ศาลสั่งจำคุก ‘ผู้กองปูเค็ม’ หมิ่นอาจารย์ ม.เกษตรฯ โพสต์และไลฟ์กล่าวหายุยงแบ่งแยกดินแดน มีแนวคิดกบฏ ศาลชี้ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชม ไม่มีข้อเท็จจริง เป็นการใส่ความ จำคุก 12 เดือน แต่จำเลยไม่เคยได้รับโทษ จำคุกมาก่อน ให้โอกาสกลับตัว รอลงอาญา 2 ปี อีกคดีศาลยะลาพิพากษาจำคุก 5 ปี 4 เดือน หมิ่นประมาท ‘วันนอร์’ อดีตประธานรัฐสภา ใส่ร้ายเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อความรุนแรงภาคใต้
เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่น.ส.ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา โดยโจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2562 จำเลยโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กทำนองว่าจะยื่นหนังสือร้องอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรณีโจทก์เป็นผู้ยุยงปลุกปั่นประชาชนแยกดินแดน ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 และต่อมาวันที่ 3 ต.ค.2562 จำเลยไลฟ์เฟซบุ๊กใส่ความโจทก์ทำนองมีแนวคิดกบฏแยกแผ่นดิน สนับสนุนแบ่งแยก หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เป็นการเติมเชื้อไฟให้แก่สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้
ต่อมาศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าแม้จะเป็นข้อความที่มีถ้อยคำรุนแรงไปบ้าง ก็ถือเป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพและคำหยาบเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท จากนั้นโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง
ต่อมาศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า จำเลยไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาเกี่ยวกับการเสวนาของจำเลย แต่มุ่งแสดงความเห็นที่เป็นการทำลายชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และคุณค่าฐานะทางสังคมของโจทก์ ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่าแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือติชมด้วยความเป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นว่าคดีมีมูล จึงกลับให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ประกอบกับระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงยอมรับว่าโพสต์ข้อความและถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก เผยแพร่ข้อความและถ้อยคำตามฟ้องจริง ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับชมขณะจำเลยไปยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ จากกรณีที่โจทก์พูดแสดงความคิดเห็นในการเสวนาและอัพโหลดหนังสือดังกล่าวบนหน้าเฟซบุ๊กของจำเลยเพื่อให้เพื่อนในเฟชบุ๊ก ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม รวมทั้งสื่อมวลชนได้ดาวน์โหลด แล้วสื่อมวลชนหลายสำนักนำไปเผยแพร่ทั่วประเทศ
โดยเห็นว่าข้อความของจำเลยที่ระบุว่าโจทก์ยุยงปลุกปั่นประชาชนแยกดินแดนนั้น ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชม เพราะไม่มีข้อเท็จจริงหรือเหตุผลตามความคิดเห็นของจำเลย ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของโจทก์ในการเสวนาว่าไม่ถูกต้องอย่างไร มีเพียงการใส่ความโดยการกล่าวหาเรื่องร้ายให้แก่โจทก์ ด้วยข้อหาร้ายแรงว่ายุยงปลุกปั่นประชาชนแยกดินแดน
เป็นเหตุให้ต้องยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ ทำให้เพื่อนในเฟซบุ๊ก หรือบุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความเข้าใจไปตามข้อความของจำเลย ส่งผลกระทบต่อเกียรติและสถานะทางสังคมของโจทก์ มิใช่การติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้จำเลยไม่มีเหตุจูงใจส่วนตัวเพื่อกลั่นแกล้งใส่ความโจทก์ แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าข้อความ หรือคำพูดของจำเลยจะทำให้โจทก์เสียหาย
ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 การ กระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลย เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษ จำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยลบข้อความ หรือคลิปไลฟ์ที่มีข้อความ หรือคำพูดหมิ่นประมาทโจทก์ตามคำพิพากษา
วันเดียวกัน ศาลจังหวัดยะลาอ่านคำพิพากษาคดีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เป็นโจทก์ฟ้องนายอัยย์ เพชรทอง ตกเป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาท จากกรณีนายอัยย์โพสต์ข้อความและตัดต่อรูปภาพใส่ร้ายว่าโจทก์เป็นหัวหน้ากลุ่มก่อความรุนแรงภาคใต้ และพูดปลุกปั่นข้อมูลเท็จสร้างความแตกแยกของคนในชาติ
ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 รวม 4 กรรม ลงโทษกระทงละ 2 ปี รวม 8 ปี จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน