจในกลุ่มที่สัมผัสเสี่ยงสูงคนติดเชื้อจากต่างประเทศ เราจึงสุ่มตรวจให้สะท้อนความเป็นจริง โดยแต่ละเขตสุขภาพจะตรวจ ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเดินทางผ่านชายแดนที่นำเชื้อเข้ามาทุกราย ส่วนกลุ่มอื่นๆ ในประเทศเราสุ่มจากผู้มีผลบวกในแต่ละวันเพื่อสะท้อนภาพรวมประเทศ คลัสเตอร์การระบาด กลุ่มที่ได้วัคซีนครบแล้วป่วย กลุ่มที่มีอาการเสียชีวิต บุคลากรการแพทย์ และคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น รวม 140 ตัวอย่างต่อสัปดาห์ ซึ่งเรามีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่ง ตรวจแห่งละ 140 ตัวอย่าง และส่งมาถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวครึ่งหนึ่ง โดยข้อมูลช่วงวันที่ 11-17 ม.ค. จำนวน 3,711 ตัวอย่าง ภาพรวมพบโอมิครอน 86.8% เมื่อแยกดูตามกลุ่ม พบว่าเฉพาะคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 1,437 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 96.9% ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ในประเทศตรวจ 2,274 ตัวอย่าง พบเป็นโอมิครอน 80.4% เดลตา 19.6% ถือเป็นสัดส่วนที่น่าจะใกล้ความเป็นจริงในภาพรวมของประเทศ”
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า หากดูตามสัดส่วนจะพบว่ากลุ่มตัวอย่างเพื่อสะท้อนภาพรวมทั้งประเทศ 727 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 83.77% เดลตา 16.2%, คลัสเตอร์ใหม่ 700 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 84.86% เดลตา 15.1%, กลุ่มที่มีอาการรุนแรงเสียชีวิตทุกราย 61 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 67.21% เดลตา 32.8%, กลุ่มที่รับวัคซีนตามเกณฑ์ครบ 358 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 72.35% เดลตา 27.7%, บุคลากรทางการแพทย์ 59 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 74.58% เดลตา 25.4%, ลักษณะอื่นๆ ที่สงสัยไวรัสพันธุ์ใหม่ เช่น CT ต่ำกว่าปกติ 361 ตัวอย่าง พบโอมิครอน 75.9% เดลตา 24.1% และกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อนหรือติดซ้ำ 8 ตัวอย่าง พบ 100%
“ภาพรวมของการสุ่มในคนทั่วไปที่ติดเชื้อเราพบเดลตาเหลือ 15% แต่มีบางกลุ่มที่สัดส่วนเดลตาสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น กลุ่มรุนแรงหรือเสียชีวิต พบเดลตา 33% หรือ 2 เท่าของกลุ่มแรก อันนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าสายพันธุ์โอมิครอนรุนแรงน้อยกว่าเดลตาชัดเจน บุคลากรทางการแพทย์ยังเจอเดลตา 25% อาจเพราะรับวัคซีนเข็ม 3-4 ทำให้โอมิครอนที่อาจหลบได้หลบได้ยากขึ้น ส่วนคนติดเชื้อซ้ำ 8 ราย เป็น โอมิครอน 100% ทั้งนี้ คนติดเชื้อเดลตาเดิมมักไม่ป่วยเดลตาซ้ำ เพราะภูมิค่อนข้างสูงต่อสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ แต่ยังติดซ้ำด้วยโอมิครอนได้ หมายความว่าภูมิจากเชื้อเดิมๆ กันโอมิครอนไม่ได้” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ในเชิงพื้นที่ตามเขตสุขภาพต่างๆ หลายเขตสุขภาพพบโอมิครอนขึ้นไปถึง 70-80% ที่เพิ่มเยอะคือเขตสุขภาพที่ 4, 6, 7 พบเกือบ 90% และเขต 13 กทม. 86% ส่วนใหญ่เป็นโอมิครอน ที่เหลือลดลงไป ส่วนเขต 12 หรือชายแดนใต้ ครึ่งหนึ่งเป็นเดลตา
มาจากตปท.ป่วยโอมิครอน 97%
“ข้อสรุปการเฝ้าระวังโอมิครอนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการระบาดสายพันธุ์นี้สัดส่วนเพิ่มขึ้นเร็ว คนที่มาจากต่างประเทศสูงถึง 97% เป็นโอมิครอน ใครมาจากต่างประเทศอาจไม่ต้องตรวจแล้ว สันนิษฐานเป็นโอมิครอน ส่วนในไทยพบประมาณ 80% อาการรุนแรงและเสียชีวิตเกิดจากเดลตาสูงกว่าค่าเฉลี่ย ดังนั้นอย่าสันนิษฐานว่าติดเชื้อโอมิครอนไม่รุนแรง แต่อาจเจอเดลตาแทนได้ กลุ่มที่ติดเชื้อซ้ำเกิดจากโอมิครอน เพราะฉะนั้นจะเห็นข้อมูลออกมาเรื่อยๆ อย่างข่าวนักการเมืองใหญ่บอกฉีดวัคซีนแล้ว เคยติดเชื้อแล้ว ยังเป็นโอมิครอนซ้ำได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะโอมิครอนหลบวัคซีนได้ วัคซีน 2 เข็มก็อาจจะไม่เพียงพอกับการติดเชื้อ และคาดว่าสิ้นเดือนม.ค.ภายในประเทศโอมิครอนอาจขึ้นไปเท่ากับคนเดินทางมาจากต่างประเทศ และเดลตาจะหายไปในที่สุด” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวยังดำเนินการต่อไป แต่อาจลดลงเพราะรู้ว่ายังเป็นโอมิครอนเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังทำอยู่เพื่อดูว่าโอมิครอนในไทยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ อาจจะมีการกลายพันธุ์เพิ่มเติม คนเดินทางมาจากต่างประเทศก็ต้องทำเพื่อเฝ้าระวังป้องกัน อาจเจอสายพันธุ์อื่นๆ และในประเทศแม้แต่เดลตาเดิม เราก็พบเดลตาที่มีปัญหามากขึ้นเช่นกันจึงต้องเฝ้าระวังต่อไป นอกจากนี้ เรายังต้องอยู่กับโอมิครอนถ้าเขาไม่มีความรุนแรงมากนัก ทุกอย่างอาจจะง่ายขึ้นในการดำเนินการ และยังสนับสนุนฉีดวัคซีนเข็ม 3 ไม่ว่าสูตรไหนจะลดการระบาดของเชื้อโอมิครอน ลดอาการหนักและเสียชีวิตได้
สธ.ยังเตือนภัยระดับ 4 ทุกพื้นที่
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้การติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยพบแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่กทม. วันนี้พบ 1,630 ราย, ปริมณฑล อย่างนนทบุรี ปทุมธานี รวมถึงกลุ่ม 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว (พื้นที่สีฟ้า) ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังทรงตัว เช่นชลบุรีแนวโน้มลดลง ภูเก็ตก็ยังทรงตัว เป็นต้น ดังนั้นสธ.จึงแจ้งเตือนภัย โควิด-19 และการปฏิบัติตัวของประชาชนยังอยู่ในระดับ 4 โดยขอให้งดเข้าสถานที่เสี่ยง งดการร่วมกิจกรรมเป็นเวลานาน และชะลอการเดินทางที่ไม่จำเป็น
“เราชะลอการระบาดได้ตั้งแต่ต้นปี แต่ตอนนี้บางจังหวัดดีขึ้น บางจังหวัดก็เพิ่มมากขึ้น จึงยังเตือนภัยที่ระดับ 4 ทั้งหมด แต่อยากเตือนโดยเฉพาะพื้นที่กทม. ปริมณฑล และ 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ขอให้เคร่งครัดมาตรการมากขึ้น เพราะมีสัญญาณการแพร่ระบาดมากขึ้น” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
คนติดเชื้อซ้ำเป็นโอมิครอน 100%
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่าการติดเชื้อโควิดช่วงต้นม.ค. 2565 เป็นต้นมา พบว่าเป็นสายพันธุ์ โอมิครอนประมาณ 87% โดยเฉพาะที่มาจากต่างประเทศเป็นโอมิครอนเกือบ 100% นอกจากนี้ ผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนและติดเชื้ออีกครั้ง พบว่าเป็นโอมิครอน 100% ส่วนผู้ที่รับวัคซีนครบแล้วติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นโอมิครอน แต่อาการไม่รุนแรง ดังนั้นการฉีดวัคซีน 2 เข็ม ป้องกันติดเชื้อไม่ค่อยได้ แต่ป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตชัดเจน จึงต้องมีภูมิให้มากเพียงพอ จึงต้องฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วกว่า 112 ล้านโดส เข็มแรกครอบคลุม 72.1% เข็มสอง 67% และเข็มสาม 15.8% โดยการฉีดวัคซีนแต่ละวันเป็นเข็ม 3 เยอะที่สุดประมาณ 70%
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า สำหรับวันนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด 13 ราย อยู่ในกลุ่ม 607 ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งกรมควบคุมโรคทำลักษณะการระบาดวิทยา พบว่าผู้เสียชีวิตจากโควิดตั้งแต่ ม.ค. 2565 จำนวน 289 ราย พบว่าเป็นผู้สูงอายุเกิน 70 ปี 159 คน ช่วงอายุ 60-69 ปี 58 คน ช่วงอายุ 50-59 ปี 33 คน ส่วนกลุ่มอายุน้อยมีการเสียชีวิตน้อย การเสียชีวิตจึงแปรผันตามช่วงอายุ เพราะคนอายุเยอะมีโรคประจำตัวเยอะ ยิ่งอายุมากจึงยิ่งเสี่ยงเสียชีวิตกว่าคนอายุน้อย โดยกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปีลงไป การเสียชีวิตจำนวนแทบไม่แตกต่างกันมาก แต่ถ้าอายุ 70 ปีขึ้นไปพบว่าเสียชีวิตมากกว่าอายุ 60-69 ปีถึงครึ่งหนึ่ง หรือเสี่ยงอันตรายกว่า 2 เท่า กลุ่มนี้ต้องรับวัคซีนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะฉีดเข็ม 3 หรือเข็ม 4 ในบางราย
“แม้โอมิครอนไม่รุนแรง แต่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้สูงอายุได้ การฉีดเข็มกระตุ้นจึงจำเป็นมากในกลุ่ม 607 แม้จะเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่เสี่ยงติดเชื้อจากภายนอกน้อย แต่ก็มีโอกาสรับเชื้อจากลูกหลาน คนที่ไปเยี่ยม เพราะเชื้อโรคมองไม่เห็น และติดเชื้อไม่ค่อยมีอาการ เวลาไปเยี่ยมผู้ใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้ชิด ก็ทำให้สูงอายุติดเตียงมีโรคประจำตัว เกิดการติดเชื้อได้ จึงอยากให้ระวังป้องกัน” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
ชี้กทม.ยังไม่ถึงจุดพีกสุด
เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้กทม.ติดเชื้อสูงขึ้น นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า กทม.ประชากรมาก เป็นพื้นที่สีฟ้า มีการผ่อนปรนให้เคลื่อนที่ เปิดร้านอาหาร ดื่มสุราต่างๆ แต่ที่ผ่านมาก็คุมได้ดีมาตลอด แต่ช่วงนี้ดีขึ้นมา ก็ต้องตั้งการ์ด ดีกว่าติดเชื้อขึ้นมา 5 วันแล้วค่อยตั้งการ์ด ขอให้ยังต้องระมัดระวังอย่างเข้มข้น
ถามต่อว่าผ่านจุดสูงสุดของระลอกนี้แล้วหรือยัง นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เราใช้มาตรการเข้มข้นมาชะลอการติดเชื้อ จุดสูงสุดน่าจะยังไม่ถึง เพราะน้ำไหลมา เราก็กั้นไว้ อย่างฉากทัศน์ที่เราคาดการณ์ไว้ช่วงแรกก็ไต่ตามเส้นสีเทา แต่ตอนนี้ผ่านเส้นสีเทาและสีแดงแล้ว กำลังมาสู่เส้นสีเขียว ก็ต้องพยายามไม่ให้การติดเชื้อขึ้นไปถึงจุดพีกของเส้นสีเขียว
ส่วนมาตรการสำหรับผับ บาร์ คาราโอเกะ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ก็พิสูจน์แล้วว่าพื้นที่ปิดทำให้เกิดการระบาด อย่างการติดเชื้อโอมิครอนจำนวนมากครั้งใหญ่ก็เกิดในร้านอาหารกึ่งผับที่ไม่เคร่งครัดทำให้ระบาด ก็อาจถือว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดในครั้งนี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนนั้น เราเน้นการใช้ชีวิตประจำวันช่วงกลางมากกว่า การจับจ่ายใช้สอย รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย เดินทางติดต่อเป็นสำคัญ พยายามผ่อนปรนให้ส่วนใหญ่เดินได้ อย่างร้านอาหารตอนนี้มีร้องเพลงดนตรีได้ ผ่อนคลายระดับหนึ่ง แต่ต้องมีระยะห่าง 2-3 เมตร ซึ่งเราประเมินตลอด หากพบการฝ่าฝืนเราก็ทำ Target Lockdown ปิดเฉพาะที่ทำไม่ได้ตามมาตรฐาน แต่อย่างสถานบันเทิงที่ปรับเป็นร้านอาหารแล้วทำได้ตามมาตรฐาน หลายแห่งทำดีก็ทำต่อไปได้
เมื่อถามถึงกรณีจะเปิดรับลงทะเบียน Test&Go วันที่ 1 ก.พ.นี้ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ไม่ใช่ว่าประกาศเปิดรับแล้วจะเข้ามาได้เลย เพราะการจะเดินทางเข้ามา นักท่องเที่ยวก็ต้องมีการจองโรงแรม ซื้อตั๋ว ซื้อประกันต่างๆ ตามข้อกำหนด ต้องใช้เวลา ขณะที่สายการบินต้องเตรียมตัวเพื่อกลับมาบินใหม่ ต้องดูปริมาณผู้โดยสารอีกด้วย ถึงเราผ่อนปรนแต่ก็มีมาตรการรองรับ ไม่ได้เปิดเหมือนเดิม เรามีมาตรการเพื่อให้เกิดการหลุดรอดน้อยที่สุด
เมื่อถามถึงแผนการฉีดวัคซีนช่วงเดือนก.พ. นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ก็ยังฉีดทุกคน แต่เข็มหนึ่งหายากขึ้น ก็มาเน้นเข็มสองและเข็มกระตุ้น ซึ่งวัคซีนของปีนี้ส่วนใหญ่ก็นำมาฉีดเข็มกระตุ้น ส่วนกรณีเข็ม 4 ขอเฉพาะกลุ่มเสี่ยงมากก่อน ประชาชนทั่วไปยังเน้นฉีดเข็ม 3
ให้ลูกค้ากินร้านชาบูตรวจATK
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดเซฟวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ตลาดเซฟวัน SaveoneKorat” ว่า จากการตรวจ ATK เมื่อวันที่ 19 ม.ค.65 พบพนักงานร้าน Shabu Zeed ตั้งอยู่ภายในตลาดเซฟวันติดเชื้อโควิด 2 ราย จึงปิดร้านดังกล่าว ระหว่างวันที่ 19-28 ม.ค.65 เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค และขอให้ลูกค้าที่มาใช้บริการภายในร้าน Shabu Zeed ระหว่างวันที่ 11-18 ม.ค.65 เข้ารับการตรวจ ATK ทุกคน พร้อมแนะนำให้กักตัวอยู่บ้าน 14 วัน
ขณะเดียวกันทางตลาดเซฟวันตรวจ ATK พนักงานในร้านทั้งหมด 24 คน ล่าสุดผลเป็นลบทั้งหมด แต่ให้พนักงานทุกคนกักตัวอยู่บ้าน 10 วัน โดยจะตรวจ ATK ทุก 5 วัน เพื่อติดตามอาการของพนักงานอย่างใกล้ชิด
ชัยภูมิสั่งปิด 9 หมู่บ้าน
นพ.วชิระ บถพิบูลย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 61 ราย ป่วยในจังหวัด 56 ราย จากนอกจังหวัด 5 ราย ผู้ป่วยสะสม 12,673 ราย รักษาตัวอยู่ 389 ราย รักษาตัวหายกลับบ้านเพิ่ม 15 ราย หายป่วยสะสม 12,673 ราย เสียชีวิตสะสม 134 ราย
นพ.วชิระกล่าวต่อว่า ขณะนี้ที่น่าเป็นห่วงจากคลัสเตอร์ใหม่ที่ตลาดหนองบัวใหญ่ อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ มีผู้ติดเชื้อ 36 ราย ต้องปิดหมู่บ้าน 9 หมู่บ้าน ที่หมู่ที่ 1, 2, 3, 6, 7, 8, 9, 10 และหมู่ 11 ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.-1 ก.พ.65 เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด และขอให้ผู้ที่ไปซื้อสินค้า ใช้บริการที่ตลาดหนองบัวใหญ่ ระหว่างวันที่ 2-17 ม.ค. 65 ติดต่อโรงพยาบาลรัฐใกล้บ้านเพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจหาเชื้อโควิด-19
ส่วนคลัสเตอร์ร้านอาหารกึ่งผับในเมืองชัยภูมิ ยังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกต่อเนื่อง ใน อ.เมืองพบเพิ่ม 10 ราย ซึ่งยังน่าเป็นห่วง ผู้ที่เข้าไปใช้บริการหรือใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยงต้องเข้าตรวจ ATK ค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่เทศบาลเมืองชัยภูมิส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจ ATK ตามชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดมีคำสั่งประกาศให้สถานศึกษา โรงเรียนทุกแห่งในจ.ชัยภูมิ ขยายเวลาปิดโรงเรียนแบบออนไซต์เพิ่มจนถึงวันที่ 31 ม.ค.65 เพื่อรอประเมินติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดจนกว่าจะคลี่คลายอีกระยะ รวมถึงเร่งให้ทุกคนกลุ่มเสี่ยงเข้าตรวจ ATK ค้นหาผู้ป่วยโควิด-19 โดยเร็ว
ตรังติดเชื้อเพิ่ม 38
แพทย์หญิงทิพย์ลดา บุญชัย นายแพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลตรัง ในฐานะรองโฆษกศบค.ตรัง แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 38 ราย เป็นการติดเชื้อภายในจังหวัด 32 รายและติดเชื้อจากที่อื่น 6 ราย ติดเชื้อสะสม 666 ราย เสียชีวิตสะสม 6 ราย
สงขลาป่วยเพิ่ม 58
จ.สงขลาพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 58 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสม 68,300 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เสียชีวิตสะสม 321 ราย แต่ผู้ติดเชื้อนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลลดลงเหลือ 1,130 ราย
ชู‘หัวหิน-ชะอำ’ท่องเที่ยวสุขภาพ
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับนาย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมศบศ.เห็นชอบในหลักการแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Thailand Wellness Sandbox ที่เสนอโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่ โดยการปรับภาพลักษณ์หัวหินและชะอำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่ของประเทศไทย เพื่อสร้างตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว โดยประชาสัมพันธ์หัวหินและชะอำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ควบคู่กับพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกภายใต้โครงการ Thailand Riviera ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวที่มาก กว่าการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสากล ด้วยอัตลักษณ์ของความเป็นไทย โดยกำหนดเป้าหมายเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวในพื้นที่หัวหินและชะอำให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและเป็นที่รู้จัก รวมทั้งเพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในพื้นที่หัวหินและชะอำ
ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ททท.พิจารณาพื้นที่นำร่องในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อม และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนการดำเนินการในระยะต่อไป

บูสต์เข็ม 3 – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกันตน ม.33 ที่มาฉีดวัคซีนบูสต์เข็ม 3 ป้องกันโควิด สร้างภูมิคุ้มกันหมู่แรงงาน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ม.ค.