‘บิ๊กเด่น’นำทีมประสานบิ๊กกัมพูชาล้าง 2 ขบวนการใหญ่-71หมายจับผบ.ตร.สั่งยกเครื่องสูโจรโซเชี่ยล

‘บิ๊กปั๊ด’ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ผบ.ตร. ส่ง‘บิ๊กเด่น’ดำรงศักดิ์ รองผบ.ตร. พร้อมเลขาฯ รมว.ดิจิทัลฯ ยกคณะบินด่วนไปกัมพูชาประสานเปิดปฏิบัติการทลายรังคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่กลับมาดำเนินคดีในไทย เตรียมค้น 3 เป้าหมายในพนมเปญและเมืองพระสีหนุ หลังจับกุมสองผัวเมียเครือข่ายใหญ่ฝั่งไทยคอยประสานงานหัวหน้าแก๊งชาวจีนส่งคนไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ขยายผลพร้อมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีก 2 แก๊ง รวม 71 หมายจับ ซึ่งอยู่ในออฟฟิศใหญ่ที่กัมพูชา ด้านรองผบ.สส. และผบ.หน่วยข่าวกรองความมั่นคงกัมพูชา ยินดีส่งตัวให้ไทยตามแนวทางปฏิบัติการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและกฎหมายคนเข้าเมือง ผบ.ตร.เผยก่อนหน้านี้พูดคุยกับทางการสิงคโปร์แล้ว ทั้งสองประเทศมีแนวคิดร่วมแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 11 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร) หรือ PCT นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม./หน.ชุดปฏิบัติการ ที่ 1 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2 /หน.ชุดปฏิบัติการที่ 5 และคณะ เดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อเข้าพบพล.อ.เซา ซกคา รองผบ.สส. และผบ.สห. พล.ท.เจีย เองยง ผบ.หน่วยข่าวกรองความมั่นคง พล.ต.เขียว รัฐา รองผู้บังคับการกองกิจการสาธารณะ พ.อ.เมือง จันโท เลขาฯ รอง ผบ.สส. และ ผบ.สห. ในฐานะผู้แทนฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา ณ Royal Gendarmerrie of Cambodia Head Quarter เมืองพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อช่วยส่งตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีในราชอาณาจักรไทย

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เหลือซึ่งอาศัยฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา คดีนี้สืบเนื่องจากปฏิบัติการบูรพา 491 ทลายคอลเซ็นเตอร์ตัดวงจรส่งคนไทยข้ามแดน เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีรเดชนำกำลังตำรวจ PCT และสืบสวนภาค 2 ปูพรมตะเข็บชายแดนสระแก้ว จับกุมสองสามีภรรยาเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ได้ 2 คน อยู่ฝั่งประเทศไทยทำหน้าที่คอยประสานงานกับหัวหน้าแก๊งชาวจีนส่งคนไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา โดยขยายผลพร้อมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีก 2 แก๊ง รวมทั้งสิ้น 71 หมายจับ ซึ่งอยู่ในออฟฟิศใหญ่ที่ประเทศกัมพูชา

เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศนานาชาติพนมเปญ คณะรอง ผบ.ตร. โดยมีพล.ต.ต. พันธนะ พล.ต.ต.ธีรเดช พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง ผกก.(สอบสวน) บก.สส.ภ.2 พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.สอบสวน บก.สส.สตม. พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร ผกก.ตม.จว.สมุทรปราการ และกำลังชุดปฏิบัติการ PCT เดินทางไปยัง Royal Gendarmerrie of Cambodia Head Quarter เพื่อเข้าพบ พล.อ.เซา ซกคา รอง ผบ.สส. และ ผบ.สห. ทันที

ภายหลังการร่วมหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง พล.ต.ต.พันธนะ หน.ชุด PCT ที่ 1 เผยกับผู้สื่อข่าวว่าได้รับสัญญาณที่ดีจากฝ่ายรัฐบาลประเทศกัมพูชา โดย รอง ผบ.ตร. กล่าวกับ พล.อ.เซา ซกคา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทย ต้องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภท เนื่องจากสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนไทยอย่างมาก และระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชามีการประสานความร่วมมือกันด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งผู้แทนกัมพูชากล่าวว่ารัฐบาลกัมพูชายินดีร่วมมือและฝากความระลึกถึงมายัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้วย

ด้านพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า หลังจากนี้จะเปิดปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับกัมพูชาโดยมีเป้าหมายเข้าตรวจค้น 3 จุดหลักในกรุงพนมเปญและเมืองพระสีหนุ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สั่งการให้เร่งระดมกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทย โดยเฉพาะช่วงสถาน การณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คดีนี้ภายหลังการเปิดปฏิบัติการและได้ตัว ผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว รัฐบาลกัมพูชาจะส่งตัวให้ทางการไทยตามแนวทางปฏิบัติในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและกฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป หากพบเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์ PCT 08-1866-3000 ในเวลาราชการ หรือ สายด่วน บช.สอท.1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายเอกสิทธิ์ เลขา รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัล ให้เดินทางมาปรึกษาหารือทำเอ็มโอยูร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวงคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศไทย และกระทรวงไปรษณีย์โทรเลขและการสื่อสาร ประเทศกัมพูชา ประสานความร่วมมือให้ข้อมูลสนับสนุน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และไฮบริดสแกม

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กล่าวถึงปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ว่า คดีลักษณะดังกล่าวมักจะไม่ปรากฏท้องที่เกิดเหตุในด้านกายภาพ ดังนั้นต้องปรับกระบวนการ แต่เดิมเหตุเกิดที่ไหนให้ไปแจ้งความที่ท้องที่เกิดเหตุนั้นๆ ระบบใหม่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังพัฒนาคือระบบการรับแจ้งความออนไลน์ จะเริ่มดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนมี.ค. กระบวนการคือหากประชาชนได้รับความเสียหายจากคดีทางออนไลน์ต้องแจ้งความผ่านทางออนไลน์ได้เช่นเดียวกัน ผู้เสียหายสามารถระบุท้องที่เกิดเหตุ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำไว้รองรับ หรือหากสะดวกก็เข้าไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในท้องที่ต่างๆ ได้เช่นกัน

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่าหลังจากนั้นจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพราะผู้เสียหายอาจจะเกิดหลายท้องที่ ระบบจะสามารถวิเคราะห์แผนประทุษกรรมได้ว่าผู้ก่อเหตุหรือคนร้ายเป็นคนเดียวกัน จากนั้นจะมีผู้บริหารคดีสั่งการทีมสืบสวนเพื่อเข้าสู่กระบวนการติดตามจับกุมคนร้ายต่อไป กรณีที่มูลค่าความเสียหายน้อยระบบจะนำมาวิเคราะห์เพื่อรวมเป็นคดีเดียวกัน ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของสังคมโลก หากประเทศไทยทำสำเร็จจะเป็นประเทศในกลุ่มอันดับ 1-10 ที่มีระบบจัดการคดีอาชญากรรมทางออนไลน์แบบนี้

พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ตนมอบหมายให้พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะทำงานเดินทางไปหาความร่วมมือกับทางการกัมพูชา ถึงแนวทางปราบปรามและทำงานร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานตลอดจนข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลพยานหลักฐานในการดำเนินคดี เชื่อว่าในหลายประเทศกำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกัน การพูดคุยกับทางการของประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นแนวทางหรือกลไกการทำงานร่วมกัน ก่อนหน้าได้พูดคุยกับทางการของประเทศสิงคโปร์ไปบ้างแล้ว จากการพูดคุยกับทั้งสองประเทศมีแนวคิดหลักการที่จะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์

ทลายรัง – พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. นำคณะเดินทางไปพบ พล.อ.เซา ซกคา รองผบ.สส. และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศกัมพูชา ประสานความร่วมมือจับ คอลเซ็นเตอร์แก๊งใหญ่กลับมาดำเนินคดีในไทย เมื่อวันที่ 11 ก.พ.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน