ลุยปิดหน้าก.พลังงานกดดันไล่รมต.-นายกฯ150ซีอีโอแนะทางออกลดภาษีน้ำมัน-ค่าน้ำไฟเบนซิน-โซฮอล์พุ่งอีก
ม็อบสิบล้อดีเดย์บุกกระทรวงพลังงานวันนี้ ไล่รมต.ลามถึงไล่ นายกฯ ล้มเหลวแก้น้ำมันแพง นัดสิงห์รถบรรทุกกว่า 300 คัน จากอยุธยาเข้ากรุงเทพฯ 9 โมงเช้า ชุมนุมหน้ากระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีฯ ยื่นคำขาดให้ สุพัฒนพงษ์ ลาออกจากรมว.พลังงาน และ บิ๊กตู่พ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วย ขณะที่นายกฯ ขอให้เห็นใจทุกกลุ่มเดือดร้อนน้ำมันแพงกันหมด ไม่ใช่แค่รถบรรทุก ‘สุพัฒนพงษ์’ ไม่ท้อ ถูกม็อบไล่ ถกคลัง หาเงินอุดหนุนแก๊ส- น้ำมัน จ่อปล่อยให้แก๊สแอลพีจีปรับขึ้นแบบ ขั้นบันได หลัง 31 มี.ค. สภาอุตสาหกรรม เผยโพลสำรวจ 150 ซีอีโอ แนะรัฐลดภาษีน้ำมัน ค่าไฟ-น้ำประปา และค่าโดยสาร ชี้ผู้ประกอบการ 40% ตรึงราคาสินค้าได้ เต็มที่อีกแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น เบนซิน- แก๊สโซฮอล์ปรับขึ้นอีก 50 สตางค์วันนี้
‘บิ๊กตู่’ยันช่วยเหลือทุกกลุ่ม
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 7 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศ ไทย ประกาศจัดกิจกรรมรวมทัพรถใช้น้ำมันแพงวิ่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อกดดันรัฐบาล และขับไล่ นาย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ออกจากตำแหน่ง จากกรณีปัญหาราคาน้ำมันแพง ว่า แล้วมีคนเดือดร้อนเยอะไหมเรื่องน้ำมัน หรือเฉพาะรถบรรทุก รัฐบาลดูแลทุกกลุ่มไหม ในเมื่อต้นทุนราคาน้ำมันมันเป็นอย่างนี้ รัฐบาลได้ใช้ทุกวิธีการในการที่จะดูแลให้ราคาไม่สูงเกินที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนมาก รัฐบาลก็ต้องทำอย่างนี้คือ 1.เรามี งบประมาณมากน้อยเพียงใด และ 2.กลไกต่างประเทศเป็นอย่างไร ต้องเข้าใจ ไม่ใช่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเดือดร้อนทุกกลุ่มนั่นแหละ ทั้งภาคการผลิต ภาคการบริโภค ภาคการขนส่งก็ต้องช่วยกัน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สถานการณ์ในวันนี้เป็นอย่างนี้อยู่ รัฐบาลได้ทำหลายมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องติดตามดูสถานการณ์ต่างประเทศบ้าง เปรียบเทียบ เทียบเคียงดูบ้าง มันก็เดือดร้อนทุกคน แต่รัฐบาลทำให้ไม่ใช่หรือ ก็เอาเงินส่วนรวมมาดูแลทุกกลุ่มทุกฝ่าย ขอให้เข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ด้วย
ด้านนายสุพัฒนพงษ์ให้สัมภาษณ์กรณี สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ประกาศชุมนุมหน้ากระทรวงพลังงาน เรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซล และขับไล่ออกจาก ตำแหน่งรมว.พลังงานว่า ทุกครั้งที่มีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ เราก็รับข้อเสนอ และให้ข้อมูลได้มากที่สุด ตอนนี้กำลังดูมาตรการเดิมที่มีไปถึงวันที่ 31 มี.ค. และหากได้ข้อเรียกร้องต่างๆ มา จะไปดูว่านำไปปรับปรุงอย่างไร และทำอะไรได้ มากน้อยแค่ไหน
‘สุพัฒนพงษ์’ไม่ท้อม็อบไล่
เมื่อถามว่าตรึงราคาน้ำมันดีเซล 25 บาทได้หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาตรึงไว้ที่ 30 บาท ส่วน 25 บาท คงต้องมาดูกันว่าตัวเลขนี้มาได้อย่างไร และจะได้ประโยชน์อย่างไร แล้วใครได้ประโยชน์บ้าง เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น แต่ไม่ลดให้รถบรรทุก เป็นการเอื้อนายทุนหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อุตสาห กรรมได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน และมาตรการที่ว่าเป็นมาตรการชั่วคราว สิ่งที่สหพันธ์รถบรรทุกขอนั้นไม่ใช่มาตรการเฉพาะ วันนี้รัฐช่วยลิตรละ 5 บาทอยู่แล้วเท่ากับภาษีสรรพสามิต ถ้าไม่มีการตรึงราคาไว้เลยวันนี้ราคาดีเซลทะลุถึง 35 บาท ดังนั้น การพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไปก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วงนี้ราคาน้ำมันขึ้นเร็วมาก เพียงเดือนเดียวขึ้นมา 5 บาทกว่าเกือบ 6 บาท ต่อลิตร ถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน ซึ่งรัฐบาลก็ทำอย่างเต็มที่แล้วภายใต้กรอบและจำนวนเงินที่มีอยู่
เมื่อถามว่าไม่ท้อใช่หรือไม่ที่ถูกขับไล่ นายสุพัฒนพงธ์กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนก็มีความขุ่นเคืองในยามนี้ เพราะไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เป็นสถานการณ์ที่กำลังอยู่ในวิกฤตระดับโลก ทั้งเรื่องควบคุมโควิด เรื่องฉีดวัคซีน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตนคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมือง ยืนยันไม่ท้ออะไร สบายๆ เพียงแต่ช่วงนี้เจ็บตา เพราะอาจอ่านหนังสือเยอะ เมื่อถามว่าสหพันธ์จะขอขึ้นราคาค่าขนส่ง 20% หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะทำให้วงจรค่าขนส่งเปลี่ยนไปหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า อยู่ที่สถานการณ์และข้อตกลงของการขนส่ง ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเขาจะขึ้นได้มากแค่ไหนตามกลไกตลาด เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลจะปล่อยให้ภาคเอกชนขึ้นราคาบริการขนส่งหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ถือเป็นกลไกตลาดเสรี จะไปบังคับทุกเรื่องไม่ได้ และต้องถามว่าผู้รับบริการจะยอมให้ขึ้นหรือไม่และต้องพูดคุยกัน เพราะมีผู้ให้กับผู้รับ
แก๊สหุงต้มจ่อปรับขึ้น
ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมหารือกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อจัดหาแหล่งเงิน เข้ามาเสริมสภาพคล่องในการดูแลโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยเฉพาะในส่วนของแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนที่ กระทรวงพลังงาน มีแนวทางปรับขึ้นแบบขั้นบันไดขึ้นไปอยู่ที่ 333 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม และ 363 บาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 318 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม ที่จะสิ้นสุดลงวันที่ 31 มี.ค.2565
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะยังคงมีมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่ราคาแก๊สหุงต้มทยอยขึ้นแบบขั้นบันได โดยกระทรวงการคลังยังคงอุดหนุนราคาแก๊สหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐ 13.5 ล้านคน เป็นเงิน 45 บาท/3 เดือนตามเดิม และเพิ่มเติมในส่วนของกระทรวงพลังงาน มีแนวทางอุดหนุนอีก 55 บาท/3 เดือน รวมเป็นรัฐอุดหนุน 100 บาท/3 เดือน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะหาเงินจากแหล่งใด คาดว่าจะช่วงกลาง-ปลายเดือนก.พ.นี้จะทราบ
“กระทรวงการคลังเตรียมเงินช่วยเหลือแอลพีจีผ่านบัตรสวัสดิการไว้แค่เพียง 45 บาท/3 เดือน ดังนั้นหากกระทรวงพลังงานจะให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมต้องหาแหล่งเงินอื่นมาช่วย น่าจะมาจากแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน และเงิน งบประมาณ จะใช้ดูแลทั้งราคาแอลพีจีและน้ำมันด้วยเพิ่มเติมจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกู้ 20,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินที่ครม.ให้ไว้ 30,000 ล้านบาท ที่คาดว่าแค่ใช้ดูแลราคาน้ำมันก็หมดแล้ว ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานอุดหนุนราคาแก๊สหุงต้มตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 จนถึงวันนี้ใช้เงินกองทุนอุดหนุนไปแล้วกว่า 25,000 ล้านบาท จากราคาจริงปัจจุบันอยู่ที่ 432 บาท/ถัง 15 ก.ก. ซึ่งการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้มทุก 1 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม จะช่วยลดภาระการอุดหนุนกองทุนได้ประมาณ 270-280 ล้านบาท/เดือน
โอดกองทุนติดลบ 1.6 หมื่นล.
ส่วนข้อเรียกร้องของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้ภาครัฐปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลงเหลือ 25 บาท/ลิตร และขอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิต ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ พร้อมกดดันให้นายสุพัฒนพงษ์ รมว.พลังงาน ออกจากตำแหน่ง นายกุลิศกล่าวว่า ขอความเห็นใจกระทรวงพลังงานด้วย เพราะรัฐคงไม่สามารถหาแหล่งเงินมาอุดหนุนราคาดีเซลให้อยู่ที่ 25 บาท/ลิตรได้ เนื่องจากปัจจุบันได้ใช้กลไกกองทุนเข้าไปตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ 29.94 บาท/ลิตร ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ไปแล้ว 3.79 บาท/ลิตร คิดเป็นเงินไหลออกสะสมกว่า 7,000 ล้านบาท หากรัฐไม่มีมาตรการอุดหนุนราคาดีเซลจริงจะขึ้นไป 34 บาท/ลิตร
“หากรัฐเข้าไปอุดหนุนราคาดีเซลให้อยู่ที่ 25 บาท/ลิตรตามข้อเรียกร้อง กองทุนต้องใช้เงินอุดหนุนถึงเดือนละ 17,000 ล้านบาท/เดือน ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 ก.พ.2565 ติดลบ 16,052 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 9,166 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 25,218 ล้านบาท” นายกุลิศกล่าว
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ช่วงเดือนก.พ.-เม.ย. คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 88-93 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากกลุ่มโอเปก พลัส ยังคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ 400,000 บาร์เรล/วัน ขณะที่เศรษฐกิจโลก ฟื้นตัว หลังจากโควิด-19 ผ่อนคลาย ทำให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ประกอบกับความ ขัดแย้ง กรณีปัญหารัสเซีย-ยูเครน ค่าเงินบาทอ่อนค่า อย่างไรก็ตาม ทีมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 78-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ม็อบสิบล้อยกเลิกนัด
วันเดียวกัน จากกรณีที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จะจัดกิจกรรม “รวมทัพรถใช้น้ำมันแพง” วิ่งพล่านทั่วกรุง วันที่ 7-8 ก.พ. เพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลเห็นถึงความเดือดร้อนของรถบรรทุก ประชาชน และเป็นการร่วมขับไล่นายสุพัฒนพงษ์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ออกจากตำแหน่ง ล่าสุด จากการหารือร่วมกันหลายภาคส่วน และเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ขอยกเลิกกิจกรรมเคลื่อนไหวแล้ว
ส่วนกิจกรรม Truck Power Final Season ที่บริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน ในวันที่ 8 ก.พ. ยังเป็นตามเดิม และเริ่มเคลื่อนขบวนรถบรรทุก ตั้งแต่เวลา 08.00 น. โดยจะรวมพลในเส้นทางหลัก 3 แห่ง ได้แก่
1.ถนนเอเชีย เริ่มจากด่านบางปะอิน นวนคร ดอนเมือง 2.ถนนบางนาตราด เริ่มจาก บางนาตราด ก.ม.12 และ 3.ถนนกาญจนาภิเษก เริ่มจากนครปฐม ตลิ่งชัน บางพลัด วงศ์สว่าง มุ่งหน้าไปกระทรวงพลังงาน
ยันไล่ทั้งรมต.ยันบิ๊กตู่
นายศุภศักดิ์ รุ่งเจิดฟ้า ที่ปรึกษาและคณะกรรมการสมาคมขนส่งทางบก กล่าวว่า วันที่ 8 ก.พ. ผู้ประกอบการรถบรรทุกมีกำหนดเคลื่อนขบวนรถบรรทุก ไม่น้อยกว่า 300 คัน จากจ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรวมตัวกันชุมนุมที่หน้ากระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต เวลา 09.00 น. โดยจะยื่นคำขาดให้นายสุพัฒนพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันได้ และจะไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือไม่มีข้อเสนออื่นใด เพราะเรียกร้องอะไรไปก็ไม่เกิดประโยชน์
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมปราศรัยบนเวทีรถบรรทุกเคลื่อนที่ โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง จะขึ้นปราศรัยด้วย พร้อมตัวแทนสมาคมต่างๆ กว่า 10 คน อาทิ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นายวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ นักวิชาการ และนายกสมาคมในกลุ่มของสหพันธ์ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิจะร่วมขึ้นเวทีปราศรัยด้วยตั้งแต่เวลาประมาณ 10.30 เป็นต้นไป เพื่อชำแหละโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยให้ประชาชนรู้ว่าทำไมจึงไม่ถอดส่วนผสมไบโอดีเซลที่มีต้นทุนสูงถึง 4 บาท/ลิตร ออกจากน้ำมันดีเซล หากถอดไบโอดีเซลออกได้ราคาดีเซลจะลดลงได้ทันตาเห็น เพราะลำพังเนื้อน้ำมันดีเซลที่แท้จริงอยู่ที่ 20.52 บาท/ลิตรเท่านั้น เรื่องนี้มีเบื้องหลัง ใครได้ใครเสียประโยชน์ ใครเป็นใครมีพรรคการเมืองไหนหนุนหลัง จะได้รู้กัน
“ข้อเรียกร้องคือไล่ นายสุพัฒนพงษ์ ออกสถานเดียว และจะลามไล่ไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีด้วย รวมทั้งจะรณรงค์พี่น้องประชาชนอย่าเลือกพรรคการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน เหยียบหัวคนจนเพื่อรักษาผลประโยชน์พวกพ้อง” นายศุภศักดิ์กล่าว
ด้านนายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารสมาชิกส.อ.ท. (โพล ส.อ.ท.) ประจำเดือนก.พ.2565 ในหัวข้อ “สินค้าแพง ค่าครองชีพพุ่ง จะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร” พบว่าผู้บริหาร ส.อ.ท.มองว่าปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ และคาดว่าภาวะราคาสินค้าแพงจะยาวนานไป อย่างน้อย 3 เดือน หรืออาจยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้ หากราคาพลังงานยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประกอบการสามารถตรึงราคาสินค้าได้อีกแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น ดังนั้น ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำประปา, ค่าเดินทาง รวมทั้งลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม เช่น ภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิง และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพอื่นๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในช่วงนี้ อีกทั้งผู้บริหาร ส.อ.ท.ยังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในกรอบ 2-4%
เอกชนชงลดค่าไฟ-น้ำ-ตั๋วรถ
ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 150 คน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด 76.7% มองว่าปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ อันดับ 1 คือ ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รองลงมา 74% มองว่ามาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอีก 63.3% มองว่ามาจากค่าขนส่งที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และ 51.3% มองว่ามาจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และภาระค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่เพิ่มขึ้น
ส่วนภาวะราคาสินค้าแพงจะยาวนานแค่ไหน ผู้บริหารส่วนใหญ่ 35.3% มองว่าปัญหานี้จะนาน 3-6 เดือน รองลงมา 34.7% มองว่าจะนาน 6-12 เดือน และ 30% มองว่านานมากกว่า 1 ปี ดังนั้นผู้บริหาร 75.3% เสนอให้ภาครัฐลดค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำประปา, ค่าเดินทาง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ผู้บริหาร 74.7% เสนอให้ลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม เช่น ภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงและสินค้าจำเป็น ต่อการดำรงชีพอื่นๆ ผู้บริหาร 66% เสนอให้ตรึงราคาน้ำมัน ไม่ให้มีผลต่อต้นทุนสินค้า ผู้บริหาร 59.3% เสนอให้ใช้มาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพ เช่น คนละครึ่ง
ผู้บริหาร 40% ระบุว่าจะตรึงราคาสินค้าไม่ให้ปรับขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้นาน 1-2 เดือน 30.7% ระบุว่าจะตรึงราคาสินค้าได้นาน 3-4 เดือน 16.7% ระบุว่าตรึงได้มากกว่า 6 เดือน 12.6% ระบุว่าตรึงได้ 5-6 เดือน 58% มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 2-4% ผู้บริหาร 23.3% มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ผู้บริหาร 18.7% มองว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้จะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2%
ขณะที่ผู้บริหาร 77.3% เห็นว่าเอกชนควรปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รับมือกับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ชะลอตัว 61.3% เห็นว่าควรนำระบบบริหารจัดการมาช่วยในการลดต้นทุนการผลิต เช่น การปรับการจัดการองค์กรใหัมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ LEAN, ไคเซ็น 54% เห็นว่าต้องปรับกลยุทธ์เน้นตลาดต่างประเทศ และการแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ และผู้บริหาร 50% มองว่าต้องเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น
เบนซินขึ้นอีก 50 ส.ต.
ด้านผู้ค้าน้ำมัน ประกาศขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ทุกชนิดขึ้นอีก 50 สตางค์/ลิตร นับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 9 ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ภาพรวมน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 3.30 บาท/ลิตร โดยอยู่ที่ 42.46 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 34.78 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 35.05 บาท/ลิตร ส่วนอี 20 อยู่ที่ 33.94 บาท/ลิตร อี 85 อยู่ที่ 27.24 บาท/ลิตร ขณะที่กลุ่มน้ำมันดีเซล รัฐบาลยังคงมีมาตรการตรึงราคาไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ส่งผลให้ดีเซล บี 7 (น้ำมันพื้นฐาน) และบี 20 ยังอยู่ที่ 29.94 บาท