ศาลไม่คุ้มครองสำรองราชการ
‘วิระชัย’ หลุดรองผบ.ตร.อีกรอบ หลังศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่ง ยกเลิกคุ้มครองชั่วคราว คำสั่งสำรองราชการ ชี้พล.ต.อ.จักรทิพย์มีอำนาจสั่งเด้ง ในฐานะผบ.ตร. ที่ต้องกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองและคำขอให้ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาลปกครองชั้นต้นไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์ จากคดีหมายเลขดำที่ บ. 438/2563 ศาลปกครองกลาง ระหว่างพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ฟ้องคดี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2, คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3, นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคําสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค.63 ให้พล.ต.อ.วิระชัยสำรองราชการ
โดยศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ที่สั่งพล.ต.อ. วิระชัยพ้นจากตำแหน่งรองผบ.ตร.ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากมีหนังสือพิมพ์ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับเทปบันทึกเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างพล.ต.อ.จักรทิพย์ กับพล.ต.อ.วิระชัยกรณีมีคนร้ายลอบยิงรถยนต์ของบุคคลหนึ่ง เห็นว่าได้มีบุคคลบันทึกเสียงของพล.ต.อ.จักรทิพย์ไปเผยแพร่ โดยไม่ได้รับความยินยอมและเกิดความเสียหาย จึงมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อตรวจสอบเห็นว่าพฤติการณ์หรือการกระทำของพล.ต.อ.วิระชัยมีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงพล.ต.อ.วิระชัย ต่อมาจึงสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัยสำรองราชการ
โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิใช่คู่กรณีกับผู้ฟ้องคดี แต่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีหน้าที่ควบคุมดูแลการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคล ตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้มีความประพฤติอยู่ในกรอบของกฎหมาย จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยกับ ผู้ฟ้องคดีตามกฎหมาย และการสั่งให้สำรองราชการผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เป็นกรณีอันมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง แต่เป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว ส่วนที่ว่าการให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังนั้น เห็นว่าการให้คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปมิได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังแต่อย่างใด
ประการสุดท้ายที่ว่าการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้นเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะหรือไม่
เห็นว่าหากศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ เพราะย่อมมีผลทำให้พล.ต.อ.วิระชัยมีสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร. ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครอง และอาจทำให้ผู้ฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีและอาจทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือศรัทธาต่อหน่วยงานตำรวจและกระบวนการยุติธรรม
ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐ จึงเห็นได้ว่ายังไม่มีเหตุสมควรที่จะทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 64 ที่ผ่านมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้พล.ต.อ.วิระชัยกลับมาดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร. จนศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาคำสั่งในวันนี้