‘บิ๊กเด่น’ให้ประชาชนส่งมาร่วมแจ้งเบาะแส เพิ่มข้อหาคฝ.ชนพญ.

รองผบ.ตร. ‘บิ๊กเด่น’ เชิญชวนพลเมืองดีร่วม ‘อาสาตาจราจร’ ส่งคลิป จับผิดทางม้าลาย ลุ้นเงินรางวัล2 หมื่นบาท บช.น.เตรียมเรียก ‘ส.ต.ต.นรวิชญ์’ รับข้อหาเพิ่ม ขับรถเร็วเกิน 80 ก.ม.หลังพบวิ่ง 108-128 ก.ม./ชั่วโมงขณะชน ‘หมอต่าย’ พ่วงขับรถไม่คำนึงความปลอดภัย มั่นใจสำนวนพร้อมส่งอัยการ 11 ก.พ.ได้ตามกำหนด

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่บช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. และโฆษก บช.น. แถลงกรณีส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 2 กก.1 บก.อคฝ. ขับขี่รถบิ๊กไบก์ชน พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย จักษุแพทย์ ขณะเดินข้ามทางม้าลายเป็นเหตุให้เสียชีวิต ว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และกำลังประสาน ส.ต.ต.นรวิชญ์ มาพบเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ประกอบด้วย ความผิดตามกฎหมายขับรถใช้ความเร็วเกินกว่า 80 ก.ม.ต่อชั่วโมง โดยช่วงที่ผู้ต้องหาขับขี่รถจักรยานยนต์แซงรถตู้ใช้ความเร็ว 108-128 กิโลเมตรต่อช.ม. ส่วนอีกข้อกล่าวหา คือ ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาหลักฐานของพนักงานสอบสวน รวมถึงข้อกฎหมายอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนคดีและส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการให้ได้ตามกำหนดเดิม 11 ก.พ.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเชิญพยานอื่นๆ มาสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า จะเชิญพยานที่เห็นเหตุการณ์และที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทั้งที่ลงพื้นที่ตรวจความเร็วรถ หน่วยชันสูตรพลิกศพ เพื่อมาสอบปากคำ นำสรุปใส่ในสำนวนคดีต่อไป คาดว่าผู้ต้องหาจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงวันที่ 29-31 ม.ค. ซึ่งอยู่ระหว่างการขอลากิจ

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวด้วยว่า สำหรับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางด้านวินัยมีกรอบระยะเวลา 60 วัน ทราบว่าเมื่อวันที่ 28 ม.ค. เรียก ส.ต.ต.นรวิชญ์ มาสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว หลังจากนั้นคณะกรรมการจะรวบรวมพยานหลักฐาน และตามหลักการก็จะเร่งรัดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แต่ถ้าต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม จะดำเนินการภายใน 30 วัน ไม่เกิน 2 ครั้ง ทั้งนี้ ตามระเบียบแล้ว โทษทางวินัยในเรื่องของความประมาทจะเข้าข่ายไม่ร้ายแรง ส.ต.ต.นรวิชญ์ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่หากศาลพิพากษาให้จำคุก โทษสูงสุดคือให้ออกจากราชการ ยืนยันว่าคดีนี้เป็นเรื่องที่สังคมสนใจ ผบช.น.เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้น

โฆษก บช.น. ยังกล่าวถึงกรณีโซเชี่ยลมีเดียเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจขับขี่รถจักรยานยนต์หยุดให้คนข้ามถนนบนเส้นทางม้าลาย บริเวณทางลงทางพิเศษเฉลิมมหานคร สุขุมวิท (เพลินจิตฝั่งเหนือ) แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน พร้อมบรรยายภาพว่า “เจิมทางม้าลายใหม่” ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากออกมาตำหนิตำรวจนายดังกล่าว ว่า ขอให้ประชาชนฟังข้อมูลที่แท้จริง เหตุดังกล่าวตำรวจไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นกรณีที่หยุดหลังเส้นของแนวทางข้ามม้าลาย เมื่อได้สัญญาณไฟเขียวก็ขับรถผ่านทางม้าลาย แต่ขณะนั้นมีคนเดินข้ามจึงหยุดรถ แม้จะได้สัญญาณไฟเขียวแล้วเพื่อให้คนเดินผ่านไปก่อน ซึ่งตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจน คนที่นำข้อมูลไปโพสต์ลงโซเชี่ยลขอให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะนอกจากสร้างความเสียหาย ยังมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวย้ำว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. ยังยืนยันในหลักการว่าเมื่อใดที่ตำรวจกระทำความผิด ต้องดำเนินคดีและวินัยอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อไม่ผิดก็ต้องชี้แจง อย่างเช่นประเด็นนี้ตำรวจไม่ได้กระทำผิด จึงยืนยันว่าไม่มีการดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับกับตำรวจคนดังกล่าว และขอย้ำเตือนว่าการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารมีความผิดตามกฎหมาย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารงานจราจร (ศจร.ตร.) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณทางม้าลาย โดยมี พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร., พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าฯ กทม., ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกทม., นายประพาส เหลืองศิรินภา ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. รวมถึงผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองถิ่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมการขนส่งทางบก และสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า นำมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 ม.ค. มอบหมายให้ ตร.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยให้นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความตระหนัก มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมสั่งการให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ ตรวจสอบทางม้าลายร่วมกับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แขวงการทาง หรือหน่วยงานภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของถนน เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขเส้นทางข้ามให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการทาสี ตีเส้น ทำแถบชะลอความเร็ว ทำป้ายเตือน ปรับทัศนวิสัย ติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมทางข้าม การติดตั้งกล้องซีซีทีวี นอกจากนี้ ตำรวจจะร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่พิจารณากำหนดอัตราความเร็วในเขตชุมชนที่มีประชาชนหนาแน่น หรือบริเวณสถานศึกษาหรือโรงพยาบาลตั้งอยู่ รวมถึงความเร็วขั้นต่ำก่อนถึงทางม้าลาย จัดทำป้ายจำกัดความเร็ว ซึ่งในเขตชุมชนอาจจำกัดความเร็ว 30-40 ก.ม./ช.ม. นอกเขตชุมชนจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 ก.ม./ช.ม. และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ฝ่าฝืน

รองผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า แต่ละสถานีตำรวจจะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และอาสาจราจรดูแลความปลอดภัยบริเวณทางม้าลาย โดยเฉพาะทางข้ามที่ไม่ติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมในช่วงที่มีประชาชนเดินสัญจรไปมาจำนวนมาก และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับทางม้าลาย รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก เช่น ฝ่าไฟแดง ย้อนศร ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับผู้พบการกระทำผิด รถไม่หยุดให้คนข้าม หรือรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรที่ทางม้าลาย สามารถถ่ายคลิปแล้วส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยให้ส่งมาที่ศูนย์บริหารงานจราจร ผ่านช่องทางศูนย์โซเชี่ยลมีเดีย ศปก.ตร. https://www.facebook.com/SocialMediaRoyalThaiPolice/) หรือเพจอาสาตาจราจร มูลนิธิเมาไม่ขับ (https://www.facebook.com/อาสาตาจราจร) หรือเพจเฟซบุ๊ก จส.100 และ สวพ.91 โดยคลิปที่ ตร. ได้รับ จะส่งต่อให้สถานีตำรวจพื้นที่ติดตามดำเนินคดีกับผู้ทำผิด รวมถึงส่งไปพิจารณาในโครงการอาสาตาจราจรประจำเดือน ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินรางวัลสูงสุดเดือนละ 20,000 บาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน