ไปสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยขอเลื่อนงานทั้งหมดสธ.เปิดผล-ฉีดวัคซีน2เข็มไม่กันโอมิครอน

นางเอกดัง ‘เบลล่า’ ติดโควิด หลังผลตรวจพีซีอาร์ยืนยัน เผยสัมผัสใกล้ชิดคนป่วยโควิด ก่อนกักตัว เฝ้าระวัง พร้อมตรวจพีซีอาร์ กระทั่งพบติดเชื้อ ขอเลื่อนงานทั้งหมดจนกว่าจะหายดี ด้านศบค.ชุดใหญ่นัดถกศุกร์นี้ผ่อนคลายกิจกรรม สธ.ชง 4 ประเด็นให้พิจารณา ติดเชื้อรายใหม่เกินหมื่น 3 วันติดต่อกัน ตายอีก 12 ศบค.ห่วงคลัสเตอร์ตลาดลามหนักสุด 15 จังหวัด ‘มหาสารคาม’ สั่งห้ามกินข้าวร่วมกันหลังติดเชื้อพุ่ง ‘อนุทิน’ แจงป่วยหมื่นรายเหตุโอมิครอนติดง่าย แต่ไม่รุนแรง พบป่วยหนักเสียชีวิตลดลง ยันควบคุมได้ สั่งเร่งฉีดวัคซีนเด็กลดติดเชื้อ ระบุฉีด 2 เข็มเอาโอมิครอนไม่อยู่ ต้องบูสต์เข็ม 3

ติดเชื้อเกินหมื่น 3 วันติด-ตาย 12
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ. สุมนี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า พบ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,470 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 10,300 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 10,255 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 45 ราย มาจากเรือนจำ 4 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 166 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,507,471 ราย หายป่วยเพิ่ม 8,711 ราย ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,392,384 ราย อยู่ระหว่างรักษา 92,784 ราย อาการหนัก 535 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 102 ราย

เสียชีวิตเพิ่ม 12 ราย เป็นชาย 3 ราย หญิง 9 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 9 ราย มีโรคเรื้อรัง 3 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 22,303 ราย ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 216,538 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.64 ทั้งสิ้น 117,094,785 โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 395,882,670 ราย เสียชีวิตสะสม 5,758,593 ราย

พญ.สุมนีกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 7 ก.พ. ได้แก่ กทม. 1,391 ราย สมุทรปราการ 962 ราย ชลบุรี 545 ราย นนทบุรี 474 ราย ภูเก็ต 436 ราย นครปฐม 274 ราย ราชบุรี 265 ราย นครราชสีมา 263 ราย นครศรีธรรมราช 213 ราย ขอนแก่น 208 ราย

เจอคลัสเตอร์ตลาด 15 จว.
ทั้งนี้ พบคลัสเตอร์สถานพยาบาลที่ กทม. ขอนแก่น ปทุมธานี ชลบุรี สมุทรปราการ ลพบุรี สงขลา นนทบุรี ภูเก็ต สระบุรี มหาสารคาม ปัตตานี คลัสเตอร์โรงเรียนและสถานศึกษาพบที่ จ.สระแก้ว สุรินทร์ ยโสธร สุพรรณบุรี น่าน ราชบุรี มหาสารคาม ขอนแก่น ปราจีนบุรี อำนาจเจริญ มุกดาหาร คลัสเตอร์โรงงานพบที่ จ.ชลบุรี ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สุรินทร์ อุดรธานี คลัสเตอร์งานประเพณีพบที่ จ.อุบลราชธานี มหาสารคาม สงขลา ร้อยเอ็ด ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ขอนแก่น

คลัสเตอร์ตลาดซึ่งเป็นคลัสเตอร์ที่พบมากที่สุด โดยพบที่กทม. ชลบุรี อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ ขอนแก่น น่าน หนองบัวลำภู ราชบุรี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ลพบุรี สมุทรสาคร กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี คลัสเตอร์สถานบันเทิง พบที่ จ.ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี ชลบุรี อุดรธานี สงขลา ชุมพร แพร่ น่าน จึงขอความร่วมมือเคร่งครัดมาตรการส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง

พญ.สุมนีกล่าวด้วยว่า มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ในประเทศยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ยังสามารถควบคุมได้ แม้ตัวเลขอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ แต่ถ้าเทียบกับการระบาดของเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว ถือว่าลดลง อัตราค่อนข้างทรงตัว และระบบสาธารณสุขยังรองรับได้ นอกจากนี้ จากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็มสามขึ้นไป ไม่ว่ายี่ห้อใด สามารถลดความรุนแรงของโรค อาการป่วยหนัก และเสียชีวิตได้ถึง 96% ป้องกันการ ติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอน 68%

‘สารคาม’ห้ามกินข้าวร่วมกัน
“ขณะนี้ จ.มหาสารคามออกประกาศขอความร่วมมือประชาชนให้งดกินข้าวร่วมกันในการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งในงานประชุม งานเสวนา พิธีกรรมศาสนา งานบวช งานศพ งานแต่ง และงานบุญต่างๆ รวมถึงสถานที่ทำงาน สถานที่ราชการ คำสั่งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จังหวัดต่างๆ สามารถนำมาปรับใช้ในการป้องกันการระบาดจากการรับประทานอาหารร่วมกัน”

เมื่อถามว่าผู้ปกครองกังวลเรื่องการฉีดวัคซีนในเด็ก พญ.สุมนีกล่าวว่า ตอนนี้มีการเร่งรัดนโยบายให้ฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็ก นอกจากอนุมัติให้ฉีดไฟเซอร์ฝาสีส้มในเด็กเล็ก 5-11 ขวบ ไฟเซอร์ฝาสีม่วงในเด็กอายุ 12-17 ปีขึ้นไป และล่าสุดองค์การอาหาร และยา (อย.) อนุมัติวัคซีนซิโนแวคและ ซิโนฟาร์มสามารถฉีดในเด็กอายุ 6-17 ปี ยืนยันว่าวัคซีนมีความปลอดภัย ได้รับมาตรฐาน และให้ผู้ปกครองเลือกวัคซีนได้ตามสมัครใจ แต่ให้พิจารณาตามช่วงอายุของบุตรหลาน

พญ.สุมนีกล่าวว่า วันศุกร์ที่ 11 ก.พ.จะมีการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ขอให้ประชาชนรอติดตามมาตรการที่อาจปรับเปลี่ยน

ศบค.เผยเด็กติดโควิดมากขึ้น
พญ.สุมนีกล่าวด้วยว่า ส่วนการติดเชื้อในเด็กอายุ 5-11 ขวบตั้งแต่การระบาดระลอกแรกปลายปี 2563 อยู่ที่ 1.4% ระลอกสอง ต้นปี 2564-มี.ค.2564 ติดเชื้อ 1% ลดลง แต่ระลอก เม.ย. 2564 อัตราติดเชื้อพุ่งขึ้น 6.2% และล่าสุดระลอก ม.ค. 65 การติดเชื้อเพิ่มเป็น 6.6% เป็นแนวทางเดียวกับเด็กอายุ 12-17 ปี ระลอกแรกอยู่ที่ 1.8% ระลอกสอง 1.4% ระลอกสาม 5.6% และล่าสุดเป็น 5.9% ถือว่าการติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงเร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนในเด็ก 5-11 ขวบและวัยรุ่น 12-17 ปีมากขึ้น

“นอกจากไฟเซอร์แล้ว อย.อนุมัติใช้ ซิโนแวคและซิโนฟาร์มในเด็กอายุ 6-17 ปีได้ สูตรและขนาดที่จะให้มีข้อสรุปคือซิโนแวค 2 เข็ม อายุ 6-17 ปี ใช้ 0.5 มิลลิลิตร เข้ากล้าม ห่างกัน 4 สัปดาห์, ไฟเซอร์ 5-11 ขวบ ฝาส้มขนาด 10 ไมโครกรัม 0.2 มิลลิลิตร ห่างกัน 8 สัปดาห์ หากเป็นเด็กป่วยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกุมารแพทย์ว่าจะห่างเท่าไรใน 3-12 สัปดาห์ ส่วนไฟเซอร์ 12-17 ปีฝาม่วง ขนาด 30 ไมโครกรัม 0.3 มิลลิลิตร ระยะห่าง 4 สัปดาห์ ไม่ว่าซิโนแวค ซิโนฟาร์ม หรือ ไฟเซอร์ ที่รับรองจากอย.มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผู้ปกครองเลือกรับวัคซีนตาม สมัครใจว่าเป็นยี่ห้อใด แต่พิจารณาตามช่วงอายุบุตรหลาน” พญ.สุมนีกล่าว

พญ.สุมนีกล่าวว่า ไฟเซอร์อายุ 5-11 ขวบที่เริ่มฉีดเด็กป่วยวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้ฉีดแล้ว 4.4 หมื่นคน วันนี้วันแรกฉีดกลุ่มเด็กสุขภาพดีที่โรงเรียน ขอให้ผู้ปกครองติดตามข่าวสารการฉีดให้เด็กที่อยู่ เพื่อไปรับวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันและความปลอดภัย

‘อนุทิน’ชี้ติดเชื้อเพิ่มแต่ยังคุมได้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มถึงหลักหมื่นรายว่า โอมิครอนเป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อง่าย แต่ไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ที่ผ่านมา สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือมารับวัคซีน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รับไปมากแล้ว ตอนนี้กำลังเริ่มฉีด บูสเตอร์ให้ เท่าที่ทราบการติดเชื้อที่เยอะขึ้นส่วนใหญ่มาจากสังสรรค์ การรวมตัวในคนหมู่มาก ซึ่งก็เข้าใจ แต่ขอให้ระมัดระวังตัวให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานานเกินไป ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ถ้าไปสถานที่เสี่ยงสูง ควรเพิ่มความระมัดระวัง

“คนส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนแล้ว ทำให้เห็นว่า แม้มีจำนวนการติดเชื้อมากขึ้น แต่คนมีอาการรุนแรง อาการหนัก และเสียชีวิต ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็อยู่ในการควบคุมได้ เปอร์เซ็นต์น้อยลง อย่างธ.ค.2564 ติดเชื้อ 3,500-4,000 คนต่อวัน จำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตก็จำนวน เท่านี้ ขณะที่วันนี้ผู้ติดเชื้อมากขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตและป่วยหนักก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง กรมควบคุมโรคพยายามเต็มที่ในการตรึงสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายมากกว่านี้” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยและเสียชีวิตที่สธ.ได้รับรายงานเข้ามาจาก ทั่วประเทศ เราติดตามสาเหตุการเสียชีวิต พบว่ามากกว่า 80% ไม่ได้รับวัคซีนและอยู่ในกลุ่ม 608

“ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มากกว่า 85% ไม่แสดงอาการก็มีระบบ Home Isolation (HI) ด้วยประสบการณ์เราก็เตรียม HI ตั้งแต่แรก ก็มีคำตอบในตัวเองว่าทำไมตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ เหลืออย่างเดียวคือรับความร่วมมือ เพราะเราไม่สามารถไปบอกล็อกดาวน์หรือบังคับอะไรได้ ตอนนี้เหลือแต่ประเภทผับบาร์คาราโอเกะที่ยังไม่ให้เปิด ถ้าเราสามารถให้ความร่วมมือต่อไป อย่ารวมกลุ่มในคนหมู่มากจนเกินไป ระวังตนเองตลอดเวลา ก็น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประเทศไทยทำให้นานาชาติเห็นชัดเจนและเชื่อมั่นมากที่สุด คือ ความโปร่งใสและการรายงานข้อมูลทางด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโควิด คำถามที่ว่าไม่ตรวจ ตรวจน้อย ตรวจไม่พอ คงไม่ใช่ประเด็น เราก็ตรวจไม่น้อยกว่าประเทศอื่น มาตรการเราเข้มกว่าประเทศอื่น ทุกวันนี้ทูตหลายประเทศติดต่อเข้ามาว่า ทำไมเราเข้มขนาดนี้ ขอให้ผ่อนคลาย บางประเทศบอกว่าถ้าเราเข้มแบบนี้ก็จะใช้มาตรการแบบเดียวกับเรา เราก็ต้องยืนหยัดในหนทางที่เชื่อว่าจะทำความปลอดภัยมากที่สุด

เล็งปรับรายงานโควิด
เมื่อถามถึงการเสนอปรับมาตรการผ่อนคลายต่อศบค. นายอนุทินกล่าวว่า เท่าที่ทราบยังไม่มี แต่เห็นพาดหัวข่าววันนี้ว่าจะมีการผ่อนคลายแบบจัดเต็ม คงไม่ใช่ ตอนนี้ยังมีเหตุการณ์ติดเชื้ออยู่ อาจมีการปรับปรุงรูปแบบรายงาน เพื่อให้ความวิตกกังวลของประชาชนลดน้อยลง ซึ่งการรายงานประจำวันของ สธ. อิงตามสากล เป็นข้อเท็จจริงทุกประการ แต่เป็นการรายงานที่เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจ และใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ได้ให้เป็นปกติมากที่สุด เท่าที่ทำได้

ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า กรมควบคุมโรคมีการให้ข้อมูลมาแล้วว่า สถานการณ์ใดบ้างที่เรียกว่าวิตกกังวล ขณะนี้อยู่ในการควบคุม อยู่ในการประมาณการไว้ถือว่าควบคุมได้แล้ว อย่างอัตราเสียชีวิตช่วงแรกๆ เราเคยอยู่ที่ประมาณ 2% แต่ก็ลดลงมา ขณะนี้ต่ำกว่า 1% แล้ว ตัวเลขที่เห็นทุกวันนี้คือประมาณ 0.22% ก็ถือว่าค่อนข้างต่ำ เราคิดว่าอยู่ในเกณฑ์และเป็นไปตามหลักวิชาการ ส่วนวัคซีนมีการประชุมว่า เข็มสองถ้าฉีดไปแล้วถึงเวลาภูมิคุ้มกันก็จะลดลง การฉีดเข็มสามจึงจำเป็น เราตั้งเป้าหมายเบื้องต้น เข็มหนึ่งและสองรวมกันควรได้ประมาณ 80% ของประชากร และเข็มสาม ถ้าได้ 80-90% ของเข็มสองก็จะดีมาก ก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

คร.ชง 4 เรื่องให้ศบค.ผ่อนคลาย
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงการเสนอมาตรการต่อศบค.ว่า ขณะนี้ต้องรอศบค.นัดประชุม ยังไม่กำหนดวันแน่ชัด แต่หลักๆ จะรายงาน 4 เรื่องหลัก คือ สถานการณ์ การฉีดวัคซีน การปรับพื้นที่ และคนเข้าประเทศ ซึ่งการปรับพื้นที่แนวโน้มจะเป็นอย่างไรต้องรอดูข้อมูลและการหารือกับศบค. ส่วนจะเข้มขึ้นหรือผ่อนลงก็ขึ้นกับศบค. ขณะนี้ทั่วโลกผ่อนคลายกันหมด หากเราจะเข้มขึ้นก็อาจดูแปลกๆ กว่าคนอื่น แต่ถ้าจะผ่อนมาก ตัวเลขเราก็กำลังขึ้น ทำไมถึงผ่อนมากก็มีทุกประเด็น จะเอาประเด็นไหนมาอภิปราย

“ตอนนี้ต้องมูฟออน เรายังไปติดกับดัก โควิดเหมือนปี 2020 ไม่ได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ต้องให้สังคมเข้าใจว่าโควิดเชื้อเปลี่ยนไป คนก็มีภูมิ เรารู้วิธีป้องกัน ตรงไหนจุดเสี่ยง ความรู้เรามีเยอะ หากทำแบบเดิมก็ ไม่น่าจะเหมาะสม” นพ.โอภาสกล่าว

เมื่อถามถึงการปรับการรายงานตัวเลข นพ.โอภาสกล่าวว่า การรายงานตัวเลขก็มีความเห็นต่าง ทั้งคนชอบและไม่ชอบ บางคนก็มองว่ารายงานแต่ตัวเลขติดเชื้อ ไม่เห็นเกิดประโยชน์ ทำไมไม่รายงานคนป่วยหนักและเสียชีวิต เราก็มีรายงานทุกอย่าง ดังนั้นเราก็เอาแบบกลางๆ คงปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าคิดว่าจะเป็นโรคทั่วไป เป็นโรคประจำถิ่น ก็จะรายงานคนที่ไปร.พ.และคนเสียชีวิต ไม่ได้รายงานคนติดเชื้อทุกคน

“อย่างไข้หวัดใหญ่ที่ไม่ได้รายงานทุกราย ซึ่งโควิดก็คล้ายไข้หวัดใหญ่เข้าไปทุกที ขณะนี้ผู้มีอาการหนักไม่ถึง 1% ที่เหลืออาการน้อยมาก คนติดเชื้อ รวมทั้งร.พ.และรักษาที่บ้าน ประมาณ 5 หมื่นราย มีปอดอักเสบ 500 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 100 ราย ไม่ถึง 1% ก็เหมือนไข้หวัดใหญ่เข้าไปทุกที” นพ.โอภาส กล่าวและว่า เวลาเราปรับระบบก็ค่อยๆ ลด ไม่ใช่ทำพรุ่งนี้มะรืน คาดเดาปลายปีหากไม่มีอาการก็คงอยู่กับบ้าน ไม่ต้องทำอะไรมาก ตอนนั้นเราก็คงฉีดเข็ม 3 ไปกว่า 70%

ยันฉีดเข็มประตุ้นยังมีประโยชน์
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สำหรับการฉีด เข็ม 3 ไม่ว่าฉีด 2 เข็มสูตรไหนมา หากกระตุ้นด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อใกล้เคียงกันหมดอยู่ระดับ 60-70% แต่ป้องกันการเสียชีวิต 96-98% มั่นใจว่านโยบายการฉีดเข็มกระตุ้นเราพิจารณาจากข้อมูลของเรา และปรับให้สอดคล้องสถานการณ์ ซึ่งการที่เราคุมได้ดีเพราะเราฉีดเข็มกระตุ้นได้เร็ว โดยเฉพาะ กทม. ทำให้สถานการณ์การระบาด กทม. ไม่เยอะ

เมื่อถามถึงความจำเป็นเข็ม 4 เมื่อเป็นโรคประจำถิ่น นพ.โอภาสกล่าวว่า โรคประจำถิ่น อย่างไข้หวัดใหญ่ฉีดวัคซีนทุกปี แต่โควิดยังเร็วเกินไป เพราะเราเพิ่งรู้จักมา 2 ปี แต่เชื่อว่าเข็มกระตุ้นมีประโยชน์ ส่วนเข็ม 4 เชื่อว่ายังจำเป็น แนะนำมาฉีดในพื้นที่ท่องเที่ยวสีฟ้า คนเข้าออกเยอะ มีความเสี่ยงสูง ยังไม่แนะนำทั่วไป อย่างไรก็ตาม การให้วัคซีนวงกว้างก็พิจารณาจากความปลอดภัย ประสิทธิภาพ สถานการณ์การระบาดในพื้นที่นั้นๆ

ทั้งนี้สำหรับวัคซีนไฟเซอร์เด็กอายุ 5-11 ขวบนั้น ส่งเข้ามาให้เรา 3 แสนโดสต่อสัปดาห์ และทราบว่ากำลังจะเพิ่มให้เรา เข้าใจว่า 1-2 สัปดาห์จะทยอยเข้ามาเป็นสัปดาห์ละ 5 แสนโดส จนครบ 10 ล้านโดส

ไฟเซอร์เด็ก – จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็กนักเรียนอายุ 5-11 ขวบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายและป้องกันโรคโควดิ -19 โดยเริ่มต้นฉีดให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรกที่โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.

สธ.เปิดผลฉีดป้องกันโควิด
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า สถานการณ์ทั่วโลกลดลงจาก 2 สัปดาห์ที่แล้ว ติดเชื้อรายใหม่ 1.8 ล้านราย สะสม 395.8 ล้านราย เสียชีวิต 6.3 พันราย สะสม 5.75 ล้านราย โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกาเริ่มลดลง ส่วนเอเชียเริ่มสูงขึ้น อย่างญี่ปุ่น 1 แสนกว่าราย เกาหลีใต้ 3.8 หมื่นราย อินโดนีเซีย 3.6 หมื่นราย มาเลเซียทะลุหลักหมื่นรายเช่นกัน เวียดนามก็หมื่นกว่าราย แต่ผู้เสียชีวิตก็ยังไม่มาก โดยเฉพาะอินเดียที่ติดเชื้อสูงอาจแพร่เข้ามาทางชายแดนเราได้

“ส่วนประเทศไทยต้องอยู่กับโอมิครอนให้ได้ ต้องมาติดตามผู้ป่วยอาการมากน้อยขนาดไหน ซึ่งผู้ป่วยปอดอักเสบและเสียชีวิตยังคงตัว แม้ติดเชื้อรายใหม่หมื่นกว่าคน ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้อาการรุนแรง คือ กลุ่มเสี่ยง 608 ซึ่งผู้เสียชีวิต 12 รายวันนี้ เป็นกลุ่มสูงอายุและมีโรคเรื้อรังทั้งหมด พบว่า ไม่ได้ฉีดบูสเตอร์โดสแม้แต่คนเดียว ดังนั้นการเร่งฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสจึงช่วยลดการป่วยรุนแรงในระลอกโอมิครอนรอบนี้ ขอให้ ทุกคนช่วยกันป้องกันตนเองและคนในครอบครัว ไม่ให้สถานการณ์สูงขึ้นกว่านี้ โดยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองสูงสุด (UP) และ VUCA จะช่วยให้การเสียชีวิตไม่เพิ่มมากกว่านี้”

สำหรับสถานการณ์โควิดภาพรวมเฉลี่ย 7 วัน พบว่าแนวโน้มเพิ่มขึ้น การติดเชื้อมีทั้งคลัสเตอร์ ชุมชน ครอบครัว สถานที่เสี่ยงต่างๆ เรายังคงระดับสัญญาณเตือนภัยระดับ 4 ขอให้หลีกเลี่ยงเข้าสถานที่เสี่ยง ร้านอาหารกึ่งผับระบบปิด ระบายอากาศไม่ดี งดและเลี่ยงการรวมกลุ่มคนทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับพื้นที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นช่วงนี้ คือ กทม.ปริมณฑล และจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว

สัปดาห์ที่ผ่านมาพบการติดเชื้อในเด็กอายุ 0-9 ขวบ และ 10-19 ปีเพิ่มขึ้น อย่างอายุ 0-9 ขวบ ช่วงแรกติดเชื้อ 1-2% ก็เพิ่มมาเป็น 10.4% ซึ่งการติดเชื้อเด็กเล็กที่เพิ่มช่วงนี้ก็สอดคล้องกับการระบาดในโรงเรียนช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่นักเรียนอาการน้อยหรือไม่มีอาการ ส่วนมีอาการพบได้บ้างน้อยกว่า 0.1% ขอให้ผู้ปกครองพาเด็กไปรับวัคซีน โดยไฟเซอร์ฉีดได้ 5 ขวบขึ้นไป และซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ในเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป

ฉีด 2 เข็มเอาโอมิครอนไม่อยู่
ด้านนพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการศึกษาประสิทธิผลการใช้จริงวัคซีนโควิด-19 ระดับประเทศ โดยศึกษาในผู้สัมผัสเสี่ยงสูงช่วง ก.ค.-ธ.ค.2564 เปรียบเทียบผู้ติดเชื้อกับผู้ไม่ติดเชื้อ ทั้งประวัติการฉีดวัคซีนและอาการรุนแรง พบว่าผู้ที่รับวัคซีน 2 เข็ม ป้องกันการติดเชื้อ 65% ป้องกันป่วยรุนแรงและเสียชีวิต 88%

ส่วนคนรับ 3 เข็ม ประสิทธิผลสูงขึ้นป้องกันการติดเชื้อสูง 94% และป้องกันการรุนแรงและเสียชีวิตสูงขึ้นเป็น 98% ทั้งนี้ติดตามประเมินประสิทธิผลวัคซีนทุกเดือน โดยผู้รับวัคซีน 2 เข็มช่วงก.ค.ป้องกันการติดเชื้อเคยสูง 81% แต่ระยะเวลาผ่านไปภูมิจะลดลงจนธ.ค. ประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อเหลือ 50%

ส่วนป้องกันป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เดิม ก.ค. 89% ธ.ค.ลดลงเล็กน้อยเหลือ 79% วัคซีน 2 เข็มอาจป้องกันช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปการป้องกันติดเชื้อลดลงตามระยะเวลา ส่วนเจ็บป่วยรุนแรงเสียชีวิตยังมีประสิทธิผลสูงต่อเนื่อง ส่วนเข็ม 3 ป้องกันติดเชื้อสูงต่อเนื่องเกือบ 90% โดยตลอด ส่วนเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตยังสูง 94-98%

สำหรับการศึกษาพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค.2564 มีสายพันธุ์เดลตา และ ม.ค.2565 มีสายพันธุ์โอมิครอน พบว่าประสิทธิผลวัคซีน 2 เข็ม ช่วง ต.ค.-ธ.ค.ป้องกันติดเชื้อได้ดี 71% ใกล้เคียงตัวเลขประเทศ ป้องกันเสียชีวิตสูงต่อเนื่อง 97% ส่วน ม.ค.ไม่สามารถป้องกันการระบาดโอมิครอนได้เลย ผลเป็น 0% ส่วนการเสียชีวิตป้องกันได้ดี 89%

สำหรับการฉีด 3 เข็ม ช่วง ต.ค.-ธ.ค. ป้องกันการติดเชื้อ 93% ช่วง ม.ค.ลดเหลือ 68% ส่วนป้องกันเสียชีวิตสูงจาก 99% ลดเหลือ 96% ซึ่งการฉีดเข็ม 3 แต่ละสูตรนั้นพบว่าไม่แตกต่างกันมาก โดยฉีดสูตร Sv+Sv+AZ ป้องกันติดเชื้อ 78% สูตร Sv+Sv+Pf ป้องกันการติดเชื้อ 63% สูตร Sp+Sp+Pf ป้องกันการติดเชื้อ 68% สูตร Sv+AZ+AZ ป้องกันการติดเชื้อ 68% และสูตร AZ+AZ+Pf ป้องกันการติดเชื้อ 62%

“สรุปวัคซีนที่ใช้ในไทยช่วงที่ผ่านมา ป้องกันการติดเชื้อและป่วยรุนแรงได้ดีมาก คนได้ 2 เข็มป้องกันป่วยรุนแรงและเสียชีวิตสูงมากและสูงต่อเนื่อง แต่เวลาผ่านไปการป้องกันติดเชื้อลดลง เมื่อเจอโอมิครอน 2 เข็มแทบเป็น 0 แต่เข็ม 3 ประสิทธิผลเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่สูงเมื่อเจอโอมิครอน แต่ยังอยู่ที่ประมาณ 68% การควบคุมการระบาดโควิด นอกจากวัคซีนที่ต้องเร่งฉีดเข็ม 3 ซึ่งขณะนี้ฉีดแล้ว 22% ยังต้องทำมาตรการอื่น เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดใหญ่เป็นวงกว้าง ทั้งมาตรการป้องกันตนเองสูงสุด COVID Free Setting เว้นระยะห่าง ไม่อยู่สถานที่ปิดอับ ตรวจ ATK หากติดเชื้อจะได้รักษาแยกกักแต่เนิ่นๆ ไม่ติดเชื้อดำเนินชีวิตต่อได้ ทำให้ประเทศไทยสามารถจะต่อสู้โควิด ไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์” นพ.ทวีทรัพย์ กล่าว

เร่งฉีดวัคซีนเด็กพิเศษ 5-11 ขวบ
ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด- 19 สายพันธุ์โอมิครอน เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อติดเชื้อจะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย มีปัญหาระยะยาวได้ ทั้งเรื่องระบบสมอง ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ นอกจากนี้ เด็กจะเป็นผู้แพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น กลุ่มเด็กเล็กมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเด็กพิเศษคือกลุ่มเด็กเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต มีพัฒนาการล่าช้า เด็กสมองพิการ เด็กออทิสติก กลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อและอัตราการเข้ารักษาตัวในร.พ.สูงกว่าคนทั่วไปถึง 9.3 เท่า เนื่องจากมีความสามารถในการดูแลตัวเองน้อยกว่าเด็กทั่วไป ป้องกันตนเองได้ไม่ดีพอ เช่นปฏิเสธใส่หน้ากากอนามัย ไม่เว้นระยะห่าง ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ เข้าปาก และไม่ล้างมือ เมื่อเจ็บป่วยไม่สามารถสื่อสารบอกความผิดปกติของตนเองได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ

นอกจากนี้ เด็กพิเศษบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ยังพบโรคทางกายร่วมได้บ่อย เช่น โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น เมื่อติดเชื้อ โควิด-19 อาจจะกระทบต่อโรคทางกายที่มีอยู่เดิม ส่งผลให้มีอาการรุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่อเด็กกลุ่มนี้เจ็บป่วยจะขาดโอกาสในการได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการ ส่งผลให้อาจจะมีพัฒนาการถดถอย และปัญหาพฤติกรรม-อารมณ์เพิ่มขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การให้เด็กพิเศษกลุ่มนี้ได้รับวัคซีนโควิดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องเด็กจากการติดเชื้อ ช่วยให้เด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อย่างปลอดภัย

“ที่ผ่านมากรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ที่มีสติปัญญาบกพร่อง ออทิสติก และสมาธิสั้น อายุ 18 ปีขึ้นไป 3,880 คน และเด็กอายุ 12-17 ปี จำนวน 269 คน (เฉพาะกลุ่มเด็กพิเศษเข็ม 1) และยังไม่พบว่ามีผล ข้างเคียงรุนแรงใดๆ ส่วนใหญ่ พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กให้ความร่วมมือและต้องการให้บุตรหลานได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด สำหรับในเด็กพิเศษอายุ 5-11 ขวบ กรมสุขภาพจิตเร่งสื่อสารและสร้างช่องทางการเข้าถึงระบบบริการวัคซีนเพื่อให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึงและเข้าถึงอย่างสะดวกรวดเร็ว ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจต่อพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูแลเด็กด้วยหลัก 4 ช. ได้แก่ 1.เชื่อมั่น คือการสร้างความมั่นใจแก่พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็ก 2.เชิญชวน เผยแพร่ให้ข้อมูลเพื่อเชิญชวนเข้ารับบริการ 3.ช่องทาง สร้างช่องทางการเข้าถึงบริการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านการประสานความร่วมมือกับกลุ่มภาคีเครือข่ายด้านที่ดูเด็กและผู้พิการทั้งมูลนิธิ สมาคมผู้ปกครอง ชมรม และบ้านเด็กกำพร้า 4.ชื่นชม ให้บริการด้วยความเป็นกันเอง กล่าวชื่นชมแก่เด็กทั้งก่อนและหลังรับบริการ มีการนัดบริการเด็กมาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจ อบอุ่นใจที่ได้เห็นเพื่อนมาพร้อมเพรียงกัน

“กระทรวงสาธารณสุขจัดเตรียมวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะและจัดสรรให้มีความเพียงพอต่อการดูแลเด็กที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งทางสถาบันราชานุกูลเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการฉีดวัคซีนแก่เด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.65 เพื่อช่วยลดอัตราการติดเชื้อ และลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยจากโรคโควิด-19 ได้อย่างแน่นอน”

นางเอก‘เบลล่า’ติดโควิด
วันเดียวกัน เบลล่า ราณี แคมเปน นางเอกชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวแจ้งผลการตรวจ RT-PCR หลังใกล้ชิด ผู้ติดเชื้อ ผลออกมาปรากฏว่าพบเชื้อ

โดยเจ้าตัวระบุไว้ว่า “เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2565 เบลได้เข้าทำงานและภายหลังได้ทราบว่าตนเองเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โควิด-19 จึงกักตัวและเฝ้าระวังตนเองทันทีที่ทราบ และเดินทางไปตรวจ RT-PCR เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน โดยผลออกมาวันนี้ (7 กุมภาพันธ์ 2565) ว่าพบเชื้อโควิด-19

ขณะนี้ทางผู้จัดการส่วนตัว (พี่พลอย) แจ้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงตารางการทำงานทั้งหมดของเบลจะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะรักษาหายดี

เบลขอขอบคุณทุกกำลังใจและความห่วงใยที่ส่งมาให้และขออภัยกับผู้เกี่ยวข้อง ทุกท่านที่ได้รับผลกระทบมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะเบลล่า ราณี แคมเปน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีโพสต์ ดังกล่าว บรรดาแฟนคลับต่างแสดงความเป็นห่วง พร้อมอวยพรขอให้นางเอกดังหายป่วยจากโควิดโดยเร็ว

ศบค.ถกศุกร์นี้จ่อผ่อนมากขึ้น
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมย้ำให้ทุกฝ่ายติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดการติดเชื้อโควิด-19 หลังจำนวนผู้ติดเชื้อหลักหมื่นติดต่อหลายวัน โดยกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าแม้สายพันธุ์โอมิครอนจะแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็ว แต่อาการไม่ได้รุนแรงมากกว่าสายพันธุ์เดลตา และจำนวนยอดผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยหนักไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งยังอยู่ในสถานการณ์และระบบสาธารณสุขสามารถรองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพื่อป้องกันการเสียชีวิตได้ ส่วน ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยให้ใช้ระบบการรักษาที่บ้าน นายกฯ สั่งการให้เร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า เราทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย หากปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด คาดว่า จะมีการพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุม การแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงมาตรการผ่อนคลายเพื่อขับเคลื่อนกิจการ กิจกรรม ในที่ประชุมศบค.ครั้งต่อไป เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนปกติมากที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน